เกิดใหม่มาเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว

    บทที่ 33 ควบคุมสถานการณ์ภายในกองทัพ

            บทที่33 

            ควบคุมสถานการณ์ภายในกองทัพ 

            กองทัพใหญ่ที่มีไพร่พลประมาณหมื่นหกตั้งล้อมรอบเมืองขนาดใหญ่เอาไว้ตามคำสั่งของแม่ทัพผู้ที่บัญชาการลงมาทำให้พวกเหล่าทหารปฏิบัติการอย่างเคร่งครัด 

            หลังจากที่ได้ล่วงรู้ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆแม่ทัพใหญ่นามไป๋เฟิ่งออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด คำสั่งแรกคือการล้อมรอบบริเวณรอบๆเอาไว้เพื่อที่จะสร้างเป็นเขตกับการขนาดใหญ่ขึ้นมา 

            ทหารส่วนใหญ่ไม่ถูกอนุญาตให้ก้าวเข้าไปภายในเขตเมืองยกเว้นจะได้รับคำสั่งพิเศษโรคระบาดที่มันกำลังระบาดอยู่ในตอนนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใดจะสามารถรับมือได้

            ไป๋เฟิ่งกลวิธีของกองทัพนั่งรู้ดีว่านางจำเป็นจะต้องหยุดความรุนแรงให้ได้มากที่สุดเพื่อให้ได้รับผลกระทบกับอาหารภายในกองทัพได้น้อยที่สุด 

            ไปตอนนี้ภายในเมืองเกิดโรคระบาดขนาดใหญ่ธาตุอาหารภายในกองทัพจำนวนมากติดนางรู้ดีว่ามันจะเป็นอย่างไรคนภายในกองทัพเมื่อเจ็บป่วยล้มตายไปจะไม่สามารถเดินหน้าทำสงครามต่อได้อีก 

            มันเทียบเท่ากับว่าในครั้งนี้การปราบปรามกบฏของนางนางจะเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้ 

            ตอนที่นางพ่ายแพ้ผลกระทบที่ตามมาจะไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพียงสบตาเท่านั้นเหล่าชาวเมืองพวกนี้ล่ะถ้าเป็นอย่างไรชะตากรรมของเขาคงจะไม่ต่างจากคนที่ตายทั้งเป็น 

            หลังจากที่จัดการเกี่ยวกับสถานการณ์ในตอนนี้ได้นางก็ทำการส่งหนังสือจดหมายไปรายงานที่เมืองหลวงอย่างรวดเร็วเกี่ยวกับเรื่องโรคระบาดขนาดใหญ่บริเวณชายแดน

            ตามการคาดการณ์ของนางแล้วน่าจะใช้เวลาประมาณสิบวันกว่าที่จะมีคนถูกส่งเดินทางมาถึง

            กำลังขอแพทย์หลวงที่มีฝีมือมาช่วยวินิจฉัยและก็มาช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับสถานการณ์ในตอนนี้

            เหล่าชาวเมืองเองก็ถูกกับกลางด้วยเช่นเดียวกันคนที่ไม่ได้ติดโรคระบาดถูกแยกออกไปอีกหนึ่งฝั่งของเมืองส่วนคนที่ติดโรคระบาดก็ถูกแยกออกไปอีกส่วน 

            ถ้ากระทำเช่นนี้จะหยุดยั้งการแพร่ระบาดในวงกว้างได้ถ้าไม่มีผู้ใดแหกกฎที่ไหนตั้งเอาไว้ 

            แต่ถึงกระนั้นมันก็คงจะไม่มีผู้ใดมีการแหกกฎที่นางตั้งไว้รออาญากองทัพรุนแรงเพียงใดไม่ว่าผู้ใดก็ต่างรู้ดีคนที่ขัดขืนโทษประหารเดียวนั่นคือความตาย

            มันคือระบอบเผด็จการที่นางใช้ปกครองกองทัพหลายสิบเมตรได้ผู้คนภายในกองทัพเหล่าทหารต่างพากันหวาดกลัวนางแน่นอนว่าพวกมันต้องทำหน้าที่ของตนเองเป็นอย่างดีไม่มีผู้ใดขาดตกเลยแม้แต่น้อย 

            ภายในกระโจมแม่ทัพที่ตั้งอยู่บริเวณเขตนอกเมืองไป๋เฟิ่งนั่งอยู่ภายในกระโจมของตนเองพร้อมกับเรียกแม่ทัพอีกสามนายมาประชุมหารือกันเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น

