จ้าวอวี้เฟินกอดซูเจียวเจียวแน่นเสียงสะอื้นกล่าวว่า “เจียวเจียว ขอบคุณเธอมากๆนะ! ถ้าไม่ได้เธอคอยสนับสนุน ให้กำลังใจ และสอนฉันละก็ฉันคงสอบไม่ติดมหาวิทยาลัยหรอก”
ซูเจียวเจียวตบหลังเธอเบาๆ“พอแล้วๆ ดูสิ ร้องไห้จนหน้ายู่เป็นแมวแล้วเนี่ยเธอน่ะตั้งใจเรียนขนาดนั้น จะมีปัญหาได้ยังไง”
จ้าวอวี้เฟินทั้งร้องไห้ทั้งหัวเราะเธอเช็ดน้ำตาบนใบหน้าแล้วกล่าวให้กำลังใจซูเจียวเจียวว่า“เจียวเจียว เธออย่าเพิ่งกังวลไปเลย เธอเก่งกว่าฉันตั้งเยอะต้องสอบติดอยู่แล้ว มหาวิทยาลัยจิงเฉิงอยู่ไกลจากที่นี่จดหมายตอบรับอาจจะยังมาไม่ถึงก็ได้”
“อืม ฉันรู้” ซูเจียวเจียวหัวเราะ
อีกสามวันต่อมาบุรุษไปรษณีย์ก็มาอีกครั้ง คราวนี้เขาถือจดหมายมาสี่ฉบับทั้งหมดเป็นจดหมายตอบรับจากมหาวิทยาลัย
ซูเจียวเจียวกับเซียวหยวนหมิงได้รับจดหมายตอบรับของตัวเองทั้งสองคนต่างสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยจิงเฉิง
ในวินาทีที่ได้รับจดหมายตอบรับซูเจียวเจียวก็อดส่งเสียงร้องด้วยความดีใจไม่ได้
“อาหมิง! พวกเราสอบติดแล้ว! พวกเราสอบติดแล้ว!”
ซูเจียวเจียวโอบคอเซียวหยวนหมิงส่งเสียงร้องด้วยความดีใจ
เวลานั้นผู้คนต่างพากันมามุงดูที่หน้าบ้านเมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ ทุกคนก็ตกตะลึงไปตามกัน
สอบติดแล้วหรือ?
ไม่เพียงยุวชนซูที่สอบติดแม้แต่เซียวหยวนหมิงก็สอบติดด้วยเช่นกันหรือ?
ป้าหวังและป้าลู่เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มแล้วสอบถามว่า “ยุวชนซูพวกเธอสอบติดมหาวิทยาลัยที่ไหนกันหรือ?”
ซูเจียวเจียวหัวเราะพร้อมชูจดหมายตอบรับในมือขึ้น “ฉันกับอาหมิงสอบติดมหาวิทยาลัยจิงเฉิงค่ะ”
ทุกคนได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้าง“โอ้! พวกเธอสองคนสอบติดที่เดียวกันเลยหรือ?”
“ใช่ค่ะ!” ซูเจียวเจียวพยักหน้าด้วยความตื่นเต้น
เพราะชาติที่แล้วเธอสอบติดเพียงมหาวิทยาลัยธรรมดาๆ แห่งหนึ่งเท่านั้น
เซียวหยวนหมิงยืนอยู่ข้างๆเธอ ดวงตาเปี่ยมด้วยความรักและความอ่อนโยนจ้องมองมาเมื่อเห็นรอยยิ้มสดใสบนใบหน้าของเธอ เขาก็เผยรอยยิ้มด้วยความสุข
“เธอน่ะเป็นนักเรียนมัธยมปลาย สอบติดก็ไม่แปลกหรอกแต่เซียวหยวนหมิงดูเหมือนจะจบแค่มัธยมต้นไม่ใช่หรือ? เขาจะสอบติดได้ยังไงกัน”เฉินซิ่วฮวาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความอิจฉาจางๆ “คนอย่างเขาจะสอบติดได้อย่างไร?”
ซูเจียวเจียวผายมือเท้าสะเอวด้วยความไม่พอใจเธอเอ่ยตอบโต้ด้วยถ้อยคำดุดันว่า “อย่าคิดว่าเรื่องที่ตัวเองทำไม่ได้คนอื่นก็จะทำไม่ได้เหมือนกันสิ! อาหมิงสอบติดด้วยความพยายามของตัวเอง!ความรู้ของเขาสั่งสมอยู่ในสมอง แม้จะให้สอบใหม่ตรงนี้เดี๋ยวนี้เขาก็ยังสามารถตอบคำถามทุกข้อได้อย่างไร้ที่ติอยู่ดี!”
