บทที่ 02 : สถานะในตระกูล
เย่วจิ่งเม่ย ซึ่งบัดนี้คือ เจียงซูผิง กำลังมองดูตนเองในกระจก
ดวงตากลมโตคล้ายตากวาง จมูกและริมฝีปากรับกับใบหน้าพอเหมาะ ถ้าไม่ติดที่ผิวพรรณซีดขาว และร่างกายผ่ายผอมดั่งกิ่งหลิวลู่ลม สตรีวัยย่างสิบแปดปีนี้ผู้นี้ คงใช้คำเรียกว่า ‘งดงาม’ ได้เต็มปาก
ไป๋หลันเลือกชุดแต่งกายเป็สีเหลืองอ่อน ยิ่งทำให้ตัวตนของนางยิ่งจืดจางเข้าไปอีก แต่เพราะนั่นเป็ชุดที่สภาพสมบูรณ์พร้อมเพียงตัวเดียว ในบรรดาชุดเก่าที่เหลือ ซึ่งเหมาะจะใช้ร่วมงานสำคัญ
ปิ่นปักผมห้อยไข่มุกเม็ดเล็กเอาไว้ อันเป็สมบัติตกทอดเพียงชิ้นเดียวของมารดาที่จากไป ถูกเสียบอย่างบรรจงลงบนมวยผมสีดำราวกับหยดหมึก ไม่มีเครื่องประดับอื่นใดนอกเหนือจากนี้ บ่งบอกถึงความแร้นแค้นไม่สมฐานะคุณหนูใหญ่ของจวนราชครู
อย่างไรก็ตาม บ่าวรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ก็ยังคงออกปากชมไม่หยุด
“เรียบร้อยแล้วเ้าค่ะ คุณหนูของบ่าววันนี้สวยจริงๆ ใครเห็นก็ต้องหยุดมองแน่”
...หยุดมองเพราะความเวทนามากกว่าน่ะหรือ
ซูผิงนึกอยากจะหัวเราะขำออกมา แต่เพราะเห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของไป๋หลันที่อุตส่าห์ช่วยสุดฝีมือ นางจึงเปลี่ยนเป็แย้มรอยยิ้มเล็กน้อย และพยักหน้า
“เช่นนั้นก็ไปกันเถิด ประเดี๋ยวจะสาย”
แม้จะเป็เรือนจวี๋จีหรือเรือนต้นส้มของคุณหนูใหญ่ แต่กลับอยู่ลึกที่สุดในบรรดาเรือนของบุตรหลาน กว่าจะเดินมาจนถึงเรือนกลางที่เป็สถานที่จัดงานเลี้ยงรับรองก็กินเวลาอยู่พักใหญ่
ครั้นเข้าไปใกล้ เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะครื้นเครงก็เริ่มดังมากขึ้น นอกจากบรรดาญาติพี่น้องแล้ว ยังมีมิตรสหาย ข้าราชการ รวมถึงเหล่าผู้น้อยก็ต่างแวะเวียนมามอบของขวัญและคำอวยพรให้แก่ท่านราชครูคนสำคัญไม่ขาดสาย
เจียงซูผิงสืบเท้าเข้าไปในงาน คราแรกไม่มีใครสนใจคล้ายนางเป็ภูตผีไม่มีตัวตน แต่แล้วสตรีอ่อนวัยในอาภรณ์สีฟ้าสดใสก็เยื้องย่างเข้ามาทักทาย
“พี่สาวนึกว่าวันนี้จะไม่มาเสียอีก หายดีแล้วหรือ”
เจียงซูเหมย น้องสาวต่างมารดาอ่อนเดือนกว่านาง ผู้มีรอยยิ้มสว่างสดใสประดับไว้บนใบหน้าชวนมอง
ซูเหมยมักปฏิบัติต่อนางราวกับพี่น้องที่รักใคร่กันดี เช่นคราวนี้ก็เอื้อมมือมาจับมือของนางอย่างสนิทสนม
