ห้องน้ำสไตล์โมเดิร์นหรูหราด้วยสุขภัณฑ์ชั้นดีที่ถูกทำความสะอาดจนเงาวับเป็ประกายทุกพื้นที่
เตวิทย์นั่งอยู่ในอ่างจากุชชี่ขนาดใหญ่ทรงโค้งมนร่างกายเปลือยเปล่าที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามแข็งแรง เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของเพศชายอยู่ภายใต้น้ำอุ่นร้อนอุณหภูมิกำลังดีระดับน้ำท่วมสูงจนถึง่ไหล่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้ไม่น้อย
สำหรับเขา...ครั้งเดียวไม่เคยพอ ความ้าที่มากล้นเมื่ออยากปลดปล่อยต้องได้ปลดปล่อยออกมาจนหมดแต่เป็เพราะกลัวร่างกายเด็กสาวจะบอบช้ำ เขาจึงต้องสะกดกลั้นความ้าเอาไว้ทั้งที่ไม่เคยต้องอดทนเช่นนี้มาก่อนเลย
กระแสน้ำวนที่โอบล้อมรอบกายคล้ายการถูกัับีบนวดชวนให้คิดถึงตอนที่อุ้มเด็กสาวเข้ามาชำระล้างทำความสะอาดร่างกาย อารมณ์ปรารถนาเริ่มคุกรุ่นจนเกินควบคุมเตวิทย์ลากมือลูบไล้ขนอ่อนใต้หลุมสะดือแล้วเลื่อนลงไปกอบกุมแก่นกายที่เริ่มแข็งชันก้านนิ้วหยาบกำรอบท่อนเนื้อร้อน รูดขึ้นลงช้าๆ ปลุกความกระสันซ่านใบหน้าหล่อเหลาแหงนหงายไปบนเบาะรองศีรษะด้านหลัง หลับตาจินตนาการถึงเนื้อตัวนุ่มนิ่มของเฟื่องที่ได้กกกอดเอาไว้ใต้ร่างอุ้งมือสากเริ่มขยับรูดรั้งเร็วขึ้นในจังหวะรัวแรงสม่ำเสมอเหมือนได้สอดกระแทกเข้าไปในโพรงอ่อนนุ่มที่กำลังตอดรัดแน่นลมหายใจถี่กระชั้นอารมณ์พุ่งสูงจนไม่อาจต้านทานเอาไว้ได้อีก
“อึก!อ๊า...”
ร่างสูงกระตุกปลอดปล่อยลาวาร้อนขาวขุ่นพุ่งออกมาเจือกับสายน้ำวนเป็ทางสายหนึ่งแค่แรงไหวกระเพื่อมของน้ำในอ่างไม่กี่ครั้งหยาดหยดแห่งความสุขสมก็ละลายหายไปลาวกับหมอกควัน
เตวิทย์ลุกขึ้นจากอ่างน้ำแล้วไปยืนเปิดฝักบัวรินรดบนตัวทำความสะอาดร่างกายอีกครั้งจากนั้นก็ออกไปใส่เสื้อผ้าด้วยความรู้สึกสดชื่นขึ้นมานิดหน่อย เขาเข้าไปหอมแก้มคนที่ยังนอนหลับใหลบนเตียงพลางเหลือบมองนาฬิกาบนโต๊ะบ่งบอกว่าเป็เวลาหกโมงเย็นแล้ว...ให้พักอีกหน่อยดีกว่า เดี๋ยวค่อยทานมื้อเย็น
เตวิทย์ออกจากห้องนอนเดินลงมาที่ชั้นล่างก็พบผู้ช่วยมือหนึ่งยืนรออยู่ก่อนแล้วเหมือนในเวลาปกติแต่ครั้งนี้ดูกระสับกระส่ายว้าวุ่นแปลกๆ
“นายครับ” กรเรียกด้วยความโล่งอกเพราะกำลังตัดสินใจว่าจะขึ้นไปตามอยู่พอดี
“มีอะไร”
“คุณหญิงท่านโทรมาบอกว่าเย็นนี้ให้นายกลับไปทานอาหารที่บ้านครับแล้วเอ่อ...”
“...?”
“บอกอีกว่าจะไม่ตั้งโต๊ะอาหารจนกว่านายจะไปถึงครับ”
นี่ถือเป็การบังคับกลายๆถ้าเขาไม่ไปพวกท่านจะยอมอดข้าวกันเลยหรือไง
“โทรมาเมื่อไร”
“ตอนที่นายกำลัง‘คุยธุระ’ กับคุณเฟื่องข้างบนครับ...แต่ผมบอกว่านายติดประชุมอยู่”
“อือดีมาก”
เตวิทย์ครุ่นคิดนึกเป็ห่วงเด็กสาวบนห้องนอนที่เขาอยากจะรอทานมื้อเย็นด้วยแต่การเรียกตัวกลับไปที่บ้านแบบนี้แสดงว่าบุพการีทั้งสองต้องมีเื่สำคัญจะคุยกับเขาแน่ๆปกติแค่โทรไปรายงานตัวสัปดาห์ละครั้งก็จบ เพราะต่างก็รู้ดีว่าเขาทำงานเยอะ เื่ ‘ส่วนตัว’ ก็เยอะเช่นกันจึงไม่ค่อยได้กลับไปนอนที่บ้าน
“ไปเตรียมรถแล้วเรียกกันต์มาด้วย... ฉันจะสั่งงาน”
“ครับ” กรรับคำสั่งแล้วรีบไปจัดการทันทีเพราะเวลาล่วงเลยจนจะมืดค่ำอยู่แล้ว
หลังจากร่วมรับประทานอาหารค่ำที่พร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูกแล้วซึ่งถือเป็โอกาสที่ไม่ค่อยได้เกิดขึ้นบ่อยนักใน่หลายปีมานี้
“อย่าเพิ่งกลับนะตาเตนั่งก่อนสิ... แม่มีเื่สำคัญจะคุยด้วย”
คุณหญิงนาตยาผู้เป็มารดาบังเกิดเกล้าเดินนำบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนมาที่ห้องโถงรับแขกพร้อมกับนายพลจรัญที่โดนดึงเข้ามาร่วมวงสนทนาด้วยอย่างไม่ค่อยเต็มใจนักเพราะอยากขึ้นห้องไปพักผ่อนมากกว่า เขาเพิ่งกลับถึงบ้านก่อนลูกชายจะมาแค่ไม่ถึงชั่วโมงหลังจากไปเที่ยวต่างประเทศหลายวันกับเพื่อนร่วมรุ่นวัยเกษียณ
“พ่อก็ไม่รู้... ถามแม่แกเอาเถอะ” ผู้เป็พ่อบอกเมื่อเห็นสายตาเป็เชิงถามของลูกชาย
“ครับคุณแม่”คนเป็ลูกรับปากพลางเข้าไปนั่งที่โซฟาฝั่งตรงข้าม
“แหวนประจำตระกูลของแกไปไหนทำไมไม่ใส่” ผู้เป็แม่ถามพลางตวัดมองที่มือใหญ่ของบุตรชายสุดที่รัก
“ผมก็ไม่ได้ใส่ตั้งนานแล้วทำไมคุณแม่ถึงถามหาขึ้นมาล่ะครับ”
ถอดเก็บไว้ที่ไหนยังจำไม่ได้เลยด้วยซ้ำก็รู้ว่าเป็ของสำคัญถึงได้ถอดเก็บไง ไม่ได้ถอดทิ้งเสียหน่อย
“แกจำได้ไหมว่าทำไมแหวนถึงอยู่กับแก”
เตวิทย์นิ่งคิดไม่นานใบหน้าหล่อเหลาหันขวับสบตาผู้เป็แม่อย่างตื่นตะลึง ‘คู่หมั้น’ เหมือนความทรงจำที่หายไปเกือบสิบปีกำลังย้อนคืนกลับมา‘โรส’
“หนูโรส คู่หมั้นของแกกำลังจะกลับมาจากอเมริกา”
“คุณแม่ทราบได้ยังไงครับ”ขนาดเขาเองที่เป็คู่หมั้นยังติดต่อเธอไม่ได้เลย
“คุณนายอรวรรณโทรมาหาแม่วันนี้บอกว่าหย่าขาดกับสามีชาวต่างชาติแล้ว ก็เลยจะกลับมาอยู่เมืองไทย”
อ๋อ...ที่รีบขายมรดกจากสามีเก่าและรีบวิ่งแจ้นตามลูกสาวไปอยู่เมืองนอกก็เพราะมีสามีใหม่นี่เอง
“แล้ว...เอ่อ...”
