“ขอโทษด้วยที่ก่อนหน้าล่วงเกินท่าน นี่! ข้านำเอกสารมาแล้ว”
ดวงตาขุ่นมัวจ้องเอกสารที่ถูกยื่นมาตรงหน้าสลับกับใบหน้าขององค์หญิงตัวร้าย สภาพของเขาตอนนี้ใช้คำว่าล่วงเกินคิดว่าน้อยไปกระมังเพราะเหลือเพียงปากเท่านั้นที่สามารถขยับตอบโต้
"เข้าใจแล้ว ๆ” อู๋ิยัดเอกสารใส่มืออีกฝ่าย
“ทีนี้พวกข้าเข้าไปได้แล้วใช่หรือไม่” อู๋ิถามทว่าไม่ได้รอคำตอบ นางส่งสัญญาณให้พรรคพวกก่อนจะพากันเดินเข้าไปด้านในอย่างอิสระ
ลู่เถียนมองตามครู่หนึ่งก่อนจะละสายตาไปทางอื่นอย่างขัดใจ
“ทำไมข้าถึงได้โชคร้ายเช่นนี้” เสียงพึมพำดังลอดไรฟันก่อนน้ำตาลูกผู้ชายจะเอ่อล้นดวงตาจะเช็ดออกก็ไม่ถนัดได้แต่ปล่อยให้มันไหลรินอาบแก้มอยู่อย่างนั้น ยิ่งคิดถึงอดีตก่อนเข้ารับราชการก็ยิ่งรู้สึกเศร้าใจเพราะั้แ่เข้าวังมาเขามิเคยได้ใช้ความรู้ ความสามารถที่ร่ำเรียนมาเลย หน้าที่ของเขาคือเฝ้าห้องเก็บศพและคัดลอกบันทึกการรักษาของเชื้อพระวงศ์เท่านั้น
“คนพวกนั้นคงกลัวว่าคนที่เก่งกว่าอย่างข้าจะแย่งตำแหน่งสำคัญของพวกเขาไป ดังนั้น... ดังนั้นจึงได้กลั่นแกล้งข้าทุกทาง ไม่ให้ข้าได้แสดงฝีมือ ไม่ให้ข้าได้รักษาคน!” เมื่อได้เริ่มระบายความอัดอั้นก็เหมือนจะยั้งไม่อยู่ ความอดทนของคนเรามีขีดจำกัดและเขาก็ทนมาแล้วถึงห้าปี พรุ่งนี้เขาจะไปยื่นใบลาออกและย้ายกลับชนบท เปิดร้านหมอรักษาคนไข้โดยไม่คิดเงินที่นั่น จากนั้นผู้คนก็จะขนานนามเขาว่าหมอเทวดาลู่เถียน
“หมอเทวดาลู่เถียน ฟังดูดีไม่หยอก”
"ที่แท้ท่านก็เป็หมอหรอกหรือ”
“สตรีร้ายกาจ! เอ๊ย องค์หญิงอู๋ิ เอ่อ... ทรงออกมาั้แ่เมื่อไหร่พ่ะย่ะค่ะ”
“แหะ ๆ แค่ได้กลิ่นข้าก็ออกมาเลย” คนตอบยกมือปัดไปมาเพื่อขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่ติดจมูก นางตั้งใจจะสืบค้นความจริงด้วยตนเองแต่ก็ต้องยอมรับว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิดเพราะแค่ได้กลิ่นนางก็อยากขย้อนทุกสิ่งอย่างออกมาแล้ว
“สำหรับผู้ที่ไม่ได้ร่ำเรียนวิชาการแพทย์ กลิ่นของศพนั้นย่อมยากจะรับไหว”
“ข้าเห็นด้วยกับท่านหมอทุกอย่าง” อู๋ิพยักหน้าแรง ๆ หลายครั้งประกอบ
หลังได้ยินสรรพนามที่ไม่ได้ยินมานาน ลู่เถียนก็รีบปรับท่าทีเป็สุขุมแม้ร่างกายจะไม่เอื้ออำนวย
“ทรงเรียกกระหม่อมว่า... เอ่อ... อีกครั้งได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านหมอ... ท่านหมอลู่” อู๋ิทำตามโดยไม่ต้องให้ถามซ้ำ
คนถูกเรียกยิ้มปลาบปลื้ม ความรู้สึกยามได้รักษาคนไข้และได้เห็นพวกเขาคลายจากความเ็ปหรือป่วยไข้หวนกลับมาอีกครั้ง จู่ ๆ น้ำตาเ้ากรรมไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัวและสูดน้ำมูกแรง ๆ หลายครั้งเพื่อไม่ให้ตัวเองขายหน้าไปมากกว่านี้
“ถูกต้อง! กระหม่อมคือหมอ มีหน้าที่รักษาคนไข้ ไม่ใช่มาเฝ้าศพและจดบันทึก งานพวกนี้ให้ผู้ใดทำก็ได้นี่นา ทำไมต้องใช้ข้ามาทำด้วย” ลู่เถียนถือโอกาสระบาย
“เอ่อ...”