            เหล่าแม่ทัพที่มานั่งเลี้ยงได้อยู่เบื้องหน้ากำลังแสดงท่าทางเคร่งเครียดพวกผู้คนเหล่านั้นแสดงท่าทางเคร่งเครียดออกมาอย่างชัดเจนมันถึงกับยกมือของตนเองขึ้นมากุมขมับ 

            ในสถานการณ์เช่นนี้ตัวของพวกมันรู้ดีว่าพวกมันนั้นตกอยู่ในสถานการณ์ที่เคร่งเครียดเพียงใดน่าจะมีคนที่สามารถนั่งด้วยท่าทางที่เรียกเฉยได้ก็คงจะมีแต่แม่ทัพใหญ่ผู้ที่นั่งอยู่เบื้องหน้าของพวกมัน 

            ไป๋เฟิ่งนั่งอยู่ด้านหน้าแม่ว่าท่าทางของนางจะดูเรียบเฉยไร้ซึ่งอารมณ์แต่ว่าตัวของนางภายในใจก็เป็นกังวลไม่ต่างจากทหารพวกนี้ 

            “ ตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง? ” ไป๋เฟิ่งเอ่ยถามออกมากับเราไหมครับที่อยู่ด้านหน้า 

            ผู้ที่อยู่ด้านหน้าแสดงใบหน้าสะดุ้งเล็กน้อยหลังจากที่ได้ยินคำถามจากแม่ทัพใหญ่ผู้ที่นั่งอยู่มันกลั้นใจแล้วก็ตอบออกไปอย่างเคร่งเครียด “ แย่เลยขอรับในตอนนี้สถานการณ์มันเต็มไปด้วยความอลหม่านไม่ได้เพียงแค่ภายในเมืองเท่านั้นภายในกองทัพของเราเองพวกเหล่าทหารก็เริ่มหวาดกลัวเกี่ยวกับโรคระบาดที่มันกำลังเกิดขึ้น”

            “ บุปผาสีชาดเพิ่งก่อกำเนิดขึ้นมาจากการที่คนของอ๋องหลันทำการสร้างมันขึ้นมาเพราะแบบนั้นไม่ว่าหมอผู้ใดก็หมดหนทางรักษาได้แต่เยียวยาได้ยินเช่นนั้นเหล่าทหารภายในกองทัพเลยพากันตื่นตระหนกตกใจหวาดกลัวโรคระบาดยิ่งกว่าสงคราม” 

            ทหารภายในกองทัพตามนี้เต็มไปด้วยความหวาดกลัวพวกมันกำลังหวาดกลัวกับโรคระบาดที่อยู่ใกล้เพียงแค่ปลายจมูก 

            แน่นอนว่าจะเป็นเช่นนั้นก็ไม่แปลกอะไรเพราะว่าสถานการณ์ในตอนนี้ยังไม่มีผู้ใดสามารถรู้ได้ว่าพวกมันนั้นจะโดนโรคระบายเมื่อใด 

            และเมื่อมองดูถึงขวัญกำลังใจภายในกองทัพที่เป็นอยู่ในตอนนี้มันเองก็ยิ่งแย่ถ้าขวัญกำลังใจของทหารยังเป็นอยู่เช่นนี้มันจะทำให้พวกมันไม่สามารถทำการสู้รบได้ 

            ท่ามกลางความตื่นตระหนกแล้วก็พาไปตกกังวลเหล่าทหารคงจะไม่มีขวัญกำลังใจพอที่จะจับอาวุธของตนเองเข้าฟาดฟันศัตรูอย่างแน่นอน

            หลักของสงครามขวัญกำลังใจของทหารย่อมเป็นอย่างที่สำคัญ 

            ไป๋เฟิ่งแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยเคร่งขรึมสถานการณ์ในตอนนี้ย่ำแย่กว่าที่นางคิดเอาไว้อีก  “ แน่นอนว่าคงจะไม่สามารถทำอะไรได้พยายามกับการอย่างเคร่งครัดรอให้แพทย์จากเมืองหลวงเดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้” 

            เหล่าแม่ทัพอยู่ด้านหน้าก้มศีรษะเพื่อรับคำสั่งของแม่ทัพใหญ่ผู้ที่นั่งอยู่หลังจากพวกมันรับคำสั่งเสร็จเรียบร้อยแล้วมันก็เดินออกไปจากกระโจมแห่งนี้ 

            ไป๋เฟิ่งนำพาร่างกายของตนเองยืนขึ้นเดินไปบริเวณด้านหลังไป๋เฟิ่งหลังจากที่จัดการเกี่ยวกับสถานการณ์ที่วุ่นวายมาทั้งวันทิ้งกายของตนเองลงไปบนเตียงด้วยความเหนื่อยล้าก่อนที่จะหลับลง 

            …. 

