ตอนที่ 8 สร้อยคอเ้าปัญหา
สิ้นเสียงโหยหวนของชายร่างท้วมที่ก่นด่าเป็บ้าเป็หลังจนเหนื่อยไปเองก็ปรากฏร่างสูงสง่าโดดเด่นหนึ่งกลางฝูงชน ผู้คนต่างหันไปมองบุรุษหนุ่มผู้งดงามนั้นกันเป็ตาเดียว
การแต่งกายบ่งบอกว่าเขาน่าจะมีฐานะบุคลิกและท่าทางองอาจกว่าชายหนุ่มทั่วไปดึงดูดสายตาผู้คนจนสาวน้อยสาวใหญ่ ณถึงกับเผลอมองตาค้าง โดยเฉพาะดวงหน้าที่หล่อเหลาราวกับไอดอล คิ้วหนาดกดำ ั์ตาสีอำพันที่ดูเหมือนจะสามารถสะกดผู้คนให้กลายเป็หินได้ในพริบตาผิวพรรณขาวผ่องสะอาดสะอ้าน ริมฝีปากได้รูปสีระเรื่อน่าััเล่นเอาดาวเองก็ถึงกับประหลาดใจที่ชายหนุ่มซึ่งไม่ผ่านการศัลยกรรม สามารถหล่อเหลาเหมือนในนิยายได้ถึงเพียงนี้เลยเชียวหรือ?แต่ที่น่าแปลก ใบหน้าของเขากลับเรียบเฉยชะมัด ถ้าเขาไม่ขยับเธอคงจะคิดว่าเขาคือรูปปั้นแน่ๆ
บุรุษผู้นั้นไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากยืนมองนักเลงร่างท้วมเงียบๆ มือหนึ่งสะบัดพัดไปมาราวกับบัณฑิตเ้าสำอางมืออีกข้างไขว้ไว้ด้านหลังอย่างผู้มีอำนาจ เขาไม่ได้ตอบโต้อะไรเลย นอกจากมองเฉยๆแต่ทุกสายตากลับมุ่งไปที่เข้าทั้งหมด
เมื่อเ้าอ้วนลุกขึ้นมาจากพื้นได้เขาก็ชี้หน้าไปที่บุรุษผู้นั้นพลางสรรหาคำก่นด่าสารพัดมาทำร้ายจิตใจผู้ที่ขว้างหินใส่เขาที่ตลกก็คือ สภาพของเ้านั่นดีไม่ดีเอาเสียเลย ปากก็ยังมีคราบเืกลางหน้าผากก็เป็สีแดงช้ำ เขากำลังทำตัวไม่ต่างจากเด็กน้อยจอมเกเรที่ถูกเพื่อนแกล้งกลับดาวที่ยืนลุ้นว่าเื่ราวกำลังจะไปทางไหนอดไม่ได้ที่จะยิ้มขันให้กับการเล่นใหญ่ของเขาในขณะที่เขากำลังโวยวายชี้ไม้ชี้มือบุรุษอีกคนกลับยืนมองเขานิ่งๆโดยไม่ได้ตอบโต้อะไรทั้งนั้น
เมื่อรู้ว่าถ้อยคำร้ายกาจน่าจะใช้ไม่ได้ผลเ้านักเลงอ้วนก็ตัดสินใจพุ่งตัวเข้าไปหาบุรุษผู้นั้นโดยไม่ให้สุ้มให้เสียง กำปั้นลุ่นๆกำลังจะกระทบเข้ากับกรามได้รูปนั้นแล้วแต่ในวินาทีสุดท้าย ร่างสูงก็ใช่พัดในมือปัดป้องมันออกไปได้ราวกับกำปั้นนั้นเป็ปุยนุ่นแค่พัดเบาๆ ก็ปลิดปลิวไปตามสายลม
เ้าอ้วนถึงกับถลาออกไปผิดทิศทางเล่นเอาหน้าคะมําลงไปบนพื้น ยิ่งสร้างความอับอายให้เขามากขึ้น และยิ่งทำให้เข้าโมโหจนแทบคลั่งเจ็บตัวก็เจ็บ อายก็อาย เขาจึงหันไปสั่งให้ลูกน้องอีกสองคนจัดการชายแปลกหน้าผู้นี้เสียพวกลูกกระจ๊อกมองหน้ากันทีหนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าหาชายแปลกหน้าอย่างกล้าๆกลัวๆก่อนจะลงมือขยับแขนขา หมายปองร้ายเ้าหน้าหล่อ
เหตุการณ์ชุลมุนที่เกิดขึ้นแทบจะไม่มีบทพูดอะไรเลยจะมีก็แต่เสียง ‘ปุ้กปั้ก’ ตามมาด้วยเสียงร้องครวญครางด้วยความเ็ปของพวกนักเลงเ้าถิ่น ดาวถึงกับตะลึงในความเก่งกาจของเ้าหน้าหล่อไม่คิดเลยว่าวิทยายุทธเหมือนในหนังกำลังภายในจะมีอยู่จริงๆ ซึ่งมันสุดยอดไปเลย ชายผู้นี้สามารถต่อสู้ด้วยท่าทางที่ดุดันแต่กลับสง่างามอย่างไม่น่าเชื่อเธอเริ่มสงสัยแล้วว่าเขาเป็จอมยุทธเหมือนกับในหนังรึเปล่า? เธอไม่สามารถละสายตาจากเขาไปได้เลยแม้แต่น้อยรู้ตัวอีกที ทุกอย่างก็สิ้นสุดลงแล้ว
พวกอันธพาลวิ่งหนีหายไปราวกับลูกหมาน้อยโดยที่ใบหน้าและร่างกายของพวกเขาบวมปูดในขณะที่ชายหนุ่มร่างสูงยังคงยืนถือพัดอย่างสง่างามตามเดิม ร่างกายของเขาไร้รอยขีดข่วนอาการเหนื่อยหอบสักหน่อยก็ไม่มี เขาหันไปมองชายชราและเด็กหญิงตัวน้อย ก่อนจะพบว่า พวกเขากำลังถูกดูแลถามไถ่อาการาเ็จากดาวและหลี่จิ้งอยู่
ดาวเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มเป็จังหวะที่เขาเองก็มองเธออยู่ด้วยเช่นกัน ส่งผลให้ดวงตาของทั้งสองสบประสานกันพอดิบพอดี
ชายหญิงทั้งสองจ้องมองกันอยู่อย่างนั้นเนิ่นนานประกายบางอย่างสว่างวาบขึ้นในอากาศเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่มันจะหายไปอย่างรวดเร็วราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมีเพียงพวกเขาที่รู้ว่ามันเกิดขึ้นแต่มันเร็วจนไม่แน่ใจว่าพวกเขาคิดไปเองหรือเปล่าก็เท่านั้น สิ่งที่แปลกอีกอย่าง นั่นก็คือพวกเขาไม่สามารถละสายตาจากอีกฝ่ายได้เลย
“ท่านผู้มีพระคุณทั้งสองข้าขอบคุณพวกท่านเหลือเกิน หากไม่ได้พวกท่าน ข้าคงเจ็บหนักไปแล้ว”เสียงสั่นเครือของชายชราดึงสติพวกเขาออกมาจากภวังค์ประหลาดทำให้ทั้งสองรู้ตัวว่าจ้องมองอีกฝ่ายนานเกินไปแล้ว
พวกเขาจึงหันไปหาชายชราที่ตอนนี้ชายชราที่ร่างกายเขียวช้ำและกำลังนั่งคุกเข่าคำนับพวกเขาไม่หยุด ซึ่งนั่นทำให้ดาวทนไม่ได้เธอรีบเข้าไปห้ามเขาทันที
“คุณตา พอแล้วค่ะ ไม่ต้องคำนับแล้วลุกขึ้นเถอะ” ดาวกล่าวพลางพยุงร่างเหี่ยวย่นนั้นขึ้นโดยไม่รังเกียจเธอไม่รู้เลยว่าการกระทำอันโอบอ้อมอารีของเธอนั้นมันสะกิดใจชายหนุ่มอย่างประหลาดชายชรากล่าว
“ท่านผู้มีพระคุณ ข้าไม่รู้จะตอบแทนพวกท่านอย่างไรดี”
“คุณตาไม่ต้องตอบแทนอะไรทั้งนั้นค่ะอะนี่...”
ว่าแล้วดาวก็ยืนขนมแป้งทอดที่เธอซื้อมาเมื่อครู่ให้สองตาหลานไปจนหมดเธอชอบมันมากก็จริงแต่ตอนนี้คนที่้ามันมากกว่าเธอก็คงจะเป็สองตาหลานผู้น่าสงสารทั้งสองเธออยากจะช่วยพวกเขามากกว่านี้ด้วยซ้ำไป ดาวกล่าวด้วยภาษาจีนแบบคนยุคปัจจุบัน
“เอาขนมนี่ไปกินก่อนนะและถ้าหากวันไหนหิวมากๆ ก็ไปหาฉันที่เรือนตระกูลหยางได้”
สิ้นคำว่า ‘ตระกูลหยาง’ ชายหนุ่มที่ยืนสูงสง่าอยู่ตรงนั้นก็หันไปพินิจหญิงสาวทันทีโดยที่เธอไม่รู้ตัวแต่เขาก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา เพียงแต่มองกิริยาท่าทางของเธออยู่เงียบๆในใจกำลังคิดอะไรบางอย่าง
ไม่นานนักสองตาหลานก็จากไปตามทางของพวกเขา ดาวโบกมือลาเบาๆหวังว่าพวกเขาจะไปหาเธอที่ตระกูลหยางตามที่เธอบอกไว้ ก่อนจะหันมาหาชายหนุ่มที่ได้แต่ยืนนิ่งอยู่ตรงนี้มาครู่ใหญ่แล้วเธอสังเกตเห็นหญิงสาวหลายคนที่ยืนอ้อยอิ่งอยู่นี้สายตาของพวกนางจับจ้องไปยังเ้าหน้าหล่ออย่างชื่นชม
“ขอบคุณมากนะที่ช่วยฉันไว้” ดาวกล่าวเธอพบว่า เมื่อยืนเต็มความสูงแล้ว เธอสูงได้เพียงแต่ติ่งหูเขาเท่านั้น หากเ้าคิ้วหนาหน้าหล่อผู้นี้เกิดในยุคของเธอล่ะก็สาวๆคงพร้อมเปย์เขาจนหมดตัวเป็แน่ อย่างน้อยก็มิ้นต์ เพื่อนรักของเธอคนหนึ่งแล้ว
ชายหนุ่มพยักหน้ารับมือทั้งสองข้างไขว้ไว้ด้านหลังอย่างองอาจ เขากล่าวเสียงเรียบ
“หวังว่าคุณหนูจะไม่หาเื่เจ็บตัวเช่นนั้นอีกเมื่อครู่ หากข้าเข้ามาไม่ทัน ท่านอาจจะเป็อันตรายได้”
เมื่อได้ยินคำพูดของเขาหญิงสาวกลับรู้สึกว่าน้ำเสียงของเขามันฟังดูติติงเธออย่างไรก็ไม่รู้ เธอขมวดคิ้ว ก่อนจะกล่าว
“ข้าทนไม่ได้ที่เห็นคุณตากับหลายสาวโดนกาแฟ”
ชายหนุ่มหันขวับแววแห่งความประหลาดใจปรากฏอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่มันจะหายไปอย่างรวดเร็ว เขาแก้
“ท่านหมายถึง รังแก ใช่หรือไม่?”
