อ้ายเชียนไม่ได้รู้เลยว่า เกิดอะไรขึ้นที่ด้านนอก เมื่อนางสะบัดหัวทีหนึ่ง ก็หลุดออกจากการควบคุมของพลังแปลกๆ
หญิงสาวเงยหน้าขึ้น มองเห็นรอยยิ้มของศิษย์พี่ทั้งสิบ จึงอดยิ้มออกมาอย่างอบอุ่นใจไม่ได้ เพราะนางรับรู้ว่าพวกเขาไม่ได้จากไปไหน ตลอดเวลาพวกเขายังคงอยู่ตรงนี้
“เสี่ยวอ้ายเ้าได้รับความรู้มากน้อยเพียงใด หืม”
“ข้าคิดว่า สามารถทะลวงขั้นสูงได้แล้วเ้าค่ะ และหากให้เวลาข้าสักหน่อย วันหนึ่งข้าจะสามารถหลอมโอสถระดับเทวะออกมาได้แน่นอน”
อ้ายเชียนเปิดปาก นางรู้ว่านี่คือเสี่ยวอ้ายที่พูด แต่นางเองก็รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ การหลอมโอสถก็เหมือนกับการฝึกตน เร่งรีบไม่ได้ ต้องรอโอกาสและเงื่อนไขที่สมควร
“ดี ดี ดี” เหล่าศิษย์พี่ยิ้มร่า พูดดีติดกันไม่หยุด ไม่นานเหล่าศิษย์บนอัฐจรรย์ก็แยกย้ายกันออกไป ขณะที่อ้ายเชียนถูกเหล่าศิษย์พี่ แย่งกันอุ้มนาง
อ้ายเชียนเพิ่งจะสังเกต ว่าเหล่าศิษย์พี่ล้วนแต่เป็ชายหนุ่มกันหมดแล้ว นางก็เพิ่งจะสังเกต ว่าตนเองอายุ9ขวบแล้ว
“ผ่านมานานปานนี้เลยหรือเ้าคะ” อ้ายเชียนแปลกใจ เมื่อเห็นรอยยิ้มเศร้าของเหล่าศิษย์พี่ ทันทีที่นางเอ่ยถามเื่เวลา
“4-5ปีเท่านั้น สำหรับเซียนอย่างเรา ย่อมเป็เวลาสั้นๆเพียงอึดใจ” ศิษย์พี่เอ่ยตอบอย่างเอ็นดู
อ้ายเชียนยิ้มแหย นางรู้ว่าสำหรับผู้ฝึกตน เวลาไม่กี่ปีก็สั้นมากจริงๆ แต่ตัวนางจริงๆเป็มนุษย์นี่นา ไม่รู้ด้วยว่าในชีวิตจริงผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว
“เอาล่ะ พวกเราเลี้ยงฉลองให้เสี่ยวอ้ายกันดีกว่า” ศิษย์พี่ใหญ่เอ่ยอย่างร่าเริง ทำให้เหล่าศิษย์พี่เฮฮาขึ้นมาอีกครั้ง
“ใช่ ใช่ ใช่ ” อ้ายเชียนหันมองศิษย์พี่ทุกคน พยายามจดจำพวกเขาเอาไว้ในความทรงจำ
“ข้าได้สั่งคนเตรียมงานเลี้ยงให้เสี่ยวอ้ายแล้ว พวกเราไปกันเถอะ” ศิษย์พี่ใหญ่พูด ก่อนจะอุ้มอ้ายเชียนมุ่งหน้าไปยังตำหนักใหญ่
อ้ายเชียนที่อยู่ในสำนักเซียนโอสถมาราวหนึ่งเดือน นางย่อมรู้จักตำหนักใหญ่ มีครั้งหนึ่งที่เหล่าศิษย์พี่เรียกประชุมศิษย์ในสำนัก ว่าด้วยเื่การรับศิษย์ของอาจารย์ท่านอื่น
เมื่อเข้ามาในตำหนัก มีโต๊ะอาหารจัดเอาไว้จริงๆ แต่มีเพียงสิบเอ็ดโต๊ะเท่านั้น บ่งบอกว่าเป็การจัดงานแบบเป็กันเอง ไม่ได้เชิญคนอื่นในสำนัก
อ้ายเชียนมองเหล่าศิษย์พี่ที่พูดคุยเฮฮากัน ในสมองนางก็บอกกับตนเองว่าพวกเขาเป็เพียงภาพฝัน ซึ่งวันหนึ่งจะต้องหายไป
แต่นางกลับรับรู้ว่าคนเหล่านี้...มอบความจริงใจให้นางอย่างเต็มเปี่ยม พวกเขาไม่ใช่เพียงภาพฝันแต่เหมือนมีตัวตนอยู่จริงๆ
