หนึ่งสัปดาห์นับจากเหตุการณ์ในตลาดปีศาจผ่านไปราวกับความฝันคลื่นอารมณ์ที่ปั่นป่วนในใจของหลินเหมยค่อยๆ สงบนิ่งลงทว่าคำประกาศกร้าวของเยี่ยอู๋ฉี "คนของข้า"ยังคงวนเวียนก้องอยู่ในความทรงจำราวกับตราประทับที่มองไม่เห็น
หลินเหมยกำลังซ่อมชิ้นส่วนกลไกอยู่ในโรงหลอม จู่ ๆเงาหนึ่งก็ทอดลงมาบนโต๊ะทำงาน หลินเหมยเงยหน้าขึ้นโดยสัญชาตญาณเมื่อพบไป๋เซียวยืนอยู่ข้างโต๊ะทำงาน นางก็สะดุ้งเฮือกทันที
ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมายืนอยู่ตรงนั้นั้แ่เมื่อใด
"แม่นางหลิน"
หลินเหมยอดขมวดคิ้วไม่ได้ ทุกครั้งที่ไป๋เซียวปรากฏตัวมักไม่มีเื่ดีเกิดขึ้น
และครั้งนี้ก็คงไม่ต่างกัน
"มีเื่อะไรหรือ"
"ยายเฒ่าเมิ่งฝานเชิญท่านไปพบ"
"ตอนนี้หรือ"
"ตอนนี้"
หลินเหมยลุกขึ้นเดินตามมายังตำหนักด้านตะวันตกของวังมาสถานที่แห่งนี้เงียบสงบผิดจากตำหนักอื่นของวังมาร ไม่มีองครักษ์ยืนเฝ้า ไม่มีข้ารับใช้เดินเข้าออก มีเพียงสวนสมุนไพรขนาดใหญ่ที่รายล้อมอาคารไม้เก่าแก่เอาไว้ทุกด้านกลิ่นยาและสมุนไพรอบอวลอยู่ในอากาศ
“ที่นี่คือที่ใด” หลินเหมยอดถามไป๋เซียวไม่ได้ระหว่างทาง
ไป๋เซียวชะงักไปเล็กน้อย ก่อนตอบอย่างเรียบเฉย
“นี่คือตำหนักของยายเฒ่าเมิ่งฝาน”
น้ำเสียงของเขาลดต่ำลงราวกับกำลังพูดถึงบุคคลสำคัญ
“นางเป็ผู้เฒ่าาุโของเผ่ามาร อยู่มาหลายพันปีแล้วแม้แต่นายท่านก็ยังให้เกียรตินางอยู่สามส่วน”
หลินเหมยพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะเหลือบไปเห็นท่านจอมมารผมสีเงินเขาหยุดอยู่หน้าประตู และดูเหมือนจะรอให้เ้าของตำหนักเชิญเข้าไป
“เข้ามาด้านในพร้อมกันสิ”
ยายเฒ่าเมิ่งฝานเดินออกมาจากส่วนในของโถงมือเหี่ยวย่นประคองตำราโบราณเล่มหนาที่ห่อด้วยผ้าไหมสีเข้มเอาไว้นางวางมันลงบนโต๊ะอย่างแ่เบา เสียงกระดาษสาเสียดสีกันแหบโหย“ข้าใช้เวลาหลายวันค้นคว้าบันทึกเก่าแก่ที่สุดของเผ่าในที่สุดก็พบเบาะแสบางอย่างเกี่ยวกับพันธะของพวกเ้า”
น้ำเสียงของนางเรียบเรื่อยแต่กลับทำให้บรรยากาศตึงเครียดยิ่งขึ้น เยี่ยอู๋ฉีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเป็สัญญาณบ่งบอกว่าเขาสนใจ
“ยื่นข้อมือมา” ยายเฒ่ากล่าว
เยี่ยอู๋ฉีเป็ฝ่ายยื่นแขนออกไปก่อนอย่างไม่ลังเลแขนเสื้อสีนิลเลื่อนลงเผยให้เห็นรอยอักขระรูปเปลวไฟขนาดเล็กสีแดงชาดจางๆ หลินเหมยสูดลมหายใจเบาๆแล้วยื่นข้อมือของตนออกไปวางข้างกันอย่างเสียไม่ได้ รอยอักขระของนางสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อเข้าใกล้รูปเหมือนของมัน
นิ้วที่แห้งผากของยายเฒ่าเมิ่งฝานััลงบนรอยอักขระรูปเปลวไฟขนาดเล็กที่ข้อมือของหลินเหมยพลังปราณอันอบอุ่นสายหนึ่งค่อยๆ ไหลผ่านเข้ามาให้ตรวจสอบ นางหลับตาลงครู่หนึ่งขมวดคิ้วที่ขาวโพลน “ไม่ใช่พันธะสัญญาธรรมดา... ไม่ใช่คำสาป”
นางลืมตาขึ้นอีกครั้ง ในแววตาชราภาพนั้นมีความซับซ้อนฉายชัด“สิ่งที่เชื่อมโยงพวกเ้าอยู่คือ ‘สายใยคู่บำเพ็ญ’ ที่ถักทอขึ้นจาก‘โคมผูกิญญา’...เป็ของวิเศษในตำนานที่ใช้สำหรับผูกชะตาของนักพรตสองคนให้เป็หนึ่งเดียว”
หลินเหมยใจกระตุก “คู่บำเพ็ญ?”