            ผ่านไปประมาณสองวัน 

            ณเมืองตี้หนาน 

            ท้องนภาในยามประมาณเดือนหกที่แสงแดดส่องผ่านม่านเมฆลงมากำลังดีภายในสวนหลังบ้านของลู่หยาง ร่างของบุรุษกำลังยกจอบภายในมือของตนเองลงไปในดินลู่หยางกำลังลงมือปลูกและสมุนไพรอยู่ดวงตาทั้งสองข้างของเขาหันไปมองบริเวณข้างๆสวน 

            บริเวณบางส่วนที่เขากำลังทำงานลงสวนอยู่มีแคร่ไม้ไผ่ตั้งอยู่พร้อมกับบุตรสาวของตัวเองที่นั่งอยู่บนแคร่ไม้ไผ่หนิงหนิงในดวงตาจ้องมองมาที่บิดาของตนเองอย่างเบื่อหน่าย 

            ลู่หยางหยุดมือของตนเองอุปกรณ์ที่อยู่ภายในมือของตนเดินไปหาหนิงหนิง ทิ้งกายของตนเองต่ำลงนั่งลงใกล้ๆนางพร้อมกับหยิบผ้าสะอาดข้างกายขึ้นมาเช็ดเหงื่อบนร่างกายพลางเอ่ยถาม “เจ้าทำหน้าเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร? ” 

            หนิงหนิงเบะปากเล็กน้อยกล่าวตอบกลับบิดาของตน“ เหตุใดท่านพ่อถึงให้ข้าอยู่ที่บ้านมาสองถึงสามวันแล้วเจ้าคะ? ” 

            ตั้งแต่ในวันที่เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นภายในสถานศึกษาในวันนั้นลู่หยางไม่ได้ให้ลูกสาวของตัวเองเดินทางไปที่สถานศึกษา 

            ตัวของเขาทำเรื่องขอหยุดการเรียนเอาไว้เพื่อที่จะให้บุตรสาวของตนเองอยู่ที่บ้านแต่มันไม่ใช่เพราะว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในการที่เขาให้บุตรของตัวเองอยู่ที่สถานที่แห่งนี้มันเป็นเพราะว่าตัวของเขาฟังคำสั่งของคุณชายเว่ย 

            ตอนนี้หลังจากที่เรื่องข่าวเกี่ยวกับยารักษาโรคถูกปล่อยออกไปในช่วงหลายวันที่ผ่านมาสามารถสังเกตได้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีผู้คนจากเมืองต่างๆเดินทางเข้ามาอย่างแพร่หลาย

            ลู่หยางและเว่ยเจ๋อจงเห็นว่าสถานการณ์เช่นนี้มันไม่สามารถหยุดได้แล้วสิ่งที่พวกเขาทำได้ก็คือการป้องกันความปลอดภัยของตนเองและคนที่อยู่รอบกายให้ได้มากที่สุด 

            ส่วนตัวการที่กระทำเรื่องนี้ก็ทำการหนีออกไปไกลไม่เห็นแม้แต่เงาเมื่อประมาณเมื่อวานคุณชายเว่ยได้มานั่งสนทนากับเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ 

            โดยคุณชายเว่ยได้บอกเกี่ยวกับสิ่งที่มันเกิดขึ้นเจ้าโจวฉีหมิงว่าในตอนนี้มันน่าจะไม่ได้อยู่ภายในเมืองแห่งนี้แล้วเช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากที่มันทำการประกาศขายยามีผู้คนพบเห็นว่ามีรถมาขบวนใหญ่วิ่งออกไปทางด้านหลังเมืองมองจากทิศทางน่าจะมุ่งตรงไปยังเมืองหลวง 