“หนูโรสยังโสดน้องยังไม่ได้แต่งงาน แล้วยังบอกว่าเราหมั้นกันเอาไว้แล้วยังไงก็ต้องกลับมาแต่งงานกับแกตาเต”
...แบบนี้ก็ได้เหรอ?หายไปเป็สิบปี! จู่ๆกลับมาทวงสัญญาหมั้น...
“คุณแม่เชื่อเหรอครับ”
“เชื่อหรือไม่เชื่อมันไม่ใช่ประเด็นแล้วตาเต เพราะเราไม่ได้ถอนหมั้น แล้วแหวนประจำตระกูลของเราก็อยู่กับเขาด้วย”
นายพลจรัญเอ่ยออกมาอย่างมีเหตุผลที่ไม่อาจปฏิเสธได้...ต่อไปคงอีลุงตุงนังไม่น้อยเชียว
“ยังไงผมก็ไม่แต่งงานเด็ดขาด” เตวิทย์กำมือแน่น
“แล้วลูกจะทำยังไง” คุณหญิงนาตยาน้ำเสียงอ่อนลง ยกมือขึ้นนวดศีรษะกลุ้มใจ
“ผมจะถอนหมั้นครับ”
“แกลืมไปแล้วเหรอ ถ้าเราถอนหมั้นฝ่ายนั้นเขาก็มีสิทธิ์ที่จะยึดของหมั้นทั้งหมดนะ”
นายพลจรัญเตือนบุตรชาย สินสอดเงินทองน่ะช่างมันเถอะแต่แหวนประจำตระกูลสำคัญกว่า เขารู้ว่าผู้เป็ภรรยารู้สึกผิดและเสียใจมากแค่ไหนที่เหมือนทำแหวนวงนั้นหายไป
“แม่อยากได้แหวนประจำตระกูลของเรากลับคืนมา”
ในฐานะที่เป็สะใภ้ใหญ่ผู้แหวนเพชรทับทิมสืบทอดมาหลายปีนี้นางรู้สึกเสียใจและโทษตัวเองมาโดยตลอดที่ไม่อาจรักษาของสำคัญเอาไว้ได้เพราะมันหายสาบสูญไปกับคู่หมั้นของบุตรชายเมื่อนานมากแล้ว ทั้งที่มันควรเป็แหวนคู่ประจำตระกูลที่คงอยู่สืบสานต่อไปจนถึงลูกหลานไม่มีวันสิ้นสุด
“ผมจะขอซื้อแหวนวงนั้นคืน ไม่ว่าเขาจะเรียกร้องเท่าไร ผมก็จะให้”
“พ่อกลัวเขาจะไม่ขายน่ะสิ เพราะการแต่งงานกับแกมันได้ประโยชน์มหาศาลมากกว่า”
นี่ยังดีนะที่ลูกชายยังไม่มีคนรักเป็ตัวเป็ตน ไม่อย่างนั้นคงวุ่นวายกว่านี้แน่...หรือมีแล้ว?
“แกมีคนรักหรือยัง”ถามทันทีอย่างใจคิด
“เอ่อยังครับคุณพ่อ” เตวิทย์ตอบไม่เต็มเสียงนัก จู่ๆใบหน้าสวยหวานของเด็กสาวเฟื่องลดาก็แวบขึ้นมาในห้วงความคิด... เขาคงแค่รู้สึกดีแต่ไม่ได้ถึงขั้นรักหรอกก็เหมือนคู่นอนคนที่ผ่านๆ มานั่นละ
“อืองั้นก็ดี ลดความวุ่นวายไปได้หน่อย”
“ครับ เื่นี้เดี๋ยวผมจะกลับไปคิดดูอีกทีแล้วกันนะครับคุณพ่อคุณแม่”
หลังจากบุตรชายเดินออกไปแล้วสองสามีภรรยามองสบตากันและทอดถอนใจด้วยความกลัดกลุ้ม ตอนนั้นเด็กทั้งสองคนรักใคร่ชอบพอกันคบหากันได้สักระยะฝ่ายหญิงก็ไปเรียนต่อมหา’ลัยที่เมืองนอกทางนี้ก็เลยสู่ขอหมั้นหมายกันเอาไว้ก่อนพอเรียนจบค่อยแต่งงานกัน ส่วนแม่ของฝ่ายนั้นก็เป็แม่หม้ายมีรีสอร์ตที่เขาใหญ่เป็มรดกจากสามีที่เสียไปแต่หลังจากลูกสาวไปเรียนได้ไม่นานคนเป็แม่ก็เอามรดกชิ้นใหญ่นี้ออกขายและบินตามไปอีกคนคุณหญิงนาตยาเป็คนรับซื้อรีสอร์ตนี้ไว้เองเพราะมีความชอบส่วนตัว อีกทั้งตระกูลเราก็เป็เ้าของโรงแรมระดับเฟิร์สคลาสตั้งมากมายจะเพิ่มรีสอร์ตอีกสักแห่งก็คงไม่ใช่เื่ยากที่จะดูแล
วันนั้นงานหมั้นถูกจัดขึ้นใหญ่โตเทียบเท่าคนสำคัญระดับประเทศดั่งกิ่งทองใบหยกที่ใครๆ ต่างขนานนามว่าสวยหล่อเหมาะสมกันอีกทั้งฐานะก็คู่ควรไร้ที่ติ ฝ่ายชายนั้นเป็ลูกเพียงคนเดียวของนายทหารยศสูงสุดที่นอกจากงานราชการจะโดดเด่นแล้วยังเป็เ้าของโรงแรมหรูที่เป็มรดกตกทอดมาจากต้นตระกูลอีกด้วยส่วนฝ่ายหญิงก็พอสมน้ำสมเนื้อด้วยการเป็เ้าของรีสอร์ตบนเขาใหญ่ชื่อเสียงโด่งดังทำเลดีที่แสนล้ำค่า
ทั้งคู่หมั้นหมายกันด้วย‘แหวนคู่ประจำตระกูล’ของฝ่ายชายซึ่งเป็มรดกที่ผู้เป็สะใภ้ใหญ่จะได้รับจากรุ่นสู่รุ่นสืบทอดต่อกันมาจนถึงตอนนี้ไม่ต้องพูดถึงมูลค่าเพราะไม่อาจตีเป็ตัวเลขได้ แต่ถึงกระนั้นเพชรสีน้ำเงินเม็ดใหญ่น้ำงามบนแหวนฝ่ายชายก็ดูหลายกะรัตส่วนของฝ่ายหญิงเป็เพชรสีชมพูทับทิมน้ำงามไม่ต่างกัน
