ตอนที่ 7
เมืองฉางชุน
การเดินทางจากหนานตูสู่ฉางชุนใช้เวลาทั้งหมดเจ็ดวันเต็ม ๆ ระหว่างทางขบวนของตระกูลซูแวะพักตามเมืองย่อยต่าง ๆ ยิ่งเข้าใกล้ตัวเมืองฉางชุนมากขึ้นเท่าไหร่ยิ่งััได้ถึงความคึกคักของผู้คนที่เดินทางสู่ฉางชุนนั้นก็เพราะเป็่เวลาการรับสมัครคัดเลือกผู้เข้าศึกษาที่สถานศึกษาเทียนเป่านั้นเอง
เฉิงฟงที่ตอนนี้เดินจูงม้าพร้อมกลุ่มตระกูลซูมองไปรอบๆ เมื่อเข้าสู่ตัวเมืองฉางชุนเมืองหลักของเขตฉางชุนผู้คนส่วนใหญ่ไม่ได้รับอนุญาตให้ขี่ม้าส่วนตัวหรือใช้สัตว์อสูรพาหนะส่วนตัวชนิดอื่น ๆ ภายในตัวเมือง ยกเว้นมีใบอนุญาตหรือใช้บริหารสัตว์อสูรพาหนะสาธารณะของทางการ
ซูหยุนตัดสินใจเลือกโรงเตี๊ยมชื่อดังเเห่งหนึ่งเป็ที่พักอาศัยระหว่างที่อยู่ในฉางชุน เนื่องจากห้องพักของที่นี่ไม่ได้มีเหลือว่างมากนักทำให้ต้องนอนรวมกันสามคนต่อหนึ่งห้อง แน่นอนว่าเฉินฟงไม่ได้นอนร่วมกับซูหยางจิง ยังเหลือเวลาอีกสองวันกว่าจะถึงวันเปิดรับสมัครพวกเขาตัดสินใจมาถึงก่อนเพื่อเตรียมตัวสำหรับการสอบ หากมาถึงวันสอบพอดีพวกเขาอาจไม่มีที่พักก็เป็ได้ ซูหยุนไม่ได้บังคับรุ่นเยาว์แต่ละคนให้อยู่แต่ในโรงเตี๊ยม เขาให้อิสระทุกคนอยากจะไปที่ไหนก็ได้ คนส่วนใหญ่เลือกตามคุณชายน้อยอย่างซูหยางจิงในการสำรวจเมือง
เฉินฟงตัดสินใจออกมาเดินสำรวจเมืองคนเดียว เขาไม่ได้สนิทสนมกับรุ่นเยาว์คนอื่นมากนักการออกมาเดินคนเดียวให้ความรู้สึกสบายใจมากกว่า
เมืองฉางชุนถือเป็เมืองขนาดใหญ่ผู้คนพลุกพล่าน หากเวลาปกติก็ถือว่ามีจำนวนประชากรเยอะอยู่แล้ว ยิ่ง่นี้เป็่เวลาพิเศษผู้คนยิ่งหลั่งไหลเข้ามาในเมืองมากขึ้น ผู้คนภายในเมืองแต่งชุดสดใสหลากสีดูจากการแต่งตัวก็รู้ถึงความเป็อยู่ที่สุขสบายไม่เหมืองกับชาวบ้านในเมืองเล็ก ๆ อย่างหนานตูที่ไม่ได้สวมใสเสื้อผ้าเนื้อดีเป็ปกติเช่นนี้ เฉินฟงตัดสินใจเดินทางไปยังหอสมุดประจำเมือง แทบทุกเมืองใหญ่จะมีหอสมุดประจำเมืองอยู่ทั้งนั้น ที่นั้นจะมีทั้งหนังสือสำหรับคนธรรมดาในด้านต่าง ๆ และมีหนังสือพื้นฐานตำรายุทธ์หรืออาจจะเป็ตำรายุทธ์ระดับกลางอยู่ด้วย