“เอาล่ะเสี่ยวอ้าย พวกเรามีของขวัญมอบให้เ้า” ศิษย์พี่สิบเอ่ยขึ้น เขาเดินมายืนตรงหน้านางก่อนจะยื่นหยกพกสีเงินให้ มันมีเนื้อััเหมือนหยกแต่แวววาวเหมือนโลหะ หยกพกแกะสลักรูปกระต่ายคู่
“นี่เป็หยกพกที่ข้าและน้องชายมีกันคนละหนึ่งชิ้น ข้ามอบให้เ้าเพราะข้ารักเ้าเหมือนๆกับที่รักน้องชายแท้ๆของข้า”
“เสี่ยวอ้าย ข้าบ้างๆ” ศิษย์พี่เก้าเดินเข้ามาพร้อมวางมีดพกให้นางตรงหน้า มันมีปลอกลวดลายดอกเหมยบดบังความคม แต่อ้ายเชียนรับรู้ได้ว่ามีดนี้ไม่ธรรมดา
“นี่เป็มีดพกที่ท่านปู่ข้าหลอมออกมาเอง เขาเป็ถึงเทพศาสตรา เผื่อในอนาคตเ้าเจอเื่เดือดร้อน นอกจากจะใช้ปกป้องตนเองแล้ว ยังสามารถใช้อำนาจของลูกหลานเทพศาสตราได้”
อ้ายเชียนยิ้มให้ศิษย์พี่ทั้งสอง พวกเขาลูบหัวนางเบาๆ ก่อนจะถูกศิษย์พี่แปดเบียดออกไปด้านข้าง
“ตาข้าแล้ว นี่เป็สมุนไพรที่ตระกูลข้าบำรุงเลี้ยงดูมานับแสนปี ตอนนี้พวกมันมีจิตเทพแล้ว เ้าสามารถให้พวกมันดูแลปรนนิบัติได้ เรียกกลับมาเมื่อใดก็ได้ กลืนลงไปเสียเด็กดี”
“พี่แปด นี่มันมากเกินไป” อ้ายเชียนไม่ได้เอ่ย แต่เป็เสี่ยวอ้ายที่เอ่ย แต่นางก็รู้สึกว่ามันเกินไปจริงๆ เม็ดบัวสองเม็ดนั้นถูกศิษย์พี่แปดบังคับให้นางกลืนลงไปแล้ว
เขายกแขนขวานางขึ้น มีรอยสักรูปเม็ดบัวสองจุดอยู่ตรงท้องแขนของนาง อ้ายเชียนรู้สึกแปลกๆอยู่บ้างแต่ก็ได้แต่ทอดถอนใจ ยอมให้พวกเขาเอาใจเสี่ยวอ้ายให้พอใจ
“เด็กดี...เ้าต้องดูแลตนเองดีดีนะ” ศิษย์พี่แปดลูบหัวนางเบาๆ ก่อนจะเดินออกไปอย่างอาลัย
“นี่เป็สมบัติไร้ค่าที่ข้าตั้งใจให้เ้า เสี่ยวอ้ายข้าอยากจะปักปิ่นให้เ้าจริงๆนะ งานปักปิ่นของเ้าต้องยิ่งใหญ่ให้สมฐานะศิษย์คนสุดท้ายของอาจารย์เรา เข้าใจมั้ย”
อ้ายเชียนมองปิ่นปักผมสีแดงเพลิง เสมือนทำมาจากหยก และหากนางจำไม่ผิดนี่น่าจะเป็หยกเพลิง ซึ่งมีแต่ในตำนานเท่านั้น
“ขอบคุณพี่เจ็ด”
เมื่อพี่เจ็ดลูบหัวนางเสร็จแล้ว ศิษย์พี่หก ห้า สี่ สาม สอง ล้วนเข้ามามอบโอสถระดับเทวะที่ตนเองเพิ่งจะหลอมออกมาได้ให้นางทั้งสิ้น ล้วนแต่เป็โอสถที่สามารถเพิ่มชีวิตให้นางได้ หากนับดูแล้วนางมีอีกนับสิบชีวิตให้เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ศิษย์พี่ช่างดีกับนางเหลือเกิน
“ขอบคุณศิษย์พี่” อ้ายเชียนรู้สึกเหมือนพวกเขากำลังมอบของขวัญรับศิษย์น้องให้ตนเอง หากนี่ไม่ใช่ความฝันนางก็คงจะดีใจกว่านี้