เฟื่องตื่นขึ้นมาในตอนค่ำท้องฟ้าด้านนอกมืดสนิทจนเห็นแสงดาวระยิบระยับจากหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่ผ้าม่านเปิดแง้มเอาไว้เล็กน้อย
เปลือกตาบางเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้าจากที่แกล้งหลับกลายเป็ว่าหลับไปจริงๆ ร่างกายที่เคยอ่อนล้าผ่อนคลายขึ้นมากแม้จะรู้สึกเจ็บเสียดที่กลางกายจนต้องจิ๊ปากนิ่วหน้า ร่างบางขยับลุกขึ้นนั่งก้มมองเนื้อตัวเปลือยเปล่าของตัวเองแล้วก็อดสะท้อนในใจไม่ได้เรือนร่างั้แ่หน้าอกลงไปมีแต่ร่องรอยแห่งความเป็เ้าของที่คุณเตวิทย์ทำไว้แทบจะทุกที่ตอนนี้ตัวเธอเป็ ‘ของเขา’แล้วจริงๆ
ตอนที่คุณเตวิทย์อุ้มเธอเข้าไปในห้องน้ำอีกฝ่ายคงคิดว่าเธอหลับแต่อันที่จริงเธอรู้สึกตัวอยู่แต่เพลียและเหนื่อยล้าเกินกว่าจะขยับตัวลืมตาอย่างใจ้าได้เธอทั้งอายทั้งวาบหวามเวลาที่มือหนาลูบไล้ชะล้างทุกซอกทุกมุมบนร่างกาย และเช็ดตัวให้เหมือนเป็เด็กน้อยจากนั้นเขาก็อุ้มเธอกลับมานอนบนเตียง ศีรษะเล็กอิงแอบอยู่กับแผงอกแกร่งฟังเสียงหัวใจของเขาด้วยความเป็สุข ผ่อนคลาย และวางใจอย่างประหลาด
ก๊อกก๊อก ก๊อก
เสียงประตูห้องเปิดเข้ามาเบาๆพร้อมกับผู้หญิงวัยกลางคนที่คุ้นตา... แม่บ้านคนเดิมที่เคยดูแลเฟื่องที่โรงแรมนั่นเอง
“คุณเฟื่องตื่นแล้วเหรอคะ”แม่บ้านทักทาย ในมือมีชุดนอนของเธอมาด้วย
“ค่ะป้า”เฟื่องยิ้มให้บางๆ รวบผ้านวมผืนใหญ่ขึ้นมาคลุมจนถึงคอ
ไม่รู้ว่าป้าชื่ออะไรแต่ก็อยู่ด้วยกันมาหลายวันแล้วคงเป็แม่บ้านประจำตัวของคุณเตวิทย์กระมัง เห็นอยู่ทุกที่ตามที่เขาเรียกใช้ และแน่นอนว่าผู้ชายตัวใหญ่ใส่สูทที่ชื่อกันต์ก็ต้องอยู่ที่นี่ด้วยอีกฝ่ายเป็องครักษ์พิทักษ์คุณเตวิทย์แต่มีหน้าที่เฝ้าเธอไม่ให้ทำอะไรและไม่ให้ไปไหน
“หิวหรือยังคะให้ป้ายกข้าวขึ้นมาบนนี้ไหม”
“ไม่เป็ไรค่ะป้าเดี๋ยวเฟื่องลงไปเองดีกว่า ขอบคุณนะคะ”
แม่บ้านหันมายิ้มอ่อนหลังจากแขวนชุดไว้กับตู้เสื้อผ้าแล้วก็เดินกลับออกไป
เฮ้อ...ไม่รู้ว่าต่อไปจะต้องพบเจอกับอะไรบ้าง แต่สถานการณ์ตอนนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรมากนักปฏิเสธไม่ได้ว่าความเป็อยู่และคนที่รายล้อมรอบตัวตอนนี้ ออกจะดีเกินไปด้วยซ้ำกับฐานะ ‘นางบำเรอ’อย่างเธอ แม้จะรู้สึกน้อยใจนิดๆที่ตื่นขึ้นมาแล้วไม่พบชายหนุ่มเ้าของห้อง
เตวิทย์กลับมาที่เพนท์เฮาส์เป็เวลากว่าเที่ยงคืนแล้ว
เขาอยู่คุยกับบุพการีทั้งสองจนถึงเวลาเข้านอนของพวกท่านจากนั้นก็โทรเรียกก้องเกียรติให้มาเจอกันที่ไนต์คลับของนพดลส่วนวาโยนั้นไม่ว่างมาด้วย แต่ก็บอกว่าจะหาเวลามาเจอกันในภายหลัง
เตวิทย์บอกเื่คู่หมั้นที่กำลังจะกลับมาให้เพื่อนรักทั้งสองฟังพวกมันยังคิดว่าเื่นี้จบไปนานแล้วด้วยซ้ำเพราะั้แ่ที่เขาติดต่อฝ่ายหญิงไม่ได้เขาก็เหมือนคนอกหักซึ่งมีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะช่วยได้ และมันก็ดีขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไป... ความเ็ปเสียใจก็ลบเลือนจนเหลือเพียงแค่ความทรงจำรางๆ
“เฟื่องเป็ไงบ้าง”เตวิทย์ถามกันต์ทันทีเมื่อเปิดประตูเข้ามา ป่านนี้เด็กสาวคงหลับไปแล้ว
“คุณเฟื่องลงมาทานข้าวตอนสองทุ่มแล้วขอทานยาแก้ปวดลดไข้ด้วยครับ” กันต์รายงายอย่างละเอียด
“เป็ไข้เหรอ?”
