สามเดือนผ่านไปอย่างเงียบงัน ภายใต้จังหวะการฝึกที่ซ้ำซากแต่ไม่ผ่อนปรน หลัวอวิ๋นเริ่มคุ้นชินกับชีวิตในสำนักกระบี่เมฆา ร่างกายแข็งแรงขึ้นกว่าตอนแรกอย่างเห็นได้ชัด
แม้ยังไม่อาจเรียกได้ว่าแข็งแกร่ง แต่ความอ่อนแอที่เคยชัดเจนใน่ต้นก็เริ่มเลือนหาย การหายใจยาวขึ้น การยืนทรงตัวมั่นคงขึ้น และความเหนื่อยล้าที่ฟื้นตัวเร็วขึ้น คือสิ่งที่สะสมมาทีละเล็กทีละน้อย
ใน่เวลานั้น เขาไม่ได้โดดเด่น ไม่ได้ถูกยกย่อง และไม่ได้รับอภิสิทธิ์ใด ๆ ชื่อของเขาไม่ถูกพูดถึงบ่อยในหมู่ศิษย์ใหม่ แต่ก็ไม่ใช่คนที่ใครมองข้ามอีกต่อไป หลัวอวิ๋นยังคงอยู่ท้ายแถวเสมอ แต่เป็ท้ายแถวที่ไม่เคยหลุด ไม่เคยขาด และไม่เคยสร้างปัญหาให้ใครต้องมาคอยแก้ไข
เช้าวันหนึ่ง หลังการฝึก่แรก อาจารย์ผู้ดูแลศิษย์ชั้นนอกเรียกศิษย์ใหม่กลุ่มหนึ่งมารวมตัวกันที่ลานด้านล่าง รายชื่อที่ถูกเรียกมีไม่มาก รวมถึงชื่อของหลัวอวิ๋นด้วย เขายืนอยู่ในกลุ่มนั้น เงียบงัน สายตามองไปข้างหน้า สีหน้าไม่แสดงความตื่นเต้นหรือกังวล
“พวกเ้า จะต้องออกนอกสำนักเพื่อทำภารกิจ” อาจารย์กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ ไม่มีการขยายความเกินจำเป็ “ไม่ใช่ภารกิจสำคัญ และไม่ใช่การทดสอบพลัง เป็เพียงการส่งของให้หมู่บ้านใกล้เคียง และตรวจสอบเส้นทาง”
คำว่า “เพียง” ทำให้ศิษย์บางคนผ่อนคลายลงทันที หลัวอวิ๋นกลับไม่เป็เช่นนั้น เขารู้ดีว่า โลกภายนอกกำแพงสำนัก ไม่เคยมีคำว่าเพียงอยู่จริง
ก่อนออกเดินทาง ศิษย์ทุกคนได้รับอาวุธประจำตัว กระบี่เหล็กของศิษย์ชั้นนอก ด้ามเรียบ ฝักธรรมดา ไม่ใช่อาวุธชั้นดี แต่ก็เป็อาวุธจริงที่ใช้ฆ่าคนได้
หลัวอวิ๋นรับกระบี่มาเงียบ ๆ ชักออกมาดูเพียงครู่เดียว ก่อนจะสอดกลับเข้าฝัก ความเย็นของเหล็กแท้ยังติดอยู่ที่ฝ่ามือ นั่นเตือนเขาอย่างชัดเจนว่า นี่ไม่ใช่การฝึกอีกต่อไป
กลุ่มศิษย์ถูกจัดเป็ทีมเล็ก ๆ ห้าคน หลัวอวิ๋นอยู่ทีมเดียวกับเฉินอวี้ และศิษย์อีกสามคนที่พอคุ้นหน้า ไม่มีใครในกลุ่มดูแข็งแกร่งเป็พิเศษ และไม่มีใครเป็ตัวปัญหาชัดเจน นั่นทำให้บรรยากาศดูสงบกว่าที่ควรจะเป็
