ตอนที่ 10 ถล่ม (1)
โจวมู่เป็กังวลว่าลูกสาวของเขาจะถูกผลักไส ผลสุดท้าย เมื่อเขาไปรับลูกสาวหลังเลิกเรียน กลับเห็นรอยยิ้มอยู่เต็มใบหน้าของเธอ วิ่งเหงื่อออกไปทั้งตัว เล่นสนุกมากเลยทีเดียว
เขาทั้งรู้สึกภูมิใจและสูญเสียไปพร้อมๆ กัน ลูกสาวของเขาโตขึ้นแล้ว แม้ไม่ได้อยู่ข้างกายเขาก็สามารถใช้ชีวิตไปได้ด้วยดี
เมื่อเห็นโจวมู่ที่มารับลูกสาว หลี่โหย่วเหมยก็ไม่เต็มใจที่จะแยกจาก ั้แ่มีเสี่ยวจือจือเข้ามาร่วมห้อง เด็กนักเรียนคนอื่นๆ ก็จัดการง่ายขึ้นมาก เด็กที่โดยปกติจะดื้อเอามากๆ วันนี้กลับเชื่อฟัง
อีกทั้งเด็กนักเรียนคนอื่นๆ ก็ให้ความรู้สึกราวกับหนีเอาชีวิต เล่นกันทั้งหนักและเหนื่อยกันมาก...
วันรุ่งขึ้น ฝนตกหนักเป็พิเศษ
ฝนที่กระทบลงบนกระจกหน้าต่างเกิดเสียงดังเปาะแปะ เสี่ยวจือจือนอนอยู่บนเตียง เป็ตายยังไงก็ไม่ยอมตื่น
เมื่อตอนที่โจวมู่ปลุกเธอ เธอมุดหัวกลับเข้าไปในผ้าห่มราวกับนกกระจอกเทศ ก้นของเธอโผล่พ้นผ้าห่มออกมาข้างนอก
จึงถูกโจวมู่จับดึงออกมา
“คุณพ่อขา คุณครูบอกว่าเราเป็ดอกไม้ของชาติ ข้างนอกฝนตกหนักขนาดนี้ ดอกไม้จะถูกน้ำจนตายได้นะคะ”
เสี่ยวจือจือที่ถูกคุณพ่อจับสวมเสื้อ บิดไปบิดมาราวกับตั๊กแตน อย่างไรเสียก็ไม่อยากไปโรงเรียน
“ไม่ได้ ต้องไปโรงเรียน พรุ่งนี้วันเสาร์ก็ได้หยุดแล้ว วันนี้วันสุดท้าย ไม่ไปไม่ได้นะ” โจวมู่รีบใส่เสื้อผ้าให้หนูน้อย ทั้งยังใส่รองเท้าบูตกันฝนสีฟ้าอ่อนให้เธอด้วย
“ใส่บูตกันฝนก็ไม่ต้องกลัวน้ำแล้ว” โจวมู่มองหนูน้อย น่ารักชะมัดเลย ก่อนจะหยิกลงบนแก้มของเธอ
“ลุยน้ำได้!” เสี่ยวจือจือเปลี่ยนเป็อารมณ์ดีขึ้นมาทันที รีบใส่รองเท้าบูตกันฝน หยิบร่มคันเล็กของตัวเองขึ้นมา วิ่งไปที่แอ่งน้ำบนพื้นสวนและทุ่มกายะโใส่ มองดูน้ำที่สาดกระเซ็นขึ้นมาพร้อมหัวเราะกว้าง
โจวมู่เอนกายพิงเสาภายในห้องโถง มองดูภาพของหนูน้อยที่กำลังเล่นน้ำฝนกับลูกเสือ รอยยิ้มบนใบหน้าก็กว้างขึ้นเรื่อยๆ
โจวมู่ในปัจจุบันนี้มองไม่เห็นแรงอาฆาตแค้นจากตัวเขาอีกแล้ว เป็เพียงชายวัยกลางคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง แต่งกายด้วยเสื้อผ้าเรียบง่ายสะอาดสะอ้าน ไม่ว่าใครก็มองไม่ออกว่าเขาเคยใช้ชีวิตในคุกซีไห่มามากกว่าสิบปี
บ้านเก่าหลังโทรมที่เขาใช้พักอาศัยก็ได้รับการซ่อมแซมเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย
ภายในห้องนอนโจวมู่ได้ติดหน้าต่างกระจกเพิ่มเข้ามา พร้อมหลังคาเก่าที่รั่วก็ได้รับการซ่อมแซมแล้วอย่างดี กำแพงโดยรอบก็ถูกขยายให้กว้างออกไปไม่น้อย
หลี่ฉางเกิงพูดไว้ไม่ผิด บ้านเก่าที่ซีโข่วหลังนี้มีวิวที่ยอดเยี่ยมมาก สถานที่กว้างขวาง แถมยังตั้งอยู่ห่างไกลจากคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน
โจวมู่ชอบชีวิตที่เงียบสงบแบบนี้
ทุกวันเขาจะพาลูกสาวไปด้วย หาเงินเอาไว้เพื่อให้ลูกสาวได้มีชีวิตที่ดียิ่งขึ้น เติมเต็มเธอให้ได้มากที่สุด
เสี่ยวจือจือเล่นอยู่ครู่หนึ่ง เงยหน้าขึ้นมองไปทางพ่อที่ดูเหมือนจะเหม่อลอย เธอโยนเสี่ยวฮวาของตัวเองออกไปทางคุณพ่ออย่างซุกซน
โจวมู่ไม่ต้องเงยหน้าขึ้นมองก็คว้าเสี่ยวฮวาเอาไว้ได้ ร่างของเสี่ยวฮวาสะบัดส่ายไปมา เจ็บ...
