“การได้พบกับเธออีกครั้งเป็ความปรารถนาเดียวของฉันในตอนนี้”
แต่มาโมรุไม่มีโอกาสได้คุยกับโทวะเื่เมื่อวานเลยเพราะทันทีที่เขาไปถึงห้องเรียนในตอนเช้า โทวะก็พุ่งเข้าหาเขาอย่างรีบร้อน
“นายมาก็ดีแล้วเดี๋ยวฉันจะต้องไปประชุมคณะกรรมการต่อ แล้วจะรีบกลับมา”
โทวะพูดขึ้นทันทีที่เห็นตัวเขาทั้งที่บรรยากาศก่อนหน้าที่เขาจะโผล่มาในห้องนั้นอึมครึมเสียจนไม่อยากเข้าใกล้มินาโยะนั่งนิ่งอยู่บนที่นั่งของตัวเอง เธอไม่พูดไม่จาเดาว่าคงรู้สึกช็อกจากเหตุการณ์เมื่อวานอยู่แต่มาโมรุมองไม่เห็นใบหน้าด้านข้างของเธอเพราะเรือนผมที่ตกลงมาปรกใบหูเห็นเพียงปลายจมูกเชิดรั้นและริมฝีปากบางที่เรียบสนิทเสียจนเกือบเป็เส้นตรงส่วนโทวะยืนกอดอกพิงกระจกหน้าต่าง กำลังพูดอะไรสักอย่างกับมินาโยะด้วยน้ำเสียงที่เบาเสียจนเขาไม่ได้ยิน
พอโทวะเหลือบมาเห็นเขายืนลังเลอยู่หน้าประตูห้องมาโมรุก็ตระหนักได้ว่าไม่มีประโยชน์ที่เขาจะยืนอยู่ตรงนี้อีกต่อไปเขาเดินไปหาคนทั้งคู่ จังหวะเดียวกับที่โทวะเอ่ยทักเขาพอดี
“ใกล้โฮมรูมแล้วนะยังจะมีประชุมอีกรึไง?”
“เื่ด่วนน่ะอาจจะกลับมาไม่ทันโฮมรูม” โทวะบอกอย่างเร่งรีบ “ฝากด้วยนะ”
เด็กหนุ่มวางมือแตะไหล่เขาหนึ่งครั้งก่อนที่จะผลีผลามออกไปจากห้องโดยไม่ยอมให้เขาซักอะไรต่อแต่ทั้งที่รีบร้อนสักแค่ไหนหมอนั่นก็ไม่เคยปล่อยให้มินาโยะอยู่ตามลำพังจนกว่าเขาจะมา
พอคิดว่าบางทีโทวะอาจจะเล่าอะไรเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อวานให้มินาโยะฟังไปบ้างแล้วไอ้ที่บอกว่า ‘ฝากด้วยนะ’ นั่นเลยดูเหมือนไม่ใช่ความรับผิดชอบของเขาเท่าไหร่
แต่เหมือนจะไม่ใช่อย่างที่เขาคิดเพราะมินาโยะไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างที่เขาเข้าใจ
“โทวะเล่าให้ฉันฟังเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อวานแล้ว”มินาโยะบอกกับเขา น้ำเสียงของเธอแ่เบาเสียจนเขาแทบไม่ได้ยิน “แต่ฉันยังไม่เข้าใจอดีตของฉันเป็ยังไงอย่างนั้นเหรอทำไมคนพวกนั้นถึงได้จ้องที่จะทำร้ายพวกเราขนาดนั้น”
“มันก็เป็แบบนั้นมาั้แ่ต้นแล้วนี่นาเธอไม่จำเป็ต้องไปหาเหตุผลหรอกว่าทำไม” มาโมรุบอกเล่าเื่ราวในมุมมองของเขา“แม้แต่ฉันเองยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำ รู้สึกตัวอีกทีก็กลายเป็แบบนี้ไปแล้ว”
มาโมรุทิ้งตัวลงบนที่นั่งของเขาหันหน้าออกไปมองนอกหน้าต่างกระจกที่ขึ้นฝ้าสลัวๆสะท้อนเงาของมินาโยะที่นั่งอยู่เยื้องๆเขาไปทางด้านหน้าหนึ่งแถวเธอกำลังก้มหน้า ฝ่ามือสองข้างประสานกันไว้ที่ตักเหมือนพวกเขาสองคนถูกตัดขาดจากโลกภายนอกที่เพื่อนร่วมห้องกำลังพูดคุยทักทายกันอย่างสนุกสนานแต่ทั้งคู่กลับนั่งนิ่งและปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง
“ฉันจำอะไรไม่ได้เลย” มินาโยะพึมพำ“ทั้งเื่ที่โทวะบอกฉัน หรือเื่ที่เขากำลังพยายามอธิบาย ผู้พิทักษ์คืออะไรแล้วนักรบอเวจีพวกนั้นคือใครกันแน่ ฉันไม่รู้เลยด้วยซ้ำ ฉันจำอะไรไม่ได้เลย”
มินาโยะดูเศร้านั่นทำให้มาโมรุตัดสินใจทำอะไรชั่ววูบลงไปโดยที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่ทันคาดคิดและถึงแม้จะคิดได้แล้ว เขาก็หยุดตัวเองไม่ได้อะไรบางอย่างในหัวสั่งให้เขาขยับลุกออกจากที่นั่งตัวเองไปทิ้งตัวลงเงียบๆบนโต๊ะว่างด้านหลังมินาโยะมาโมรุหันหน้าเข้าหน้าต่าง แผ่นหลังของมินาโยะสะกิดโดนแขนขวาของเขาเบาๆ เธอขยับตัวออกห่างเล็กน้อยอย่างสุภาพแต่มาโมรุทิ้งน้ำหนักลงฝั่งขวาเพื่อเอนร่างไปพิงแผ่นหลังเธอ
วูบหนึ่งที่เด็กหนุ่มรู้สึกว่าตัวเองโชคดีเล็กน้อยที่โทวะไม่ได้อยู่ด้วยกันในตอนนี้และคนในห้องก็ไม่มีใครสนใจพวกเขาเป็่เวลาเล็กๆที่มาโมรุสามารถพูดกับมินาโยะได้โดยที่ไม่มีใครมาขัดขวาง
“เธอไม่จำเป็ที่จะต้องรีบเพื่อรู้อะไรก็ได้บางอย่างค่อยๆใช้เวลาทำความเข้าใจกับมันไปก็ได้ฉันเองตอนที่ความทรงจำครั้งแรกกลับมาก็ไม่ได้หมายความว่านอนตื่นนึงแล้วจะเข้าใจเื่ราวทุกอย่างเสียหน่อยเพราะงั้นไม่ต้องรีบหรอก”
มาโมรุบอกกับเธอ
“พวกเขาจะกลับมาอีกใช่ไหม?”
มินาโยะถามอย่างกังวลใจ
“กลับมาสิ”
มาโมรุไม่ยอมโกหกเพื่อให้เด็กสาวสบายใจแต่เลือกที่จะพูดความจริงออกไปมันคงจะง่ายกว่าในสถานการณ์แบบนี้
“แต่มันจะไม่เป็แบบเมื่อวานอีกหรอกเชื่อฉัน เพราะว่าในตอนนี้พวกเราอยู่ด้วยกัน”
...เธอจะต้องไม่เป็อะไร...
เสียงคุ้นเคยในหัวลอยผ่านเข้ามา มินาโยะรู้สึกว่าความอบอุ่นนั้นแตกต่างจากไออุ่นของร่างที่พิงเธออยู่เล็กน้อยแต่ความอ่อนโยนของเขาช่วยพัดพาเอาความกังวลในใจของเธอออกไปจนสิ้น ด้านนอกหน้าต่างหิมะตกลงมาแล้ว แล้วในที่สุดเสียงกริ่งบอกเวลาโฮมรูมก็ดัง มาโมรุผละออกจากที่นั่งด้านหลังเพื่อกลับเข้าที่ทั้งสองคนไม่ได้พูดอะไรกันอีกเลยหลังจากนั้นขณะที่เฝ้ารอให้โทวะกลับมา
เพราะขาดเรียนไปนานมาโมรุเลยโดนลากตัวให้เข้าชมรมไปั้แ่ตอนที่เขายังไม่ทันก้าวขาออกจากห้องเสียด้วยซ้ำเด็กหนุ่มทำหน้าเมื่อย พยายามโวยวายหาเหตุผลร้อยแปดเพื่อโดดกิจกรรมชมรมว่าตัวเขาเองเพิ่งหายป่วยยังไม่พร้อมที่จะซ้อมแต่ก็ไร้ผลงานประเพณีใกล้เข้ามาทุกทีและทีมฟุตบอลของแผนกมัธยมต้นจะขาดผู้รักษาประตูเพียงคนเดียวอย่างเขาไปไม่ได้ดังนั้นมาโมรุจึงโดนรุ่นพี่ปีสามถึงสามคนรุมล้อมและลากตัวเขาออกไปจากห้องในตอนที่กริ่งบอกหมดเวลาเรียนของวันสิ้นสุดลงพอดี