“เพราะไม่มีคนหนุนหลังจึงต้องถูกกดขี่ข่มเหงอยู่ร่ำไป ต่อให้ทำหน้าที่อย่างดี ซื่อตรงเพียงใด ก็ไม่มีใครเห็นค่า”
อู๋ิชะงักเหมือนถูกว่ากระทบเพราะตัวเองก็เป็หนึ่งคนที่รังแกเขามาหมาด ๆ
“ขอโทษด้วย แต่นั่นเพราะข้าคิดว่าท่าน...”
“พรุ่งนี้กระหม่อมจะยื่นใบลาออก กลับชนบทแล้วไปเปิดร้านหมอรักษาคนไข้โดยไม่คิดเงินที่นั่น ผู้คนจะขนานนามกระหม่อมว่าหมอเทวดาลู่เถียน!”
อู๋ิมองท่าทางมุ่งมั่นก่อนจะปรบมือให้อย่างชื่นชม
“ดี! เยี่ยม! ข้าสนับสนุนท่าน”
“ขอบพระทัยองค์หญิงที่ทรงให้กำลังใจ”
“ท่านยอมละทิ้งหน้าที่การงาน มีใจช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก รักษาคนป่วยโดยไม่คิดเงิน ข้าย่อมต้องชื่นชมให้กำลังใจอยู่แล้ว ข้าขอให้บุญกุศลที่ทำอวยพรให้ท่านที่ร่ำรวยอยู่แล้ว ร่ำรวยยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก”
“กระหม่อมน่ะหรือร่ำรวย?”
อู๋ิเงยหน้าขึ้นมองชายผู้มีความฝันอันยิ่งใหญ่และขมวดคิ้วกับคำถามเมื่อครู่
“ไม่หรือ เช่นนั้นท่านจะเอาเงินจากไหนไปลงทุนเปิดร้านหมอ แล้วยังจะรักษาโดยไม่คิดเงินอีก”
อู๋ิถอนหายใจเมื่อไม่มีคำตอบจากหมอเทวดาผู้ยิ่งใหญ่ สงสัยว่าสิ่งที่เขาปรารถนาจะเป็เพียงฝันลม ๆ แล้ง ๆ เท่านั้นกระมัง
เงินเดือนของเขาแค่ไม่กี่ตำลึงเงิน ต่อให้เก็บทั้งหมดโดยไม่ใช้เลย อีกยี่สิบปีก็ไม่น่าจะพอเปิดโรงหมอได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเื่รักษาโดยไม่คิดเงิน แค่นี้ก็เห็นแล้วว่ามีแต่เจ๊งกับเจ๊งเท่านั้น
อู๋ิมองดูท่าทางคิดหนักของอีกฝ่ายและพิจารณาเขาอย่างจริงจัง หมอลู่เป็คนดี มุ่งมั่นจะรักษาคนโดยไม่สนเงินทอง นางคิดว่ามองคนไม่ผิด
“ท่านหมอลู่ ข้าจะมอบโอกาสให้ท่านได้พิสูจน์ตัวเองดีหรือไม่”
ลู่เถียนมองหน้าอีกฝ่ายนิ่งอย่างไม่เชื่อ องค์หญิงอู๋ิแต่ไหนแต่ไรไม่เป็ที่โปรดปราน เช่นนี้จะสามารถช่วยให้เขาบรรลุเป้าหมายได้จริง ๆ น่ะหรือ
"อย่าลังเลอีกเลย นอกจากข้า มีใครมอบโอกาสนี้แก่ท่านบ้าง หรือท่านอยากอยู่เฝ้าที่นี่ไปจนตายเพื่อเงินเดือนไม่กี่ตำลึง"
"ตกลง! กระหม่อมตกลงพ่ะย่ะค่ะ" เมื่อได้ยินว่าต้องเฝ้าที่นี่กับจดบันทึกไปจนตาย ลู่เถียนก็รับตกปากรับคำทันทีอย่างลืมตัว