ในที่สุดเฉินฟงก็มาถึงหอสมุดประจำเมือง มันเป็อาคารทำจากไม้สามชั้นขนาดไม่ใหญ่มาก เขาไม่คิดว่าตำราเกี่ยวกับการสร้างลูกแก้วตันเถียนลูกที่สองจะมีในสถานที่แห่งนี้ แต่สิ่งที่ชายหนุ่มกำลังตามหาคือตำราเกี่ยวกับการขยายเส้นลมปราณ ตอนนี้เป้าหมายของเฉินฟงคือการขยายเส้นลมปราณของตัวเองให้กว้างมากขึ้นเพื่อรองรับการสร้างลูกแก้วตันเถียนอีกลูก เขาไม่รู้ว่าวิธีที่คิดจะเป็วิธีที่ถูกหรือไม่แต่มันไม่เสียหายที่เขาจะลองดู
การรักษาความปลอดภัยในหอสมุดแห่งนี้ไม่ได้รัดกุมมากนัก เพียงแค่ลงชื่อกับหญิงวัยกลางคนที่อยู่ด้านหน้าเฉินฟงก็สามารถเข้ามาภายในได้อย่างง่ายดาย ชายหนุ่มเดินผ่านชั้นหนึ่งของหอสมุดที่เป็หนังสือสำหรับคนธรรมดาขึ้นไปยังชั้นสอง เมื่อมาถึงชั้นสองก็พบม่านพลังที่กางกั้นทางเข้าไว้ ผู้ที่จะผ่านม่านพลังนี้คือผู้ที่อยู่ระดับลี่จิงขั้น 1 ขึ้นไป
เฉินฟงเดินผ่านม่านพลังไปด้านใน ชั้นหนึ่งเขายังเห็นมีผู้คนกว่ากว่าสามสิบคนนั่งอ่านหนังสือหรือคัดตำราตามมุมต่าง ๆ แต่เมื่อเดินขึ้นมาชั้นสองจำนวนจอมยุทธ์ที่นั่งอ่านตำรามีเเค่ยี่สิบกว่าคนเท่านั้น เฉินฟงไม่ได้ให้ความสนใจกับคนอื่น ชายหนุ่มกวาดสายตาไล่หาหนังสือที่เขาสนใจ ใช้เวลาอยู่ซักพักใหญ่ก็ต้องยอมรับว่าชั้นนี้ไม่มีหนังสือเกี่ยวกับเส้นลมปราณที่เขาสนใจจริง ๆ เมื่อตัดสินใจจะขึ้นชั้นสามก็พบว่ามีม่านพลังกั้นอยู่อย่างที่คาดการไว้ แต่ระดับของผู้ที่จะผ่านม่านพลังคือระดับลี่จิงขั้น 6 นั้นไม่ใช่สิ่งที่เฉินฟงสามารถเทียบได้ในตอนนี้ เขาได้แต่ถอนหายใจแล้วเดินกลับออกไป
ระหว่างกลับลงมาชั้นหนึ่งดวงตาสีน้ำตาลก็ตวัดไปพบกองหนังสือขนาดใหญ่ในกล่องไม้เก่า ๆ สี่ถึงห้ากล่อง มีผู้ดูแลหนังสือหลายคนกำลังนั่งคัดเลือกหนังสืออยู่ ดูจากลักษณะพวกมันเป็หนังสือเก่าที่ชำรุดและบางเล่มเป็หนังสือที่กำลังโดนคัดทิ้ง
ร่างสูงของเฉินฟงเดินไปยังหนึ่งในกองหนังสือเ่าั้เขาหยิบคัมภีร์ที่ทำจากไม้สีน้ำตาลเข้มม้วนหนึ่งขึ้นมา มันถูกทับถมโดยหนังสือเก่า ๆ หลายเล่มแต่ยังมีบางส่วนของคัมภีร์โผล่พ้นออกมาให้เฉินฟงได้เห็น
สิ่งที่สะดุดตาเฉินฟงในทันทีคือประกายสีทองบางเบาที่ลอยโอบล้อมม้วนคัมภีร์ไว้ เขาไม่เคยเห็นประกายสีทองแบบนี้ในม้วนคัมภีร์ใดมาก่อนนั้นทำให้เฉินฟงสนใจมันขึ้นมา
เมื่อเปิดม้วนคัมภีร์ออกด้านในเป็เพียงหนังสือเกี่ยวกับการปลูกพืชพื้นฐานเท่านั้น ! มันไม่ใช่คัมภีร์สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ด้วยซ้ำ !!