มาโมรุไม่ได้เล่นฟุตบอลมานานแล้วด้วยเหตุผลบางอย่างแต่เพราะแผนกมัธยมต้นมีกฎบังคับให้นักเรียนทุกคนต้องเลือกชมรมสังกัดอย่างน้อยคนละหนึ่งชมรมประกอบกับความไม่น่าสนใจของชมรมทั้งหลายที่ก่อตั้งขึ้นในแผนกมัธยมต้นทำให้ตัวเลือกสุดท้ายอย่างชมรมฟุตบอลกลายเป็ตัวเลือกเดียวของเขาไปเสียได้
กว่ามาโมรุจะทำกิจกรรมชมรมเสร็จท้องฟ้าด้านนอกก็เปลี่ยนเป็สีดำสนิทไปแล้วโทวะพามินาโยะกลับไปส่งที่บ้านได้สักพักแล้วหลังจากที่ชมรมคาราเต้ของทั้งคู่เสร็จกิจกรรมใน่เย็นอันที่จริงโทวะบอกว่าจะรอกลับบ้านด้วยกันกับเขาเพราะเด็กหนุ่มยังคงเป็ห่วงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแต่มาโมรุไม่รู้ว่าตัวเขาจะทำกิจกรรมชมรมเสร็จเมื่อไหร่ แล้วอีกอย่างเขาคิดว่าถ้ามินาโยะกลับบ้านได้ไวเท่าไหร่ก็จะยิ่งปลอดภัยมากขึ้นโทวะเลยจำเป็ที่จะต้องล่วงหน้ากลับไปก่อน
มาโมรุเดินออกมาจากโรงเรียนเขาบอกลาเพื่อนร่วมชมรมก่อนจะมุ่งหน้ากลับบ้าน อากาศรอบข้างเย็นลงอีกแล้วลมหายใจของเด็กหนุ่มพวยพุ่งออกมากลายเป็ไอสีขาวขุ่นขณะที่เดินไปตามถนนเด็กหนุ่มกังวลใจถึงสถานการณ์ต่อจากนี้ไปเล็กน้อยจะทำอย่างไรหากพวกนั้นปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้งในขณะที่เขายังเปลี่ยนร่างกลายเป็ผู้พิทักษ์ไม่ได้คงจะหวังให้มีผู้พิทักษ์คนอื่นมาช่วยมันก็คงเป็ไปได้ยากเพราะตัวเขาเองไม่รู้ว่าผู้พิทักษ์ทั้งสิบสามกระจัดกระจายไปอยู่ที่ไหนแล้วในบรรดาคนทั้งหมดนั้นจะมีสักกี่คนกันที่จำเื่ราวในอดีตของตัวเองได้ยังไม่นับรวมพวกที่ต่อให้จำอดีตได้แต่ก็ยังทำอะไรไม่ได้เหมือนเขากับโทวะอีก
‘พวกเขารู้จักกัน’
โทวะบอกกับเขาเมื่อคืน
เขารู้สึกตัวแล้วรู้มาได้สักพักแล้วว่าเวลาที่หยุดเดินของพวกเขากำลังขยับ สำหรับเขาแล้วมันเร็วเกินไปที่จะเผชิญหน้าแต่กับ ‘คนคนนั้น’ เวลามันกำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว
มาโมรุหยุดเดินรู้ดีว่าความกังวลใจของเขามีคำตอบอยู่แล้วในตัวของมันเองแต่มันยากเหลือเกินที่จะต้องเผชิญหน้ากับทางเลือกนั้น
มันจะมีทางเลือกอื่นอีกไหมนะที่จะทำให้เขากลายเป็ผู้พิทักษ์ได้โดยที่ไม่ต้องเผชิญหน้ากับ‘คนคนนั้น’
คำตอบที่แม้แต่เขาเองก็ยังไม่รู้ตัวกำลังปรากฏตัวขึ้นอยู่ตรงหน้าเขา
เบื้องหน้าของเด็กหนุ่มคือถนนหน้าบ้านที่แสนคุ้นตาพอเดินเลี้ยวหัวมุมตรงสี่แยกเข้ามาด้านขวามือคือศาลเ้าซึ่งเป็บ้านของนานาโกะถัดไปคือบ้านไม้หลังใหญ่ของเขาถนนหน้าบ้านที่ปกติจะโล่งเพราะไม่ค่อยมีคนแวะเวียนผ่านมาตอนนี้กลับปรากฏร่างของเด็กสาวคุ้นตาในชุดคลุมกันหนาวตัวยาวยืนพิงกำแพงหินของศาลเ้าอยู่เ้าของร่างกำลังประนมมือรับไออุ่นที่ออกจากริมฝีปากเพื่อระงับความหนาวเย็นของฝ่ามือคู่เล็กที่ไร้เครื่องป้องกัน
