* ั้แ่บทนี้ จะเปลี่ยนจากเฟิ่งอวี้หลัน เป็เสี่ยวหว่านนะคะ *
ณ ห้องของหลินกุ้ยเหมย
" โอ๊ย ท่านแม่ ท่านเบามือหน่อยได้หรือไม่ " หลินกุ้ยเหมยร้องโอดโอย ขณะที่นางจ้าว ช่วยทายาที่ใบหน้าให้
" ได้ๆ แม่จะเบามือ จะเบามือ " หากเสี่ยวหว่านมาเห็นนางจ้าวที่เชื่องเหมือนลูกแมวต่อหน้าลูกสาวตอนนี้ก็คงต้องกรอกตาใส่
" ท่านแม่ ท่านว่าครั้งนี้นังเด็กเสี่ยวหว่านนั่นแปลกไปหรือไม่ " หลินกุ้ยเหมยเหมือนจะคิดอะไรได้ ก็เอ่ยถามกับนางจ้าวทันที
" เด็กโง่เช่นนั้นจะเปลี่ยนอะไรได้ ไม่เห็นหรือวันนี้มันก็ยังถูกเราจัดการจนสภาพเป็เช่นไร " นางจ้าวพูดพร้อมบรรจงแตะยาลงบนแก้มลูกสาว
" ไม่นะ เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่ามันแปลกไป " หลินกุ้ยเหมยยังคงสงสัย
" แปลกอย่างไรงั้นหรือ " นางจ้าวถามกลับ แต่ถึงอย่างนั้นหลินกุ้ยเหมยกลับตอบไม่ได้ว่าหลินเสี่ยวหว่านแปลกไปเช่นไร เพราะทุกอย่างเป็เพียงความรู้สึกเท่านั้น
กลับมาทางด้านของหลินเสี่ยวหว่าน
ตอนนี้นางกำลังให้น้องทั้งสองช่วยพยุงหลินต้าหลางเพื่อตรวจร่างกายเบื้องต้น แม้น้องทั้งสองคนจะถามอย่างสงสัยในการกระทำของหลินเสี่ยวหว่าน แต่เพราะพวกเขาเชื่อใจในพี่ใหญ่ พี่ใหญ่บอกให้ทำอะไร พวกเขาก็ย่อมทำตาม พี่ใหญ่ไม่ตอบพวกเขาก็ไม่ถาม พี่ใหญ่รักพวกเขา รักท่านพ่อ สิ่งที่พี่ใหญ่ทำต้องดีเสมอ นี่คือสิ่งที่เสี่ยวเฉินและเสี่ยงชิงคิด
จากการตรวจเบื้องต้น แขนที่หักของหลินต้าหลางนั้น แม้จะมีไม้ดามเทียบได้กับการเข้าเฝือก แต่ไม่รู้ด้วยหมอไม่ชำนาญหรือคลาดเคลื่อนระหว่างเดินทาง ทำให้กระดูกนั้นผิดรูปไปเล็กน้อย ยังมีอาการบวมแดง ช้ำเื
เสี่ยวหว่านจึงทำการจัดกระดูกให้ใหม่ ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของน้องทั้งสองคน
" แขนท่านพ่อ ต่อไปจะเริ่มประสานตัว ระวังเวลาขยับพยายามอย่าให้ะเืแขนข้างนี้ "
เสี่ยวเฉินเสี่ยวชิงพากันพยักหน้าในใจอยากถามว่าพี่ใหญ่รู้วิชาแพทย์ได้อย่างไรแต่ก็ไม่กล้า ดังนั้นเมื่อพี่ใหญ่บอกอะไร สองพี่น้องก็พยักหน้ารับ
ส่วนสาเหตุที่หลินต้าหลางยังไม่ฟื้นนั้น เสี่ยวหว่านเดาว่าอาจเกิดจากอาการเืคั่ง เพราะด้านหลังศีรษะ มีร่องรอยกระแทกฟกช้ำ แต่ไม่มีแผลแตกจึงทำให้หมอที่ตรวจรักษาไม่สังเกตเห็น
หากเป็ยุคปัจจุบันอาการเช่นนี้ แค่จับทำซีทีแสกนก็คงเรียบร้อย แต่ตอนนี้จะไปหาเครื่องมือเช่นนั้นมาจากไหน ทำได้เพียงวินิจฉัยถึงสิ่งที่น่าจะเป็ไปได้มากที่สุดเท่านั้น