เส้นทางจากสำนักไปหมู่บ้านทอดยาวผ่านป่าเตี้ยและเนินเขา ไม่ไกลนัก แต่ก็ไม่ใกล้จนประมาทได้ กลุ่มศิษย์เดินเรียงกันอย่างระมัดระวัง ไม่มีใครพูดมาก เสียงฝีเท้ากระทบพื้นดินดังเป็จังหวะเดียวกัน หลัวอวิ๋นเดินอยู่ตำแหน่งกลางกลุ่ม สายตากวาดมองรอบตัวอย่างเงียบ ๆ สติของเขาไม่เคยผ่อนคลายลงแม้แต่น้อย
ใน่แรก ทุกอย่างเป็ไปอย่างราบรื่น ท้องฟ้าเปิด อากาศไม่ร้อนจนเกินไป และเส้นทางไม่มีร่องรอยอันตราย หลัวอวิ๋นไม่ได้แสดงท่าทีระแวดระวังเกินจำเป็ แต่ก็ไม่ปล่อยให้ตัวเองชะล่าใจ
เมื่อเข้าใกล้แนวป่าที่หนาทึบขึ้น กลิ่นบางอย่างลอยมากับลม กลิ่นคาวจาง ๆ ที่ไม่ใช่กลิ่นสัตว์ป่า หลัวอวิ๋นชะลอฝีเท้าเล็กน้อย ยกมือขึ้นเป็สัญญาณให้คนด้านหลังระวัง เฉินอวี้ที่เดินอยู่ข้าง ๆ ขมวดคิ้วทันที
เสียงแตกกิ่งไม้ดังขึ้นจากด้านหน้า ตามด้วยเสียงหัวเราะแหบต่ำ คนกลุ่มหนึ่งก้าวออกมาขวางเส้นทาง พวกมันสวมเสื้อผ้าหยาบ อาวุธในมือมีทั้งดาบ หอก และไม้กระบอง ท่าทางไม่ใช่พวกมือสมัครเล่น ดวงตาของแต่ละคนเต็มไปด้วยความเคยชินต่อความรุนแรง
“โจร”
ศิษย์บางคนในกลุ่มหน้าซีดทันที หนึ่งในนั้นพยายามตั้งสติและพูดขึ้น “พวกเราเป็ศิษย์สำนักกระบี่เมฆา พวกเ้าถอยไปเสีย”
หัวหน้าโจรหัวเราะเสียงดัง “สำนักกระบี่เมฆาแล้วอย่างไร ข้าจะฆ่าพวกเ้าให้หมด”
สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นทันที หลัวอวิ๋นกำด้ามกระบี่แน่น เขารู้ดีว่าการเจรจาไม่มีทางจบง่าย ๆ และการปะทะเป็สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้ตัวชัดเจนว่า ตอนนี้เขายังไม่พร้อมจะสู้เต็มกำลัง
การปะทะเริ่มขึ้นอย่างฉับพลัน โจรพุ่งเข้ามาพร้อมเสียงะโ ศิษย์บางคนตั้งหลักไม่ทัน การต่อสู้ไม่เป็ขบวน ไม่เป็ระเบียบ และเต็มไปด้วยความโกลาหล
หลัวอวิ๋นชักกระบี่ออกจากฝัก เสียงโลหะเสียดสีกันดังแหลม เขาถอยหลังหลบการฟันครั้งแรก ใช้สันกระบี่ปัดอาวุธของอีกฝ่ายอย่างระมัดระวัง แรงปะทะะเืขึ้นมาถึงข้อมือจนชาระบม
เขาไม่กล้าแลกตรง ๆ ไม่เร่ง ไม่ฝืน และไม่เปิดช่องให้ตัวเองถูกล้อม เขาใช้เพียงการกัน การเบี่ยง และการถอย รักษาระยะเอาไว้ให้มากที่สุด เพราะรู้ดีว่าการพลาดเพียงครั้งเดียว หมายถึงความตาย
การใช้อาคมในสถานการณ์เช่นนี้ คือการฆ่าตัวตายโดยไม่จำเป็ เสียงร้องดังขึ้นจากด้านหลัง หนึ่งในศิษย์ล้มลง เืกระจายบนพื้นดินสีคล้ำ ภาพนั้นทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปในทันที
ความกลัวเริ่มแทนที่ความลังเล หลัวอวิ๋นกัดฟัน ใช้แรงทั้งหมดผลักเฉินอวี้ให้หลบพ้นจากคมดาบที่ฟันมาเฉียด เขารู้สึกถึงลมคมผ่านใบหน้า หัวใจเต้นแรง ความตายอยู่ใกล้กว่าที่คิด
ความเงียบเข้าครอบงำพื้นที่ หลัวอวิ๋นยืนหอบ หัวใจเต้นแรง มือที่กำกระบี่ยังสั่นเล็กน้อย เขาไม่าเ็หนัก แต่รู้ดีว่า หากเหตุการณ์ยืดเยื้อกว่านี้อีกเพียงเล็กน้อย คนที่นอนอยู่กับพื้นอาจเป็เขา นี่ไม่ใช่การฝึกนี่คือโลกจริง และนี่เป็เพียงก้าวแรกนอกกำแพงสำนัก
เสียงโลหะปะทะกันยังไม่ทันจางหาย ความโกลาหลในแนวป่ายังคงดำเนินต่อไป โจรที่ถอยออกไปก่อนหน้า ไม่ได้หายไปทั้งหมด หนึ่งในนั้นอ้อมออกมาทางด้านข้าง
ฉวยจังหวะที่ศิษย์ส่วนใหญ่กำลังตั้งหลักไม่ทัน พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว คมดาบฟาดลงมาโดยไม่ลังเล เป้าหมายไม่ใช่หลัวอวิ๋น แต่เป็เฉินอวี้ที่อยู่ใกล้ที่สุด
ทุกอย่างเกิดขึ้นในเสี้ยววินาที เฉินอวี้หันกลับมาเห็นคมดาบในระยะประชิด ดวงตาเบิกกว้าง ร่างกายแข็งค้างโดยสัญชาตญาณ ไม่มีเวลายกกระบี่ ไม่มีเวลาถอย เสียงลมคมของดาบฉีกอากาศดังชัดเจน ราวกับความตายกำลังฟันลงมาตรงหน้า
หลัวอวิ๋นเห็นภาพนั้นชัดเจนเกินไป ระยะห่างไกลเกินกว่าจะพุ่งไปทัน ร่างกายยังไม่พร้อม และการะโเตือน ไม่มีความหมายใด ในเสี้ยววินาทีนั้น ทางเลือกเหลือเพียงหนึ่งเดียว
“อาคม”
หลัวอวิ๋นกัดฟัน ความเ็ปแล่นขึ้นมาทันทีเพียงแค่คิดถึงมัน ร่างกายนี้ยังไม่ควรรับพลังนั้นอีก เส้นทางจิตยังไม่เสถียร และผลข้างเคียงจะรุนแรงกว่าครั้งก่อน แต่เขาไม่มีเวลาให้ลังเล
เขาดึงจิตลงลึก ฝืนใช้อาคมเสริมร่างกายที่ยังไม่ควรแตะต้อง เืในอกเหมือนเดือดพล่าน กล้ามเนื้อกระตุกอย่างรุนแรง ความร้อนพุ่งขึ้นตามเส้นเื เสียงหัวใจดังโครมครามในหู
เขาไม่ร่าย ไม่สร้างพิธี เพียงบังคับร่างให้เคลื่อนไหวเกินขีดจำกัด ร่างของหลัวอวิ๋นพุ่งออกไปเร็วกว่าปกติหลายเท่า พื้นดินใต้ฝ่าเท้าะเิเป็ฝุ่นในจังหวะที่เขากระโจนเข้าไปแทรกกลางคมดาบนั้น กระบี่ในมือยกขึ้นรับการฟันอย่างฉุกเฉิน
เสียงโลหะกระแทกกันดังสนั่น แรงะเืแล่นขึ้นไปถึงหัวไหล่จนชาไปทั้งแขน คมดาบเฉือนผ่านแขนเสื้อของเขา เืไหลออกมาทันที แต่การฟันนั้นหยุดลง
