เสียงคร่ำครวญขอชีวิตที่ดังแว่วมา ปลุกเหยาเหยาให้ตื่นขึ้นจากห้วงนิทรา
ความรู้สึกแรกที่ััได้คือ มีใครบางคนกำลังโยกตัวนางไปมาเบาๆ ครั้นปรือตาขึ้น สันกรามคมคายที่ประดับด้วยไรเคราเขียวครึ้มของบิดาก็ปรากฏชัดอยู่ในระยะสายตา
โอ๊ย ท่านพ่อตอนกลางวันแสกๆ นี่มันหล่อบาดใจยิ่งกว่าตอนกลางคืนอีกแฮะ
ซ่งจงอี้ค่อยๆ ก้มหน้าลง พอเห็นบุตรสาวตัวน้อยเบิกตากลมโตจ้องมองมา สีหน้าของอดีตแม่ทัพใหญ่ก็พลันละมุนลงในพริบตา
เขาขบขัน เ้าก้อนแป้งน้อยคนนี้ ตื่นมาปุ๊บคำแรกก็เอ่ยชมพ่อปั๊บ ทั้งเมื่อคืนทั้งวันนี้ ชมไม่ซ้ำคำสักรอบ มีบิดาบ้านบ้างเล่าที่ได้ยินแล้วจะไม่ใจฟูจนตัวลอย
ทว่าในขณะนั้นเอง เสียงวิงวอนอันโหยหวนก็ดังแว่วมาจากลานหน้าเรือนที่อยู่ไม่ไกลนัก
"นายท่านเ้าขา ฮูหยินเ้าขา ขอท่านเห็นแก่ที่บ่าวกับสามีรับใช้ตระกูลซ่งมานานกว่าสามสิบปี โปรดเมตตาละเว้นชีวิตนังหลิ่วเอ๋อมันสักครั้งเถิดเ้าค่ะ"
"มันถูกความโลภบังตา มีจิตคิดอกุศลเช่นนี้ บ่าวจะพามันกลับไปเฆี่ยนตีสั่งสอนเสียใหม่ จะไม่มีวันปล่อยให้มันออกมาทำเื่บัดสีบัดเถลิงให้เป็ที่ระคายเคืองเบื้องสูงอีกแล้วเ้าค่ะ"
"นายท่านโปรดไว้ชีวิตด้วยเถิด ฮูหยินโปรดเมตตาด้วย"
เหยาเหยาเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ สมองน้อยๆ ค่อยๆ ประมวลผลและปะติดปะต่อเื่ราวอย่างรวดเร็ว
อ๋อ... สรุปว่าจับนังสาวใช้หน้าด้านที่คิดจะปีนเตียงได้คาหนังคาเขาจริงๆ ด้วยสินะ ดีเลิศประเสริฐศรี เยี่ยมยอดไปเลยท่านพ่อ
แต่เ... ตามเดิม เื่มันไม่น่าจะความแตกง่ายดายขนาดนี้นี่นา ในนิยายท่านพ่อเมามายไร้สติจริงๆ เลยพลาดท่าเกือบเสียที พอท่านแม่มารู้เื่ทีหลังก็เลยเกิดเป็ปมร้าวฉานในใจ เหยาเหยาครุ่นคิดด้วยความฉงนงงงวย แต่คราวนี้ทำไมท่านพ่อถึงเหมือนรู้ตัวล่วงหน้าได้ล่ะเนี่ย แปลกจัง... แต่ช่างเถอะ ผลลัพธ์ออกมาดีก็พอแล้ว ฟันเฟืองชะตากรรมของท่านพ่อท่านแม่ไม่ได้หมุนไปสู่หายนะแล้ว
ซ่งจงอี้ที่ได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วในใจของบุตรสาว มุมปากก็กระตุกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย
เ้าตัวเล็กยังหลงคิดว่าตัวเองเก่งกาจ ที่ไหนได้... หากไม่ใช่เพราะลูกเป็คนเอ่ยเตือน เขาก็คงพลาดท่าเสียทีให้สวะพวกนั้นไปจริงๆ นั่นละ