หลังตรวจเรียบร้อยแล้ว เสี่ยวหว่านก็ใช้หมอนรองหลินต้าหลางให้อยู่ในท่าที่เหมาะสม เพื่อป้อนน้ำแกงไข่เสียหน่อย แน่นอนว่าป้อนเพียงน้ำใสๆ เท่านั้น เดิมทีสำหรับผู้ป่วยหมดสติไม่รู้สึกตัวเช่นนี้ ไม่ควรป้อนอาหารโดยตรง แต่ควรต้องให้อาหารทางสาย แต่ยุคนี้ทำได้ที่ไหนกัน ทำได้แค่เพียงป้อนน้ำแกงใสอย่างระวัง
ที่น่าแปลกคือ ขณะที่เสี่ยวหว่านป้อนน้ำแกงให้นั้น หลินต้าหลางกลับสามารถกลืนมันลงไปได้ ทำให้น้ำแกงหนึ่งชามใหญ่ๆ ถูกป้อนลงไปอย่างราบรื่น
ในเมื่อคิดว่าเป็เืคั่ง ผ่าตัดก็คงไม่ได้ ยาสมัยใหม่ก็ไม่มี น่าจะทำได้เพียงใช้ยาสมุนไพร โชคดีที่ในยุคปัจจุบันนั้นเธอเคยช่วยคุณตาจัดยาอยู่บ้าง จึงพอจำตัวยาได้หลายตำหรับอยู่ แต่จะได้ผลหรือไม่ก็ต้องลองดู ดังนั้นสิ่งที่สำคัญตอนนี้ คือการหาสมุนไพร แน่นอนว่ามีวิธีที่ง่ายและรวดเร็วที่สุดนั้น คือการไปร้านขายยาและซื้อยากลับมา และนั่นคือสิ่งที่เสี่ยวหว่านอยากทำมากที่สุด ติดก็ตรงที่นางไม่มีเงินนะซิ
แต่ตามความทรงจำของเ้าของร่างเดิม จำได้ว่า เมื่อปีก่อนเหมือนจะมีชาวบ้านลือกันว่า ป่าทางทิศตะวันออกเคยมีคนโชคดีเจอโสม ทำให้่นั้นชาวบ้านต่างแห่กันไปหาโสมที่ป่าตะวันออกอย่างแน่นขนัด เ้าของร่างเดิมก็ถูกนางจ้าวสั่งให้ไปเช่นกัน
แต่โสมนะไม่ใช่หัวกระเทียมป่าที่จะหาเจอกันได้ง่ายๆ ชาวบ้านเห่อกันอยู่เกือบเดือน สุดท้ายก็ไม่มีใครเจอโสมทุกคนจึงล้มเลิกความตั้งใจ ป่าฝั่งตะวันออกจึงกลับมาสงบตามเดิม ด้วยเพราะไกลจากหมู่บ้าน เส้นทางก็สูงชันยากกว่าป่าทิศเหนือ ผักป่าก็คล้ายๆ กัน จึงไม่มีความจำเป็ที่จะต้องดั้นด้นมายังป่าทิศตะวันออก
และด้วยความทรงจำนี้ ทำให้เสี่ยวหว่านคิดว่า ในเมื่อมีโสมก็น่าจะมีสมุนไพรอย่างอื่นเช่นกัน ดังนั้นเฟิ่งอวี้หลันในร่างหลินเสี่ยวหว่านจึงตัดสินใจว่าจะไปยังป่าทิศตะวันออกในวันรุ่งขึ้น
และเมื่อตั้งเป้าหมายไว้แล้ว คืนนี้เสี่ยวหว่านจึงล้มตัวลงนอนแต่หัวค่ำ ถึงร่างนี้จะเปลี่ยนดวงิญญาแล้วแต่ร่างกายยังคงเดิม ดังนั้นความอ่อนแอของร่างกายย่อมยังคงอยู่ การนอนให้หลับ กินให้อิ่มจึงน่าจะเป็วิธีฟื้นฟูร่างกายที่ดีที่สุดสำหรับร่างนี้