หลัวอวิ๋นพุ่งเข้าไปแทรกกลางคมดาบนั้น กระบี่ในมือยกขึ้นรับการฟันอย่างฉุกเฉิน เสียงโลหะกระแทกกันดังสนั่น แรงะเืแล่นขึ้นไปถึงหัวไหล่จนชาไปทั้งแขน เืไหลซึมจากแขนเสื้อที่ถูกเฉือน แต่เขาไม่สนใจ
ในเสี้ยววินาทีเดียวกันนั้น เขาบิดข้อมือ เปลี่ยนจากการรับเป็การแทงสวน ปลายกระบี่ทะลุผ่านลำคอของโจรตรงหน้าอย่างแม่นยำ
เสียงหายใจขาดห้วงดังออกมาสั้น ๆ ร่างนั้นชะงักก่อนจะล้มลงกับพื้น เืพุ่งกระจายเปื้อนดินและเสื้อผ้าของหลัวอวิ๋น
ยังไม่ทันที่ใครจะตั้งตัวได้ โจรอีกคนพุ่งเข้ามาจากด้านข้าง หอกในมือแทงตรงเข้าหาลำตัว หลัวอวิ๋นหมุนตัวหลบอย่างหวุดหวิด อาคมที่ฝืนใช้ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวเร็วกว่าปกติ แต่ก็แลกมาด้วยความเ็ปที่แผ่ซ่านไปทั่วสันหลัง เขากัดฟัน ฝืนบิดตัวเข้าประชิด ใช้ศอกกระแทกข้อมือของอีกฝ่ายจนหอกหลุดมือ ก่อนจะฟันย้อนกลับโดยไม่ลังเล
คมกระบี่เฉือนจากบ่าลงสู่หน้าอก เืสาดกระจาย ร่างโจรทรุดลงพร้อมเสียงกรีดร้องสั้น ๆ ที่จบลงอย่างรวดเร็ว สองศพล้มลงต่อหน้า บรรยากาศเปลี่ยนไปในทันที
โจรที่เหลือชะงัก ดวงตาที่เต็มไปด้วยความกระหายเืก่อนหน้า แปรเปลี่ยนเป็ความหวาดกลัว พวกมันมองร่างของหลัวอวิ๋นที่ยืนอยู่ท่ามกลางเื มือยังจับกระบี่แน่น ใบหน้าซีดขาว แต่สายตานิ่งเย็นผิดมนุษย์
แรงกดดันแปลกประหลาดแผ่ออกมา แม้จะเป็เพียงชั่วขณะ แต่ก็เพียงพอจะทำให้สัญชาตญาณเอาชีวิตรอดของพวกมันกรีดร้อง
“ถอย!” ใครบางคนะโเสียงแตก
ไม่มีใครเถียง โจรที่เหลือถอยหลังอย่างร้อนรน บางคนเกือบสะดุดล้ม พวกมันไม่คิดจะเสี่ยงอีกต่อไป ไม่ว่าคนตรงหน้าจะเป็ใคร แต่สองศพที่ยังอุ่นอยู่บนพื้น คือคำตอบที่ชัดเจนพอแล้ว
การปะทะสิ้นสุดลงในที่สุด ทันทีที่อาคมสลาย ร่างของหลัวอวิ๋นก็ทรุดลงเกือบคุกเข่า เืไหลออกจากมุมปาก ลมหายใจขาด่ กล้ามเนื้อสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ เขาใช้กระบี่ปักพื้นเพื่อพยุงตัวเอง ไม่ยอมล้มลงต่อหน้าใคร
ความเงียบเข้าครอบงำพื้นที่ เสียงลมพัดผ่านยอดไม้ดังชัดเจนขึ้น ราวกับทุกสิ่งรอบตัวกำลังย้ำเตือนว่า ความตายเพิ่งเกิดขึ้นตรงหน้า