“ดูสิ มือของพี่เย็นเฉียบเลย หากไม่ไหวก็ไปพักก่อนเถิด งานมงคลแบบนี้เกิดเป็ลมเป็แล้งขึ้นมากลางงานจะถือว่าเป็ลางไม่ดี ทำให้ท่านพ่อไม่สบายใจ”
น้ำคำห่วงใยหากแท้จริงแล้ว มันแฝงความนัยได้ว่า ‘ให้รีบๆ กลับไปให้พ้นหน้า’
เจียงซูเหมยมองนางเป็ศัตรูมาั้แ่เกิด และสาเหตุที่เป็เช่นนั้นก็เพราะการเสี้ยมสอนจากผู้เป็แม่
เฉินฮุ่ยซิ่ว หรือ ฮูหยินรอง สตรีวัยกลางคนสวมชุดสีเขียวปีกแมลงทับ ดวงหน้าคมชัดกว่าซูเหมยถือพัดเดินเข้ามาสมทบ
“ใช่แล้ว สุขภาพเป็เื่สำคัญ เ้าต้องใส่ใจตัวเองให้มากนะ ซูผิง”
รอยยิ้มที่ส่งมาให้ไปไม่ถึงแววตา ซึ่งเก็บงำความรังเกียจซ่อนไว้
ขึ้นชื่อว่าฐานะรอง เป็คนมาทีหลัง ย่อมไม่มีวันเพียงพอใจกับตำแหน่งที่ได้รับ ด้วยเหตุนี้ หลังสิ้นฮูหยินใหญ่ไป ฮูหยินรองจึงสามารถความเป็หนึ่ง ไม่ว่าจะเป็ภรรยาคู่เคียงข้างท่านราชครู รวมไปถึงอำนาจเื้ัต่างๆ ภายในจวน
ฉะนั้น ไม่แปลกที่สภาพความเป็อยู่ของลูกสาว ซึ่งเป็เสี้ยนหนามตำอกจะขาดการดูแลละเลย แตกต่างจากลูกแท้ๆ ที่นางให้การสนับสนุนกรุยทางอย่างเพียบพร้อม
ในเมื่ออีกฝ่ายเล่นละครมา ซูผิงเลยจำต้องแสดงมารยาทกลับด้วยการยอบกายลง
“ขอบคุณท่านแม่รองที่ห่วงใย แต่ข้ามาที่นี่เพราะมีของขวัญ้ามอบให้ท่านพ่อ”
ครั้นบอกจุดประสงค์ตัวเองเรียบร้อย ซูผิงก็ตัดสินใจเดินเข้าไปหาผู้เป็บิดา ซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้กลางเรือน ก่อนยื่นของสิ่งหนึ่งให้
“ถุงหอมนี้ข้าเป็ผู้ปักเอง ทุกฝีเข็มเต็มไปด้วยคำภาวนาว่า ขอให้ท่านพ่อมีสุขภาพแข็งแรงอายุยืนยาว”
ถุงหอมสีน้ำเงินเข็มปักรูปป่าไผ่ เ้าของร่างเดิมอดตาหลับขับตานอนทำอยู่หลายวัน จนกระทั่งป่วยไข้และตายจากไป
...นับเป็ถุงผ้าที่แลกด้วยความทุ่มเททั้งกายใจและชีวิตของลูกสาว
ทว่า สิ่งที่ได้ตอบแทนกลับมาจากผู้เป็บิดา คือ การพยักหน้าเบาๆ ให้นางครั้งหนึ่งเท่านั้น ก่อนจะส่งถุงหอมให้บ่าวรับใช้ข้างๆ นำไปเก็บอย่างไม่คิดจะเหลียวแล
การกระทำนี้บ่งบอกถึงความสัมพันธ์อันห่างเหินระหว่างพ่อกับลูกสาวคนโต ตรงข้ามกับความสัมพันธ์กับบุตรคนอื่น
” ข้าก็มีของให้ท่านพ่อเช่นเดียวกัน”