ณ ลานหน้าเรือน เสิ่นว่านอวี๋นั่งตัวตรงสง่างามอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์หอมด้วยเบาะขนสัตว์สีครามอ่อน แม้เพิ่งจะผ่านการคลอดบุตรมาได้เพียงวันเดียว ใบหน้ายังคงซีดเซียวอิดโรย ทว่าสีหน้าและแววตากลับสงบเยือกเย็นจนแผ่กลิ่นอายกดดันน่าเกรงขาม
หญิงชราที่คุกเข่าโขกศีรษะอยู่เบื้องล่างคือ ‘แม่นมหวัง’ บ่าวเก่าแก่ในจวน ส่วนสาวใช้ที่หมอบตัวสั่นงันงกอยู่ข้างกายคือนัง ‘หลิ่วเอ๋อ’ ตัวต้นเื่ ใบหน้ามันซีดเผือดไร้สีเื ผมเผ้ายุ่งเหยิงหลุดลุ่ย ริมฝีปากม่วงคล้ำด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
เสิ่นว่านอวี๋ปรายตามองสาวใช้ผู้นั้นอย่างเรียบเฉย น้ำเสียงที่เปล่งออกมาราบเรียบทว่าเย็นเยียบดุจน้ำแข็งกลางเหมันต์ "แม่นมหวัง เ้ารับใช้ตระกูลซ่งมาเนิ่นนาน ข้าเองก็ให้เกียรติและไว้หน้าเ้ามาโดยตลอด แต่กับเื่บัดสีบัดเถลิงเมื่อคืนนี้... เ้าคิดว่าข้าสมควรจะกลืนมันลงคอไปเฉยๆ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นกระนั้นหรือ?"
หญิงชราตัวสั่นเทา ก้มหน้าผากจรดพื้นดินไม่กล้าเงยหน้า
เสิ่นว่านอวี๋ทอดสายตาลงต่ำ นิ้วเรียวกรีดกรายลูบคลำปลอกเล็บเงินประดับมุกบนนิ้วนางช้าๆ "ข้าไม่อยากเอาเื่ให้เป็ที่เอิกเกริก เสียชื่อเสียงนายท่านเปล่าๆ... หากวันนี้ข้าหลับตาข้างหนึ่งปล่อยผ่านเื่นี้ไป พรุ่งนี้ก็คงมีหลิ่วเอ๋อคนที่สอง คนที่สาม ตามมาอีก... เ้าว่าข้าพูดถูกหรือไม่เล่า"
ถ้อยคำเรียบง่าย ไม่ได้ตวาดกรโชก ทว่าทุกพยางค์กลับหนักอึ้งดั่งหินผากระแทกอก หญิงชราถึงกับอ้าปากค้าง พูดไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ
เหยาเหยาที่นอนฟังอยู่ในอ้อมแขนบิดา ถึงกับอดทึ่งในใจไม่ได้
โ ท่านแม่สุดยอดไปเลย ในนิยายบรรยายไว้ว่าท่านเป็สตรีที่อ่อนโยนใจดีดั่งน้ำ ใครจะไปคิดว่าพอถึงคราวเอาจริงจะเด็ดขาดได้ขนาดนี้ นี่แหละสไตล์คุณแม่สายฟาดที่ข้าโปรดปราน ไม่ต้องกรี๊ดร้องโวยวายให้เสียจริต แค่เอื้อนเอ่ยประโยคเดียว คนทั้งลานก็เงียบกริบเป็ป่าช้า
เสิ่นว่านอวี๋ที่กำลังปั้นหน้าขรึมรักษาความสง่างามอยู่นั้น ได้ยินเสียงลูกสาวเอ่ยชมในใจ มุมปากก็แทบหลุดยิ้มออกมา นางต้องรีบสูดลมหายใจลึกๆ ข่มความเอ็นดูเอาไว้สุดฤทธิ์