ซ่า ๆ เสียงกระทบกันของสายน้ำ ดั่งเสียงเรียกให้เสี่ยวหว่านได้สติ ทันทีที่เธอลืมตาก็ปรากฏภาพป่าไผ่ ที่เงียบสงบ เบื้องหน้ามีม่านน้ำตก สายน้ำที่สาดกระเซ็นกระทบกับโขดหินเบื้องล่าง เกิดเป็ละอองน้ำเล็กๆ ดุจดั่งม่านหมอก ยามกระทบกับแสงแดดจึงเกิดเป็ริ้วสายรุ้งงดงามจับตาดุจดั่งภาพฝัน
ไม่ไกลจากน้ำตกมีศาลาไม้ไผ่หลังหนึ่งตั้งอยู่ ด้วยความอยากรู้เสี่ยวหว่านจึงเดินเข้าไปด้านใน เมื่อเข้าไปแล้วกลับพบว่า ในศาลานั้นมีผู้เฒ่าคนหนึ่งนั่งอยู่ก่อนแล้ว ผู้เฒ่าผู้นี้ทั้งหนวดทั้งผมล้วนเป็สีขาว แม้แต่เสื้อผ้าก็ล้วนเป็สีขาว ในมือถือพัด ขยับไปมาด้วยท่าทีเกียจคล้าน แต่กลับดูสง่างาม ให้ความรู้สึกสูงส่งราวเทพเซียนในภาพวาดโบราณของคุณตา
" ท่านผู้เฒ่า ขอถามได้หรือไม่ ว่าที่นี่คือที่ใดกันหรือ " เสี่ยวหว่านเดินเข้าไปในศาลาอีกหลายก้าว เมื่ออยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ไม่ใกล้หรือไกลจนเกินไปก็เอ่ยถามด้วยท่าทีที่นอบน้อม
" แย่แล้ว โธ่ องค์มหาเทพเหตุใดจึงใจร้ายกับตาแก่อย่างข้าเช่นนี้ ส่งศิษย์เช่นนี้มาให้ข้าได้อย่างไรกัน " ชายชราไม่ได้ตอบคำถามเสี่ยวหว่านเลย เพียงปรายตามองนางแวบหนึ่งก็คร่ำครวญออกมา
เสี่ยวหว่านย่อมไม่เข้าใจในสิ่งที่ผู้เฒ่าผู้นี้พูด แต่นางมองไปทั่วแล้วก็ไม่พบเจอใครอื่น นอกจากชายชราผู้นี้ เสี่ยวหว่านจึงทำได้เพียงปล่อยให้ผู้เฒ่าผมขาวผู้นี้คร่ำครวญต่อไป ในใจก็คิดไปว่า หรือชายชราผู้นี้จะเสียสติ
" เ้าซิ เสียสติ ดูเอาเถิด โง่เง่าเช่นนี้จะเป็ศิษย์ข้าได้อย่างไร "
เสี่ยวหว่านถึงกลับจ้องมองผู้เฒ่าตรงหน้าอีกครั้งด้วยความสงสัย ผู้เฒ่าผู้นี้รู้สิ่งที่นางคิดได้อย่างไร หรือจะเป็ความบังเอิญ แต่ถึงจะสงสัยเสี่ยวหว่านก็สามารถจับคำพูดสำคัญของ ผู้เฒ่าคนนี้ได้ ศิษย์งั้นหรือ ใครเป็ศิษย์เขากัน ข้าหรือ
"ก็เ้านั่นแหละ นั่งลงซิ จะยืนค้ำหัวผู้เฒ่าอย่างข้าอีกนานมั้ย ไร้มารยาทจริงๆ " ผู้เฒ่าผมขาวพูดอย่างฉุนเฉียวพยักเพยิดหน้าไปยังเบาะรองฝั่งตรงข้าม
' หึ ผู้เฒ่าคนนี้คงไม่ใช่ญาติพี่น้องกับนางจ้าวหรอกกระมัง นิสัยถอดแบบกันมาเสียจริง ' หลินเสี่ยวหว่านคิดในใจขณะก้าวไปข้างหน้า เพื่อนั่งลง
" อย่าเอาข้าไปนับญาติกับยายแก่คนนั้นนะ " ผู้เฒ่าผมขาวพูดขึ้นอย่างไม่พอใจ
เสี่ยวหว่านไม่ได้สนใจ ทำเพียงนั่งลงที่เบาะรองตรงข้ามผู้เฒ่า
"ยุคของเ้าไม่ได้สอนหรอกหรือ อาจารย์เปรียบดั่งบิดา เหตุใดยังไม่ทำความเคารพข้าอีก "