เสียงกล่าวดังฟังชัด มาจากบุตรชายคนรอง เจียงหลีเว่ย เป็พี่น้องท้องเดียวกันกับซูเหมย และเป็ลูกชายที่ฮูหยินรองภาคภูมิใจ เนื่องเพราะในวัยยี่สิบปี เขานับเป็ชายหนุ่มที่ความมีความโดดเด่นเป็อันดับต้นๆ ของเมือง ทั้งยังมีมิตรสหายมากมาย ซึ่งสามารถสรรหาสิ่งของล้ำเลิศมาเพื่อเป็ของขวัญพิเศษแก่ผู้เป็บิดาของตนได้
ท่านราชครูรับกล่องไม้สีแดงเข้มขนาดเท่าฝ่ามือมาจากบุตรชาย และเมื่อเปิดมันออกสีหน้านั้นก็เปลี่ยนแปลงเป็ความประหลาดใจ
“นี่มัน...ยาน้ำค้างอรุณ”
เม็ดยากลมเกลี้ยงใสสะอาดราวกับรวบรวมหยดน้ำค้างบริสุทธิ์มาไว้ด้วยกัน ถ้าวัดจากสีหน้าตื่นตะลึงและเสียงฮือฮาของผู้คนโดยรอบ มันต้องเป็เม็ดยาหายากและราคาสูงไม่น้อย
หลีเว่ยผู้ได้หน้ายืดกาย กล่าวอธิบายด้วยความภาคภูมิ
“ใช่แล้ว ยาน้ำค้างอรุณ มีสรรพคุณเพิ่มพลังปราณ สำหรับท่านพ่อผู้อยู่ในระดับปราณนภา ขั้นผสานจิต เพียงเม็ดเดียวท่านก็จะสามารถเลื่อนขั้นไปจนถึงระดับปราณ์ได้แน่นอน”
“ขอบใจเ้ามากหลีเว่ย”
ใบหน้าของผู้เป็บิดาแสดงความพออกพอใจอย่างยิ่ง ท่ามกลางเสียงผู้คนที่อยู่ภายในงานเต็มไปด้วยความอิจฉา
ซูผิงที่ยืนเฝ้ามองเงียบๆ ตระหนักรู้กับตัวเอง
ไม่ผิดไปจากที่คิด....
แม้จะผ่านเวลามาห้าร้อยปี ‘ปราณ’ ก็ยังเป็ตัวชี้วัดความสำคัญของทุกสิ่ง
ลำดับพลังของปราณ คือชีพจรในการใช้ชีวิตของผู้มีวรยุทธ์ ยิ่งพลังปราณมากเท่าไร ก็ยิ่งเป็ที่นับหน้าถือตา และยังนำมาซึ่งพลังอำนาจบารมี
ในอดีต ครั้นเป็นางพญาเม่ย นางมีพลังปราณ ‘ระดับมหาราชันย์ ขั้นประสานจิต’ นับว่าแข็งแกร่งกระทั่งทำให้ราชครูจื่อลู่ที่มีพลังปราณ ‘ระดับนภา ขั้นประสานจิต’ เป็เพียงแค่เด็กอมมือตัวน้อยเท่านั้น
แต่ตอนนี้เมื่อกลับมาเกิดใหม่ พลังปราณของนางจึงสูญสิ้นไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ครั้งแรกทันทีที่ลืมตาตื่น นางก็ได้ตรวจสอบพลังปราณในร่างนี้ และค้นพบสิ่งที่น่าใยิ่งกว่า
...ซูผิงไม่มีพลังของผู้ฝึกปราณใดๆ เลย
นั่นทำให้นางรู้สึกแปลกใจ จนกระทั่งต้องออกจากเรือนมาตรวจสอบความเป็อยู่ของโลกในอีกห้าร้อยปีว่า มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่
กระทั่งมาค้นพบว่า ปราณยังเป็สิ่งสำคัญยิ่งยวดเหมือนเดิม เช่นนั้นแล้ว นางจึงเข้าใจแจ่มแจ้งชัด ถึงสาเหตุที่ฐานะความเป็อยู่ของคุณหนูใหญ่ตกต่ำ และกลายมาเป็ลูกไร้ค่าในบรรดาพี่น้องที่เหลืออยู่