“เอาล่ะตาข้าแล้ว ข้าคนสุดท้าย...ศิษย์พี่ใหญ่ของเ้าขอทำหน้าที่แทนท่านอาจารย์ของเราด้วย...เสี่ยวอ้าย ศิษย์พี่ทั้งสิบของเ้าเอ็นดูเ้ายิ่งนัก เพื่อเป็ตัวแทนของอาจารย์ข้าขอมอบตำแหน่งตัวแทนสำนักให้แก่เ้า”
อ้ายเชียนรู้สึกเหมือนมีบางอย่างตันอยู่ในลำคอ นางมองป้ายสีทองที่ค่อยๆลอยเข้ามาใกล้ ก่อนจะพุ่งเข้าใส่หน้าผากเต็มแรง นางยกแขนขวาขึ้นมองและเห็นว่ามีจุดสีทองเพิ่มอีกจุดหนึ่ง
“นี่มัน...ศิษย์พี่ทั้งสิบ ข้าจะไม่มีวันลืมเลือนพวกท่านแม้พวกท่านจะเป็แค่ความฝันก็ตามที” คราวนี้อ้ายเชียนพูดตามที่ตนเองคิด
เหล่าศิษย์พี่มีท่าทางแตกตื่นเล็กน้อย ก่อนที่พวกเขาจะยิ้มออกมาบางเบา
“เป็ดั่งที่อาจารย์บอกไว้จริงๆ” พวกเขาพูดเท่านั้น แต่กลับทำให้อ้ายเชียนแปลกใจและเกิดอยากรู้ขึ้นมา ว่าอาจารย์พูดอะไรไว้
“อาจารย์พูดอะไรไว้เ้าคะ” นางเอ่ยถาม แต่ก่อนที่จะได้รับคำตอบ แรงสั่นไหวก็เกิดขึ้นจนะเืไปทั้งห้องโถง ข้าวของกระจัดกระจาย ศิษย์พี่รีบปกป้องนางไว้ในอ้อมแขน
“แย่แล้ว!! ใครบุกรุกพื้นที่สำนักเรา แจ้งเตือนทั้งสำนัก ระวังภัยขั้นสูงสุด!!” ศิษย์พี่ใหญ่ใบหน้าเปลี่ยนสี สั่งงานอย่างรีบร้อน
ศิษย์พี่คนอื่นๆมีความอาลัยอาวรณ์ในสายตามองมาทางนาง ก่อนจะพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็ว
อ้ายเชียนมองตามพวกเขาแทบไม่ทัน เห็นเพียงศิษย์พี่ใหญ่หันมายิ้มให้นาง พร้อมกับคำพูดหนึ่ง
“เสี่ยวอ้าย เ้าคือความหวังของสำนักเรา เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม สร้างสำนักขึ้นมาใหม่ด้วยล่ะ”
คำพูดนั้นทำให้อ้ายเชียนใ แต่ก่อนที่นางจะได้ถามอะไรก็รู้สึกเหมือนโลกหมุน ร่างกายลอยไปมา ก่อนที่ความมืดจะเข้าปกคลุม
“เด็กน้อย เ้ารู้หรือไม่เหตุใดจึงผ่านเกณฑ์ที่ข้าตั้งเอาไว้” เสียงแหบพร่าของชายแก่ดังขึ้นข้างหู อ้ายเชียนยังประคองสติเอาไว้ได้แต่กลับมองไม่เห็นอะไร นางคาดการณ์ว่าเสียงชายแก่น่าจะเป็เสียงของ ‘ปรมาจารย์ศิลปะการชงชา อี้เยี้ยง’ เป็แน่
“ศิษย์คารวะอาจารย์ ข้าไม่รู้จริงๆว่าเหตุใดท่านจึงเลือกข้า”
“ข้าไม่ได้เลือกเ้าศิษย์เอ๋ย เป็ฟ้าดินที่เลือกเ้าและนำทางให้มาพบกับพวกเรา”
“ข้าไม่เข้าใจ” อ้ายเชียนเอ่ย แต่เสียงตอบกลับราวกับถูกตั้งค่าเอาไว้แล้ว เขาไม่ได้ตอบกลับนางอีกแต่กลับพูดไปเรื่อยแทน
“เกณฑ์การคัดเลือกของข้า 1.ต้องเป็เด็กเล็กอายุไม่เกิน9ขวบ 2.ต้องมีพลังิญญากล้าแข็ง 3.ต้องมีพร์สูงส่ง 4.ต้องเป็ิญญาที่สวมร่างของผู้อื่น เหตุผลที่ต้องเป็เช่นนั้นก็เพราะการคงอยู่ของเสี่ยวอ้ายดังที่เ้าได้เห็นมาแล้ว”