“ไม่แน่ใจครับแต่แม่บ้านบอกว่าไม่ได้เป็อะไรมาก คงแค่รู้สึกไม่ค่อยดีเลยอยากทานยาดักไว้ก่อน”
“มีอะไรผิดปกติอีกไหม”
“ไม่มีครับ”
กันต์ครุ่นคิดอาการที่โดน ‘ของใหญ่’ และแถมยังเป็ ‘ครั้งแรก’ ก็จะเดินกะโผลกกะเผลกแบบนี้แหละถือว่าเป็เื่ปกติ ขนาดคนที่ผ่านมาของเ้านาย่แรกๆ ยังแทบจะลุกจากเตียงไม่ไหวบางคนมีประสบการณ์มาแล้วโชกโชนด้วยซ้ำ แต่กับคุณเฟื่องที่เป็ครั้งแรก ถือว่าอดทนเก่งมากที่พยายามทำเหมือนไม่เป็อะไรแต่เขาก็มองออกว่าเธอต้องฝืนตัวเองไม่น้อย
“อือแกกลับไปพักได้แล้ว... กรก็ด้วย”
หลังจากไล่ลูกน้องคนสนิททั้งสองไปแล้วร่างสูงก็รีบขึ้นมาบนห้องนอนทันทีด้วยความเป็ห่วงเด็กสาวและอีกความรู้สึกหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้เลยก็คือเขาคิดถึงเธอมากอย่างที่ไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับคู่นอนคนไหนมาก่อน
เตวิทย์เปิดประตูเข้าไปอย่างเบามือเบาเท้าไม่ให้รบกวนคนที่กำลังหลับสบายอยู่บนเตียงแสงไฟสลัวภายในห้องทำให้เห็นคนตัวเล็กที่นอนซุกอยู่ใต้ผ้านวมผืนใหญ่ได้รางๆ ร่างสูงเดินมาหยุดที่ข้างเตียงยื่นมือััที่หน้าผากเธอเบาๆเพื่อวัดอุณหภูมิเมื่อพบว่าปกติดีก็โล่งใจ อดไม่ได้ที่จะไล้ปลายนิ้วลูบวนที่พวงแก้มนุ่มอย่างเผลอไผลคิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นขยับตัวหนีเล็กน้อยเหมือนถูกรบกวนแต่สักพักก็หลับต่อ เตวิทย์ยิ้มกับท่าทางที่ดูน่ารักนั้นแล้วก้มลงจุมพิตที่กลีบปากอิ่มให้สมใจอยาก จากนั้นก็ผละออกมองดูเห็นว่าเธอยังไม่ตื่นขึ้นมาคงเพราะฤทธิ์ยาลดไข้ที่กินเข้าไปก่อนหน้านี้ร่างสูงยืนสำรวจอีกสักพักก็เดินกลับออกไปเงียบๆ
เตวิทย์ลงมาที่ชั้นล่างอีกครั้งแล้วเดินไปที่ห้องหนังสือ
ร่างสูงเข้าไปนั่งที่เก้าอี้นวมตัวใหญ่หลังโต๊ะทำงานแล้วเปิดลิ้นชักด้านข้างรื้อค้นควานหาสะเปะสะปะจนเจอเข้ากับกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มขนาดพอดีมือปลายนิ้วขยับดันสลักให้เปิดออกเผยให้เห็นแหวนเพชรสีน้ำเงินวาววับส่องประกายเล่นแสงไฟนอนนิ่งอยู่ในนั้น
มันเป็ความจริงที่เขามีคู่หมั้นแถมตอนนั้นยังจัดงานใหญ่โตออกสื่อทุกสำนักเป็ที่อิจฉาตาร้อนของใครหลายคนแต่เพียงไม่นานข่าวพวกนี้ก็ถูกกลบหายไป แทนที่ด้วยข่าวใหม่ไปเรื่อยๆ ตามกระแสสังคมยุคโซเชียลมีเดียที่มาไวไปไวจนตามไม่ทัน
‘โรส... รวีกานต์’เป็คู่หมั้นของเขา เป็คนที่เขา ‘เคยรัก’มากที่สุด เธอเป็ผู้หญิงที่สวยมากและเพียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติที่ผู้หญิงดีๆสักคนพึงมี อีกทั้งนิสัยและรสนิยมของเราก็เข้ากันได้ดีจนคิดว่าคงไม่มีใครจะเหมาะสมได้ขนาดนี้อีกแล้วจนกระทั่งเขาเป็คนเอ่ยปากขอคุณแม่ให้ไปสู่ขอแฟนสาวมาเป็คู่หมั้นและจะแต่งงานกันเมื่อเธอเรียนจบขณะนั้นเธอกำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยที่สหรัฐอเมริกา ส่วนเขาจบปริญญาตรีแล้วและกำลังจะไปศึกษาต่อปริญญาโทที่แคนาดา
ระยะทางคืออุปสรรคชิ้นใหญ่ของความรักเขาได้เรียนรู้มันแล้วจากความ ‘พ่ายแพ้’
แรกๆเรายังติดต่อกันได้ทุกช่องทาง ผ่านไปเพียงปีเดียว จู่ๆ โรสก็หายไปติดต่อได้บ้างไม่ได้บ้างอ้างว่าไม่ว่าง ไม่สะดวกต่างๆ นานา ส่วนเขาก็เริ่มเรียนหนักขึ้นจนกระทั่งไม่มีเวลาโทรหาเธอพอนึกขึ้นได้เขาก็รีบหาเวลาติดต่อไปแต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้อีกแล้ว... เขาไม่ว่างโทรหาเธอทำไมเธอถึงไม่คิดจะโทรมาหาเขาบ้างล่ะ? มันเป็คำถามที่เขาไม่เคยได้รับคำตอบจนถึงทุกวันนี้
เื่มันน่าจะจบไปตั้งนานแล้วอย่างที่ควรจะเป็ถ้าไม่ติดที่ว่าแหวนประจำตระกูลอีกวงยังอยู่กับโรสและพวกเราก็ยังไม่ได้ถอนหมั้นกันอย่างเป็ทางการ ทำให้ตอนนี้เธอใช้แหวนวงนั้นมาประกาศทวงสัญญาแต่งงานกับเขา
ตอนนี้เขารู้สึกอย่างไรกับโรสน่ะเหรอ...มันแบบ... จะพูดยังไงดีล่ะ ตอนแรกก็เสียใจนะ เ็ปมากด้วย แต่พอผ่านจุดนั้นมาได้แล้วก็รู้สึกโกรธหลังจากที่โกรธก็ไม่ได้ถึงขั้นเกลียดชังเคียดแค้นอะไร เขาปล่อยเธอไปพร้อมกับกาลเวลาที่ไม่มีวันหวนกลับและไม่ได้คิดถึงหรือสนใจผู้หญิงที่ชื่อรวีกานต์อีกเลย
...เขาอยากได้แหวนวงนั้นกลับมาอยู่กับคนในตระกูลแต่ต้องไม่ใช่สะใภ้คนนี้...
เตวิทย์จมอยู่กับความคิดของตัวเองจนเวลาล่วงเลยเข้าสู่เช้าวันใหม่ไปเกือบสองชั่วโมงแล้ว
เขากลับขึ้นมาบนห้องนอนอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วขึ้นไปบนเตียงที่มีเด็กสาวนอนหลับอยู่ ร่างบางขยับตัวก่อนจะลืมตาขึ้นมาช้าๆเพ่งมองร่างสูงที่กำลังจับผ้าห่มยุกยิกอยู่ข้างๆ
“คุณ...”