เ้าก้อนแป้งน้อยคนนี้ ช่างปากหวานเสียจริงเชียว
แต่เดี๋ยวนะ น้ำเสียงในใจของเหยาเหยาพลันเปลี่ยนเป็จริงจังขึ้นมาทันที นังหลิ่วเอ๋อคนนี้มันไม่ได้มีสมองคิดแผนการเอง ในนิยายเคยบรรยายเป็นัยๆ ไว้ว่า มีคนคอย ‘ชี้’ ให้มัน เพราะ้าให้ท่านพ่อมีรอยด่างพร้อยมัวหมอง ตำแหน่งราชเลขาธิการตรวจการที่คอยจับผิดขุนนางคนอื่น หากตัวเองมีเื่ฉาวโฉ่คาวโลกีย์เมื่อไ ก็เท่ากับยื่นดาบให้ศัตรูฟันคอตัวเองชัดๆ
เฮ้อ... น่าเสียดายที่ข้าพูดออกไปไม่ได้ ได้แต่หวังว่าท่านพ่อท่านแม่จะเฉลียวใจ สืบสาวราวเื่ไปให้ถึงต้นตอ อย่าปล่อยให้จบลงแค่ลงโทษหมากตัวเล็กตัวน้อยพวกนี้เลย
ในเสี้ยวนั้นเอง สายตาของซ่งจงอี้และเสิ่นว่านอวี๋ก็ปะทะกันกลางอากาศ ต่างเข้าใจความในแววตาของกันและกันได้ทันทีโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด
เสิ่นว่านอวี๋หรี่ตาลง น้ำเสียงราบเรียบทว่าคมกริบดั่งใบมีด "หลิ่วเอ๋อ... ก่อนที่เ้าจะตาย ข้าจะให้โอกาสเ้าเป็ครั้งสุดท้าย ใครเป็คนชี้ให้เ้า จงสารภาพมาตามตรง แล้วข้าจะเมตตาไว้ชีวิตเ้า ให้เ้าตายอย่างสมศักดิ์ศรี ไม่ต้องถูกโบยตีจนเนื้อแตกเืสาดตายอย่างอนาถ"
สาวใช้หลิ่วเอ๋อตัวสั่นสะท้าน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ริมฝีปากสั่นระริกราวกับเ้าเข้า
เหยาเหยาที่อยู่ในอ้อมแขนบิดาถึงกับอ้าปากค้างในใจ
ท่านแม่นี่ระดับเทพเ้าชัดๆ ข้าแค่คิดในใจ ท่านแม่ก็เหมือนมีตาทิพย์อ่านใจข้าออก ถามจี้ตรงประเด็นเป๊ะๆ เลย หรือว่า... นี่คือสายใยโทรจิตระหว่างแม่ลูกที่เขาร่ำลือกันนะ
เสิ่นว่านอวี๋ "..."
ลูกรักเอ๋ย... เ้าเข้าใกล้ความจริงเข้าไปทุกทีแล้วะ
ซ่งจงอี้ที่ยืนฟังอยู่ไม่ไกลถึงกับต้องยกมือขึ้นป้องปาก ไอค่อกแค่กเบาๆ เพื่อกลบเสียงหัวเราะที่หลุดพรวดออกมา
หลิ่วเอ๋อต่อสู้กับความหวาดกลัวอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ทนแรงกดดันไม่ไหว ทรุดฮวบฟุบหน้าลงกับพื้น ร่ำไห้สะอื้นฮัก "ฮูหยินเ้าขา บ่าวสารภาพแล้วเ้าค่ะ บ่าวสารภาพหมดทุกอย่างแล้ว เป็... เป็โจวที่เรือนหลังเ้าค่ะ นางมาบอกบ่าวว่า หากบ่าวทำเื่นี้สำเร็จ จะมอบเงินก้อนโตให้ พอให้บ่าวไถ่ตัวออกจากจวนไปแต่งงานมีชีวิตสุขสบายได้เ้าค่ะ..."