ศพของศิษย์คนหนึ่งนอนนิ่งอยู่บนพื้นดิน เืซึมออกมาช้า ๆ สีแดงเข้มตัดกับดินแห้งอย่างเด่นชัด ภาพนั้นทำให้ศิษย์ที่เหลือหน้าซีด ไม่มีใครพูดอะไรใน่แรก เพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน
เฉินอวี้เป็คนแรกที่ขยับ เขาลุกขึ้นอย่างช้า ๆ เดินไปคุกเข่าข้างร่างของศิษย์ที่เสียชีวิต ตรวจชีพจรอย่างไร้ประโยชน์ ก่อนจะถอนหายใจยาวและส่ายหน้าเบา ๆ
“เขา… ตายแล้ว”
คำพูดนั้นเหมือนค้อนหนักทุบลงกลางอกของทุกคน ความตื่นตระหนกเริ่มแทรกซึม บางคนกำกระบี่แน่น บางคนทรุดลงนั่งกับพื้นโดยไม่สนใจสภาพรอบตัว หลัวอวิ๋นยืนอยู่ไม่ไกล สายตานิ่ง ใจหนักอึ้ง แต่ไม่แสดงอารมณ์ออกมา
“เราต้องกลับสำนัก” ใครบางคนพูดขึ้นด้วยเสียงสั่น
ไม่มีใครคัดค้าน พวกเขาไม่อาจเดินหน้าต่อไปได้อีก ภารกิจไม่สำคัญเท่าชีวิต หลัวอวิ๋นช่วยเฉินอวี้จัดการร่างของศิษย์ที่เสียชีวิตอย่างเงียบงัน พวกเขาไม่อาจพาศพกลับไปได้ในสภาพนี้ แต่ก็ไม่ปล่อยทิ้งไว้โดยไร้เกียรติ
การเดินทางกลับเงียบงันกว่าตอนขามา เส้นทางเดิมดูยาวขึ้น ความกลัวและความสูญเสียกดทับอยู่ในใจของทุกคน หลัวอวิ๋นเดินอยู่ตำแหน่งเดิม สติยังตื่นตัว แต่ร่างกายเริ่มส่งสัญญาณเตือนจากผลของอาคมที่ฝืนใช้
เมื่อกลับถึงสำนัก การรายงานดำเนินไปอย่างเคร่งเครียด อาจารย์ผู้ดูแลรับฟังทุกอย่างโดยไม่ขัดจังหวะ สีหน้าเรียบเฉย แต่แววตาแข็งกร้าวขึ้นอย่างชัดเจน
“พอแล้ว” เขาพูดเมื่อรายงานจบ “ที่เหลือ สำนักจะจัดการเอง”
ข่าวการเสียชีวิตของศิษย์แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว บรรยากาศในสำนักเปลี่ยนไปทันที หลายคนเริ่มตระหนักว่า การออกนอกกำแพง ไม่ใช่เื่น่าตื่นเต้น แต่คือการเอาชีวิตไปเสี่ยงจริง ๆ
คืนนั้น หลัวอวิ๋นนั่งอยู่ในเรือนพักรวม ขัดกระบี่ของตัวเองอย่างช้า ๆ เสียงผ้าถูโลหะดังสม่ำเสมอ เฉินอวี้นั่งลงข้าง ๆ หลังจากนั้นครู่หนึ่ง
“ถ้าไม่มีเ้า” เขาพูดเสียงต่ำ “ข้าคงตายไปแล้ว”
หลัวอวิ๋นไม่เงยหน้า “ข้าไม่อยากฝืน”
เฉินอวี้เงียบไป ก่อนจะพยักหน้า “แต่เ้าฝืน เพราะข้า”
บทสนทนาจบลงเพียงเท่านั้น แต่ความเข้าใจบางอย่างได้ก่อตัวขึ้นอย่างมั่นคง เขารู้แล้วว่าเส้นทางนี้ไม่มีทางย้อนกลับ และการเดินทางของเขา เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น