“จางหมิ่ง ชนะ”
เสียงประกาศก้องไปทั่วลานประลองฟางหรงเองก็นั่งเท้าคางมองไปที่ลานประลอง ที่ตอนนี้มีเด็กชายชุดสีน้ำเงินยืนอยู่พร้อมกับเด็กชายชุดขาวที่ถูกหามออกจากลานประลองไป
“เ้าไม่ดีใจหรือที่จางิชนะ”
เจียอี้ที่พึ่งมา เอ่ยขึ้นก่อนเขาจะนั่งลงที่เก้าอี้ข้าง ๆ ฟางหรง
“ไม่ใช่ไม่ดีใจแต่เขาชนะมาเกือบยี่สิบครั้ง ข้ามองเขาชนะจนเบื่อแล้ว”
“หรงหรงของเราเป็เด็กขี้เบื่อหรือพี่ชายจะจำไว้”
“แล้วเ้าไม่ไปร่วมประลองหรือไง”
“ไม่ล่ะความสามารถของข้ามิใช่ฝ่ายบู๊เช่นนี้ ลงแข่งไปก็มีแต่เจ็บตัว”
“อ๋อ”
ฟางหรงตอบออกไปแบบไม่ใส่ใจเธอมองเด็กชายชุดดำที่เดินขึ้นมาบนเวทีแขนข้างขวาของเขามีผ้าสีขาวบาง ๆ ผูกไว้ รอยยิ้มก็ปรากฏบนหน้าของเธอทันที
“คู่ต่อไป ตงหยางกับอาเหยา”
ชายชุดสีน้ำเงินเดินขึ้นมาบนเวทีทั้งสองคำนับกัน ก่อนการต่อสู้จะเริ่มขึ้นฟางหรงเองก็นั่งตัวตรงมองไปที่ลานประลองด้วยความสนใจเจียอี้ที่เห็นเช่นนั้นก็อดแซวไม่ได้
“จางหมิ่งเห็นเ้าเป็เช่นนี้คงเสียใจเป็แน่”
“จางหมิ่งไม่ได้ใจแคบเช่นเ้า”
“เหอะ หรงหรงข้าว่าเ้ายังรู้จักจางหมิ่งน้อยเกินไป”
ฟางหรงไม่ได้ตอบเธอเพียงมองการประลองไม่วางตาเมื่อเห็นว่าตงหยางเป็ฝ่ายเสียเปรียบ ฟางหรงก็ยืนขึ้นบนเก้าอี้อย่างลืมตัว
“ตงหยาง เ้าต้องชนะให้ได้นะ!!!!”
และใช่ฟางหรงเผลอะโออกไปอย่างลืมตัวตงหยางเองที่ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มขึ้นมา คุณหนูผู้นี้ช่างแสดงได้แเียิ่งแต่ไม่ต้องห่วงหรอกครั้งนี้ข้าจะไม่มีทางแพ้
ตุบ!!
เด็กชายชุดสีน้ำเงินถูกพลักออกจากวงกลมฟางหรงที่เห็นเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาด้วยความดีใจ
“ตงหยาง ชนะ”
ตงหยางมองไปที่เด็กหญิงวัยห้าขวบที่ส่งยิ้มมาทางเขารอยยิ้มนั่นข้าเกือบจะเชื่อว่านางดีใจกับข้าจริง ๆ ตงหยางเดินลงจากลานประลองไปฟางหรงเองเมื่อได้สติก็กลับลงมานั่งที่เก้าอี้เช่นเดิม
“หรงหรง ดูเ้าอยากให้เขาชนะ”
“ท่านพ่อ ข้าแค่....”