อ้ายเชียนฟังแล้วก็เข้าใจทันที
“อาจารย์ หมายถึงข้าได้ไปอยู่ในสำนักของท่านมาจริงๆใช่มั้ย”
“เด็กน้อยข้ารู้ว่าเ้าจะต้องถามถึงสำนัก แต่เวลาของข้ามีไม่มากไม่พอที่จะอธิบายให้เ้าฟัง ข้าอยากจะบอกว่าข้ายินดีที่มีเ้าเป็ศิษย์คนสุดท้ายของสำนักเซียนโอสถ”
เมื่อสิ้นเสียงทุกอย่างก็เงียบลง อ้ายเชียนรู้สึกเหมือนหัวใจนางเต้นอย่างหนัก ก่อนที่ร่างจะอ่อนยวบไร้เรี่ยวแรง ดวงตาที่หนักอึ้งค่อยๆเบิกกว้างขึ้นมา
สายตานางจับจ้องไปยังรอบด้าน ตอนนี้นางอยู่ในพื้นที่สุสาน แต่เป็ยามเช้าแล้วทำให้สามารถมองเห็นได้รอบด้าน และสิ่งที่นางเห็นก็คือ…
ป้ายหลุมศพที่ยาวสุดหูสุดตา เรียงต่อกันไปทั่วบริเวณ โดยมีป้ายหลุมศพขนาดใหญ่ของอาจารย์อี้เยี้ยงอยู่ตรงกลาง
อ้ายเชียนตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวจับจิตใจ นางเดินตัวสั่นไปนั่งลงหน้าหลุมศพที่อยู่ไม่ห่าง เมื่อลุกขึ้นยืนของที่อยู่บนตักก็หล่นลงบนพื้น
อ้ายเชียนมองของบนพื้นอย่างโง่งม มันมีขวดโอสถ5ขวด มีดพก และหยกพกสีเงิน นางจึงยกแขนขวาขึ้นมาและเห็นว่ามีจุดอยู่3จุดคล้ายรอยสักกลมๆ สีทองอันหนึ่ง สีเขียวสองอัน
ดวงตาของนางสั่นระริกอย่างไม่อยากเชื่อ เมื่อมองไปที่ป้ายหลุมศพก็ทำให้นางนิ่งอึ้งด้วยความตกตะลึง
‘อาลัยรักศิษย์เอกอันดับหนึ่ง สำนักเซียนโอสถ อี้จ้ง’ อ้ายเชียนงอตัวลงอย่างเ็ป ที่เจ็บคือหัวใจ เมื่อมองเสาหินเ่าั้ สิบอันคือชื่อที่นางคุ้นเคย
ศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์พี่สอง ศิษย์พี่สาม ศิษย์พี่สี่ ศิษย์พี่ห้า ศิษย์พี่หก ศิษย์พี่เจ็ด ศิษย์พี่แปด ศิษย์พี่เก้า และสุดท้ายคือศิษย์พี่สิบ
ร่างเล็กๆของนางโอนเอนอย่างไม่อยากจะเชื่อ สิ่งที่นางพบเจอเป็เพียงความฝันตื่นหนึ่งจริงๆ...แต่เมื่อนางฟื้นขึ้นมากลับพบว่า คนเ่าั้ล้วนตายจากไปแล้ว
อ้ายเชียนไม่เข้าใจอย่างถึงที่สุด นางไม่เข้าใจแม้จะพยายามเข้าใจ นางทำใจยอมรับไม่ได้ที่คนใกล้ตัวกลับตายไปนานแล้ว
“ไม่จริง...ข้าโดนผีหลอกงั้นเหรอ ฮ่าๆๆ” นางเงยหน้าหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง น้ำตาไหลอาบใบหน้างดงามดั่งสายน้ำไหล
‘เ้านาย เ้านาย’ เสียงเล็กๆดังขึ้นข้างหู ทำให้อ้ายเชียนที่สติแตกรู้สึกตัวขึ้นมา
“เสี่ยวซ่ง” อ้ายเชียนพึมพัมออกมาอย่างยากลำบาก นางรู้สึกห่างเหินราวกับตนเองไม่ใช่คนในโลกใบนี้แล้ว กลับเป็เสี่ยวอ้ายในโลกา
‘เ้านายในที่สุดข้าก็ติดต่อท่านได้ ท่านรู้ตัวมั้ยว่าตนเองตกอยู่ในห้วงฝันของนักพรตเฒ่าถึง3ปี’