ทันทีที่ชื่อ ‘แม่นมโจว’ หลุดออกมาจากปาก สีหน้าของซ่งจงอี้ก็พลันเย็นเยียบลงดุจน้ำแข็งในทันที
เรือนหลัง... คือที่พำนักของน้องสาวต่างมารดาของเขา ผู้ซึ่งเคยแต่งออกไปเป็อนุภรรยาของตระกูลอื่น แต่สุดท้ายถูกหย่าร้างส่งตัวกลับมาอาศัยใบบุญจวนซ่ง
ดูท่า... สายใยบัดซบเส้นนี้ จะสาวลึกลงไปได้ไกลกว่าที่คิดเสียแล้ว
เสิ่นว่านอวี๋ทอดถอนใจแ่เบา โบกมือเป็เชิงสั่งให้บ่าวไพร่เข้ามาลากตัวสาวใช้ไป นางรักษาสัจจะ ไม่สั่งทรมานให้เืตกยางออก ทว่ากับ ‘คนบงการ’ ที่ซ่อนตัวอยู่เื้ันั้น... นางจะค่อยๆ สะสางคิดบัญชีอย่างเงียบเชียบและเด็ดขาดในภายหลัง
ครั้นลานหน้าเรือนกลับคืนสู่ความสงบ เสียง ‘ติ๊ง’ กังวานใสก็ดังขึ้นเบื้องหน้าเหยาเหยา
[ตรวจพบว่าโฮสต์มีจิตใจเมตตา ปรารถนาให้ผู้อื่นรอดพ้นจากความทุกข์ ระบบขอมอบ ‘แต้มบุญ’ เพิ่มให้ 2 แต้ม แต้มบุญสะสมปัจจุบัน : 102 แต้ม]
‘เอ๊ะ ได้แต้มบุญเพิ่มด้วยรึ’ เหยาเหยาดีใจจนตาเป็ประกายวิบวับ ‘อ๋อ... ข้าเข้าใจแล้ว ขอเพียงข้ามีจิตกุศล คิดดีทำดี ปรารถนาดีอยากช่วยเหลือผู้อื่น ก็จะได้รับแต้มบุญสินะ แจ๋วไปเลย งั้นต่อไปข้าต้องหมั่นคิดดีทำดี สะสมแต้มบุญไว้เยอะๆ จะได้มีทุนรอนเอาไว้ปกป้องครอบครัว’
ซ่งจงอี้ที่ลอบฟังอยู่ข้างๆ หัวใจพลันอ่อนยวบลง
บุตรสาวตัวจ้อยที่เพิ่งจะลืมตาดูโลกได้แค่วันเดียว ในหัวก้อนน้อยๆ กลับเอาแต่คิดหาวิธีปกป้องพ่อแม่พี่น้อง
เขากระชับอ้อมกอดกอดเหยาเหยาให้แน่นขึ้นอีกนิด พร้อมกับให้คำสัตย์สาบานในใจว่า... จะไม่มีวันปล่อยให้ภาระอันหนักอึ้งนี้ ต้องตกไปอยู่บนบ่าเล็กๆ ของลูกสาวเป็อันขาด
...