เทียนอี้ยิ้มออกมาก่อนจะลูบหัวเด็กน้อยตรงหน้านานแล้วที่ไม่ได้เห็นนางร่าเริงเช่นนี้ เทียนอี้มองลูกศิษย์ทั้งสิบคนของตนที่ยืนอยู่ที่ลานประลองมองปรายตาไปมองตงหยางที่ใส่ชุดสีดำยืนทำความเคารพเขาอยู่เศษผ้าสีขาวที่พันอยู่ทีข้อมือ ทำให้เทียนอี้ยิ้มออกมา จะเป็เช่นไรหากจางหมิ่งรู้ว่าเ้านำผ้าที่ขอมาจากวัดด้วยความลำบากไปให้ผู้อื่น
“ศิษย์คารวะอาจารย์”
“ลุกขึ้นต่อไปพวกเ้าทั้งสิบคนย้ายมาอยู่ด้านหลังจวนหลัก รายละเอียดที่เหลือจะมีคนไปแจ้ง”
“ขอรับ ท่านอาจารย์”
เทียนอี้พูดจบก็อุ้มฟางหรงขึ้นมาก่อนจะปรายตามองศิษย์ของตนที่ยืนอยู่เบื้องล่าง
“กฎสำคัญข้อเดียวคือห้ามไปเรือนฝั่งตะวันออกแม้แต่ก้าวเดียว หากข้าเห็น ขับไล่ออกจากจวนทันที”
“รับคำอาจารย์”
ฟางหรงที่ได้ยินก็กลอกตามองบนทันทีถึงท่านจะห้ามเช่นไร จางหมิ่งและเจียอี้ก็ลักลอบมาดื่มน้ำชาที่สวนกับนางอยู่ดี
“หรงหรงไปเถิดพ่อจะพาเ้าไปเดินเล่น”
“เ้าค่ะ”
เทียนอี้อุ้มบุตรสาวออกไปจากลานประลองเด็กน้อยวัยแปดขวบต่างขึ้นมาแสดงความดีใจกับพรรคพวกของตนที่ได้เป็ศิษย์ที่ถูกเลือกมีเพียงตงหยางเท่านั้นที่เดินลงไปจากลานประลองเงียบ ๆ
“เ้าหยุดก่อน”
เจียอี้ในชุดสีขาวเดินเข้ามาหาตงหยาง
“เ้ามีอะไร”
“ข้าแค่อยากถามเ้าว่าได้ผ้าชิ้นนั้นมาจากไหน”
ตงหยางมองเจียอี้ที่ยิ้มออกมาแต่รอยยิ้มของเขาทำให้ตงหยางเองรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว
“ข้าถามเ้าอยู่นะ”
“คุณหนูฟางหรง นางผูกให้ข้าเ้าไม่มีอะไรแล้วใช่ไหม งั้นข้าขอตัว”
พูดจบตงหยางก็เดินออกไปรอยยิ้มที่เคยปรากฏบนหน้าของเจียอี้ก็เลือนหายไปทันทีเขามองตามแผ่นหลังของตงหยางที่เดินจากไป เหตุใดเขาจะไม่รู้ที่ถามก็เพราะ้าให้แน่ใจเท่านั้น
“เ้ารู้จักหรือ” ???
“คนที่หรงหรงสนใจข้าย่อมต้องใส่ใจ”
จางหมิ่งที่ได้ฟังก็ยิ้มมุมปากเขามองไปที่ ตงหยางเช่นกัน หรงหรงเ้าคิดจริง ๆ หรือว่าจะปิดบังพวกข้าได้ เด็กเช่นเ้าจะหลอกข้าได้เช่นไรเห็นทีตงหยางผู้นี้คงเอาไว้ไม่ได้
หลายวันต่อมา
“คุณหนูข้าว่า....”
ซูลี่สาวใช้คนสนิทมองคุณหนูของเธอถือจานขนมซุ้มอยู่ที่ข้างต้นไม้สายตามองทอดไปยังเด็กชายวันแปดวัยที่ฝึกกระบี่อยู่คนเดียวที่สวนหลังจวน
“คุณหนูใกล้ถึงเวลาแล้วนะเ้าคะถ้านายท่านกลับมาแล้วเรียกหา”
“ซูลี่ อีกแปบเดียวข้าก็ถือขนมมาแล้วจะให้ถือกลับไปอย่างไร”
“แต่ว่า...”
ปัก!!!!
“ว๊ายยยย”
ฟางหรงร้องออกมาเสียงหลงเมื่อเห็นกระบี่ที่ปักอยู่ที่ต้นไม้ห่างจากหน้านางไม่ถึงคืบ
“ออกมา!!”
“ออกแล้ว ออกแล้ว”
ฟางหรงยืนขึ้น นางถือจานขนมเดินออกไปจากที่ซ้อนโดยมีซูลี่เดินตามออกมาตงหยางที่เห็นเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วทันที เขามองฟางหรงด้วยความไม่พอใจ นางอีกแล้วคราวนี้จะมาสร้างปัญหาอะไรให้ข้าอีก
“ตงหยางจำข้าได้หรือไม่”
ฟางหรงยิ้มออกมาพร้อมกับชี้ที่หน้าของตัวเองตงหยางไม่ได้ตอบอะไรเขาทำเพียงเดินผ่านนางไปดึงกระบี่ออกจากต้นไม้
“จะ...จำไม่ได้สินะ ข้าฟางหรง..”