เฉินซิ่วฮวาก็หุบปากลงทันที
เมื่อเห็นท่าทางดุดันและมั่นใจของซูเจียวเจียว
ป้าหวังก็เอ่ยตอบโต้เฉินซิ่วฮวา“ดูคำพูดที่เต็มไปด้วยความอิจฉาของเธอสิอิจฉาจนตัวสั่นไปหมดแล้วสินะ! เซียวหยวนหมิงเป็นนักเรียนมัธยมต้นแล้วยังไง?มีนักเรียนมัธยมปลายอย่างยุวชนซูคอยสอนให้อ่านหนังสือการทำข้อสอบให้ได้คะแนนดี ย่อมไม่ใช่เรื่องยากอะไรหรอก!”
“ใช่แล้ว! ฉันว่าเธอมันพวกไม่ได้กินองุ่น เลยบอกว่าองุ่นเปรี้ยวชัดๆ!”ป้าลู่ก็เอ่ยด่าเสริม
แม้แต่เฉิงติ้งผิงที่อุ้มลูกอยู่ในอ้อมแขนก็ยังกล่าวว่า“เซียวหยวนหมิงพยายามมากเลยค่ะฉันมาบ้านยุวชนซูหลายครั้งเพื่อสอบถามเรื่องเรียนก็เห็นเซียวหยวนหมิงนั่งใต้แสงไฟอ่านหนังสือ ทบทวนบทเรียน และทำแบบฝึกหัดเขาทั้งทำงานกลางวัน และอ่านหนังสือตอนกลางคืน ไม่เคยละเลยเลยแม้แต่คืนเดียว”
หลี่จิ้งเซียนก็มาช่วยเสริม“ใช่ค่ะ! ฉันก็เห็นแบบนั้นเหมือนกัน! พี่อาหมิงพยายามมากจริงๆ!”
หลี่ต้าเฉวียนฉีกยิ้ม“ผมรู้แล้ว!พี่อาหมิงพยายามขนาดนี้ก็เพื่อที่จะคู่ควรกับพี่สะใภ้ในอนาคต! พี่อาหมิงยินดีด้วยนะครับ ในที่สุดพี่ก็ได้สมหวังแล้ว!”
ทุกคนต่างพูดคุยกันอย่างออกรส
เฉินซิ่วฮวาหน้าเสียหมดทางโต้ตอบ ทำได้เพียงเดินจากไปอย่างเงียบๆ
หลี่จินฮวาที่อยู่ในฝูงชนก็อิจฉาจนตาแดงก่ำเดิมทีเธอก็อยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่เมื่อเห็นว่าเฉินซิ่วฮวาเพียงคำพูดเดียวก็สร้างความไม่พอใจให้กับคนหมู่มากจนถูกโต้ตอบจนพูดไม่ออก เธอก็ได้แต่กลืนความอิจฉาในใจลงไป แล้วสะบัดหน้าเดินจากไป
ทุกคนต่างแสดงความยินดีกับซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงบรรยากาศก็คึกคักขึ้นในทันที
ซูเจียวเจียวบอกว่าพรุ่งนี้จะไปซื้อเนื้อที่ตัวอำเภอมาทำอาหารจัดเลี้ยงทุกคน
ทุกคนพูดคุยกันได้ไม่นานก็แยกย้ายกันไปเพราะยังมีงานต้องทำ
แม้ทุกคนจะแยกย้ายกันไปแต่พวกเขาก็ยังคงพูดคุยถึงเรื่องนี้ขณะทำงาน และทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องนี้ดวงตาของพวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความอิจฉาออกมา
“ฉันเห็นมีคนเคยพูดว่ายุวชนซูไม่ดี อ่อนแอ ทำงานบ้านไม่เป็น ทำอาหารไม่เป็นเอาแต่กิน ใครที่ปากดีพูดจาเหลวไหลก็ไม่รู้!ไม่งั้นลูกชายฉันต้องไปตามจีบยุวชนซูแล้ว!”
“ใช่แล้ว! ตอนแรกฉันก็ฟังคำพูดเหล่านั้น ถึงไม่ได้ตามจีบตอนนี้เสียดายแทบตายเลย”
“ฉันว่ายุวชนซูเป็นเด็กที่โชคดีนะ ดูสิ พอเธอแต่งงานกับเซียวหยวนหมิงแล้วชีวิตของครอบครัวเซียวหยวนหมิงก็ดีขึ้นเรื่อยๆ จากที่เคยมีสถานะทางสังคมไม่ดีก็กลายเป็นวีรบุรุษที่ได้รับคำชมจากนายอำเภอ ไม่เพียงได้รับเงินรางวัลแต่สถานะทางสังคมของครอบครัวก็ยังดีขึ้นอีกด้วย ยุวชนซูยังสวยและยังเป็นช่างตัดเสื้อที่หาเงินได้เป็นร้อยหยวนต่อปีเลยนะ!”