แม้จะเป็เช่นนั้นแต่ประกายสีทองรอบคัมภีร์และความรู้สึกอุ่นเบา ๆ เมื่อััม้วนคัมภีร์ทำให้เฉินฟงตัดสินใจเลือกมันเอาไว้ เขาเดินไปหาหญิงวัยกลางคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะด้านหน้าหอสมุด สำหรับหนังสือหรือคัมภีร์ธรรมดาทั่วไปประชาชนสามารถทำการยืมหนังสือออกนอกหอสมุดได้หรือสามารถขอซื้อหนังสือได้ด้วย แต่สำหรับตำรายุทธ์ไม่ว่าจะเป็ใครก็ไม่สามารถนำหนังสือต้นฉบับออกจากหอสมุดได้ หาก้าฝึกฝนจริง ๆ ทำได้เพียงคัดลอกตำรายุทธ์ออกไปเท่านั้น แต่แค่นี้ก็ถือว่าหอสมุดเปิดกว้างมากแล้ว เพียงแต่ตำรายุทธ์ส่วนใหญ่ไม่ใช่ตำราการต่อสู้ที่ผู้คนสนใจศึกษา
หอสมุดในทุกเมืองใหญ่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของราชวงศ์ที่้าให้จอมยุทธ์ในแคว้นของตนมีโอกาสเข้าถึงตำรายุทธ์มากยิ่งขึ้น เพราะความแข็งแกร่งของเหล่าจอมยุทธ์ในแคว้นก็เปรียบดั่งความแข็งแกร่งของแคว้นนั้น ๆ เช่นเดียวกัน
“ข้าอยากขอซื้อคัมภีร์ม้วนนี้ท่านขายให้ได้หรือไม่”
หญิงวัยกลางคนเงยหน้ามองเฉินฟงด้วยสายตาเบื่อหน่าย นางปรายตามองม้วนคัมภีร์ในมือเฉินฟงแล้วมองเลยไปยังกองหนังสือที่เตรียมคัดทิ้งพร้อมยืนมือขอดูม้วนคัมภีร์ เฉินฟงส่งม้วนคัมภีร์ให้นาง ผู้ดูแลหอสมุดพลิกคัมภีร์ไปมาแล้วพยักหน้าให้
“ราคาขายอยู่ที่ 700 เหรียญทอง”
เมื่อได้ฟังราคาคิ้วหนาขมวดเข้าหากันทันที
“แต่นี่เป็เพียงคัมภีร์ปลูกพืชธรรมดา มันไม่ใช่ตำรายุทธ์ด้วยซ้ำทำไมราคาถึงได้แพงขนาดนี้เล่า อีกอย่างพวกท่านเองก็เตรียมจะทิ้งมันแล้วไม่ใช่หรือ” ผู้ดูแลหอสมุดทำสีหน้าไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่เมื่อเฉินฟงพูดถึงราคาหนังสือ
“หนังสือของที่นี่ไม่ได้มีไว้ขาย อีกอย่างกองหนังสือที่เ้าหยิบมาไม่ได้มีไว้เพื่อนำไปทิ้งแต่กำลังจะนำไปซ่อมแซมต่างหาก หากเ้าอยากซื้อก็ต้องจ่ายราคาที่แพงหน่อย ถ้าขายราคาถูกคนในเมืองไม่ซื้อหนังสือจากที่นี่จนกลายเป็ร้านหนังสือเลยหรือ ราคานี้คือราคาสมเหตุสมผลสำหรับที่นี่แล้ว กองหนังสือเก่าพวกนั้นก็ขายราคานี้ทั้งหมด หากเ้าไม่จ่ายก็ทำเื่ยืมเอาแล้วกันราคาจะถูกลงเยอะ”
แม้จะมีสีหน้าไม่สบอารมณ์แต่ผู้ดูแลหอยังคงอธิบายเฉินฟง ชายหนุ่มมองหนังสือในมือตนเองอีกครั้ง 700 เหรียญทอง ไม่ใช่ราคาน้อย ๆ ในตัวเขาตอนนี้มีเหรียญทองรวมกันอยู่ที่ 2,000 เหรียญทอง เป็ทั้งเหรียญทองเก็บของตัวเอง และเหรียญทองที่ได้จากซูซีห่าวตอนออกมา เขาจะต้องใช้เหรียญทองนี้อยู่ที่ฉางชุนจนกว่าการสอบคัดเลือกจะสิ้นสุด นั้นมันเหรียญทองเกือบครึ่งหนึ่งของเขาเชียวนะ !!