หญิงสาวพยักหน้าเขินๆเธอพูดภาษาจีนผิดอีกแล้ว แถมดันมาพูดผิดกับเ้าคิ้วหนาหน้าหล่อนี้เสียด้วย บทสนทนาที่น่าจะจริงจังกลายเป็เื่ตลกไปเฉยเลยจะเอาหน้าไปไว้ไหนล่ะทีนี้
“เอาเถอะ คุณหนู ข้าคงต้องขอลาก่อน”
ชายหนุ่มโน้มกายไปด้านหน้าเล็กน้อยอย่างสง่างามเป็เชิงอำลาอย่างสุภาพเป็จังหวะที่ดาวหันไปเห็นสร้อยคอของเขาที่ลอดออกมาจากสาบเสื้อพอดี อาจจะด้วยสีแดงที่เด่นสะดุดตาของมันซึ่งดูคุ้นตาหญิงสาวเป็อย่างมาก
โดยอัตโนมัติ หญิงสาวรีบคว้าเข้าที่แขนของเขาอย่างกะทันหันขาข้างขวาของเธอก้าวออกไปตามการโน้มตัวอย่างรวดเร็วแต่ชายกระโปรงกรุยกรายเ้ากรรมดันไม่รักดีเอาเสียเลย มันพันแข้งพันขาจนเธอเหยียบมันเข้าในขณะร่างอรชรของเธอก็กำลังโน้นไปด้านหน้าจนอยู่ในองศาที่ไม่อาจทรงตัวได้อีกต่อไปเธอกำลังจะคะมำลงไปข้างหน้า ดาวคิดในใจแล้วว่า ‘พื้นดินจ้า พี่มาแล้ว’ เธอหลับตาปี๋เตรียมตัวรับแรงกระแทกครั้งใหญ่
แต่สิ่งนั้นก็ไม่เกิดขึ้นเพราะเมื่อรู้ตัวอีกที ร่างเล็กก็อยู่ในอ้อมแขนของชายหนุ่มเสียแล้วเขาคว้าตัวเธอไว้ได้ทัน แต่ประเด็นก็คือปากของเธอที่ถูกหลี่จิ้งแต่งแต้มด้วยชาดสีแดงระเรื่อนั้น มันจุ๊บเข้าไปตรงแผ่นอกกว้างของชายหนุ่มเข้าพอดิบพอดีจุ๊บแรงแค่ไหนน่ะหรือ เอาเป็ว่า แรงจนรอยชาดเป็รูปปากของเธอเลยทีเดียว
ดาวไม่รู้จะอึ้งอะไรก่อนดีอึ้งที่ตัวเองจะล้ม อึ้งที่เขากอดเธออยู่ หรือจะอึ้งที่ปากของเธออยู่ตรงหน้าอกเขาเลือกอึ้งไม่ถูกเลยจริงๆ ‘แต่จะว่าไป เ้าคิ้วหนาหน้าหล่อนี่ก็ตัวหอมไม่ใช่เล่นเลยนะ’ หญิงสาวแอบคิด
เมื่อได้สติ ดาวก็รีบถอนริมฝีปากของเธอออกมาและผละออกจากอ้อมกอดของเขาทันทีพยายามไม่ให้เขาเห็นแก้มของเธอที่แดงกว่าชาดที่ปกเสื้อเขาเสียอีกดาวรีบก้มหน้ากล่าวอย่างเขินอาย
“ขอโกรธ คุณชายด้วย”
“ต้องพูดว่า ขอโทษ เ้าค่ะ”หลี่จิ้งที่ตอนนี้กำลังพยุงคุณหนูของเธอรีบแก้คำพูดให้
ดาวอยากจะแทรกหายลงไปใต้ผืนแผ่นดินอายจนไม่รู้จะอายอย่างไง แต่เื่นั้นเอาไว้ก่อน เพราะตอนนี้เธอคิดว่าเธอพบสร้อยสองพันห้าของเธอแล้ว
ว่าแล้วเธอก็เงยหน้าขึ้นก่อนจะเพ่งมองที่สร้อยบนคอของชายหนุ่มอย่างเอาเป็เอาตาย ‘ใช่ ใช่จริงๆด้วย’ เธอคิดกับตัวเอง
เร็วเท่าความคิดหญิงสาวรีบยื่นมือออกไปหมายจะแตะลงบนสร้อยคอเส้นนั้น เพียงแตะเบาๆเธอก็จะได้กลับบ้านของเธอ แต่สิ่งหนึ่งที่หญิงสาวลืมไปนั่นก็คือ ตอนนี้ สร้อยเส้นนั้นมันอยู่บนคอของชายหนุ่มโดยที่เขาเองก็รีบยื่นมือมาคว้าหมับเข้าไปที่ข้อมือของเธอก่อนที่มันจะแตะถูกสร้อยเพียงไม่กี่เิเ
“คุณหนูจะทำอะไรรึ?”เข้ากล่าวเสียงขรึม คิ้วหน้าขมวดมุ่นอย่างไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ จนเมื่อหญิงสาวได้สังเกตสีหน้าของเขาจริงๆเธอก็ถึงกับนึกกลัวในใจ ‘หล่อแต่ดุชะมัด’ เธอคิด
เธอค่อยๆหดมือกลับตายังจ้องมองใบหน้าของชายหนุ่มที่ยืนดุเธอด้วยสายตาอยู่เงียบๆ
“ขะ...คือ...ฉันจะถามว่าซื้อสร้อยคอมาจากไหนมันสวยดี” ดาวพูดติดขัด รู้ตัวแล้วว่าใจร้อนเกินไป
ชายหนุ่มทำคิ้วขมวดใบหน้ามีแววโทสะอย่างเห็นได้ชัด เขาตอบเสียงขรึม
“เกรงว่าจะหาซื้อจากที่ใดมิได้อีกแล้วคุณหนูตัดใจเื่หาซื้อมันเสียเถิด”
“งั้นฉันขอแตะมันหน่อยได้ไหม?”