“ข้าจำได้ท่านไม่ควรอยู่ที่นี่ออกไปเถอะ”
ตงหยางพูดออกมาเสียงเรียบก่อนจะเดินผ่านนางไปอีกครั้งเพื่อฝึกกระบี่ต่อฟางหรงที่เห็นเช่นนั้นก็เดินตามไปทันที
“เดี๋ยวก่อนสิข้าแค่อยากรู้ว่าเ้าเป็อย่างไงบ้าง”
ตงหยางที่ได้ฟังก็กระตุกยิ้มออกมาเขากำกระบี่ในมือแน่น มองฟางหรงด้วยสายตาอาฆาต หลังจากที่ย้ายมาอยู่หลังจวนหลักเขาก็เอาแต่ถูกกลั่นแกล้ง กระบี่ที่อาจารย์มอบให้ก็ถูกขโมยไปส่วนที่นอนก็มีเพียงห้องเก็บฟืนที่มักจะมีงูพิษโผล่มายามดึกเขาต้องเอาแต่ระแวงจนบางคืนไม่ได้นอน ส่วนข้าวนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากอาหารหมูและสาเหตุที่โดนกลั่นแกล้งเช่นนี้ เป็เพราะคนตรงหน้าที่ดูเหมือนจะใส่ใจเขามากเกินไป
“ท่านกลับไปเถิด”
“จริงสิ ข้านำขนมมาให้เ้าด้วยนะ ดูสิ”
ฟางหรงยกขนมที่อยู่ในมือขึ้นส่งให้ตงหยางตงหยางมองขนมที่อยู่บนจานนิ่ง ก่อนจะปัดจานขนมให้ตกลงบนพื้นอย่างไม่ไยดี
“ในเมื่อหมดธุระแล้ว เชิญท่านกลับไป”
“........”
ตงหยางที่เห็นฟางหรงก้มหน้าเงียบไปก็ถอนหายใจออกมาแม้จะรู้สึกสงสารแต่นางคือตัวปัญหาสำหรับเขา ถ้าไม่ทำเช่นนี้ นางก็จะมาอีก เขาหันหลังก่อนจะเดินออกไปแต่แล้วหางตาก็เห็นมีคนยืนอยู่ ตงหยางเพียงคิดในใจว่า เป็เช่นนี้งูพิษคงเข้ามาในห้องเก็บฟืนหลายตัวเป็แน่
ฟางหรงมองขนมที่ตกลงพื้นด้วยอารมณ์หลากหลาย เดิมทีคิดว่าจะได้นั่งกินพูดคุยกับเขาเช่นพี่ชายหรือสหายคนหนึ่ง แต่พอเป็เช่นนี้.....
“คุณหนูกลับกันเถิดเ้าคะ”
“อืม”
“ไม่ต้องเป็ห่วงนะเ้าคะกลับไปข้าจะฟ้องนายท่านเื่เ้าคนไร้มารยาทนั่น”
“อย่านะ ห้ามพูดเื่ตงหยาง”
“เ้าค่ะ”
ซูลี่มองคุณหนูของเธอที่เดินคอตกน่าเศร้ากลับไปที่จวนเ้าคนไร้มารยาทนั่นหากเจอคราวหน้าข้าจะกัดเขาให้เืออกเลย
“ข้าขออยู่คนเดียวเ้ามีอะไรก็ไปทำเถอะ”
“เ้าค่ะ”
ฟางหรงนั่งเท้าคางอยู่ที่โต๊ะกลางสวนพลางคิดถึงตงหยาง เมื่อในอดีตถ้าจำไม่ผิดตงหยางเป็ศิษย์ที่ท่านพ่อไว้ใจรองมาจากจางหมิ่งและเจียอี้ เขามักเป็คนเงียบ ไม่พูดทำให้นางในอดีตไม่ได้สนใจและมักกลั่นแกล้งเขาด้วยซ้ำแต่ใครจะคิดว่าคนที่นางไม่ใส่ใจกลับมาช่วยนางและสัญญาว่าจะปกป้องนางไปตลอดชีวิตในเมื่ออดีตเ้าดีกับข้าถึงเพียงนี้ข้าเองจะมาท้อเพียงเพราะเ้าปัดจานขนมได้อย่างไร