“พี่ทำให้เฟื่องตื่นเหรอครับ”ถามเหมือนเกรงใจ แต่เอาจริงๆ ก็ตั้งใจทำให้ตื่นนั่นแหละเขาอยากลวนลามคนมีสติไม่ได้อยากลักหลับ
“ไม่ใช่ค่ะเฟื่องรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำพอดี” ใครจะกล้าบอกว่าเขาทำให้เธอตื่นล่ะตอนนี้เขาเป็เ้าชีวิตของเธออยู่นะ แต่เพราะหมดฤทธิ์ยาลดไข้ด้วยนั่นแหละเธอถึงรู้สึกตัวง่าย
เตวิทย์พยักหน้ารับรู้แล้วมองร่างบางที่ลุกออกจากเตียงไปอย่างช้าๆ ริมฝีปากสวยเม้มกัดเข้าหากันแน่น...คงเจ็บเสียดภายในจากบทรักครั้งแรกเป็แน่ สงสารก็สงสารแหละแต่ไม่อยากแสดงออกให้เธอรู้กลัวว่าเด็กสาวจะเอาความเห็นใจของเขามาเป็ข้ออ้างในการหลีกเลี่ยงไม่ให้เขาทำแบบนั้นอีกตอนนี้ก็เริ่มมีอารมณ์ขึ้นมาแล้วด้วย
แต่ก็อดเป็ห่วงไม่ได้อยู่ดีร่างสูงจึงมายืนป้วนเปี้ยนอยู่ที่หน้าประตูห้องน้ำ
“อ๊ะ!” เฟื่องสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเปิดประตูออกมาเจอเขา
“ยังเจ็บอยู่เหรอ”เตวิทย์ถามพลางสอดแขนกอดเอวบางและดึงเข้ามาใกล้
เฟื่องพยักหน้าเป็คำตอบแล้วก้มหน้าหลบสายตากรุ้มกริ่มที่ดูไม่น่าไว้ใจของเขา
ยิ่งได้เห็นแก้มสวยแดงระเรื่อด้วยความเขินอายทำให้ยิ่งดูน่ารักน่าใคร่เตวิทย์ตวัดร่างบางขึ้นอุ้มอย่างใจคิดแล้วพาเดินไปที่เตียง
เมื่อขึ้นมาอยู่บนที่นอนได้ก็ก้มลงส่งริมฝีปากหยักเรียวปากบางอ่อนนุ่มบดจูบอย่างหื่นกระหายทันทีโดยไม่พูดพร่ำให้มากความพอเกิดความ้าแล้วก็ฉุดไม่อยู่จริงๆ โดยเฉพาะกับร่างนุ่มนิ่มของเฟื่องที่ทำให้เขาโหยหาจนแทบคลั่ง
“อื้อ!” เด็กสาวใกับััที่ไม่ทันได้ตั้งตัว มือเรียวยกขึ้นมาดันอกแกร่งเอาไว้ตามสัญชาตญาณแต่เพียงไม่นานก็ยอมโอนอ่อนให้เขา เพราะทนต่อแรงจูบที่เหมือนกับจะสูบเอาิญญาของเธอออกไปแบบนั้นไม่ไหว
รสของจุมพิตทวีความร้อนแรงขึ้นทุกทีเสียงชื้นแฉะในโพรงปากกระตุ้นให้อารมณ์ปรารถนาของคนทั้งคู่ลุกโชน เตวิทย์ใช้มือข้างหนึ่งลูบไล้ผิวเนียนร่างบางทุกการเคลื่อนไหวอ่อนโยนแต่เต็มไปด้วยความใคร่ที่มากล้น เฟื่องรู้สึกร้อนลวกไปทุกที่ที่นิ้วมือหยาบลากผ่านหัวใจเต้นถี่รัว
“คุณเต...”เสียงหวานครางเรียกชายหนุ่มทันทีเมื่อเขาผละริมฝีปากออกให้เธอได้หอบหายใจ
“หือ?เรียกอีกทีสิครับ พี่เคยบอกแล้วนะ” เตวิทย์ท้วงแล้วกัดเบาๆ ที่ซอกคอนุ่มเป็การทำโทษ
“อื้อ...พี่เต...” เฟื่องเรียกเขาอีกครั้งด้วยสรรพนามที่เขาพอใจ
“ถ้าลืมอีกนะ พี่จะทำโทษให้หนักเลย” เตวิทย์กดจูบที่กลีบปากนุ่มหนักๆอย่างนึกมันเขี้ยว จากนั้นก็เปลี่ยนเป็ขบเม้มคลอเคลียไม่ห่าง
“เรียกพี่ทำไมครับ”
“เฟื่อง...เฟื่องยังเจ็บ...”
“พี่รู้ครับพี่ขอ‘ชิม’นิดๆ หน่อยๆ แค่ข้างนอกนะครับ”เสียงแหบพร่ากระซิบชิดริมฝีปากสวยเลาะเล็มหลอกล่อให้เด็กสาวโอนอ่อนตามใจเขา...มันอดใจไม่ไหวจริงๆ
รสจูบที่พลิ้วไหวทำให้คนที่ด้อยประสบการณ์หลับตาพริ้มเคลิบเคลิ้มราวต้องมนต์สะกดกลีบปากเล็กเปิดให้เรียวลิ้นแข็งแรงสอดเข้ามาเกี่ยวกระหวัดดูดดึงลิ้นอ่อนนุ่มด้วยความเต็มใจ
ั้แ่เมื่อไรไม่รู้ที่ชุดนอนตัวยาวถูกปลดกระดุมออกไปจนหมดเผยให้เห็นเรือนร่างขาวผ่องภายใต้ชุดชั้นในลูกไม้สีหวานโดยมีร่างสูงของเตวิทย์แทรกตัวทาบทับอยู่ตรงกลางระหว่างขาเรียวที่ตอนนี้ยกขึ้นมาถูไถสะโพกแกร่งของเขาเบาๆเป็การยั่วยวนแบบไม่รู้ตัว
เตวิทย์ยกยิ้มพอใจใบหน้าคมซุกไซ้ไปตามลำคอระหงที่ผิวเนียนอ่อนนุ่มจนอยากขบกัดทำรอยลงไปซ้ำๆฝ่ามือหนานวดเฟ้นอกอวบนุ่มหยุ่นทั้งสองข้างตามอำเภอใจ ลิ้นอ่อนละมุนจุมพิตลากไล้ไปทั่วผิวกายส่งนิ้วร้ายบีบดึงปลายถันสร้างความกระสันให้ร่างบาง
“อ๊ะ” เสียงหวานครางแ่ ร่างกายเกร็งเขม็งเหมือนกำลังต่อต้านกับอะไรบางอย่าง
“ไม่ต้องตื่นเต้น ปล่อยตัวตามสบายนะครับ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นดวงตาคมเหลือบมองเด็กสาว ก่อนจะส่งปลายนิ้วเคล้นคลึงใจกลางเกสรดอกไม้งามทั้งหมุนวนและกดเบาๆเฟื่องกัดริมฝีปากแน่นร่างกายพลันชาวูบอ่อนแรงตัวสั่นระริกไปหมด
น้ำหวานหลั่งไหลเปียกลื่นจนเตวิทย์อดใจไม่ไหวส่งลิ้นร้อนแทรกตวัดกวาดกินอย่างหิวกระหาย
“อื้อ!”