"ดี งานแรกที่ข้า้าให้ท่านหมอลู่ช่วยก็คือ... ประวัติการรักษาของอดีตฮองเฮาิไป๋หลาน"
“ประวัติการรักษาของอดีตฮองเฮาิไป๋หลาน ก็อยู่ในนั้นอย่างไรล่ะพ่ะย่ะค่ะ” ลู่เถียนส่ายหน้าอย่างหดหู่ เขาไม่ควรคาดหวังอะไรกับองค์หญิงอู๋ิจริง ๆ
“ท่านหมอลู่ทราบหรือไม่ว่าอดีตฮองเฮาสิ้นพระชนม์ได้อย่างไร”
“ทรงเสียเืมากจากการให้กำเนิดองค์รัชทายาทหรงซิ่ง เืพร่องไหลเวียนไม่ทั่วร่างทำให้พระวรกายเสื่อมถอยลง กระทั่ง...”
อู๋ิรับฟังโดยไม่โต้แย้ง สิ่งที่ถูกบันทึกในประวัติการรักษาไม่ตรงกับสิ่งที่องค์รัชทายาทหรงซิ่งเล่าให้นางฟังแม้แต่น้อย คิดว่าต้องมีหลายคนที่เกี่ยวข้องกับเื่นี้ อาจรวมถึงหมอหลวงที่ทำการรักษาด้วย
“สิ่งที่อยู่ในบันทึกคือคำหลอกลวงคำโต”
“หมายความว่าอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”
อู๋ิมองซ้ายมองขวาและขยับเข้าไปใกล้คู่สนทนาก่อนจะป้องปากบอกความลับ
“อดีตฮองเฮาสิ้นพระชนม์เพราะถูกวางยาพิษ”
“เป็ไปไม่ได้ ในบันทึกระบุอย่างชัดเจนว่า...”
“ข้ามีพยาน เขาผู้นี้เป็คนที่ใกล้ชิดกับฮองเฮามากที่สุดดังนั้นคำพูดของเขาเชื่อถือได้แน่นอน”
“แต่...” หากอดีตฮองเฮาถูกวางพิษจนสิ้นพระชนม์จริง เื่นี้ก็ยากเกินจะรับไหว เขาอาจต้องเดือดร้อนจนต้องจบชีวิตเลยก็ได้
“ท่านอยากเป็หมอเทวดามิใช่หรือ หมอเทวดาควรต้องช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยากสิ อีกอย่างท่านไม่สงสัยหมอหลวงเฒ่าพวกนั้นบ้างหรือ พวกเขากีดกัน ไล่ท่านให้มาอยู่ที่นี่ ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจมีส่วนรู้เห็นกับเื่นี้ด้วยก็ได้”
คำโน้มน้าวดูเหมือนจะได้ผลเป็อย่างดี อู๋ิจึงไม่รอช้ารีบตีเหล็กเมื่อร้อนต่อ
“ถ้าท่านไม่ช่วยข้า ท่านก็คงต้องทนเฝ้าที่นี่ไปจนตาย แต่หากพวกเราร่วมมือกันจนสามารถไขคดีนี้ได้ ลาภยศสรรเสริญและเงินทองจะต้องตกเป็ของท่านอย่างแน่นอน ต่อจากนั้นหากท่านยังเป็ขุนนางอยู่ หน้าที่การงานก็ยิ่งจะรุ่งโรจน์ไปอีก หรือหากจะลาออกไปเปิดร้านหมอก็สามารถทำได้ จะเปิดสักกี่สิบร้านก็ไม่เป็ปัญหา”