“ไม่!” ชายหนุ่มกล่าว หันมามองตาเขียว ก่อนจะกล่าวต่อเป็เชิงตำหนิ
“ข้าว่านี่มันไม่เหมาะสมเอาเสียเลยท่านเป็สตรี หาควรใกล้ชิดบุรุษไม่”
ดาวถอนหายใจเธอลืมวัฒนธรรมที่หญิงชายห้ามโดนตัวกันไปเสียสนิท เกือบจะได้กลับบ้านอยู่แล้วเชียวห่างแค่ไม่กี่เซนเท่านั้นเอง
เธอกำลังจะอ้าปากเถียงคำสบประมาทของชายหนุ่มก่อนที่เสียงของใครคนหนึ่งจะดังขึ้นมาแต่ไกล
“คุณชาย!”
เป็ เสี่ยวเปาคนสนิทคู่ใจขององค์รัชทายาทนั่นเองที่วิ่งหน้าตาตื่นมาพร้อมกับสือเหล่ย เขาเรียกองค์รัชทายาทว่า‘คุณชาย’ตามที่ถูกกำชับไว้
“คุณชายเมื่อครู่ข้าได้ยินชาวบ้านพูดกันว่ามีบุรุษต่อสู้กับนักเลงเป็ท่านอย่างนั้นหรือ?” เสี่ยวเปาถามอย่างร้อนรน
“เป็ข้าเองและข้าก็มิได้าเ็ตรงไหน” องค์รัชทายาทในนามคุณชาย กล่าวด้วยน้ำเสียงสงบเยือกเย็นเช่นเคย
เสี่ยวเปาพยักหน้าก่อนที่เขาจะเหลือบไปเห็นรอยริมฝีปากสีแดงที่ปรากฏอยู่ตรงกลางหน้าอกของผู้เป็นายเขาชี้ไปที่รอยนั้นอย่างตะลึงก่อนจะหันไปสบตาดาวในร่างของลี่ซิง
เมื่อถูกสบตาเข้าให้ดาวก็ทำมองไปทางอื่นแก้เขิน มือประสานไว้ด้านหน้าอย่างทำตัวไม่ถูกใจหนึ่งก็อยากวิ่งหนีไปไกลๆ แต่อีกใจหนึ่งก็ยังอยากกลับโลกของตนเอง เธอเลยต้องยืนอีหลักอีเหลื่ออยู่ตรงนี้อยากจะถามเขาอีกครั้งว่าขอแตะสร้อยแค่นิดเดียวได้ไหม?
เสี่ยวเปากำลังจะเลื่อนสายตาผ่านไปก่อนที่เขาจะเหลือบไปเห็น หลี่จิ้งที่ยืนทำใบหน้ากังวลอยู่ด้านหลังของดาว
วินาทีนั้นเองโลกทั้งใบของเสี่ยวเปาก็เชื่องช้าลงทันที ภาพรอบข้างพร่าเลือนสโลว์โมชั่นผู้คนทั้งหมดที่ยืนรอบข้าง แม้กระทั่งองค์รัชทายาทที่เขาเทิดทูนเหนือเกล้ากลายเป็เพียงเสาหินไร้ชีวิต
ชายหนุ่มหุ่นจ้ำม่ำตกอยู่ในโลกสีชมพูเข้าเต็มเปาใครก็ช่วยเขาไม่ได้แล้ว ใบหน้างดงามปากนิดจมูกหน่อย รูปร่างอรชรน่ารักดาวตาเป็ประกายราวแสงอาทิตย์ต้องผิวน้ำ เขาไม่สามารถละสายตาจากหญิงสาวผู้นี้ได้เลย
เสี่ยวเปามองหลี่จิ้งอยู่นานจนนางเริ่มทำตัวไม่ถูก สือเหล่ยที่เห็นจึงต้องรีบเข้ามาสะกิดเสี่ยวเปาให้รู้ตัว ว่าตอนนี้หญิงสาวที่เขากำลังมองอยู่ขวยเขินจนหน้าแดงไปหมดแล้ว
“เสี่ยวเปาเ้าเสียมารยาทแล้ว”
เสี่ยวเปาหลุดออกจากภวังค์ทันทีเขาทำท่าโค้งคำนับเป็การขออภัย แต่เขาก็ยังแอบมองหลี่จิ้งอยู่เป็ระยะ
“ไปกันเถอะ”องค์รัชทายาทตรัสขึ้น ก่อนที่ดาวจะรีบกระโจนเข้ามาขวางหน้าของพระองค์ไว้
“เดี๋ยวๆคุยกับข้าก่อน ข้าแค่ขอแตะมันนิดเดียว เหตุใดท่านจะต้องหวงด้วย”
“ข้าว่าคำพูดของข้าชัดเจนแล้วนะ เ้ายังไม่เข้าใจอีกรึ?” องค์รัชทายาทตรัสด้วยความรู้สึกวุ่นวายพระทัยอย่างบอกไม่ถูก‘เหตุใดสตรีนางนี้ถึงน่ารำคาญยิ่งนัก?’ พระองค์คิดในใจแต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรให้นางตัดใจไปเสียที
สือเหล่ยตั้งใจฟังอย่างฉงนเต็มกำลังเขาไม่แน่ใจว่าคุณหนูหน้าตาพริ้มเพรานางนี้อยากจะแตะอะไรขององค์รัชทายาทเพราะสิ่งที่เธอกล่าวออกมาค่อนข้างสองแง่สองง่ามอยู่พอสมควร