พอรู้สึกตัวว่าตัวเองกำลังถูกจ้องมองั์ตาสีดำสนิทคู่สวยคู่นั้นก็หันมามองเขา
เด็กสาวส่งรอยยิ้มมาให้
ภาพของเธอที่ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเขาทำให้มาโมรุแทบลืมหายใจ
เขาไม่เคยลืมเธอเลย เด็กสาวร่างเล็กผมสีดำขลับกับั์ตาสีเดียวกันเธอเติบโตขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก ใบหน้าอ่อนเยาว์ของเธอนั้นสวยหวานเธอยังคงไว้ผมทรงทวินเทลเหมือนเมื่อก่อนนั่นทำให้เธอเหมือนตุ๊กตากระเบื้องเคลือบตัวเล็กๆที่เปราะบางและแตกหักง่ายสิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปคงจะมีแค่ร่างกายที่เติบโตขึ้นตามกาลเวลาแต่นอกเหนือจากนั้นทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม รวมถึงความรู้สึกของเขาที่มีต่อเธอด้วยมันยังคงไม่เปลี่ยนแปลงนับจากวันนั้น
“ไม่เจอกันนานเลยนะ มาโมจัง”
น้ำเสียงของเธอที่เอ่ยเรียกชื่อของเขานั้นยังคงติดค้างอยู่ในความทรงจำราวกับจะตอกย้ำว่าผู้หญิงที่มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้คือผู้หญิงที่เขาเกลียดชังมากที่สุดในชีวิต
ใช่แล้ว! เขาเกลียดเธอ
เธอ... คนที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างบิดเบี้ยวไปในวันนั้น...
“เธอมาทำอะไรที่นี่? มิกิ”
“คนคนนั้นบอกให้ฉันมาที่นี่น่ะสิ” นางามิ มิกิกล่าว “ยังไม่เปลี่ยนไปเลยนะทั้งเขา ทั้งเธอด้วย”
คำบอกเล่าของเด็กสาวทำให้มาโมรุโกรธจนตัวสั่นแต่ถึงกระนั้นแล้วเขาก็ไม่อาจลงมือทำอะไรได้เพราะเด็กหนุ่มไม่รู้ว่าการที่เธอมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเขานี้เพื่ออะไรกันแน่
“มินาโยะจังสบายดีหรือเปล่า?” น้ำเสียงที่ถามไถ่ถึงเด็กสาวอีกคนที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันในตอนนี้แตกต่างออกไปมาโมรุพยายามที่จะไม่สนใจ ได้แต่จ้องเธอตาเขม็ง
“เห็นแบบนี้แล้วคงจะสบายดีจนถึงเมื่อไม่นานมานี้ล่ะสินะ”เด็กสาวเดาเอาว่าความเงียบของเขาและเหตุผลที่ทำให้เธอต้องมาอยู่ที่นี่ในตอนนี้คือคำตอบ
“ถ้าอย่างนั้นแล้วโทวะจังกับนานาโกะก็ยังอยู่ข้างๆเธอใช่ไหม?”
“เลิกถามแล้วตอบฉันมาว่าเธอมาที่นี่ทำไม!” มาโมรุเริ่มขึ้นเสียงใส่อย่างข่มอารมณ์ได้ยากเต็มทน
“ฉันเองก็อยากจะรู้เหตุผลนั้นอยู่เหมือนกัน”
เด็กสาวบอก
“เพราะความทรงจำที่หายไปของเขายังคงอยู่ในตัวคุณน่ะครับ”
มีอีกเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากในมุมมืดของศาลเ้าเป็เสียงของเด็กผู้ชายที่ฟังแล้วอ่อนหวานและคุ้นหูเสียเหลือเกิน
“ผมคิดว่านั่นคงเป็เหตุผลที่ทำให้ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธสตาร์ส่งคุณมาอยู่ที่นี่”