ความรู้สึกคล้ายกับไฟช็อตทำให้เอวเล็กสั่นสะท้านรุนแรงเหมือนกำลังได้รับความทรมานอย่างหนักแต่กลับยกสะโพกตอบสนองยินยอมให้เขาปรนเปรอได้ถนัดถนี่
“ปล่อยมันออกมาเลยครับเด็กดี ไม่ต้องกลั้นไว้ แล้วเธอจะมีความสุขมากกว่านี้”คนมากประสบการณ์เอ่ยแนะนำเมื่อรู้ว่าเด็กสาวใกล้จะถึงจุดสุดยอดแล้ว
กล้ามแขนแข็งแรงรัดรอบเอวเล็กแล้วกดตรึงไว้ให้แ่าตวัดลิ้นร้อนรัวเร็วไปที่ยอดเกสรที่แข็งเป็ตุ่มไตสลับดูดดึงแรงๆ หลายครั้ง
“อื้อ… อือ… อ๊ะ!ๆๆ”
เฟื่องกรีดร้องครวญแผ่นหลังบางเหยียดเกร็งกระตุกเป็จังหวะ หอบหายใจหนักเฮือกใหญ่ทิ้งกายไร้สิ้นเรี่ยวแรงเหมือนจะขาดใจแต่กลับสุขสมอิ่มเอมอย่างที่เขาบอกจริงๆ
เตวิทย์ยิ้มอ่อนโยนให้เธอร่างสูงขยับยืดตัวหอมที่แก้มนวลแดงปลั่งจากนั้นก็ลงไปยืนข้างเตียงแล้วถอดกางเกงนอนของตัวเองปลดปล่อยแก่นกายแข็งร้อนให้เป็อิสระ
“คราวนี้เฟื่องต้องช่วยพี่แล้วนะ”คนตัวใหญ่ก้าวขึ้นเตียงส่งสายตากรุ้มกริ่ม
“เอ่อ...”เฟื่องลุกขึ้นนั่งช้าๆ เริ่มเก้กังมองส่วนนั้นของเตวิทย์ที่กระตุกเบาๆมีน้ำสีใสปริ่มคลอตรงส่วนปลาย
“ไม่ต้องกลัว”ว่าจบร่างสูงขอเตวิทย์ก็นั่งพิงหัวเตียง รูดรั้งแก่นกายสองสามครั้งเพื่อช่วยลดความปวดหนึบลงบ้างระหว่างรอให้เด็กสาวทำใจ
“มาครับเด็กดี”
แก้มใสของเฟื่องร้อนขึ้นมาทันทีนิ้วเรียกเล็กค่อยๆ จับส่วนนั้นของเตวิทย์ขึ้นมาความอุ่นร้อนแข็งขืนของมันทำให้เด็กสาวมือสั่นเริ่มทำอะไรไม่ถูกและยิ่งไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรด้วย เตวิทย์ยิ้มเอ็นดูกับความไร้เดียงสามือใหญ่จับไปบนมือเล็กของเธอแล้วบังคับให้ขยับรูดรั้งในจังหวะที่เขาพอใจ ความไม่ประสีประสาของเฟื่องทำให้เตวิทย์ตื่นตัวเสียวกระสันจนแทบเตลิดเผลอสูดปากครางไม่หยุด
เฟื่องมองกายกำยำที่เต็มแน่นไปด้วยมัดกล้ามสวยงามเห็นลอนหน้าท้องนูนเด่นชัดขึ้นตอนเ้าตัวเกร็งเพราะความเสียวทุกสัดส่วนบนร่างของเตวิทย์มันคือความเป็บุรุษเพศที่งดงามปานรูปสลักที่สรรค์สร้างด้วยนักประติมากรรมชั้นเอก
“เฟื่อง... เหม่ออะไรครับ”เตวิทย์ถามเมื่อเห็นเด็กสาวเอาแต่จ้องมองไปทั่วเรือนร่างของเขา สายตาที่มองก็ดูยั่วยวนจนเขาทนไม่ไหวอยากได้อะไรที่มากกว่านี้
“นอนลงพี่ขอยืมขาหน่อย”
เฟื่องนอนลงอย่างว่าง่ายยังมึนงงเบลอๆ หลงใหลไปกับความงดงามนั้นที่ตราตรึงในความรู้สึกไม่จางหายเตวิทย์แทรกตัวลงตรงกลางจัดท่าทางให้ร่างบางหุบงอเรียวขาแล้วยกขึ้นดันไปชิดอก เขาจับแก่นกายแข็งร้อนสอดเข้าไปตรงช่องว่างระหว่างขาเหมือนกับตอนสอดใส่เพียงแต่เป็ภายนอกเท่านั้นผิวเนียนอ่อนนุ่มที่ซอกขาเล็กทำให้เขารู้สึกดีและยังขยับสะโพกเข้าออกได้ตามใจปรารถนาอีกด้วย
“ซี๊ดดดด! อา...” เตวิทย์สูดปากครางเสียว
“พี่เต...”เฟื่องมองการกระทำของเขาอย่างตื่นตะลึง ใบหน้าหวานแดงปลั่งด้วยความเขินอายเมื่อความอุ่นร้อนของแท่งเนื้อเสียดสีกับผิวอ่อนที่ต้นขาด้านในอีกทั้งยังเห็นส่วนปลายที่มีน้ำสีใสหยาดเยิ้มผลุบเข้าผลุบออกเป็จังหวะตามอารมณ์ของชายหนุ่มเตวิทย์จับรวบเรียวขากอดรัดให้แน่นขึ้นจากนั้นสาวสะโพกส่งตัวเองผลักดันรัวแรงยิ่งขึ้นเมื่อใกล้ถึงปลายทางแห่งความสุข
“อ๊ะ...อ๊า...” เสียงเข้มคำรามลั่น ฉีดพ่นน้ำรักออกมาเปรอะเปื้อนหน้าท้องแบนราบเป็ทางยาว
เตวิทย์ปล่อยลมหายใจออกมาหนักๆแล้วก้มลงประกบเรียวปากนุ่มเป็การจูบทิ้งท้ายที่ซาบซ่านสุขสมรัญจวนใจเขาอยากจะกลืนกินเด็กสาวเฟื่องลดาคนนี้เข้าไปทั้งตัวจริงๆ
ร่างสูงขยับตัวออกไปด้านข้างแล้วดึงกระดาษทิชชูมาเช็ดคราบน้ำรักของตัวเองบนตัวของร่างบาง
“เฟื่องทำเองค่ะ”ใบหน้าสวยก้มมองด้วยความเขินอาย แล้วจับมือเขาเอาไว้
“ตามใจครับ”เตวิทย์ยิ้มอ่อนโยน ก้าวขาลงจากเตียงแล้วเดินไปคว้าผ้าเช็ดตัวมาพันไว้รอบเอว โดยไม่ลืมที่จะหยิบอีกผืนหนึ่งมาส่งให้เฟื่อง
“ขอบคุณค่ะ”
เตวิทย์พยักหน้ารับก่อนจะหันกายเดินเข้าไปในห้องน้ำทันทีเพื่อชำระล้างร่างกาย
เฟื่องมองร่างสูงที่หายเข้าไปในห้องน้ำแล้วก็หันกลับมาจัดการตัวเองให้เรียบร้อยรวมถึงลุกออกไปจัดเตียงดึงผ้าปูที่นอนให้เรียบตึงเป็ระเบียบและคลุมผ้านวมไว้รอให้ชายหนุ่มกลับมานอน
ไม่นานเตวิทย์ก็กลับออกมาด้วยชุดนอนกางเกงขายาวตัวเดิมใบหน้าหล่อเหลายกยิ้มพอใจที่เด็กสาวจัดการทุกอย่างได้เรียบร้อยดี บ่งบอกถึงอุปนิสัยที่เป็คนมีระเบียบวินัยและรักษาความสะอาด