แต่ยังไม่ทันจะได้กล่าวอะไรต่อม้าสีน้ำตาลตัวเขื่องก็ถูกควบเข้ามา จนผ่ากลางวงสนทนาของพวกเขาหลี่จิ้งรีบคว้าตัวคุณหนูของนางออกมา ก่อนจะโดนม้าของทางการเหยียบเข้าเสียก่อน
จากการนับผ่านสายตาน่าจะมีทหารของทางการประมาณสี่ถึงห้าคนที่ควบม้าผ่านไป ทำเอาฝุ่นตลบอบอวลไปตลอดทางที่พวกเขาผ่านแถมเสียงเกือกม้าก็ดังสนั่นหวั่นไหวจนดาวคิดว่าเกิดแผ่นดินไหวเสียอีก
เมื่อขบวนม้าลับตาไปหลี่จิ้งก็พยุงคุณหนูของเธอขึ้นมา พวกนางสูดเอาฝุ่นเข้าไปเต็มปอดจนต้องไอค่อกแค่กกันไปตามระเบียบ
ดาวรีบหันซ้ายหันขวามองหาชายหนุ่มเ้าของสร้อยคอเส้นนั้นเธอเดินไปเดินมาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพบว่าชายหนุ่มทั้งสามได้หายตัวไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
ดาวยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่งรู้สึกหมดแรงลงเสียเฉยๆ เธออุตส่าห์จะได้กลับบ้านของเธอแล้วเชียวประตูบ้านอยู่แค่เอื้อม แต่เธอดันเข้าประตูนั้นไม่ได้ แล้วอย่างนี้เธอจะไปตามหาเขาที่ไหนได้? และจะได้เจอกับเขาอีกเมื่อไหร่? เธอจะได้กลับบ้านไหม?
“คุณหนูเป็อะไรไปเ้าคะ?”หลี่จิ้งไถ่ถามคุณหนูของเธออย่างห่วงใยเมื่อเห็นใบหน้าที่เศร้าสร้อยนั้น
ดาวส่ายศีรษะไปมาอย่างเลื่อนลอยไม่รู้จะอธิบายให้หลี่จิ้งฟังอย่างไร เธอหันไปถามด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“หลี่จิ้งเ้ารู้จักพวกเขาไหม? เขาเป็ลูกชายตระกูลไหนเหรอ?”
หลี่จิ้งที่ส่ายหน้าเบาๆโดยไม่หยุดคิดด้วยซ้ำเพราะนางไม่รู้จริงๆว่าชายหนุ่มทั้งสามเป็ใคร
“ข้าไม่เคยเห็นหน้าพวกเขามาก่อนเลยเ้าค่ะเป็ไปได้ว่าพวกเขาอาจจะแค่เดินทางผ่านมาที่เมืองนี้เท่านั้น”
คำพูดของหลี่จิ้งยิ่งทำให้ดาวคอตกเธอไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไปเลยจริงๆ เธอจึงได้แต่ถอนหายใจ
ท่าทางของหญิงสาวอยู่ในสายตาของหลี่จิ้งทุกอย่างนางจึงออกปากชวนหญิงสาวกลับเรือน ก่อนจะรีบเข้ามาพยุงคุณหนูของนางที่ตอนนี้ดูห่อเหี่ยวไร้เรี่ยวแรงในใจยังคงนึกถึงใบหน้ากลมๆและแก้มแดงๆของชายที่จ้องมองนางเมื่อครู่ ‘เพื่อนของเข้าเรียกว่าอะไรนะ?เสี่ยวเปาใช่หรือไหม?’ ยิ่งคิดก็ยิ่งอดเขินไม่ได้ เสียดายที่นางไม่รู้ว่าพวกเขาเป็ใครและจะพบพวกเขาได้ที่ไหนอีกการพบกันครั้งนี้คงเป็ครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายของพวกเขาเป็แน่
หลี่จิ้งเองก็ถอนหายใจเบาๆพลางพยุงร่างที่เหมือนคนไร้ิญญาของคุณหนูตระกูลหยางกลับเรือนของนางไป
***************************************************
“เสี่ยวเปา ข้าว่าเ้าเป็เอามากแล้วนะ” สือเหล่ยค่อนขอดหลังจากจากที่มองเสี่ยวเปานั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่คนเดียวมาตั้งสองสามวันหลังจากที่เขาพบเข้ากับหญิงสาวที่รู้เพียงแต่ว่าเป็สาวใช้ของตระกูลหยาง
เขาไม่เป็อันกินอันนอนเอาแต่นั่งยิ้มนอนยิ้มใหญ่ไปเรื่อยเปื่อยราวกับคนที่ตกอยู่ในภวังค์สือเหล่ยกล่าวต่อ
“เ้าเก็บนางมานั่งฝันหวานถึงเพียงนี้เ้ารู้รึยังว่านางมีนามว่าอะไร?”