ลู่เถียนคิดกลับไปกลับมาหลายรอบ หากเขาไม่รับข้อเสนอ เขาก็จะย่ำอยู่กับที่ ใช้ชีวิตไปวัน ๆ อย่างไร้ค่าจนตาย จะว่าไปเขาก็แค่สืบอย่างลับ ๆ ไม่ได้ออกหน้าเสียหน่อยดังนั้นคงไม่เป็ปัญหาหรอกกระมัง
“ว่าอย่างไร ตกลงหรือไม่”
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมตกลง”
“รายงาน” ผู้ใต้บังคับบัญชาเดินเข้าไปหาผู้เป็นายและกระซิบเล่าเื่ที่ได้สืบมา
“จะต้องส่งคนไปขัดขวางหรือไม่”
“ไม่จำเป็” คนถูกถามส่ายหน้าด้วยท่าทีไม่เดือดเนื้อร้อนใจ
“เช่นนี้สิ่งที่พวกเราลงทุนทำไปจะไม่สูญเปล่าหรอกหรือ” สูญเสียทั้งคนและเงินจำนวนมากเพื่อการณ์นี้แต่ไม่สานต่อ มันช่างน่าเสียดาย
“ไม่จำเป็ต้องถึงมือพวกเรา”
“หมายความว่าอย่างไร”
“ไม่ได้มีเพียงพวกเราที่้าเห็นจุดจบขององค์รัชทายาทหรงซิ่ง ต่อให้พวกเราไม่ลงมือก็ต้องมีคนทำแทนอยู่ดี” รอยยิ้มมั่นใจปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลาก่อนใบหน้านั้นจะหันไปชื่นชมความสวยงามของทัศนียภาพด้านนอก ถึงแม้จะเป็ฤดูหนาวทว่าก็ยังมีสีสันให้ได้เห็น ไม่ได้ขาวโพลนจืดชืดไปเสียหมด เขาชอบที่นี่มากจริง ๆ
“เป็รอยสักนกอัคคีไม่ผิด”
“เ้าแน่ใจแล้วหรือ แตกต่างเพียงนิดก็สามารถพลิกคดีได้ทันที เ้าตรวจสอบอีกครั้งดีหรือไม่” บีสองถามย้ำอย่างเคลือบแคลง
“ทหารทุกคนในกอง ข้าเป็ผู้สักให้ทั้งหมดดังนั้นเป็ไปไม่ได้ที่ข้าจะมองผิดพลาด” ช่างสักโต้กลับเสียงดัง
“เ้าจำใบหน้าพวกเขาได้บ้างหรือไม่ คนเหล่านี้เป็ทหารในองค์รัชทายาทหรงซิ่งจริง ๆ งั้นหรือ” บีหนึ่งตั้งคำถามด้วยอีกคน
“ทหารในกองมีตั้งมากมาย ข้าจะจดจำทั้งหมดได้อย่างไร ที่สำคัญพวกเขาไม่เคยเปิดเผยใบหน้า ส่วนข้ามีหน้าที่แค่สัก หาได้สนใจสิ่งอื่น”
คำตอบยียวนทำให้บีสองหงุดหงิดจึงกระชากคอเสื้อของอีกฝ่ายเข้ามาใกล้และเริ่มข่มขู่
“พูดความจริงออกมา หากยังกล้าโกหก จะโทษข้าไม่ปรานีไม่ได้”
“นี่น่ะหรือวิธีการสืบสวนของจวนแม่ทัพใหญ่ พวกท่านลืมไปหรือไม่ ข้าไม่ใช่นักโทษ ไม่ใช่ผู้ต้องสงสัยด้วยซ้ำ ข้ามาที่นี่เพราะองค์หญิงอู๋ิ้าให้ช่วยตรวจสอบรอยสักซึ่งข้าก็ทำแล้ว แต่พวกท่านไม่เพียงไม่เชื่อ ยังคิดจะทรมานข้าอีก ทำคุณบูชาโทษแท้ ๆ”
“นี่เ้า!...”