ตกค่ำวันนั้น สมาชิกสายตรงของตระกูลซ่งต่างมารวมตัวกันพร้อมหน้าพร้อมตาที่ห้องของเสิ่นว่านอวี๋ อ้างว่ามาเยี่ยมเยียนมารดาและน้องสาวตัวน้อย ทว่าแท้จริงแล้ว... นี่คือการประชุมลับระดับครอบครัว
แน่นอนว่า ‘การประชุมลับ’ ครั้งนี้ มีเพียงสี่คนเท่านั้นที่รู้เื่ราวทั้งหมด ส่วนตัวเอกของวงประชุมอย่าง ‘เหยาเหยา’ บัดนี้กำลังนอนดูดนิ้วตัวเองอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ในเปลน้อย
ซ่งจิ้งอันเป็ผู้เปิดประเด็นขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำจริงจัง "ท่านพ่อ ท่านแม่ เื่ความลับของน้องเล็ก ลูกคิดว่าพวกเราควรตั้งกฎเกณฑ์กันให้ชัดเจนขอรับ"
"ข้อแรก เื่ที่พวกเราสามารถได้ยินเสียงในใจของน้อง ต้องถูกปิดเป็ความลับสุดยอด รู้กันแค่พวกเราสี่คนในห้องนี้เท่านั้น ห้ามแพร่งพรายให้น้องเล็กระแคะระคายเด็ดขาด"
ซ่งติ้งหย่วนที่นั่งกระสับกระส่ายอยู่ข้างๆ รีบแทรกขึ้นมาทันที "เหตุใดจึงทำเช่นนั้นเล่าพี่ใหญ่ น้องเล็กก็เป็คนในครอบครัวเราแท้ๆ บอกให้น้องรู้ไปเลยว่าพวกเราเป็พวกเดียวกัน จะได้ช่วยกันคิดหาทางหนีทีไล่ ไม่ดีกว่าหรือ?"
ซ่งจิ้งอันส่ายหน้าช้าๆ แววตาลึกล้ำยากหยั่งถึง "น้องรอง เ้าลองไตร่ตรองดูให้ดี ตอนนี้น้องเล็กคิดสิ่งใดก็เอ่ยออกมาจากใจจนหมดสิ้น นั่นเป็เพราะนางเชื่ออย่างสนิทใจว่าไม่มีผู้ใดได้ยิน ข้อมูลและความรู้ทั้งหมดที่นางมี จึงไหลเวียนมาถึงพวกเราโดยปราศจากการปิดบังซ่อนเร้น"
"แต่หากวันใดที่น้องรู้ว่าพวกเราได้ยิน... นางจะเริ่มระแวดระวังตัว จะคอยกลั่นกรองว่าสิ่งใดควรคิด สิ่งใดไม่ควรคิด และเมื่อถึงเวลานั้น ข้อมูลสำคัญหลายต่อหลายเื่... พวกเราอาจจะพลาดมันไปตลอดกาล"
"และที่ร้ายแรงไปกว่านั้น..." น้ำเสียงของซ่งจิ้งอันเย็นเยียบลง "เด็กตัวแค่นี้ หากต้องมารับรู้ว่าตนเองกำลังแบกรับความเป็ความตายของคนทั้งตระกูลเอาไว้ นางจะต้องเผชิญกับความกดดันมหาศาลเพียงใด จะนอนหลับตาลงได้อย่างไร? พี่ไม่อยากให้น้องสาวของเราต้องเติบโตขึ้นมาพร้อมกับภาระอันหนักอึ้งเช่นนั้น"
ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ
เสิ่นว่านอวี๋พยักหน้าช้าๆ ขอบตาแดงรื้น "จิ้งอันพูดถูก ของเรา ในอดีตชาติก็ทนทุกข์ลำบากมามากพอแล้ว ชาตินี้แม่อยากให้นางได้เป็เด็กหญิงที่เติบโตมาอย่างมีความสุขและไร้กังวลที่สุดในใต้หล้า ส่วนเื่คอขาดบาดตายทั้งหมด... ปล่อยให้เป็หน้าที่ของพ่อแม่และพี่ชายอย่างพวกเ้าจัดการเองเถิด"