“รีบกลับมานอนนะครับพี่ง่วงแล้ว... อยากนอนกอด” เขารวบดึงคนตัวเล็กเข้ามากอดหอมแก้มให้เป็รางวัลส่งเสียงออดอ้อนตบท้าย
“ค่ะ”
เฟื่องยิ้มเขินแล้วเดินเข้าห้องน้ำไปเงียบๆหัวใจดวงน้อยเต้นรัวกระหน่ำจนต้องยกมือขึ้นมากดเอาไว้เขาอ่อนโยนแบบนี้กับคู่นอนของเขาทุกคนหรือเปล่าแล้วผู้หญิงพวกนั้นไม่หวั่นไหวกันบ้างหรืออย่างไร แล้วถ้าเกิด... ‘หลงรักเขาขึ้นมาล่ะ’เขาจะรังเกียจไหม เฟื่องถอนหายใจให้กับความคิดฟุ้งซ่านของตัวเอง แล้วรีบอาบน้ำให้เสร็จโดยเร็วเกรงว่าจะทำให้ชายหนุ่มรอนาน
เพราะมัวแต่สาละวนกับการจัดเก็บที่นอนและตื้นตันกับคำหวานของชายหนุ่มทำให้เฟื่องลืมหยิบเสื้อผ้าเข้าไปด้วยดังนั้นตอนนี้เธอจึงออกมาจากห้องน้ำด้วยผ้าขนหนูผืนเดียวห่อหุ้มร่างกาย
“ไม่ต้องใส่หรอก”เสียงเข้มมาจากคนที่นอนอยู่บนเตียง
“หือ?”นิ้วเรียวที่กำลังหยิบชุดนอนอยู่หยุดชะงักแล้วมองเขา
“เอาผ้าเช็ดตัวออกแล้วมานอน...เร็วสิ” เตวิทย์เอ่ยเร่งเร้าเมื่อเด็กสาวยังยืนตะลึงงงงัน
“เอ่อเฟื่องหนาวค่ะ” เฟื่องพยายามบ่ายเบี่ยง หากไม่ใส่เสื้อผ้าเธอจะได้นอนไหม
“ไม่หนาวหรอกพี่จะกอดไว้ มาสิ เร็วครับ... ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้พี่มีประชุมเช้านะครับ”เตวิทย์แสร้งดุเบาๆ ยกเอาเื่งานมาขู่บังคับเพราะอยากนอนกกกอดร่างเล็กนุ่มนิ่มที่เขาเริ่มหลงใหลจนคลั่งไคล้ของเด็กสาว
เฟื่องได้ยินแบบนั้นก็รีบเดินไปนั่งที่เตียงแล้วแทรกตัวเข้าไปในผ้านวมก่อนจะถูกมือใหญ่ดึงผ้าขนหนูออกจากร่างบางทิ้งลงข้างเตียงอย่างรวดเร็วและปิดโคมไฟตามด้วยวงแขนแกร่งที่รวบรั้งตัวเธอเข้าไปกอดเอาไว้ในอกแแ่มันอบอุ่นและไม่หนาวอย่างที่เขาบอกจริงๆ
‘ถ้าเธอจะลองกอดเขาบ้าง เขาจะว่าอะไรไหมนะ?’ เฟื่องถามกับตัวเองและกลั้นใจสักพักก่อนจะยกเรียวแขนพาดไปบนลำตัวกำยำที่เต็มแน่นไปด้วยมัดกล้ามนั้นเบาๆ ชายหนุ่มไม่มีปฏิกิริยาใดๆ‘เขาคงหลับไปแล้วกระมัง’ ใบหน้าหวานยิ้มให้กับตัวเองแล้วซุกซบไปบนไหล่ของเขาอย่างเป็สุขชุ่มชื่นหัวใจ
เตวิทย์ลืมตาขึ้นมาในความมืดก้มมองร่างบางในอ้อมกอดแล้วยิ้มเอ็นดู กระชับวงแขนให้แแ่ขึ้นแล้วหลับตาลงเข้าสู่ห้วงนิทราตามหญิงสาวไปอีกคน
เช้าวันรุ่งขึ้นนาฬิกาชีวิตทำให้เฟื่องตื่นในเวลาเจ็ดโมงเช้าเป็ความเคยชิน และก็เหมือนเช่นทุกครั้งที่ข้างกายไร้เงาของชายหนุ่มที่เธอนอนกอดเมื่อคืนนี้
เฮ้อ...เธอคงตื่นสายสินะ
เฟื่องลุกขึ้นนั่งรู้สึกได้ทันทีว่าร่างบางนั้นเปลือยเปล่า ความทรงจำสุดท้ายก่อนหลับไปหวนคืนผิวแก้มพลันเห่อร้อน พลางยื่นมือลงไปหยิบผ้าขนหนูที่ตกอยู่ข้างเตียงขึ้นมาพันรอบกาย
“ตื่นแล้วเหรอ”เสียงทักทายดังขึ้นข้างหลังทำให้เฟื่องสะดุ้งหันกลับไปมองทันควัน
“คุณ...เอ่อ พี่เต”
เตวิทย์อยู่ในชุดสูทสีเข้มเรียบกริบเนี๊ยบั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าดูสูงสง่าภูมิฐานใบหน้าหล่อเหลานั้นแม้จะยิ้มบางๆ แต่กลับแฝงความหยิ่งทระนงน่าเกรงขามเอาไว้ในแววตา
“ยังเช้าอยู่เลยนอนต่อเถอะ เดี๋ยวพี่จะออกไปทำงานแล้ว”เขาเดินมายืนใกล้กับหญิงสาวแล้วลูบที่แก้มนุ่มเบาๆ
ก๊อกก๊อก
เสียงเคาะประตูไม่ดังแต่ก็ไม่เบานักทำให้ทั้งคู่หันไปมองด้วยความสนใจ
“เ้านายครับตื่นหรือยังครับ” กรเอ่ยถามอยู่หน้าห้อง
“ตื่นแล้ว...ไม่ต้องเข้ามา!... มีอะไร” คนเป็เ้านายขานรับแล้วตวัดเสียงเข้มดุออกไปเมื่ออีกฝ่ายทำท่าจะเปิดเข้ามา
“เอ่อมีโทรศัพท์สายสำคัญจะคุยกับนายครับ” กรชะงักมือที่กำลังจะเปิดประตูแล้วรีบบอกจุดประสงค์ทันที
“ฉันกำลังจะออกไป”
“ครับ”
เตวิทย์ดึงเฟื่องเข้ามากอดแล้วจรดริมฝีปากจุมพิตที่หน้าผากเนียนกดจมูกหนักๆ ที่แก้มนุ่ม และขบเม้มเบาๆ ที่ริมฝีปากอิ่ม
“พี่ไปทำงานก่อนนะครับ”ว่าจบร่างสูงก็รีบผละออกไปเพราะกลัวจะอดใจไม่ไหวจับคนตัวเล็กกดลงกับเตียงฟัดให้หายมันเขี้ยวถ้าเป็แบบนั้นคงไม่ต้องทำงานทำการกันแล้ววันนี้
โทรศัพท์สายสำคัญมีเพียงแค่สองคนเท่านั้นที่ได้รับสิทธิพิเศษนี้
“ครับคุณแม่”เขารู้ว่าเป็คุณแม่จากที่กรรายงานก่อนหน้านี้แล้ว
[ตาเต ตอนเช้ามืดวันนี้คุณนายอรวรรณเขามาที่โรงแรมแม่ แล้วก็เข้าไปพักแล้วด้วย]
“อะไรนะครับ! ทำไมถึงเร็วขนาดนี้”
[แม่ก็ใเหมือนกัน เมื่อกี้เลขาฯ โทรมาบอกแม่ ว่าคุณนายอรวรรณมาถึงก็พูดว่าเป็แม่ของคู่หมั้นคุณเตวิทย์เพิ่งลงจากเครื่องมาไม่อยากรบกวนบ้านเรากลางดึกเลยจะขอค้างที่โรงแรมก่อน]
“แล้ว...”