“ใช่แล้วๆ ดูสิ ตอนนี้ยุวชนซูยังสอบติดมหาวิทยาลัยจิงเฉิงอีก!แม้แต่เซียวหยวนหมิงก็สอบติดด้วย นี่มันบุญหล่นทับชัดๆ เลยนะ!”
“โอ้โห มหาวิทยาลัยจิงเฉิง ฉันนี่ทั้งชีวิตไม่เคยไปถึงตัวอำเภอเลยตัวเมืองมณฑลยิ่งไม่ต้องพูดถึง แล้วจะไปมหาวิทยาลัยจิงเฉิงได้ยังไงกันจิงเฉิงเป็นยังไงนะ?”
“ฉันนี่ทั้งชีวิตไปแค่ที่ตำบลเอง! เฮ้อฉันว่าทั้งชีวิตนี้ฉันคงใช้ชีวิตแบบไร้ค่า!”
“ฉันเคยได้ยินมาว่าจิงเฉิงใหญ่มาก สวยมากด้วย สาวๆที่นั่นก็สวยเหมือนยุวชนซูเลยนะ! แล้วก็มีเป็ดย่างที่มีชื่อเสียงมาก อร่อยมากๆด้วย!”
“อะไรนะ เธอเคยกินด้วยหรือ?”
“ฉันจะไปมีบุญขนาดนั้นได้อย่างไร! ฉันไปตลาดนัดครั้งหนึ่งได้ยินคนอื่นพูดมาน่ะ!”
ทุกคนต่างทำงานกันอย่างขะมักเขม้นพร้อมพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ยิ่งคุยก็ยิ่งมีชีวิตชีวา
ทันใดนั้นก็มีคนหันไปถามคนข้างๆ“ยุวชนเยว่ เธอไปสอบหรือเปล่า? ทำไมยังไม่ได้รับจดหมายตอบรับเลยล่ะ?”
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมาบรรยากาศก็พลันตกสู่ความเงียบงัน
คนผู้นั้นมองเยว่เผิงไห่ที่ใบหน้ามืดคล้ำลงเรื่อยๆอย่างงุนงง เพียงเห็นดวงตาของเยว่เผิงไห่จ้องมองเขาอย่างขุ่นเคืองร่างกายของเขาก็พลันเย็นเยียบ ราวกับจะเข้ามาทำร้ายร่างกายเขาทำให้คนผู้นั้นถึงกับตัวสั่นเทา
เยว่เผิงไห่ทิ้งจอบในมือลงอย่างแรงแล้วหันหลังเดินจากไป
คนผู้นั้นลูบศีรษะอย่างงุนงงเขาพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า?
หญิงชราคนหนึ่งเดินเข้ามาเคาะหัวเขาแล้วกระซิบด่าว่า “เธอมันไม่มีสมองหรือไง!พูดจาไม่เข้าท่า ชอบซ้ำเติมคนอื่น!”
“ฉันไปซ้ำเติมอะไรเขา?”
“ภรรยาของยุวชนเยว่เอาใบอนุญาตสอบของเขาไปโยนทิ้งแม่น้ำเขามารู้เอาวันก่อนสอบ จะไปทำเรื่องขอใบใหม่ก็ไม่ทันแล้ว เขาก็เลยโกรธมากตีจางหงอวี้อย่างรุนแรง จนทั้งบ้านวุ่นวายไปหมด”
ทุกคนต่างถอนหายใจและกระซิบกระซาบกัน“ยุวชนเยว่ช่างน่าสงสารจริงๆ!”
“ใช่แล้ว ถ้าเขาไปสอบ บางทีอาจจะสอบติดมหาวิทยาลัยก็ได้!ถ้าสอบติดมหาวิทยาลัยก็ไม่ต้องมาทำงานที่นี่อีกแล้ว สามารถกลับไปเรียนในเมืองได้ในอนาคตประเทศก็จะจัดหางานที่ดีให้ แล้วชีวิตจะดีขนาดไหน!ฉันก็บอกอยู่แล้วว่าจางหงอวี้ทำไมถึงคิดสั้นแบบนี้นะ!”