เสี่ยวเปาที่เมื่อครู่ยังคงนั่งยิ้มตาลอยหันมาหาสือเหล่ยทันทีก่อนจะกล่าวออกมาอย่างภูมิใจ
“รู้สิข้าไปสืบมาเรียบร้อยแล้ว นางชื่อหลี่จิ้งเป็สาวใช้ประจำกายคุณหนูลี่ซิงแห่งตระกูลหยาง” กล่าวจบเขาก็หันไปมองยอดไม้ที่พลิ้วไหวตามสายลมอ่อนๆเช่นเดิม
“คุณหนูตระกูลหยางหรือ?นั่นหมายความว่า คุณหนูลี่ซิงผู้นั้นก็คือหนึ่งในสตรีที่จะเข้ารับการคัดเลือกเป็ชายาขององค์รัชทายาทใช่หรือไม่?”สือเหล่ยถามด้วยความตื่นเต้น
“ใช่แล้วในตอนที่แยกจากพวกนางครานั้น ข้าก็นึกเสียใจที่จะไม่เจอนางอีกแต่ตอนนี้ข้ากลับดีใจเหลือเกินที่ได้รู้ว่า ข้าจะได้พบนางในอีกไม่ช้า”เสี่ยวเปากล่าวออกไปราวกับกำลังคุยกับท้องฟ้า เขาไม่แม้แต่จะหันหน้ามามองสือเหล่ยเลยด้วยซ้ำ
แต่ตอนนี้กลับเป็สือเหล่ยตั้งหากที่หันไปมององค์รัชทายาทที่กำลังนั่งหน้าตึงอยู่บนโต๊ะอย่างใช้ความคิดพระองค์ไม่คิดจริงๆว่าจะมาเจอสตรีที่จะเข้าไปคัดเลือกพระชายาแถมตอนนี้พระองค์มาในฐานะของนักเดินทาง มิได้มาในฐานะองค์รัชทายาทเสียด้วยหากวันที่นางได้พบพระองค์ในวังนางจะเดาได้หรือไม่ว่าพระองค์มาที่นี่เพื่อสืบเื่บางอย่าง
แต่ก็เอาเถอะนางเป็เพียงสตรีหัวดื้อ น่าจะไม่สนใจถึงการกระทำของบุรุษ สตรีส่วนใหญ่เป็เช่นนั้น นางก็คงไม่ต่างกัน
เมื่อนึกถึงความหัวดื้อของหยางลี่ซิงผู้นั้นพระองค์ก็อดนึกถึงภาพที่นางเตะเข้าที่หน้าของนักเลงผู้นั้นไม่ได้ภาพที่นางกล้ายืนท้าทายปกป้องผู้ที่อ่อนแอภาพที่นางมีความเมตตาต่อชายชราและเด็กหญิงตัวน้อย ร่างบอบบางและกลิ่นกายของนางยามที่นางล้มลงสู่อ้อมกอดของพระองค์
‘ฮึ?’ องค์รัชทายาททำเสียงฮึ โดยไม่พระองค์ พลางส่ายพระพักตร์ไปมาเพื่อไล่ความคิดถึงกลิ่นกายละมุนของหญิงสาวไม่เข้าใจว่าปล่อยให้ตนเองคิดเลยเถิดแบบนี้ได้อย่างไรนี่ไม่ใช่นิสัยปกติของพระองค์เลย
ั้แ่วันนั้นภาพความแก่นของนางก็เข้ามากวนพระทัยอยู่ร่ำไป อาจเป็เพราะพระองค์ไม่เคยพานพบสตรีนางใดที่มีนิสัยและท่าทางเช่นนี้มาก่อน พระองค์ยังคงสลัดความสงสัยที่นางอยากจะจับสร้อยคอของพระองค์ออกไปไม่ได้ สร้อยคอเส้นนี้เป็สิ่งที่พระมารดามอบให้ครั้งเมื่อพระองค์ยังเยาว์วัยแน่ล่ะ ที่จะไม่ให้ใครมาแตะต้องมันง่ายๆ คุณหนูลี่ซิงเป็ถึงลูกสาวตระกูลข้าราชการที่มีทรัพย์สมบัติอยู่พอสมควรนางคงไม่อยากได้ของผู้อื่นจนออกกิริยาท่าทางเช่นนั้นกระมัง คิดอย่างไรก็คิดไม่ตก
ว่าแล้วองค์รัชทายาทก็ทรงสั่งให้เสี่ยวเปาและสือเหล่ยออกเดินทางกลับวังพระองค์ออกมาหลายวันแล้ว เกรงว่าจะเป็ที่สงสัยของขุนนางและเสด็จพ่อการคัดเลือกชายากำลังจะมาถึง พระองค์ต้องกลับไปเตรียมด่านทดสอบต่างๆ ผู้เข้ารับการคัดเลือกจะเดินทางเข้าวังในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้แล้วหลังจากนี้ จะขยับตัวทำอะไร ก็คงจะยากพอสมควร
************************************************
“อะไรนะ?”
ดาวลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้อย่างตื่นตระหนกใบหน้าของเธอดูใเอาเสียมากๆกับสิ่งที่ได้รับฟังมาจากสาวใช้คนสนิทเธอถามต่ออย่างไม่อยากเชื่อหูของตนเอง
“เ้าฟังไม่ผิดใช่ไหม?”
“ไม่ผิดเ้าค่ะนักเลงที่พวกเรามีเื่ด้วยเมื่อวันก่อนเป็บุตรชายของตระกูลชือ ตอนนี้พวกเขาพาแม่สื่อมาสู่ขอคุณหนูแล้วเ้าค่ะ”
ดาวถึงกับมึนงงไปชั่วขณะเธอเพิ่งฟื้นขึ้นมาอยู่ที่นี่ได้ไม่กี่วัน จู่ๆก็มีคนมาสู่ขอแต่งตัวเองยังทำไม่ค่อยจะเป็ ตอนนี้เธอจะต้องออกเรือนแล้วหรือ?แถมคนที่ต้องออกเรือนด้วยก็คือชายที่มีนิสัยหยาบช้าซึ่งนางเกลียดมากที่สุด ั้แ่ตื่นขึ้นที่นี่ก็มีเื่ให้ตื่นเต้นแทบทุกวัน ตอนนี้เธอจะทำอย่างไรดี
“แล้วท่านพ่อว่าอย่างไร?”ดาวเริ่มปรับสำนวนภาษาของเธอเข้ากับที่นี่ได้แล้ว แต่ก็ยังพูดผิดอยู่มากโข
“ไม่ทราบเ้าค่ะ”
“อ้าวทำไมล่ะ?”