[เขามาคนเดียว แม่ก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะเอายังไง]
“ครับ วันนี้คุณแม่อย่าเพิ่งเข้าไปที่โรงแรมนะครับ แล้วก็ห้ามอยู่บ้านด้วยปิดมือถือสักพักแล้วกัน เดี๋ยวผมประชุมเสร็จแล้วจะติดต่อไปที่เลขาฯ ของคุณแม่เองนะครับ”
[อือๆ เอาแบบนั้นก็ได้ลูก]
“ครับคุณแม่ สวัสดีครับ”
เตวิทย์นั่งอยู่ในรถคาดิลแลคคันหรูโดยมีกรเป็คนขับ และมีรถออดี้สีดำของบอดี้การ์ดตามหลังมาด้วยอีกคันซึ่งปกติรถของเ้านายจะมีคนขับประจำอยู่แล้ว แต่เห็นว่าเ้านายกำลังคุยธุระเื่สำคัญกรจึงต้องเป็คนขับเองเพราะไม่อยากให้ลูกน้องคนอื่นล่วงรู้เื่ของเ้านายมากเกินไป
“วันนี้ฉันไม่รับโทรศัพท์จากใครทั้งนั้นนะ”เตวิทย์ออกคำสั่งกับลูกน้องคนสนิท
“ครับนาย”
คุณหญิงนาตยาเป็เ้าของโรงแรมใหญ่ชื่อดังที่เป็โรงแรมเก่าแก่แรกเริ่มของต้นตระกูลรัตนศิลากุลนายพลจรัญเป็ผู้ได้กรรมสิทธิ์สืบทอดมา และได้ยกหุ้นส่วนให้ผู้เป็ภรรยาดูแลบริหารทั้งหมดส่วนเตวิทย์บุตรชายเพียงคนเดียวได้ก่อตั้งโรงแรมแห่งใหม่แม้จะอยู่ภายในเครือรัตนศิลากุลแต่ก็แบ่งแยกการบริหารออกไปชัดเจน และยังขยับขยายต่อไปอีกหลายสาขากระจายอยู่ทุกจังหวัดใหญ่ๆทั่วประเทศ อีกทั้งธุรกิจอื่นๆ ที่ร่วมลงทุนกับต่างประเทศอีกหลายโครงการ
ทางด้านคนก่อกวนสร้างความวุ่นวายที่กำลังพูดถึง
ตอนนี้คุณนายอรวรรณสาละวนอยู่กับการกดโทรศัพท์ต่อสายไปที่นั่นที่นี่ด้วยความหงุดหงิดใจ
คนที่เคยติดต่อได้ก็ติดต่อไม่ได้เบอร์บ้านก็ไม่มี ขอเ้าหน้าที่ก็ไม่ให้ ผู้จัดการโรงแรมก็บ่ายเบี่ยงตอบคำถามหลีกเลี่ยงต่างๆนานา ยิ่งถามถึงคุณเตวิทย์ แต่ละคนก็ตัวสั่นงันงกปานว่าถามหามัจจุราช
“นี่เธอคุณหญิงนาตยาจะเข้ามาไหม” คุณนายอรวรรณเดินนวยนาดมาที่ล็อบบี้ประชาสัมพันธ์หน้าโรงแรม
“เลขาฯของท่านเพิ่งติดต่อมาเมื่อสักครู่นี้ค่ะ ว่าคุณหญิงท่านไปต่างจังหวัด”
“อะไรนะ! แล้วพวกแกได้บอกหรือเปล่าว่าฉันอยู่ที่นี่น่ะ”
“แจ้งให้ท่านทราบแล้วค่ะท่านบอกว่าคุณเป็แขกวีไอพีของท่าน ให้พวกเราดูแลเป็พิเศษจนกว่าท่านจะกลับมาค่ะ”
“แล้วจะกลับมาเมื่อไร”
“ไม่ทราบค่ะ”
“ฮึย! พวกแกนี่ไม่ได้เื่ ไปเรียกผู้จัดการมาสิ๊”
“ผู้จัดการติดประชุมค่ะ”
นั่นก็ไม่อยู่นี่ก็ติดต่อไม่ได้ เอะอะก็ประชุม โอ๊ย!ไปตายกันให้หมดเลยไป๊
คุณนายอรวรรณโวยวายดังลั่นกระแทกเท้ากระฟัดกระเฟียดเดินไปที่ลิฟต์โดยมีเ้าหน้าที่คอยบริการกดให้และไปส่งแขกวีไอพีจนถึงหน้าห้องพัก
คิดแล้วก็เจ็บใจในความโง่ของตัวเองที่ถูกไอ้ฝรั่งนั่นมันหลอกเอาตอนแรกก็หลงรักสุดสวาทขาดใจ อีกฝ่ายบอกอยากแต่งงานและชวนไปอยู่อเมริกาด้วยกันเห็นว่าไหนๆ ลูกสาวก็ไปเรียนอยู่แล้ว เธอจะไปสร้างครอบครัวอยู่ที่นั่นด้วยอีกคนคงไม่เป็ไรจึงตัดสินใจขายรีสอร์ตมรดกของสามีเก่าแล้วบินไปทันที จนกระทั่งมารู้ทีหลังว่าสามีใหม่มีธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ที่กำลังล้มละลายและยังมาขอเงินก้อนใหญ่จากเธอไปโปะหนี้ แต่หารู้ไม่ว่ามันยังไม่พอขนาดเธอทุ่มให้จนหมดตัวแล้วยังต้องหนีหัวซุกหัวซุนหาที่อยู่ไปทั่วไม่เป็หลักแหล่งจะพึ่งพาลูกสาวก็ไม่ได้มันเองก็ยังเอาตัวไม่รอดเพราะความเกเรเสเพของมัน
“ฮัลโหล นังโรส แกจะกลับมาวันไหน”
[อีกอาทิตย์นึงนะแม่ ฉันรอเงินจากพวกนั้นก่อน]
“เออแล้วแกได้แหวนมาหรือยัง”
[เนี่ย ได้เงินมาเมื่อไรฉันจะเอาไปไถ่คืน แต่คงต้องหมดตัวเลยแหละ]
“เออ หมดตัวก็ช่างปะไร เดี๋ยวแกก็ได้แต่งงานกับคุณเตวิทย์เงินพวกนั้นก็แค่เศษเงินของแกแล้ว”
[ฉันรู้น่าแม่ ถ้าไม่ใช่เพราะแหวนวงนั้น ฉันคงหอบเงินหนีไปไกลแล้ว]
“ไม่ได้ๆ ยังไงแหวนนั่นก็มีค่ามหาศาลกับเรานะ ยังไงก็ต้องเอากลับมาให้ได้”
[รู้แล้วน่า]
สองแม่ลูกสนทนาวางแผนขั้นต่อไปกันอีกสักพักก่อนจะวางสายและแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง
....................
ขอบคุณที่ติดตามค่ะ
^_^