“เอาอย่างไร หากไม่ซื้อไม่ยืมก็ไปนั่งคัดลอกตรงนู้นได้ เ้าเป็ผู้ฝึกยุทธ์นี่จะสนใจอะไรกับคัมภีร์ปลูกพืชของคนธรรมดากัน”
เฉินฟงมองม้วนคัมภีร์ในมือตัวเองอีกครั้ง ประกายสีทองรอบคัมภีร์ยังคงกระจายออกมาอย่างต่อเนื่องความรู้สึกอุ่นเมื่อััก็ชัดเจน ชายหนุ่มมั่นใจว่าไม่มีใครเห็นประกายประหลาดจากคัมภีร์เช่นเขา ไม่เช่นนั้นมันคงไม่ไปอยู่ในกองหนังสือเก่าเช่นนั้น !!
“ข้าจะซื้อคัมภีร์เล่มนี้นี่คือจำนวนเหรียญทอง”
เฉินฟงเปิดถุงเหรียญทองของตัวเองเขาหยิบเหรียญทองจำนวน 700 ทองมอบให้ผู้ดูแลหอ เมื่อได้รับทองผู้ดูแลหอสมุดก็ออกหนังสือซื้อขายให้เฉินฟง เมื่อเป็สิ่งของส่วนกลางการซื้อขายหรือเช่ายืมจะต้องมีหนังสือรับรองทุกครั้ง ต่างกับการซื้อขายจากพ่อค้าแม่ค้าด้านนอกทั่วไป
เฉินฟงเก็บม้วนคัมภีร์ไว้กับตัว เขามองเหรียญทองในถุงที่หายไปเกือบครึ่งด้วยสายตาเ็ปหัวใจ เอาเถอะ !! ความรู้สึกบางอย่างบอกเขาว่ามันก็คุ้มค่ากับจำนวนเหรียญทองที่เสียไป !!
ร่างสูงเดินต่อมาอีกเรื่อย ๆ สถานที่ต่อไปที่เฉินฟงมาเยือนคือ
ตลาดร้านยา…
จากการถามทางทำให้เขารู้ว่าแถวนี้เป็พื้นที่ที่มีร้านยาตั้งอยู่มากที่สุดในฉางชุน หากจอมยุทธ์้ายารักษาหรือฟื้นฟูต่าง ๆ การเดินทางมาที่นี่ถือว่าคุ้มค่าที่สุดอย่างน้อยก็มีร้านยาให้เลือกมากกว่าสามสิบร้าน !!