“ก็ข้าใจนต้องรีบมาบอกคุณหนูก่อนเลยไม่ได้อยู่รอฟังเ้าค่ะ”
ไม่รอช้าดาวจึงตัดสินใจคว้าแขนหลี่จิ้งถลาออกนอกประตูไป เธอร้อนใจมากจริงๆ กลัวว่าพ่อจะตกปากรับการสู่ขอครั้งนี้ไปเสียก่อนหากเป็เช่นนั้นจริงๆ เธอต้องแย่แน่ๆ
ทั้งคู่เดินมาถึงห้องรับแขกอย่างรวดเร็วก่อนจะเดินพรวดพราดเข้าไปข้างในโดยไม่สนว่าจะมีใครอยู่บ้างเธอไม่้าแต่งงานกับนักเลงผู้นี้จริงๆ
“ลี่ซิงเ้าทำความเคารพนายท่านตระกูลชือสิ” พ่อกล่าวด้วยใบหน้าตึงๆ ราวกับกำลังเครียดอะไรอยู่ส่งผลให้ดาวรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาทันทีไม่รู้ว่าเมื่อครู่พ่อได้รับรู้เื่อะไรมาบ้าง
หญิงสาวทำท่าเคารพชายสูงวัยผมสีดอกเลาที่นั่งมองเธออยู่เงียบๆก่อนจะปรี่เข้าไปนั่งข้างพ่อของเธอ คิดในใจว่าจะคอยกระซิบคุยกับเขาไม่ให้อนุญาตให้เธอแต่งงานกับชายผู้น่ารังเกียจที่ตอนนี้กำลังส่งยิ้มชั่วร้ายมาให้เธอทั้งๆที่กลางหน้าผากของเขายังเป็รอยช้ำจากการต่อสู้กับเ้าคิ้วหนาหน้าหล่ออยู่เลย
“อย่างไรข้าก็ต้องขออภัยด้วยที่ลูกสาวของข้าทำร้ายลูกชายของท่าน”หยางเลี่ยงจิน บิดาของดาวกล่าวพร้อมประสานมือไว้ด้านหน้าเพื่อขออภัย
เขาหันไปมองใบหน้าที่ยังมีรอยเขียวช้ำของเ้าอ้วนก่อนจะหันมามองลูกสาวที่ร่างกายเพรียวบางของตนอย่างสงสัย แม่สื่อวัยกลางคนที่นั่งยิ้มหน้าบานอยู่ข้างๆรีบกล่าวขึ้นอย่างประจบประแจง
“นั่นแหละที่ทำให้คุณชายตระกูลชือของเราถูกตาต้องใจคุณหนูตระกูลหยางยิ่งนักหาสตรีที่ไหนจะกล้าหาญเช่นนี้ไม่ได้อีกแล้ว”
ดาวมองกิริยาจีบปากจีบคอของนางพลางคิดว่าสิ่งที่นางกล่าวออกมานั้นมันฟังดูสวยหรูเกินไปเ้าอ้วนนี้ไปได้ชอบเธอหรอก แต่ที่เขาทำเช่นนี้เพราะอยากจะแก้แค้นเธอตั้งหาก
“ลูกชายของข้าไม่ถือสาในความกล้าหาญนั้นเลยเขากลับพร่ำเพ้อหาคุณหนูหยาง รบเร้าให้ข้าพามาสู่ขอนางทุกเมื่อเชื่อวันข้าจึงอยากจะสู่ขอลูกสาวของท่านให้ตบแต่งเป็ภรรยาลูกชายของข้าขอตระกูลหยางพิจารณาด้วย” ชายชราที่บิดาของเธอเรียกว่านายท่านชือกล่าว คำพูดของเขาฟังสวยหรูอีกคนแล้วเขาไม่ดูเลยว่าหน้าลูกชายของตนไม่ได้ดูเหมือนมีความรักต่อเธอเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกันเขาดูเหมือนอยากจะศอกหน้าเธอมากกว่า
ดาวรีบจับแขนพ่อพร้อมบีบเบาๆเขาหันมามองเธอที่กำลังส่งแววตาอ้อนวอนอยู่ข้างๆ พ่อก็เหมือนจะเข้าใจ เขาพยักหน้าก่อนจะกล่าวออกไปอย่างหนักเน้น
“ตระกูลหยางของข้าเป็เพียงตระกูลเล็กๆข้าเองก็เป็เพียงข้าราชการที่ไม่ได้มียศถาบรรดาศักดิ์ใหญ่โตใดๆต้องขอบคุณท่านมากที่ให้เกียรติตระกูลของข้า”
ดาวฟังพ่อของเธอกล่าวพลางจ้องมองเ้าอ้วนที่กำลังมองเธอด้วยสายตาเ้าเล่ห์เขายิ้มอย่างมีเลศนัย เธอรู้ได้ทันทีว่าการแต่งงานครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความรักแน่ๆแต่มันเกิดจากความแค้นตั้งหาก หยางเลี่ยงจินกล่าวต่อ
“แต่ข้าคงจะยกลูกสาวให้แต่งงานกับบุตรชายของท่านไม่ได้จริงๆ”
ดาวหันไปยิ้มให้กับเ้าอ้วนที่ขมวดคิ้วอย่างขัดใจเขาทะลึ่งพรวดขึ้นมาถามเสียงดังอย่างนักเลง
“ทำไมล่ะ?”
