
.....หมอกหนาแน่นจนราวกับจะกลืนโลกทั้งใบ
ละอองเย็นแ่ลงบนไหล่ทั้งสองร่าง
อวี้เฟิงและหานเหวินเดินออกจากประตูสำนักอวิ๋นหลิน พวกเขาไม่พบอะไรเลยในสำนักแห่งนี้
เสียงฝีเท้ากดลงบนดินชื้น เบา แต่มั่นคง
ต้นสนสูงตระหง่านสองข้างทางยืนเงียบงัน
บางต้นใบแห้งกรอบ
ลมพัดผ่าน ไม่ใช่เสียงใบไม้ แต่เป็เสียงหมอกขยับตัวราวสิ่งมีชีวิต
แม้เสียงจิ้งหรีดหรือเสียงนกยังไม่อาจแทรกความเงียบนี้ได้
ราวกับูเาแห่งนี้ถูกกาลเวลากลืนกิน
(ความคิดของหานเหวิน)
ออกมาแล้ว…
ที่แห่งนั้นคือหลุมฝังศพของความทรงจำ
ทั้งที่ข้าคิดว่าจะรู้สึกโล่งใจ แต่กลับหนักแน่นในอก
ภาพศิษย์พี่เจี้ยงหยวนยังชัดเจนในหัว
เขายิ้มแบบนั้น…พูดประโยคสุดท้ายแบบนั้น…แล้วก็ไม่มีอีก
ข้าเดินอยู่ข้างเขา ...อวี้เฟิง
เ้าเล่ห์ กวนตีน แต่จริงใจในแบบของตน
บางที ข้าก็เกลียดตัวเองที่วางใจในเขามากเกินไป
แต่พอคิดจะเว้นระยะ…กลับรู้สึกหนาว
(ความคิดของอวี้เฟิง)
หมอกนี่หนาเหมือนความดื้อของหมอนี่เลย
จะว่าไปก็เดินช้าเหมือนคนที่ติดหนี้ข้ามาชาติครึ่ง
แต่ช่างเถอะ ข้ารู้ว่ามันไม่ใช่เพราะี้เี
มันเพราะใจเขายังจมอยู่ในอดีต และข้ารู้ว่าบางความเจ็บก็ต้องใช้เวลาเดินผ่าน
ข้าจะไม่พูดตรง ๆ ว่า “ข้าอยู่ตรงนี้”
แต่ทุกก้าวของข้าจะบอกแทนคำพูดนั้นเอง
อวี้เฟิง: “หานเหวิน…เ้ารู้ไหม หมอกนี่เหมาะกับเ้าดีนะ”
หานเหวิน: “เหมาะตรงไหน?”
อวี้เฟิง: “ปิดหน้าซะครึ่ง จะได้ไม่มีคนเห็นเวลาข้าแกล้งเ้า”
(หานเหวินถอนหายใจ แต่หางตากลับโค้งขึ้นเล็กน้อย)
ฝีเท้าของทั้งคู่ไม่เท่ากัน
อวี้เฟิงก้าวยาวและมั่นคง ส่วนหานเหวินก้าวสั้นกว่า
บางครั้งเขาต้องเร่งตาม บางครั้งอวี้เฟิงก็แกล้งชะลอให้เดินเคียงกัน
มือของอวี้เฟิงแกว่งไปมาเฉียดปลายนิ้วหานเหวินเป็ระยะ
เหมือนจงใจ แต่ก็ไม่แตะ
หมอกบาง่หนาจนต้องเดินตามเงาร่างอีกฝ่าย
และใน่ที่มองไม่เห็น อวี้เฟิงจะเอ่ยเสียงต่ำ
“อย่าหายไปจากสายตาข้า”
น้ำเสียงไม่ใช่คำสั่ง…แต่เป็คำขอ
(หานเหวินคิด) “เขาไม่พูดมาก…แต่ทุกคำเหมือนฝังลึกในใจข้า”
(อวี้เฟิงคิด) “เขาไม่รู้…ว่าข้าจับจังหวะหายใจของเขาได้แม่นยิ่งกว่าจังหวะของตัวเอง”
...ในที่สุดก็ออกมาพ้นเทือกเขา หมอกเริ่มบางลง
แสงอาทิตย์แรกแทรกผ่านกิ่งสนเป็เส้นยาว
ละอองน้ำค้างเกาะเส้นผมของหานเหวิน
อวี้เฟิงเหลือบมองแล้วหัวเราะในลำคอ
อวี้เฟิง: “เ้ารู้ไหม ถ้าข้าเป็จิตรกร ข้าจะวาดภาพเ้าในหมอกนี่…แล้วขายแพงมาก”
หานเหวิน: “แล้วจะให้ใครซื้อ?”
อวี้เฟิง: “ก็ข้านี่แหละ จะได้เก็บไว้ดูคนเดียว ฮ่าๆ”
(หานเหวินหันหน้าหนี ไม่อยากให้อวี้เฟิงเห็นว่าหูแดง)
ทั้งคู่เดินจนหมอกจางไปเกือบหมด
เบื้องหน้าคือทางแยก หนึ่งเส้นลงูเา อีกเส้นเลาะป่าไปทางตะวันตก
อวี้เฟิงหยุด กวาดตามองสองทางอย่างครุ่นคิด
หานเหวินมองเงียบ ๆ รอคำตอบ
ลมพัดแรงครั้งหนึ่ง
หมอกสุดท้ายปลิวหาย เผยท้องฟ้าสีเทาอ่อน
อวี้เฟิงหัวเราะเบา ๆ
“ไปทางไหนก็ช่าง…ตราบใดที่เ้าไม่เดินหนีข้า”
ในความเงียบหลังคำพูดนั้น หัวใจของทั้งคู่ตอบแทนกัน โดยไม่ต้องใช้คำพูด
นี่ไม่ใช่แค่การเดินทางบนูเา แต่เป็การเดินทางของิญญาสองดวง
และไม่มีหมอกหรืออดีตใด…จะบดบังเส้นทางของพวกเขาได้อีกแล้ว....