" อาจารย์หรือ ท่านกำลังพูดถึงใครกัน " เสี่ยวหว่านหันซ้านหันขวา ก็ไม่เจอใครอื่น
"ก็พูดถึงเ้านั้นแหละ ดูซิโง่เง่าขนาดนี้์เหตุใดกลั่นแกล้งข้าเช่นนี้กัน "
" พูดถึงข้างั้นหรือ ข้าไปเป็ศิษย์ท่านั้แ่เมื่อไรกัน แล้วก็เลิกพูดว่าข้าโง่เสียที " เสี่ยวหว่านเริ่มจะรู้สึกโกรธอยู่บ้างแล้ว กล้าว่านางโง่ได้อย่างไรดีร้ายยังไงนางก็ได้ทุนถึงสี่ปีซ้อน ซ้ำยังเรียนจบด้วยเกียรตินิยม มีแต่คนชื่นชมในความฉลาด แต่ผู้เฒ่าผู้นี้เอ่ยปากคำแรกก็ว่านางโง่
" ก็เมื่อตอนที่เ้าใช้เืคารวะข้าอย่างไรเล่า "
" ใช้เืคารวะท่านงั้นหรือ " เสี่ยวหว่านพูดขึ้นอย่างไม่เข้าใจ หรือว่าจะเป็เ้าของร่างเดิม นางพยายามรื้อฟื้นความทรงจำของเ้าของร่างเดิม ว่าเคยไปคารวะใครเป็อาจารย์หรือไม่ ได้ยินว่าใช้เืคารวะด้วย หรือจะเป็พวกลัทธิมาร ลัทธิประหลาดเหมือนในหนังกัน
" หยุดคิดเพ้อเจ้อได้แล้ว ไม่ใช่นางแต่เป็เ้านั้นแหละ " ผู้เฒ่าผมขาวพูดขึ้น ก่อนจะขยับไม้ขยับมือ หนังสือเล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนโต๊ะ
เสี่ยวหว่านเห็นหนังสือเล่มนั้น เดิมทีก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาใด แต่พอมองดูให้ละเอียด เห็นชื่อหนังสือนางก็เบิกตากว้าง
" นี่..." นี่ก็คือหนังสือที่เธอซื้อมาจากชายวัยกลางคนคนนั้นไม่ใช่หรือ หนังสือที่เธอคิดว่าเป็เพียงหนังสือการ์ตูนกำลังภายใน ' หัตถาเทวะ '
" ใช่แล้ว เป็เ้าที่ใช้เืคารวะต่อหนังสือเล่มนี้ ดังนั้นศิษย์ของข้าก็ย่อมเป็เ้า อาจารย์ของเ้าก็ย่อมเป็ข้า ฮ่าๆๆๆ " พูดจบผู้เฒ่าผมขาวตรงหน้าก็หัวเราะร่าราวกลับกำลังเยาะเย้ยใคร จนเสี่ยวหว่านนึกสงสัย ผู้เฒ่าคนนี้เป็ไบโพล่าหรือไร ก่อนหน้ายังคร่ำครวญเสียใจที่ได้นางเป็ศิษย์ แต่ตอนนี้กลับหัวเราะออกมาเสียอย่างนั้น
แต่อย่างไรเสี่ยวหว่านก็ไม่มีเวลาสนใจเขา นางกำลังนึกย้อนไปจึงได้ค้นพบว่า แท้จริงวันนั้นระหว่างที่นางพลิกหนังสือเล่มนี้ ถูกขอบกระดาษบาดจนเืออกจริงๆ เพราะเป็เพียงแผลเล็กน้อยจึงไม่ได้ใส่ใจ ' ไม่จริงน่า นั่นมันเพียงอุบัติเหตุ จะเรียกว่าใช้เืเคารพอะไรกัน '
อีกอย่างแค่สู้รบกับนางจ้าวและลูกสมุนนางก็เหนื่อยมากพอแล้ว หากมีผู้เฒ่าไบโพล่าผู้นี้มาอีกคนนางจะใช้ชีวิตต่ออย่างไร
" ท่านผู้เฒ่า ข้าว่าเื่นี้ต้องเป็เื่เข้าใจผิดกันอย่างแน่นอน แท้จริงแล้ววันนั้น...." เสี่ยวหว่านพยายามอธิบาย แต่ผู้เฒ่าผมขาวกลับไม่ให้โอกาสนาง
