เลขามู่ หรือมู่หรงเจี้ยน คนที่เธอเคยพยายามติดต่อเมื่อชาติที่แล้ว เพื่อขอสัมภาษณ์ตอนที่มีข่าวลือว่าบริษัทในเครือตระกูลเซียวกำลังจะล้มละลาย เธอเคยหาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทนี้ และรู้จากคนวงในว่าใน่สองสามปีสุดท้ายก่อนที่บริษัทจะล้มละลาย เลขามู่นี่แหละเป็คนคอยประคับประคองบริษัทนี้เอาไว้ ถ้าไม่ได้เลขามู่ละก็บริษัทอาจจะพังพินาศไปก่อนหน้านั้นหลายปีแล้ว
ตัวท่านประธานเซียวเองแทบจะไม่มีบทบาทอะไรใน่หลัง มีข่าวลือหนาหูว่าเขาติดการพนันอย่างหนัก และแอบยักยอกเงินบริษัทไปใช้หนี้พนัน สุดท้ายก็ต้องเข้าคุกหลังจากที่บริษัทล้มละลาย
ทันทีที่เซียวอี้เฟยกลับถึงบ้าน เธอก็ติดต่อเลขาจู เลขาส่วนตัวของคุณพ่อทันที บอกว่าเธอ้าพบคุณพ่อ แต่ถ้าคุณพ่อไม่ว่างก็ไม่เป็ไร เธออยากจะเข้าไปที่บริษัทและขอยืมพนักงานของบริษัทสักคนให้มาเป็พี่เลี้ยงส่วนตัวได้หรือไม่
เลขาจูถึงจะแอบสงสัยในความ้าของลูกสาวท่านประธาน แต่เมื่อท่านประธานไม่เคยขัดใจลูกสาว เธอก็ไม่มีหน้าที่สงสัยอะไร หลังจากสอบถามจากท่านประธานและได้รับไฟเขียวมา เธอก็รีบแจ้งให้เซียวอี้เฟยทราบทันที
“ป้าฟางคะ เดี๋ยวหนูจะเข้าไปที่บริษัทคุณพ่อนะคะ น่าจะไม่กลับมาทานอาหารเย็นที่บ้านค่ะ”
..............
เซียวอี้เฟยรู้ว่ามู่หรงเจี้ยนทำงานที่บริษัทของตระกูลเซียวั้แ่ยังหนุ่ม ตอนที่บริษัทล้มละลาย เขาเพิ่งจะอายุ 40 กว่าปีเท่านั้น เป็คนหนุ่มที่มีอนาคตไกลทีเดียว ถ้าไม่ทุ่มเทให้กับบริษัทเซียวมากขนาดนั้น เขาน่าจะไปได้ดีกว่านี้ ช่างน่าเสียดาย
แต่มันจะไม่เป็เช่นนั้นอีกแล้ว เลขามู่ ชาตินี้เราจะรวยไปด้วยกัน เซียวอี้เฟยกำหมัดแล้วชูขึ้นด้วยความมั่นใจ
เซียวอี้เฟยไม่เคยมาที่บริษัทของคุณพ่อมาก่อน แต่เพียงแค่เธอเดินเข้าไปบริเวณโถงต้อนรับ ก็พบกับหญิงวัยกลางคนแต่งตัวเนี้ยบ ท่าทางน่าเคารพยืนรออยู่ เธอแนะนำตัวว่าเธอคือเลขาจูนั่นเอง
เลขาจูพาเธอขึ้นลิฟท์ของผู้บริหารมายังชั้น 28 ก่อนจะพาเธอเข้าไปในห้องของท่านประธาน แต่พ่อของเธอไม่อยู่ในห้อง เพราะกำลังประชุมประจำเดือนกับแผนกจัดซื้ออยู่
เซียวอี้เฟยจึงบอกความ้าของเธอกับเลขาจูว่าเธอ้าพบพนักงานชื่อ มู่หรงเจี้ยน
ถึงจะประหลาดใจ แต่สีหน้าของเลขาจูกลับไม่แสดงท่าทีใดๆ เพียงยกหูโทรศัพท์ ติดต่อเบอร์ภายในไปยังแผนกยุทธศาสตร์และวางแผนทันที ก่อนจะเรียกให้มู่หรงเจี้ยนขึ้นมาพบที่ห้องท่านประธาน