นอกจากร้านยาแล้วระหว่างทางยังมีแผงขายยา แผงขายสมุนไพร หรือของเก่าตั้งอยู่อีกหลายร้าน
ร้านยาแถวนี้ดูคึกคักแทบทุกร้าน แน่นอนว่าการสอบยิ่งใกล้เข้ามาเหล่าผู้มีสิทธิ์เข้าสอบจะต้องกักตุนยาเพิ่มพลังหรือยารักษาต่าง ๆ เอาไว้กับตัว
เฉินฟงตัดสินใจหยุดยืนอยู่หน้าร้านขนาดใหญ่ที่มีคนเดินเข้าเดินออกคึกคักมากกว่าร้านอื่น ๆ จากการคาดเดาร้านนี้น่าจะเป็ร้านชื่อดังของเมืองฉางชุน ป้ายขนาดใหญ่หน้าร้านเขียนว่า ‘สุ่ยถัง’ ทันทีที่เดินเข้าไปในร้านก็มีเสี่ยวเอ้อเข้ามาทักทายเขาในทันที แม้จะได้รับการอบรมมาดีแต่แวบหนึ่งในแววตาของเสี่ยวเอ้อปรากฏรอยดูแคลนก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็วแต่นั้นก็ไม่รอดพ้นสายตาของเฉินฟง อาจจะเพราะการแต่งตัวของเขาที่สวมใส่ชุดเก่า ๆ ไม่ได้ฉูดฉาดหรือดูดีเช่นลูกค้าคนอื่นภายในร้าน
“คุณชายท่านนี้ ท่านสนใจยาตัวไหนของร้านเราหรือ ให้ข้าเเนะนำได้นะขอรับ”
“ข้าสนใจยาขยายเส้นลมปราณ ร้านนี้มียาขยายเส้นลมปราณระดับใดบ้างหรือ”
เสี่ยวเอ้อยิ้มประจบ เขาผายมือเชิญเฉินฟงไปอีกด้านของร้าน มุมนั้นเป็มุมของยาขยายเส้นลมปราณ แน่นอนว่ามันเป็หนึ่งในยาที่นิยมสำหรับจอมยุทธ์ระดับลี่จิง
เบื้องหน้าเฉินฟงเป็ขวดแก้วหลากหลายขนาดหลายลวดลายวางเรียงอย่างสวยงามทั้งชั้น
“นี่คือยาขยายเส้นลมปราณ ที่ร้านเรามีั้แ่ยาระดับต่ำไปจนถึงยาระดับสูง ราคาเริ่มต้นอยู่ที่700 เหรียญทองเท่านั้น คุณชายถ้าให้ข้าเเนะนำยาที่ขายดีของร้านเราก็ต้องตัวนี้” เสี่ยวเอ้อแนะนำสินค้าด้วยรอยยิ้มพร้อมหยิบขวดยาสีขาวมามอบให้เฉินฟง
“อันนี้คือยาขยายเส้นลมปราณระดับกลาง ยารุ่นนี้ถือว่าเป็ยาระดับกลางที่มีคุณภาพเป็อันดับต้น ๆ เมื่อเทียบกับราคาที่เเสนจะถูกแสนถูกแล้ว รับรองหากท่านซื้อไปจะสามารถขยายลมปราณได้กว้างขึ้นลดอาการาเ็ภายในได้ดีขึ้นกว่าเดิมถึง 2 เท่า !! ราคาขวดนี้เพียง 2,400 เหรียญทองเท่านั้น คุณชายร้านเรามียารุ่นนี้เหลือไม่กี่สิบขวดเท่านั้นท่านสนใจหรือไม่ขอรับ”
เฉินฟงมองขวดยาในมือแล้วได้แต่กลืนน้ำลาย ยาระดับกลางมีค่า 2,400 เหรียญทอง ต่อให้ใช้เหรียญทองทั้งตัวเขายังไม่สามารถซื้อมันมาได้ด้วยซ้ำ ! เฉินฟงทำท่าจะเปิดขวดยาออก เขาอยากดมกลิ่นเพื่อตรวจสอบคุณภาพของยาแต่เสียงเสี่ยวเอ่อดังขัดขึ้นก่อน
