จากความสัมพันธ์ที่ดีมาโดยตลอด แปรเปลี่ยนราวกับพลิกฝ่ามือ ทุกอย่างที่เคยรู้จักสลายหายไปสิ้น กลายเป็บุคคลที่ยิ่งกว่าคนแปลกหน้าเสียด้วยซ้ำ
คำพูด น้ำเสียง แววตา และการกระทำ ดูรังเกียจเดียดฉันท์ราวกับนางเป็สัตว์เดรัจฉานน่าขยะแขยง ไร้การให้เกียรติ ไร้ความเห็นใจ ไม่มีแม้กระทั่งสักเสี้ยวของความรู้สึกดีๆ ที่มีให้กัน แบ่งเส้นว่าต้องยืนกันคนละฝั่ง ถูกประกาศความเป็ศัตรูอย่างชัดเจน
ย้อนกลับไปเมื่อสามเดือนที่แล้ว
ณ ท้องพระโรง
“เ้ามาทำอันใดที่นี่?”
หม่าเยว่ซินร้องถามเพื่อนสนิทที่พึ่งกึ่งวิ่งกึ่งเดินหน้าตาตื่นเข้ามาหยุดยืนข้างกาย นางเองก็พึ่งมาถึงที่นี่เหมือนกันแต่ยังไม่ทันได้เข้าไปภายในกลับพบเขาเข้าเสียก่อน
“เสด็จแม่ข้ายังไม่กลับตำหนัก นางกำนัลบอกว่าอยู่กับเสด็จพ่อในท้องพระโรง”
ปกติจ้าวลี่ิจะเข้าไปหาจ้าวฟางเหนียงที่ตำหนักทุกคืนอยู่แล้วเพื่อพูดคุยกันตามประสาแม่ลูก แต่คืนนี้เขาดันไปเร็วกว่าเวลาเดิมหนึ่งชั่วยาม (2 ชั่วโมง) เพราะธุระเสร็จไว แต่กลับพบว่าพระมารดาไม่อยู่จึงออกมาตามหา
จ้าวลี่ิรู้สึกเอะใจนักเพราะโดยปกติพระมารดากับพระบิดาเขาไม่ค่อยลงรอยกัน ยิ่ง่หลังๆ มานี้ที่จางมู่เฉินเริ่มให้ความสนใจกับพระสนมเอกและบุตรชายของนางมากกว่าปกติ จ้าวฟางเหนียงก็แทบไม่ไปพานพบสวามีของตนอีกเลย
แต่จู่ๆ วันนี้กลับพบเจอกันในเวลาค่ำมืดดึกดื่น แถมสถานที่กลับเป็ท้องพระโรงไม่ใช่ตำหนักใหญ่อย่างที่ควรจะเป็ จะไม่ให้เขารู้สึกร้อนรนหัวใจได้เช่นไร ไม่ใช่ว่าตอนนี้ทั้งคู่กำลังปะทะฝีปากหรือทะเลาะกันอยู่ภายในหรอกหรือ
“แปลกจัง ข้าก็พึ่งเห็นท่านพ่อเข้าไปในนั้นเหมือนกัน”
หม่าเยว่ซินเองก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน ่หลายวันมานี้บิดานางทำตัวแปลกๆ สีหน้าท่าทางดูเคร่งเครียดกว่าปกติ เก็บตัวอยู่ลำพังคนเดียวไม่ยอมพบหน้าใคร
จู่ๆ วันนี้กลับออกคำสั่งให้เหล่าธารกำนัลในบ้าน เก็บข้าวของเพื่อไปเที่ยวพักผ่อนต่างเมืองกันยกบ้าน ทว่าเขากลับไม่ลงเรือไปด้วยโดยให้เหตุผลว่าติดภารกิจสำคัญ
หม่าเยว่ซินรู้สึกแปลกใจจึงเลือกที่จะขึ้นฝั่งสะกดรอยตามบิดาตน สังเกตการณ์เขาอยู่ห่างๆ ก็ยิ่งพบความผิดปกติ จนกระทั่งตอนนี้ที่พึ่งเห็นเขาหายเข้าไปในท้องพระโรง
“พ่อเ้ามาทำอันใดที่นี่?”
สิ่งที่ได้ยินจากปากหม่าเยว่ซินทำให้จ้าวลี่ิรู้สึกสงสัยเข้าไปใหญ่ ยามวิกาลเหตุใดแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเฉิงถึงเข้าพบปะพระบิดาและพระมารดาของเขาตามลำพังไร้เหล่าขุนนาง หรือเป็ภารกิจลับบางอย่างกันแน่นะ
“ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน”
ขณะที่ทั้งคู่กำลังยืนมองหน้ากันด้วยความสับสนงุนงง ไม่กล้าสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปเพราะคิดว่าอาจเป็เื่ลับที่มีความสำคัญมาก แต่ก็ไม่อยากกลับเพราะยังรู้สึกไม่สบายใจ จู่ๆ กลับได้ยินเสียงใครบางคนคล้ายแม่ทัพใหญ่แคว้นเฉิงะโเรียกทหารดังลั่นออกมา
“ทหาร!!”
จ้าวลี่ิรีบพุ่งตัวไปเปิดบานประตูท้องพระโรงด้วยความร้อนใจ พลันสิ่งที่ดวงตาคมมองเห็นตรงหน้ากลับทำให้หัวใจเขาร่วงลงไปอยู่บริเวณตาตุ่ม
ไม่ต่างจากหม่าเยว่ซินที่ใไม่แพ้กัน มือบางยกขึ้นปิดปากก่อนแผดเสียงกรีดร้องลั่น ทรุดกายนั่งยองๆ กับพื้นเพราะเรี่ยวแรงไม่มีจะพยุงกายยืนได้
ภาพเบื้องหน้าคือหม่าเหินเยว่กำลังจับด้ามดาบ ที่บัดนี้ปลายของมันถูกเสียบเข้ากลางหลังของจ้าวฟางเหนียงทะลุไปโดนจางมู่เฉิน โดยคนซึ่งถูกแทงทรุดกายนั่งคุกเข่ากอดกันอยู่บนพื้น ดวงตาของทั้งสองปิดสนิทพร้อมมีคราบเืไหลออกจากมุมปาก บนพื้นนองไปด้วยโลหิตแดงฉานที่ไม่รู้ว่าไหลออกมาจากร่างใครมากกว่ากัน
ทันทีที่เห็นเด็กทั้งสองกำลังยืนมองตนด้วยสายตาตื่นตระหนก หม่าเหินเยว่จึงรีบละมือออกจากปลายดาบ กระเถิบกายถอยหลังไปเพียงไม่กี่ก้าว ก่อนคุกเข่าร้องไห้กับพื้นราวกับรู้สึกเสียใจในสิ่งที่กระทำลงไป
“เสด็จแม่!!”
จ้าวลี่ิรีบวิ่งถลาเข้าไปเขย่าร่างพระมารดาทว่าไร้การตอบสนองอย่างสิ้นเชิง นางสิ้นลมหายใจไปพร้อมกับจางมู่เฉินเป็ที่เรียบร้อย เรียกน้ำตาจากดวงตาคมให้หลั่งไหลพรั่งพรู กอดศพแม่ตัวเองร้องไห้โฮอย่างไม่รักษาภาพลักษณ์