ไม่ถึงอึดใจ ก็มีเสียงเคาะประตู ก่อนจะมีเสียงชายหนุ่มขออนุญาตเข้าห้องดังเข้ามา เลขาจูตอบกลับให้มู่หรงเจี้ยนเข้ามาได้
เซียวอี้เฟยเคยเห็นภาพถ่ายของมู่หรงเจี้ยนจากข่าวที่เธอเขียนมาก่อน แต่การได้มาพบตัวจริงตอนที่เขาอายุน้อย ก็อดทำให้เธอตื่นเต้นเล็กๆ ไม่ได้ ก็ตอนอายุสี่สิบกว่า เลขามู่ยังหน้าตาดีขนาดนั้น นักข่าวสาวๆ ในออฟฟิศยังแอบปลื้มเขากันตั้งหลายคน
มู่หรงเจี้ยนในวัย 25 ปีตรงหน้าเธอนี้ รูปร่างผอมสูง ใส่แว่นกรอบบางสีอ่อน ทำให้เขาดูเป็คนน่าเชื่อถือแม้จะดูอ่อนเยาว์ก็ตาม คิ้วดกหนารวมกับแนวกรามแข็งกร้าว ส่งผลให้เขาดูลึกลับน่าค้นหามากกว่าจะดูเหมือนอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ
“คุณหนูเซียวมีธุระอะไรกับกระผมหรือครับ” มู่หรงเจี้ยนเอ่ยถามขณะที่สายตาจ้องไปที่ใบหน้าของเซียวอี้เฟยอย่างไม่เกรงกลัว
‘ต้องอย่างนี้สิ เรียบร้อย สุภาพ แต่ไม่ขี้ขลาด มีความมั่นใจในตัวเองเต็มร้อย’ อี้เฟยคิดอยู่ในใจก่อนจะตอบออกไป
“หนูอยากให้คุณมู่มาเป็พี่เลี้ยงให้น่ะค่ะ หนูอยากเรียนรู้เื่การทำธุรกิจ เพื่อเตรียมตัวเป็ผู้สืบทอดกิจการในอนาคตค่ะ”
มู่หรงเจี้ยนขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็ปรกติก่อนจะถามกลับอย่างไม่แน่ใจ
“ทำไมคุณหนูถึงคิดว่ากระผมจะเป็พี่เลี้ยงได้ล่ะครับ ผมเพิ่งเข้าทำงานในแผนกยุทธศาสตร์และการวางแผน ได้ไม่ถึงสองเดือนเลยนะครับ”
“ไม่ต้องสงสัยอะไรมากหรอกค่ะ เดี๋ยวหนูจะบอกคุณพ่อเองว่า หนูขอตัวคุณมู่ให้มาทำงานเป็พี่เลี้ยงส่วนตัวของหนู แล้วจะให้คุณพ่อบรรจุเป็พรักงานประจำ แล้วก็ขึ้นเงินเดือนให้ด้วยค่ะ”
“เลขาจูคะ รบกวนแจ้งคุณพ่อแล้วจัดการเื่นี้ให้ด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ” เซียวอี้เฟยหันไปสั่งงานเลขาจูก่อนจะบอกกลับมู่หรงเจี้ยนว่า
“คุณมู่คะ เย็นนี้เราไปทานอาหารเย็นด้วยกัน ถือว่าไปฉลองการเริ่มทำงานด้วยกันนะคะ หนูจองโต๊ะที่ร้านอาหารเอาไว้แล้วค่ะ ไปกันเลยค่ะ” ก่อนจะคว้ากระเป๋าถือแล้วเดินออกจากห้องไป
มู่หรงเจี้ยนหันไปหาเลขาจู กระพริบตาปริบๆ พยายามหาตัวช่วย ใครก็ได้บอกเขาทีว่ามันเกิดอะไรขึ้น เลขาจูได้แต่พยักหน้า บอกให้เขารีบไปเก็บของแล้วตามคุณหนูออกไปเร็วที่สุด
............