“คุณชาย ! ร้านเราไม่สามารถให้ท่านเปิดขวดยาได้หากท่านไม่ซื้อนะขอรับ เพื่อป้องกันความเสียหายของยาด้านใน”
“แล้วข้าจะตรวจสอบคุณภาพยาได้อย่างไรถ้าไม่ได้เห็นสีหรือดมกลิ่นของยา”
เฉินฟงพอจะเข้าใจความลำบากใจของเสี่ยวเอ่อ ร้านนี้เป็ร้านขนาดใหญ่ที่ดูดีและดูน่าจะแพงกว่าหลาย ๆ ร้าน นอกจากนั้นลูกค้าแต่ละคนก็สวมใส่เสื้อผ้าราคาแพงทั้งนั้นการไม่ยอมให้ลูกค้าเห็นตัวยาแม้จะค่อนข้างแปลกแต่ก็พอเข้าใจได้
“คุณชายร้านเรามีผู้ตรวจสอบคุณภาพยาที่ได้รับการรับรองประจำการอยู่ขอรับ ยาทุกตัวผ่านการรับรองแล้วว่าเป็ระดับเดียวกับที่ตั้งราคาขายจริง และหากท่านซื้อไปแล้วตรวจสอบได้ว่ายาที่ร้านเราด้อยคุณภาพกว่าราคาขายท่านสามารถนำหลักฐานมาขอเปลี่ยนตัวยากับทางร้านได้ขอรับ”
“อ๋อ”
เฉินฟงพยักหน้าเข้าใจ ระหว่างที่เขากำลังพินิจยาในมือก็มีเสียงจากใครบางคนดังเเทรกขึ้นมา
“เสี่ยวเอ่อข้าจะเอายาขวดนั้น ! หากลูกค้าคนนั้นของเ้าไม่ซื้อก็ขายให้ข้าซะ”
เฉินฟงหันไปทางต้นเสียงก็พบชายร่างสูงอายุน่าจะพอ ๆ กับเขามาพร้อมลูกน้องอีกสามคน ท่าทางจะเป็คุณชายของซักตระกูลที่เดินทางมาสมัครสอบเช่นกัน
”เ้ามองอะไรคุณชายของข้า ถ้าไม่มีปัญญาจ่ายค่ายาก็เอามาให้คุณชายซะ !”
เสียงหนึ่งในลูกน้องเอ่ยขึ้น เฉินฟงไม่ได้สนใจสายตาเหยียดหยามที่อีกฝ่ายมองมาที่ตน ถึงอย่างไรตอนนี้เขาก็ไม่มีเหรียญทองมากพอในการซื้อยาอยู่ดี เสี่ยวเอ่อที่แนะนำเฉินฟงเผยสีหน้าลำบากใจมาให้ แต่ในแวบหนึ่งของเเววตาก็แอบเห็นเเววดูถูกฉายออกมาและจางหายอย่างรวดเร็ว
เฉินฟงยื่นขวดยาคืนให้เสี่ยวเอ่อ เขารับขวดยาคืนอย่างยินดีพร้อมกับโค้งตัวให้เฉินฟงตามมารยาทจากนั้นก็ไปต้อนรับคุณชายอีกคนด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เฉินฟงกวาดสายตามองดูของในร้าน ของบางอย่างติดป้ายราคาไว้ และแน่นอนแต่ละอย่างราคาค่อนข้างสูง
แม้ไม่อยากยอมรับแต่ก็ต้องยอมรับว่าตอนนี้เขาจนมาก…
หากอยากจะได้ยาดีซักขวดคงมีสองทางเลือกคือหาเหรียญทองเพิ่ม และหลอมยาเอง !
เฉินฟงตัดสินใจเดินออกจากร้านที่คนเริ่มเข้ามาหนาแน่นมากขึ้น ระหว่างยืนอยู่หน้าร้านกำลังตัดสินใจว่าจะเดินต่อไปหรือกลับไปฝึกฝนพลังเสียงหนึ่งก็เรียกความสนใจของเฉินฟง
“คุณชาย !!”