            สถานการณ์เช่นนี้อยู่ในสถานการณ์ที่เคร่งเครียดพวกเขารู้ได้เลยทันทีว่าพวกเขานั้นคงจะสามารถจัดการสถานการณ์เช่นนี้ได้ยากเย็นมากขึ้นอีก 

            ลู่หยางเมื่อโดนเอ่ยถามเช่นนั้นยิ้มเล็กน้อยใช้มือที่หยาบกระด้างของตนจากงานลงสวนยื่นไปสัมผัสศีรษะของบุตรสาวกล่าวอย่างเอ็นดู“ ไม่มีอะไรหรอกตัวของพ่อจะให้เจ้าได้พักอยู่บ้านสักพักนึงเท่านั้น ” 

            “ อันใดเจ้าอยู่บ้านจนเบื่อแล้วอย่างนั้นรึ? ” 

            “ ก็แน่นอนสิเจ้าคะ!!! เพราะว่าข้าอยู่ที่บ้านไม่เห็นมีอันใดให้ทำเลยข้าอาสาทำงานช่วยท่านพ่อท่านพ่อเองก็ห้ามไม่ให้ข้าทำ ”

            “ นี่ก็ผ่านมาครึ่งวันแล้วข้านั่งมองท่านพ่อจนเบื่อหน่ายแล้ว.. ”หนิงหนิงพูดออกมาตามตรงอย่างไม่ปกปิดผู้เป็นบิดา

            หนิงหนิงนางอยู่ที่บ้านยังเฉยๆหายใจทิ้งไปวันๆนั่งรู้สึกเบื่อหน่ายเป็นอย่างมากถ้าได้ไปที่สถานศึกษาก็สามารถศึกษาเล่าเรียนหาความรู้ได้มากมาย 

            เมื่อเทียบกันแล้วแม้ว่าอยู่บ้านจะสบายแต่มันไม่เหมาะสมกับนิสัยของเด็กเช่นนางเลยสักนิด 

            ลู่หยางมองเห็นบุตรสาวของตัวเองทำท่าทางเบื่อหน่ายจึงกล่าวออกมาปลอบโลมนาง“ เอาเถอะพ่อให้เจ้ามีสถานที่แห่งนี้ไม่นานหรอกเอาอย่างนี้ดีหรือไม่เจ้าไปดูแลต้นชาที่ปลูกเอาไว้ ” 

            “ ท่านพ่อเจ้าคะให้ข้าไปดูแลต้นชาต้นชาตอนนี้ทำทุกอย่างเสร็จแล้วเหลือเพียงแค่รอให้มันเติบโตเท่านั้นพอพูดเช่นนี้ก็เหมือนกับว่าให้ข้านั้นไปนั่งดูพวกมันเท่านั้นเอง? ”

            “ ฮ่าๆๆ ”ลู่หยางมองเห็นท่าทางที่น่าเอ็นดูของบุตรสาวเขาจึงทำการหัวเราะลงลูกคออย่างเอ็นดู 

            “ เอาเถอะเอาเถอะถือว่าเชื่อพ่อในครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นในเมืองอีกไม่นานเพราะแบบนั้นเจ้าเองก็อยู่ที่เรือนของเราไปก่อน” ลู่หยางกล่อมบุตรสาวของตนเองพร้อมกับส่งรอยยิ้มให้นาง 

            หนิงหนิงแม้ว่านางจะเป็นเด็กที่ดื้อรั้นไปบ้างแต่ว่าตัวของนางก็ยังคงเป็นคนที่เชื่อฟังคำสั่งของบิดาอยู่ดี 

            ลู่หยางยิ้มเล็กน้อยก่อนที่จะลุกขึ้นแล้วเริ่มไปลงสวนสมุนไพรต่อ 

            ผ่านไปอีกประมาณ2-3 วัน 

            สถานการณ์ภายในเมืองตี้หนานตอนนี้ยังไม่มีอะไรผิดปกติมีเพียงแค่ประชากรที่เข้ามามากขึ้นเป็นจำนวนมากเท่านั้น 

            แต่ในตอนนี้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ที่ล่วงรู้สถานการณ์และมองเห็นถึงสถานการณ์ดีก็สามารถล่วงรู้ได้ว่าตอนนี้เหมือนกับสถานการณ์นั้นมันกำลังสงบแต่ว่าเดี๋ยวจะมีคลื่นใต้น้ำระลอกใหญ่มา 

            จบบท 

    นิยายแนะนำ