บีหนึ่งรีบดึงบีสองไว้ไม่ให้ลงมือ สิ่งที่อีกฝ่ายพูดมาก็ถูก อีกอย่างช่างสักผู้นี้ก็เป็คนในสังกัดขององค์รัชทายาทหรงซิ่งคงไม่ทรยศเ้านายตัวเองหรอกกระมัง
“แต่สัญชาตญาณบอกข้าว่าเขา...”
“บีสอง! พวกเราทำงานต้องมีหลักฐาน” รองแม่ทัพฉีดึงแขนบีสองและส่ายหน้าห้ามก่อนจะหันไปทางช่างสักอีกครั้ง
“ข้าขอถามเ้าอีกสักสองคำถามจะได้หรือไม่”
“หากคำตอบของข้าสามารถช่วยองค์รัชทายาทพ้นผิดได้ ข้าย่อมยินดีตอบ”
“ช่างสักประจำหน่วยมีกี่คน”
“ขอตอบรองแม่ทัพ มีข้าเพียงคนเดียว”
“แสดงว่าองค์รัชทายาทหรงซิ่งไว้ใจเ้ามากเลยทีเดียว หรือพูดอีกอย่างคือเ้านับเป็คนที่องค์รัชทายาทโปรดปรานมากที่สุดในกอง”
คำเยินยอจากรองแม่ทัพใหญ่ทำให้ไหล่ของคนฟังยกขึ้นอย่างไม่รู้ตัวแต่เ้าตัวก็ยังเก็บอาการและกล่าวถ่อมตัว
“ข้าได้ยินว่าช่างสักฝีมือฉกาจสามารถสักรอยสักใหญ่ ๆ ได้ถึงสี่คนต่อวัน แล้วเ้าเล่า เ้ามีความสามารถมากจนได้รับความไว้วางใจจากองค์รัชทายาทหรงซิ่ง เ้าสามารถสักรูปนกอัคคีให้ทหารได้กี่คนต่อวันงั้นหรือ”
“ห้าคน! ด้วยความชำนาญของข้า สามารถสักได้ห้าคนต่อวันเลยทีเดียว” พูดจบเ้าตัวก็ยืดอกอย่างภาคภูมิใจ
“ยอดเยี่ยมมากจริง สมแล้วกับที่องค์รัชทายาทหรงซิ่งโปรดปรานเ้ามาก”
“เหตุใดท่านต้องชื่นชม... อื้อ ๆ ๆ”
บีหนึ่งรีบปิดปากบีสองไม่ให้พูดต่อ
“ขออภัยที่เขาเสียมารยาทต่อเ้า ที่นี่ไม่มีอะไรแล้ว เ้าก็กลับไปพักผ่อนเถิด”
“ขอรับรองแม่ทัพฉี” ทำความเคารพเสร็จก็หันไปมองตัวปัญหาและส่งรอยยิ้มแห่งชัยชนะไปหนึ่งครั้งก่อนจะเดินออกไป
“อื้อ ๆ อ่อย อ่อยอ้า” บีสองพยายามดิ้นรน
บีหนึ่งมองหน้ารองแม่ทัพฉี เมื่ออีกฝ่ายพยักหน้าเขาจึงคลายมือออก
“เขาโกหกชัด ๆ พวกเ้ายังจะเชื่อคำพูดของเขาอีก”
“แล้วใครว่าพวกข้าเชื่อคำพูดของเขากันล่ะ”
บีสองชะงัก จากใบหน้าบึ้งตึงเปลี่ยนเป็ยิ้มกว้างอย่างรวดเร็ว
“นึกไว้อยู่แล้วเชียว จะเป็สหายกันได้ก็ต้องฉลาดเหมือนกัน ถึงจะคบกันได้ยาว” บีสองตบบ่าสหายทั้งสองพร้อมกับหัวเราะเสียงดัง
รองแม่ทัพฉีและบีหนึ่ง หันมองหน้ากันก่อนพากันส่ายหน้าและแยกย้ายไปตรวจสอบศพกันต่อ ทิ้งให้บีสองชื่นชมความฉลาดของตัวเองต่อไปอย่างไม่สนใจ