ซ่งจงอี้กำหมัดแน่น น้ำเสียงทุ้มต่ำหนักแน่นดุจขุนเขา "นับั้แ่นี้เป็ต้นไป ทุกถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ยออกมาจากใจของน้องเล็ก... คือลมหายใจและเข็มทิศชี้ชะตาของตระกูลซ่ง"
"นางบอกว่าพ่อจะถูกบั่นคอประจานหน้าประตูอู่เหมิน เช่นนั้นพ่อก็จะทำให้ราชสำนัก ไม่มีวันมีโอกาสได้แตะต้องแม้แต่เส้นผมของพ่อ"
"นางบอกว่าจิ้งอันจะถูกทัณฑ์ม้าห้าตัวแยกร่าง ติ้งหย่วนจะตายอนาถในสมรภูมิ เช่นนั้นพวกเราก็จะผงาดขึ้นมามีชีวิตอยู่ให้ดียิ่งกว่า ยิ่งใหญ่เกรียงไกรกว่า และอยู่ยั้งยืนยงค้ำฟ้า ยิ่งกว่าในเื่เล่าหรือนิยายบ้าบอเื่ใดๆ"
"นางบอกว่าตระกูลซ่งจะถูกล้างบางสิ้นโคตร " เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาทอประกายวาวโรจน์ดุดันดั่งคมดาบที่เพิ่งถูกชักออกจากฝัก "เช่นนั้นพวกเราก็จะยืนหยัดอยู่ดู... จนกว่าจะถึงวันที่ไอ้พวกสารเลวที่คิดจะล้างตระกูลซ่ง
กลายเป็ฝ่ายที่ถูกล้างบางสิ้นโคตรเสียเอง"
ทั้งสี่คนสบตากัน ภายในห้องเล็กๆ แห่งนี้ มีบางสิ่งกำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ มันไม่ใช่ความสิ้นหวังของตระกูลที่ล่วงรู้จุดจบอันน่าสยดสยองของตนเอง... แต่คือ ‘เปลวเพลิง’ แห่งการต่อสู้ที่เพิ่งถูกจุดให้ลุกโชนขึ้น
ส่วนในเปลน้อย... เหยาเหยาที่ดูดนิ้วจนเปื่อยและเริ่มเบื่อหน่าย ก็อ้าปากหาวหวอดใหญ่ ก่อนจะพลิกตัวขยับกายยุกยิก
อืม ง่วงนอนจังเลย... พรุ่งนี้ค่อยตื่นมาคิดหาวิธีสะสมแต้มบุญต่อแล้วกัน ทารกน้อยครุ่นคิด แล้วก็... อ๊ะ จริงสิ อีกไม่กี่วันก็จะถึงงานเลี้ยงฉลองครบเดือนของข้าแล้วนี่นา ในนิยายบรรยายไว้ว่า งานครบเดือนนี่แหละคือจุดเริ่มต้นของความวุ่นวาย เพราะแเื่มาร่วมงานเยอะแยะ พวกคนแปลกหน้าและพวกประสงค์ร้ายก็ฉวยโอกาสแฝงตัวปะปนเข้ามาได้ง่าย... เฮ้อ ข้าต้องเตรียมตัวระวังภัยให้ดีเสียแล้ว
เสียงเจื้อยแจ้วในใจค่อยๆ แ่เบาลง ก่อนจะเงียบหายจมดิ่งสู่ห้วงนิทราไปในที่สุด
ทว่าภายในห้องนั้น... สี่คู่ตาที่ยังคงตื่นตัว กลับเบิกกว้างขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
งานเลี้ยงฉลองครบเดือน... จะเป็จุดเริ่มต้นของความวุ่นวายอย่างนั้นหรือ?
ซ่งจิ้งอันและซ่งจงอี้หันขวับมาสบตากันอีกครั้ง ทว่าคราวนี้... แววตาของบุรุษทั้งสองกลับเย็นเยียบะเื จนแผ่รังสีอำมหิตออกมาอย่างน่าขนลุก