“อย่าเสียมารยาท”พ่อของเขารีบปรามลูกชายเอาไว้ เ้าอ้วนจึงนั่งลงตามเดิมอย่างขัดใจเขาหันมามองดาวที่ตอนนี้กำลังทำหน้าล้อเลียนเขาเงียบๆ พ่อของเธอกล่าวต่อ
“เหตุที่ข้าให้ลูกสาวแต่งงานไม่ได้เพราะเมื่อเดือนก่อน มีพระราชโองการจากวังหลวงมาแจ้งให้ลี่ซิงเข้าร่วมการคัดเลือกพระชายาขององค์รัชทายาทอีกไม่กี่ วันนางก็ต้องเดินทางเข้าวังแล้ว”
สีหน้าที่กำลังยิ้มแย้มของหญิงสาวเปลี่ยนไปทันทีเธอตกตะลึงกับสิ่งที่เธอได้ยินไม่น้อย สรุปแล้วคือ หากเธอไม่แต่งงานกับเ้าอ้วนนี่ก็ต้องเข้ารับการคัดเลือกเป็พระชายาอีก อย่างไร เธอก็ต้องออกเรือนใช่ไหม?คนยุคนี้คิดแต่จะออกเรือนอย่างเดียวเลยเหรอ?
พ่อลูกตระกูลชือเองก็ดูใอยู่ไม่น้อยเช่นกันเพราะหากกาลข้างหน้า ลี่ซิงได้เป็พระชายาขึ้นมาล่ะก็ การล่วงเกินนางในวันนั้นอาจจะนำภัยมาสู่ตระกูลพวกเขาได้นายท่านชือรีบยืนขึ้นประสานมือ ก่อนจะกล่าวอย่างตระหนก
“ข้าก็ต้องขออภัยท่านด้วยจริงๆข้าไม่ทราบเื่นี้มากก่อนเลย ขออภัยที่ล่วงเกินคุณหนูหยางด้วย”เขาหันมาขอโทษดาวที่ตอนนี้นั่งมึนอยู่ข้างๆ พ่อของเธอ
เมื่อกล่าวขอโทษขอโพยกันเสร็จคนจากตระกูลชือก็ขอตัวกลับไป ดาวรีบถาม
“ท่านพ่อนี่ลูกต้องเข้าวังไปแต่งงานเหรอ?”
“ไม่ใช่แต่งงานไปคัดเลือกตำแหน่งพระชายาตั้งหาก ยังมิได้แต่งเสียหน่อย”
“คัดเลือกเหรอ?แล้วถ้าได้รับการคัดเลือกแล้วต้องแต่งกับใครเ้าคะ?” ดาวถาม
“#%@*” คำภาษาจีนที่พ่อกล่าวออกมานั้นเป็คำที่ดาวไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย เธอจึงถามพ่ออยู่หลายครั้งว่าคำนี้หมายความว่าอย่างไรพ่อจึงตั้งใจอธิบายในแบบง่ายๆ
“เขาก็คือคนที่จะเป็เ้าแผ่นดินคนต่อไป”
“อ๋อแล้วถ้าเขาไม่เลือกลูก ลูกจะเป็อย่างไรต่อไป?” ดาวถามด้วยความไม่รู้พ่อของเธอที่รู้ว่าลูกสาวไม่อยากแต่งงานกับตระกูลชือจึงกล่าวออกไป หวังจะแกล้งลูกสาว
“เ้าก็ต้องกลับมาแต่งงานกับคุณชายตระกูลชือไงล่ะ”
ดาวทำตาโตพ่อของเธอแค่พูดเล่นเฉยๆ แต่ดาวกลับเชื่อเป็จริงเป็จังอาจจะเพราะเธอไม่ชินกับอิริยาบถและสังคมของคนในภพนี้เธอเลยไม่รู้ว่าที่ได้ยินนั้นเป็เื่จริงหรือพูดเล่น
ว่าแล้วดาวก็ดีดตัวผึงขึ้นมาจากเก้าอี้ก่อนจะทำท่าขึงขังจนบิดาของเธอใ
“งั้นลูกจะไปเตรียมตัวก่อนนะเ้าคะท่านพ่อต้องได้ลูกเขยเป็ องค์รัชทาชาด แน่นอน”
“รัชทายาท!” บิดาของเธอรีบแก้คำผิดให้อย่างขบขันก่อนจะมองดูลูกสาวที่ตอนนี้แข็งแรงแถมแก่นแก้วเดินตัวแข็งออกจากห้องรับแขกไป
เขารักลูกสาวของเขาที่สุดในชีวิตั้แ่ที่มารดาของนางตายจากไป เขาก็ดูแลนางเพียงลำพัง จนนางเติบโตขึ้นเป็หญิงสาวที่มีใบหน้างดงามเช่นเดียวกับมารดาผู้ล่วงลับเขาทั้งรักและผูกพันกับลูกสาวคนนี้เป็ที่สุดไม่มีทางที่จะบังคับนางให้แต่งงานกับคนที่นางไม่ชอบเป็อันขาดนางคือคนที่เขาทุ่มเททำทุกอย่างเพื่อความผาสุกและความมั่นคงในชีวิต เขาหวังลึกๆว่าหากนางได้รู้ความจริง ว่าตอนนี้เขากำลังทำอะไรอยู่ นางจะให้อภัยเขาเมื่อวันนั้นมาถึง