“ถูกต้อง” ยายเฒ่ายืนยัน“ผู้ที่ถูกผูกพันจะสามารถรับรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึกที่รุนแรงของอีกฝ่ายแบ่งปันความเ็ป และในระดับที่สูงขึ้น... อาจแบ่งปันพลังปราณและััได้”
นางเหลือบมองเยี่ยอู๋ฉี“มันถูกสร้างขึ้นเพื่อเร่งระดับการบำเพ็ญเพียรของคนสองคนที่ไว้เนื้อเชื่อใจกันอย่างที่สุดแต่พันธะนี้ก็มีกฎเกณฑ์สำคัญข้อหนึ่ง”
นางเว้นจังหวะ จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของทั้งสอง
"คนแปลกหน้าสองคนที่ไม่รู้สึกอะไรต่อกันพันธะนี้จะอ่อนแอที่สุด แต่หากเริ่มสนใจกัน ห่วงใยกัน เกลียดชังกันหรือเริ่มรักกัน สายใยจะหยั่งรากลึกลงเรื่อย ๆ" แม่เฒ่าหยุดพูดไปครู่แล้วกล่าวต่อ “วิธีที่ดีที่สุดคือรักษาระยะห่างเอาไว้”
ระยะห่างหรือ?
หลินเหมยอดขมวดคิ้วไม่ได้
แม้แต่นางใช้ค้อนตีพลาดจนโดนนิ้วตัวเองอีกฝ่ายยังรับรู้ไปด้วยเช่นนี้จะเอาระยะห่างมาจากที่ใดกัน
“เช่นนั้นก็ง่าย”
เยี่ยอู๋ฉีกล่าวเรียบ ๆ
“ตราบใดที่ไม่เกิดความผูกพัน ปัญหาก็ไม่เกิด”
หลินเหมยหันไปมองทันที นางไม่แน่ใจว่าตนเองคิดมากเกินไปหรือไม่แต่เหตุใดคำพูดนั้นจึงฟังดูเหมือน...เขากำลังหาวิธีตัดปัญหาที่ต้นเหตุและต้นเหตุนั้นก็คือนาง“ข้ามีคำถามเ้าค่ะ”
แม่เฒ่าเมิ่งฝานพยักหน้า “ถามมาเถิด”
หลินเหมยลังเลเล็กน้อย
“สมมติว่า...”
“หากข้าตายตอนนี้ พันธะจะหายไปหรือไม่เ้าคะ”
ภายในห้องพลันเงียบลง แม่เฒ่าเมิ่งฝานนิ่งไปครู่หนึ่ง
ส่วนเยี่ยอู๋ฉีหันมามองหลินเหมยช้า ๆ ดวงตาสีโลหิตหรี่ลงเล็กน้อยบรรยากาศรอบตัวเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด
หลินเหมยพลันรู้สึกว่าตนเองอาจพูดอะไรไม่เหมาะสมออกไป
“ข้าสมมติจริง ๆ นะเ้าคะ” นางรีบกล่าวเสริม
“สมมติว่ามีใครบางคนคิดว่าข้าเป็ต้นเหตุของปัญหา...”
“แล้วอยากกำจัดต้นเหตุ”
สีหน้าของเยี่ยอู๋ฉีดำลงกว่าเดิมเขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าสตรีผู้นี้กำลังคิดอะไรอยู่ นางกำลังสงสัยว่าเขาจะฆ่านางเขา...จอมมารแห่งแดนมารผู้ปกครองอสูรปีศาจนับล้าน
กลับถูกมองว่าอาจแก้ปัญหาด้วยการสังหารช่างซ่อมศาสตราระดับล่างผู้หนึ่งช่างเป็ความคิดที่น่าหงุดหงิดนัก
แม่เฒ่ามองนางอย่างเห็นใจ “หากเ้าตายตอนนี้ท่านจอมมารย่อมได้รับผลสะท้อนกลับเช่นกัน อย่างเบาก็าเ็สาหัสอย่างหนักก็ิญญาเสียหาย”
หลินเหมยโล่งใจเป็อย่างมาก อย่างน้อยชีวิตน้อย ๆของนางก็น่าจะปลอดภัย ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้น กลับพบว่าเยี่ยอู๋ฉีกำลังมองนางอยู่
แววตานั้นเย็นเยียบจนทำให้นางเริ่มสงสัยอีกครั้งว่าตนเองโล่งใจเร็วเกินไปหรือไม่