“รีบมากินข้าวเช้า ไม่งั้นพ่อจะโยนเสี่ยวฮวาของลูกลงหม้อตุ๋นซะ” โจวมู่ถืองูน้อยเดินตรงไปที่ห้องครัว
เสี่ยวจือจือเดินเข้าไปในครัวพร้อมเอ้อร์หู่อย่างเชื่อฟัง รับเ้างูน้อยของตัวเองกลับคืนมา ก่อนจะลูบหัวของมันพลางพูดขึ้น “โง่จริงๆ ทำไมปล่อยให้พ่อจับได้ทุกครั้งเลยล่ะ?”
หลังกินข้าวเสร็จ จัดเก็บทุกอย่างเรียบร้อย โจวมู่ก็จะไปส่งหนูน้อยที่โรงเรียน แต่วันนี้ไม่ว่ายังไงหนูน้อยก็เกาะเอ้อร์หู่เอาไว้แน่น พร้อมสีหน้าที่บอกว่าถ้าพ่อไม่ยอมให้มันไปด้วย หนูก็ไม่ไป
“เพื่อนๆ ชอบเสี่ยวฮวากันทั้งนั้น พวกเขาต้องชอบเอ้อร์หู่ด้วยแน่นอน” เสี่ยวจือจือพูดเสียงหนักแน่น (หวังซานผิงที่กลับบ้านไปนอนฝันร้าย กลางดึกดื่มน้ำมนต์ถ้วยใหญ่ที่คุณย่าเตรียมไว้ให้ ตอนเช้าจึงปัสสาวะราดกางเกงอีกครั้ง...)
“เอ้อร์หู่ไม่กัดใครแน่นอนค่ะ ไม่งั้นเอาหมวกครอบปากของมันก็หมดเื่แล้วนะคะ!”
โจวมู่ฝืนลูกอ้อนของหนูน้อยตรงหน้าไม่ไหว เขาเดินกลับเข้าไปในบ้าน หาหน้ากากมาใส่ให้เอ้อร์หู่ ก่อนจะพูดย้ำอีกครั้ง
“หน้ากากของเอ้อร์หู่ห้ามถอดเด็ดขาด จะให้ใครใกลัวไม่ได้นะ”
หลี่โหย่วเหมยชอบเด็กนักเรียนที่ชื่อโจวจือจือคนนี้มาก เธอทั้งฉลาด ทั้งสวย ทั้งปากหวาน แต่เมื่อเห็นเสือใส่หน้ากาก หลี่โหย่วเหมยก็เกือบจะเป็ลมไปอีกครั้ง
เธอส่งโจวมู่ด้วยใบหน้าตึงเครียด และหันหน้ากลับมาพูดคุยเจรจาดีๆ กับเสี่ยวจือจือ “จือจือ พวกเราต้องเข้าเรียนกัน เราเอามันไปไว้ข้างนอกก่อนดีไหมคะ”
“ไม่ได้ค่ะ หนูสัญญากับพวกซานผิงแล้ว ว่าจะพาเอ้อร์หู่มาเล่นกับพวกเขา”
หลี่โหย่วเหมยอยากจะแงะศีรษะของหนูน้อยออกมาดูจริงๆ ว่าข้างในนั้นกำลังคิดอะไรอยู่ เมื่อวานได้ยินพวกเด็กๆ คุยกัน พูดว่าจะพาเพื่อนที่รักที่สุดมาด้วยชัดๆ...ทำไมกลายเป็เสือไปได้ล่ะ