" ข้าไม่สน ในเมื่อเ้าทำพันธะสัญญาเืกับหนังสือเล่มนี้แล้ว ก็นับว่าเ้าเคารพข้าเป็อาจารย์ "
" งั้นข้าขอยกเลิกสัญญา "
" ไม่ได้ " จะปล่อยให้นางหนูคนนี้ยกเลิกสัญญาได้อย่างไรกัน ตาเฒ่าอย่างเขารอนานมาเกือบพันปีในที่สุดก็มีศิษย์ปรากฎขึ้น หากปล่อยโอกาสครั้งนี้หลุดมือไป จะต้องรออีกนานเพียงใดกัน
แท้จริงแล้ว ผู้เฒ่าผมขาวผู้นี้เป็ถึงเทพโอสถบน์ เขามีความสามารถเป็เลิศมีข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือชอบดื่มสุรา ครั้งหนึ่งเผลอดื่มสุราจนเมามาย หยิบยาผิดให้กับเหล่าเทพจนเกิดเหตุการณ์วุ่นวายโกลาหล
องค์มหาเทพจึงสั่งลงโทษให้เขาลงมาสำนึกผิดสะสมความดียังโลกมนุษย์ แต่เพราะความไม่ยินยอม จึงหมายใช้คาถาแบ่งร่างจำแลงมายังโลกมนุษย์แทน แต่สุดท้ายก็ถูกจับได้ จึงถูกกักขังให้อยู่ในหนังสือเล่มนี้ รอจนกว่าจะมีผู้ที่เหมาะสมมาเปิดผนึกปลดปล่อยเขา จากนั้นให้เขานับว่าคนผู้นั้นเป็ศิษย์ และคอยช่วยเหลือศิษย์ให้สร้างคุณความดี โดยนับคุณความดีของศิษย์เป็ของอาจารย์ หากสะสมคุณความดีได้มากพอเขาก็จะได้กลับ์
" เหตุใดจึงบอกว่าไม่ได้ ก่อนหน้าท่านก็ไม่ได้้าข้าเป็ศิษย์มิใช่หรือ " เสี่ยวหว่านถามด้วยความสงสัย
" ข้าบอกว่าไม่ได้ก็คือไม่ได้ " เขาจะไม่บอกนางเด็ดขาด ว่าสัญญานี้แท้จริงแล้วสามารถยกเลิกได้ แต่กว่าที่เขาผู้เป็ถึงเทพโอสถผู้ยิ่งใหญ่จะเจอผู้ที่มีชะตาต้องกันหาใช่เื่ง่าย ดูอย่างที่เขารอมากว่าพันปีนี่ซิ จะยอมให้นางยกเลิกได้อย่างไร ยิ่งต้องป้องกันไม่ให้นางรู้ ว่าเทพโอสถผู้ยิ่งใหญ่เช่นเขาจะต้องมาพึ่งพาคุณความดีของมนุษย์ผู้อ่อนแอ
เสี่ยวหว่านหรี่ตาลง จ้องมองผู้เฒ่าตรงหน้าอย่างไม่วางใจ ตอนนี้นางกำลังรู้สึกเหมือนผู้เฒ่าตรงหน้านั้นมีความลับอะไรซักอย่างปิดยังอยู่
" เช่นนั้นที่ข้าทะลุมิติมาที่นี่ เป็เพราะท่านใช่หรือไม่ " เสี่ยวหว่านถามถึงสิ่งที่ตนสงสัยมาตลอด
" เอ่อ เื่นั้นข้าไม่รู้ " เทพโอสถพยายามปกปิดพิรุธเชิดหน้าพูดขึ้น เขาจะให้นางรู้ได้อย่างไรว่าที่นางต้องมาโผล่ที่นี่ เป็เพราะเขาเกิดร่ายคาถาผิด หากเป็เช่นนั้นนางหนูคนนี้อาจจะเผาเขาจนไม่เหลือแม้เถ้าถ่านก็เป็ได้
" จริงหรือ " เสี่ยวหว่านหรี่ตาจ้องมองผู้เฒ่าตรงหน้าอย่างไม่วางใจ
" เ้าไม่เชื่อก็ช่าง แต่หากเ้าอยากกลับไป ข้าย่อมมีวิธี "
" วิธีอะไร "