หนิงเทียน ราชันจักรพรรดิ ฉบับรีไรท์ จบแล้ว

    เล่มที่ 4 บทที่ 119 งานประลองถึงจุดสิ้นสุด 3

            ฮุยเหยียนฟางได้ยินเช่นนั้น มันก็หัวเราะเยาะออกมาพร้อมกล่าวตอบไป“ดีมาก ซือหม่าหนิงเทียนซือหม่าหนิงเทียนเมื่อข้าได้สัมผัสกับตัวเองแล้ว เจ้านั้นช่างยโสโอหังและหยิ่งผยองยิ่งกว่าที่ได้เห็นจากไกลๆๆ เสียอีก”

            “อย่าได้กล่าววาจาไร้สาระอยู่เลยเจ้าเพียงแค่พยักหน้าหรือส่ายหน้าเท่านั้น” คำกล่าวขอหนิงเทียนนั้นเห็นได้ชัดว่ามันไม่แม้แต่จะใส่ใจต่อนิกายกระบี่เทวดาและถ้าพูดกันตามตรงล่ะก็ นิกายกระบี่เทวดาไม่ได้อยู่ในสายตาของมันเลยแม้แต่น้อย

            ถ้อยคำของหนิงเทียนนั้นสร้างความตะลึงให้แก่ปุยเฉียนและปุยเฉาเป็นอย่างยิ่งมันกล่าวออกมาพร้อมกัน “เจ้าเด็กนี่้เอาจริงหรอกหรือ!!!”

            เมื่อหนิงเทียนไม่ได้ยินคำใดออกจากปากของฮุยเหยียนฟางเงาร่างของมันก็พลันวูบหายไปเก้าวิญญาณท่องนภาถูกใช้ออกอย่างเต็มกำลัง ความเร็วของมันราวกับว่ากำลังลิงโลดแล่นอยู่บนก้อนเมฆ

            ทันใดนั้นเองหนิงเทียนก็เปิดปากออกมาด้วยเสียงเย็น“ข้าจะเริ่มละน่ะ” สิ้นเสียงนั้น เงาร่างของหนิงเทียนก็อยู่ด้านหน้าของปุยเฉียน

            แม้การเคลื่อนไหวนั้นจะรวดเร็วแต่มันก็หาได้ไวกว่าสายตาของกระบี่ซ้าย ปุยเฉียนที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วสามเมืองใหญ่

            “เด็กน้อยช่างไม่เจียมตัวจงตายไปพร้อมกับความหยิ่งผยองของตัวเองเถอะ!!!” กล่าวจบปุยเฉียนก็ง้างกระบี่ขาวของมันฟาดไปยังเงาร่างของหนิงเทียน

            แต่ทว่ามันกลับได้ยินเพียงแต่เสียงของกระบี่ที่ตัดอากาศเท่านั้นร่างของหนิงเทียนที่ปรากฎปรากฏต่อหน้ามันกลายเป็นภาพติดตาเสมือนจริง

            จากนั้นเงาร่างของหนิงเทียนก็วูบหายไปอยู่ด้านหลังของปุยเฉียนราวกับภูตผี

            “ระวัง!!!!!!”ฮุยเหยียนฟางร้องเตือนพร้อมสะบัดกระบี่เข้าช่วยเหลือปุยเฉียนทันทีร่างของหนิงเทียนถูกรังสีกระบี่ตัดขาดเป็นสองท่อน

            “นั่้นก็ภาพติดตา!!!พวกเราระวังตัว เจ้าเด็กนี่้มีีท่าเท้าที่รวดเร็วยิ่งนัก”ฮุยเหยียนฟางกล่าวเตื่อนสหายของมันอีกสองคน ตัวมันไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าจะมีวันที่มันต้องยอมลดเกรียติเกียรติศักดิ์ศรีและรวมหัวกันเพื่อรุลุมเด็กหนุ่มอายุเพียงสิบหกถึงสิบเจ็ด 16-17ปี

            กระบี่ขวา ปุยเฉาเองก็เช่นกันความรู้สึกขบขันกับคำพูดของหนิงเทียนในคร่าแรกคราแรกหายไปอย่างสิ้นเชิงเวลานี้มันรู้ถึงพิษสงและไม่กล้าที่จะประมาทหนิงเทียนอีกต่อไป...

            ภายในที่นั่งของหมู่ตึกลมดำมี่เฉิงหันไปถามนักพรตเต๋าด้วยใบหน้าซีฉีดขาว

            “อะ...อาจารย์ แล้วถ้าเจ้าเด็กซือหม่านั่้นเกิดเอาชนะนิกายกระบี่เทวดาขึ้นมาได้จริงๆ ๆ พวกเราจะทำอย่างไรกัน?!!!??”