“ข้าก็มีของขวัญมามอบให้ท่านพ่อด้วยเ้าค่ะ”
เจียงซูเหมยเห็นพี่ชายได้รับการชื่นชมไปแล้วเลยแสดงตัวขึ้นมาบ้าง นางยื่นกล่องไม้ขนาดเล็กกว่ากล่องของขวัญก่อนหน้า แต่เมื่อผู้เป็บิดาเปิดออก มันก็เรียกเสียงตื่นเต้นให้ได้ไม่ต่างกัน ซ้ำยังมีคนส่งเสียงเรียกชื่อทันทีที่จำได้
“เขี้ยวของงูหมื่นทิวา ได้ยินว่าถ้าเอาไปใส่เหล้าแล้วดื่ม มันจะช่วยฟื้นคืนกำลังที่อ่อนล้าได้ทันที”
ของวิเศษจากสัตว์มนตรา นับเป็อีกหนึ่งสิ่งที่มีมูลค่าและขึ้นชื่อเื่ความหายาก ผู้ใดมีไว้มากเท่าไร ก็จะแสดงให้เห็นถึงขุมทรัพย์ของพลังอำนาจที่น่าเกรงขาม
“ดีๆ ขอบใจมากซูเหมย “
ราชครูจื่อลู่เอ่ยชม ไม่เพียงแค่นั้นยังยกมือลูบศีรษะบุตรสาวด้วยความรักใคร่เอ็นดู
วินาทีนี้...ทุกคนคงหลงลืมถุงหอมป่าไผ่ที่ซูผิงใช้ชีวิตแลกมาเรียบร้อยแล้ว
แต่ไม่เป็ไร เพราะนั่นเป็อภิสิทธิ์ของคนป่วยไข้ ไม่มีใครคาดหวังของขวัญชิ้นโตจากนางอยู่แล้ว และนางก็ไม่้าเสแสร้งประจบประแจงใครด้วย
เมื่อได้ข้อมูลจนเพียงพอ ร่างบอบบางก็ยอบกายคารวะ
“บุตร้าแสดงความกตัญญู แต่น่าเสียดายที่ร่างกายบุตรช่างอ่อนแอนักไม่อาจอยู่ร่วมรับประทานอาหารด้วยได้ จึงขออำลาทุกท่านไปก่อนเ้าค่ะ”
คำพูดของนางไม่ต่างจากลมพัดผ่านอากาศ ไม่มีใครสนใจเหลียวแล จะอยู่หรือไปก็ไม่ต่างกัน
เจียงซูผิงเดินออกมาจากเรือนกลางพร้อมกับไป๋หลัน ทิ้งเสียงสนทนาของงานเลี้ยงไว้เื้ั ขณะได้ยินคำถามจากบ่าวรับใช้ข้างกาย
“คุณหนูไม่เป็ไรใช่ไหมเ้าคะ”
นางรู้ดีว่าไป๋หลันไม่ได้ถามถึงเื่สุขภาพกาย แต่เป็สุขภาพใจที่ถูกคนในครอบครัวหมางเมิน
“ข้าจะเป็ไรได้ยังไงเล่า”
นางไม่รู้สึกอะไรเลย เพราะนั่นไม่ใช่ครอบครัวแท้จริงของนาง เพียงแต่ส่วนลึกที่ไหนสักแห่งกลับเจ็บแปลบในอกขึ้นมา
เศษเสี้ยวจิติญญาของซูผิงคงร่ำไห้อยู่ข้างในกระมัง
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองพระจันทร์ หวังเพียงคำสัญญาจะส่งไปถึงผู้ที่ลาลับ
เจียงซูผิงเอ๋ย...ในเมื่อข้ามาอาศัยใช้ชีวิตสืบต่อในร่างนี้ ข้าขอสาบานว่าจะไม่ทำให้ชีวิตของเ้าตกต่ำอย่างแน่นอน
ꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥ
Writer's Talk
ไม่ต้องห่วงซูผิง นางพญาเม่ยจะแก้แค้นให้เ้าเอง!
เพื่อนหญิงพลังหญิงอยู่นี่แล้ว
ฝากทุกคนเป็กำลังใจให้ทั้งสองคนด้วยนะคะ ♥