ณ ร้านอาหารหรูแห่งหนึ่งใจกลางเมือง S
เซียวอี้เฟยจองห้องพิเศษส่วนตัวเอาไว้ สำหรับคุยธุรกิจกับมู่หรงเจี้ยน เธอ้าให้เขามาทำหน้าที่เลขาส่วนตัวของเธอ เป็คนดูแลจัดการบริษัทนอมินีที่เธอจะตั้งขึ้น เพื่อทำการซื้อหุ้นของบริษัทที่เธอรู้ว่าต่อไปจะทำกำไรมหาศาลในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงกว้านซื้อหุ้นหรือร่วมลงทุนในบริษัทที่เพิ่งก่อั้แ่ต่อไปจะประสบความสำเร็จ
ข้อมูลพวกนี้เธอได้มาจากการรายงานข่าวเศรษฐกิจว่ากว่าสิบปี บริษัทไหนรุ่ง บริษัทไหนร่วง เธอย่อมรู้ดี และนี่จะเป็การสร้างรายได้ให้กับเธออย่างง่ายๆ ต้องขอบคุณพระเ้าที่ส่งเธอกลับมาพร้อมความทรงจำจากอนาคต ถึงจะไม่ถูกล็อตเตอรี่ แต่เธอว่าแบบนี้มันดีกว่าลาภลอยพวกนั้นตั้งเยอะ
เมื่อมู่หรงเจี้ยนนั่งลงตรงข้ามเธอพร้อมสั่งอาหารกับบริกรเรียบร้อยแล้ว เซียวอี้เฟยก็ไม่รีรอที่จะบอกความ้าของเธอกับเขาทันที
“คุณมู่คะ หนูอยากให้คุณมาเป็เลขาของหนูค่ะ ต่อไปนี้หนูขอเรียกคุณว่าเลขามู่นะคะ”
............
คืนนั้นเซียวอู่หลงกลับบ้านแล้วเรียกหาลูกสาวทันที
“แกคิดจะทำอะไร อี้เฟย”
“หนูอยากเรียนรู้เื่ธุรกิจค่ะพ่อ ั้แ่ฟื้นขึ้นมา หนูรู้สึกว่าตัวเองสนใจเื่ธุรกิจมากเลยค่ะ แล้วหนูคิดว่าการได้เรียนรู้กับคนรุ่นใหม่ไฟแรง น่าจะดีกว่าค่ะ คุณมู่ดูเป็คนมีความรู้เื่ธุรกิจดี การศึกษาก็ดี จบจากมหาวิทยาลัยชื่อดังด้วยนะคะ” เซียวอี้เฟยพยายามโน้มน้าวคุณพ่อ
“งั้นพ่อจะให้มู่หรงเจี้ยนไปรับแกหลังเลิกเรียน แล้วเป็พี่เลี้ยงแกจนถึงเวลาอาหารเย็นทุกวัน พ่ออาจจะหาคนขับรถให้เขาสักคน จะได้ไม่ลำบากในการเดินทาง”
“ขอบคุณคุณพ่อมากๆ ค่ะ”
เซียวอี้เฟยะโกอดคอคุณพ่อก่อนจะหอมแก้มไปหนึ่งที ก่อนจะรีบวิ่งกลับเข้าห้องของตัวเอง ปล่อยให้เซียวอู่หลงยกมือลูบแก้มตัวเองอย่างเหม่อลอย นานแค่ไหนแล้วนะที่ลูกสาวแสดงความรักกับเขาแบบนี้
............
ั้แ่วันนั้น ทุกวันหลังเลิกเรียน เซียวอี้เฟยก็ไม่เคยไปเที่ยวเตร่เดินห้างกับเพื่อนๆ อีกเลย สร้างความสงสัยให้กับเพื่อนสนิมอย่างแมรี่และชิงชิงอย่างมาก โดยเฉพาะหวังอวี้ที่ไม่สบอารมณ์ทุกครั้งที่เห็นชายหนุ่มหน้าตาดีบุคลิกภูมิฐานมาคอยรับอี้เฟยกลับบ้านทุกวัน ถึงแม้เธอจะบอกว่าเป็พี่เลี้ยง มาช่วยสอนพิเศษให้เธอเพราะเธอความจำเสื่อมก็ตาม แต่เขาก็อดหงุดหงิดไม่ได้
อีกคนหนึ่งที่ไม่สบอารมณ์กับเื่นี้ก็คือจางอี้เทียน เขาแอบสังเกตและสืบมาได้ว่า ผู้ชายคนนั้นเป็พนักงานของบริษัทเซียว ที่มีหน้าที่สอนงานด้านธุรกิจให้กับเซียวอี้เฟย แต่ทำไมจะต้องเลือกชายหนุ่มหน้าตาดีขนาดนี้มาเป็พี่เลี้ยงด้วยนะ
########