เป็เสี่ยวเอ่อในร้านยานั้นเอง เขาวิ่งตามเฉินฟงออกมาท่าทางโล่งใจเล็กน้อย
“ดีจริงที่ท่านยังไม่ไป ขอโทษที่ต้องบอกตามตรงข้าพอจะเข้าใจว่ายาในร้านค่อนข้างเเพง ไม่ใช่ทุกคนจะซื้อหาได้อย่างสบายใจ แต่ถ้าท่านเดินต่อไปด้านในถนนจะเห็นร้านยาอีกจำนวนนึงร้านเ่าั้จะขายยาที่ราคาถูกลงมา แม้คุณภาพจะไม่เท่าร้านข้าแต่เมื่อเทียบกับราคาก็พอทดแทนกันได้”
“แล้วทำไมเ้ามาบอกข้าเื่นี้” ค่อนข้างน่าแปลกชายตรงหน้าควรแนะนำให้เขาหาเหรียญทองมาซื้อยาในร้านตนมากกว่าแต่ทำไมถึงแนะนำให้ไปร้านอื่นได้เล่า
“ฮ่าฮ่าฮ่า ไม่มีอะไร ๆ เพียงถ้าท่านเจอร้านที่ถูกใจก่อนท่านจะซื้อยาก็ขอให้บอกซักนิดว่าได้รับคำแนะนำจากข้าคนเเซ่หวังให้เดินเข้าไปซื้อ เพียงเท่านี้ข้าจะได้ส่วนแบ่งเล็กน้อยจากราคายาที่ท่านซื้อไปขอรับ นอกจากนั้นท่านยังจะได้ส่วนลดพิเศษจากร้านด้านในด้วย”
เฉินฟงพยักหน้าเข้าใจนี่คงเป็การหาร้ายได้เสริมอีกทางของคนตรงหน้า เมื่อหมดธุระเสี่ยวเอ่อแซ่หวังก็เดินกลับเข้าไปในตัวร้าน เฉินฟงตัดสินใจจะเดินลึกเข้าไปตามคำแนะนำ แม้ตอนนี้ความหวังจะซื้อยาของเขาน้อยลงมากก็ตามที ยิ่งคิดถึงเหรียญทองในถุงยิ่งทำให้รู้สึกเศร้าใจ
เมื่อเดินลึกเข้าไปมากขึ้น จากร้านใหญที่ตกแต่งสวยงามก็เป็เพียงร้านเล็ก ๆ ที่ไม่ได้ตกแต่งอะไรมากมาย แถมจำนวนแผงลอยขายยาก็มากขึ้นด้วยนอกจากร้านยาแล้วยังมีแผงขายสมุนไพรสดตั้งอยู่อีกหลายร้าน
เฉินฟงเดินเข้าร้านยาสอบถามราคาอยู่หลายร้านแม้จะได้ส่วนลดบ้างจากการแนะนำของคนแซ่หวังแต่ราคาเ่าั้ยังแพงเกินไปสำหรับเฉินฟงอยู่ดี หากเขาไม่ได้เสียเหรียญทองซื้อคัมภีร์ปลูกพืชก่อนหน้านี้การใช้จ่ายคงสะดวกขึ้นอีกเล็กน้อย
ใช้เวลาในถนนยาอยู่นานพอควรร่างสูงของเฉินฟงตัดสินใจเดินไปหยุดอยู่หน้าแผงขายสมุนไพรแทน
“วันนี้มีสมุนไพรเข้าใหม่สด ๆ หลายตัวเ้าสนใจชนิดไหนเป็พิเศษหรือไม่”
พ่อค้ากล่าวกับเฉินฟงด้วยท่าทางยินดี ชายหนุ่มกวาดสายตามองสมุนไพรที่วางเรียงบนแผง เขาเลือกร้านนี้เพราะมองจากความสดใหม่ของสมุนไพรที่มากกว่าร้านอื่นพอสมควร
“ข้าอยากได้ดอกแก้วอินทนิน 15 ดอก แล้วก็หญ้าหนวดพยัคฆ์อีก 10 ต้น ท่านพอมีหรือไม่ อ่อ แล้วก็หญ้าหยดน้ำค้างอีก 7 ต้น”
“มีครบทุกต้นแน่นอน ท่านอยากได้สมุนไพรตัวไหนเพิ่มอีกหรือไม่ ดูเหมือนท่านจะซื้อไปให้นักหลอม เตรียมหลอมยารักษาแผลใช่ไหมข้ายังมีผงดินขาวด้วยนะ” พ่อค้ากล่าวด้วยความดีใจเมื่อเจอลูกค้าที่ซื้อของค่อนข้างเยอะอย่างเฉินฟง ชายหนุ่มคลุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้า เกรงว่าเหรียญทองในถุงจะไม่พอหากเขาซื้อของเยอะกว่านี้
แน่นอนพ่อค้าไม่คิดว่าเฉินฟงจะหลอมยาเองเพราะตัวตนของนักหลอมยาถือเป็ตัวตนที่พิเศษและเข้าถึงค่อนข้างยาก แถมผู้ที่เป็นักหลอมได้ยังต้องอยู่ในระดับเจี่ยงจิงขึ้นไป
“ไม่แล้วข้า้าเท่านี้”
พ่อค้าทำท่าเสียดายเล็กน้อยแต่ก็รีบห่อสมุนไพรให้เฉินฟงทันที ชายหนุ่มจ่ายเหรียญทองสำหรับสมุนไพรทั้งสามชนิดทั้งหมด 900 เหรียญทอง นอกจากนี้เฉินฟงยังเลือกซื้อสมุนไพรระดับต่ำทั่วไปที่คนธรรมดาเก็บมาขายได้อีกจำนวนหนึ่งสมุนไพรเ่าั้ไม่ได้แพงเท่าสามชนิดแรกทำให้เขาเสียเหรียญทองไปอีกแค่ 200 เหรียญทอง
การออกมาเดินเล่นแค่ครึ่งวันก็ทำให้เฉินฟงเสียเหรียญทองไปถึง 1,800 เหรียญทอง จากทั้งตัวเขาที่มีเพียง 2,000 เหรียญทอง เรียกว่าตอนนี้เฉินฟงกลายเป็คนจนเต็มรูปแบบแล้ว
เฉินฟงนำสมุนไพรทั้งหมดใส่ลงไปในมิติของแหวนเก้าจันทรา โชคดีที่เขามีแหวนวงนี้ติดตัวมา ไม่เช่นนั้นเขาในตอนนี้แม้อยากได้แหวนมิติเก็บของซักวงก็ไม่มีทางหามาได้เพราะราคาที่แพงลิบลับเกินกว่ากำลังทรัพย์ในกระเป๋าจะเอื้อมถึง
ก่อนที่ชายหนุ่มจะเข้าห้องพัก เขาได้ถามเสี่ยวเอ่อถึงสถานที่ฝึกยุทธ์ที่ค่อนข้างสงบ ทำให้รู้ว่ารอบนอกเมืองทางทิศใต้มีจอมยุทธ์ไร้สังกัดหลายคนชอบไปฝึกฝน เพราะความเงียบสงบแต่ก็ค่อนข้างอันตรายเนื่องจากเป็พื้นที่ติดกับป่านอกเมือง
ในความเป็จริงเฉินฟงเพียง้าพื้นที่ค่อนข้างส่วนตัวในการหลอมยาเท่านั้น เพราะห้องในโรงเตี๊ยมแห่งนี้เขาต้องอยู่กับรุ่นเยาว์อีกสองคน การจะหลอมหรือกลั่นยาที่นี่จึงไม่ใช่ตัวเลือกที่น่าสนใจ
เมื่อได้สถานที่ร่างสูงรีบพุ่งไปยังฝั่งทิศใต้ของเมืองใช้เวลาเดินทางไม่นานมากก็มาถึงบริเวณดังกล่าว ทั่วบริเวณค่อนข้างเงียบสงบ มีทะเลสาบขนาดใหญ่รายล้อมด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ ที่นี่บางจุดเขาเห็นจอมยุทธ์บางคนนั่งฝึกฝนบนโขดหินบ้าง ใต้ต้นไม้ใหญ่บ้าง ที่นี่เปรียบเสมือนลานฝึกสาธารณะนั้นเอง เฉินฟงเคลื่อนตัวผ่านกลุ่มผู้คนที่บางตาไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดเขาก็พบสถานที่ที่คิดว่าเหมาะสมต่อการหลอมยา