            นักพรตเต๋าส่ายหน้าพร้อมกล่าวตอบอย่างติดๆๆ ขัดๆ ๆ “ระ...เรื่องนี้” ตัวมันเองก็ไม่รู้จะหาคำใดมากล่าวตอบแก่มี่เฉิงได้ตัวตนของพวกมันนั้นอยู่ในระดับเดียวกันทั้งหมด

            ถ้านิกายกระบี่เทวดาใช้ผู้ฝึกตนในแดนแห่งวีรชนขั้น9ขั้นเก้า สามคนยังไม่สามารถเอาชนะได้ตัวมันเองก็ไม่สามารถทำได้เช่นกันแต่ครั้นจะกล่าวตอบความจริงแก่ลูกศิษย์ไปนั้นออกจะเป็นเรื่องที่กระดากปากตัวเองอยู่ไม่น้อย

            ขณะที่นักพรตเต๋ากำลังกลืนไม่เข้าคายไม่ออกบุรุษที่นั่งด้วยท่าทีสบายๆๆ กล่าววาจาออกมาว่า

            “เต๋าคงดูเหมือนว่าการที่ข้าได้ตามเจ้ามายังที่แห่งนี้ จะไม่เสียเวลาเปล่าสินะเด็กหนุ่มผู้นั้นปล่อยให้ข้าจัดการเองมันเหมาะสมที่สุดที่จะเป็นทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ของนักเชิดวิญญาณ หวูหนาน”

            “พี่หวูหมายความว่าถ้าเจ้าหนุ่มนั้นเกิดชนะขึ้นมาจริงๆ ๆ ท่านจะเป็นคนขึ้นไปสู้กับมันหรือ????” นักพรตเต๋ากล่าวออกมาด้วยดวงตาที่เป็นประกาย

            เดิมทีมันได้ชวนหวูหนานผู้นี้มาเพียงเพื่อต้องการสานสัมพันธ์พี่น้องเท่านั้นแต่ใครจะคิดว่าสถานการณ์เช่นนี้มันจะกล่าวเสนอตัวลงประลองในชื่อของหมู่ตึกลมดำ

            ไม่ว่าจะร้ายหรือดี แพ้หรือชนะอย่างน้อยหมู่ตึกลมดำของมันก็ไม่ต้องทนเสียหน้ารับคำปรามาสจากผู้คนแล้ว

            ปัง!!!!ขณะที่พวกมันกำลังกล่าวสนทนากันอยู่นั้น ร่างของปุยเฉียนก็ถูกเจาะทะลวงจนเกิดเป็นรูโหว่ตรงกลางท้องพร้อมกระเด็นออกมานอนหายใจแผ่วเบาอยู่เบื้องล่างเวทีประลอง

            ความรู้สึกของปุยเฉียนผสมปนเปกันไปหมดมันไม่รู้ว่าควรจะดีใจที่ยังมีชีวิตรอดหรือเสียใจที่ได้พ่ายแพ้เด็กหนุ่มผู้นี้ดี

            ทันใดนั้นเองก้อนน้ำแข็งขนาดเท่าปลายนิ้วก็ พุ่งออกมาจากบนเวทีมันวิ่งผ่านเป็นเส้นตรงทะลวงผ่านลำคอของปุยเฉียน

            ซวบ!!!!พร้อมกันนั้นประกายแสงในดวงตาของปุยเฉียนก็ดับวูบลงร่างของมันกระตุกอยู่สามถึงสี่ครั้งก่อนจะแน่นิ่งไป

            ฮุยเหยียนฟางกล่าวออกด้วยโทสะที่ได้เห็นสหายของมันตกตายไปต่อหน้า“ตัวบัดซบ!!!ปุยเฉียนกระเด็นตกออกนอกเวทีประลองไปแล้ว เหตุใดเจ้าถึงไม่หยุดมืออีก”

            “ข้าจะทำอะไรไม่จำเป็นต้องถามเจ้า” หนิงเทียนกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาจากนั้นมันก็พุ่งตัวเข้าประชิดกับปุยเฉาการเผาไหม้ของลมปราณกำลังขยายตัว ร่างของหนิงเทียนเต็มไปด้วยกลิ่นอายของสัตว์ป่า

            กำปั้นของมันมีไฟสีแดงพวยพุ่งอยู่ระหว่างนิ้วมือทั้งห้า“ถ้าเจ้ารับหมัดของข้าได้และยังมีชีวิตรอดอยู่อีกข้าสัญญาว่าจะปล่อยให้เจ้าได้มีชีวิตต่อไป”

            ที่หนิงเทียนใช้การโจมตีอย่างโหดเหี้ยมและสังหารปุยเฉียนอย่างไม่ลังเลเป็นเพราะมันต้องการสร้างความหวาดกลัวให้สลักะลึกไปยังจิตใจของหมู่ตึกลมดำและราชวงศ์ไห่

            โดยหวังว่าพวกมันจะเกรงกลัวและเลือกที่จะไม่เอาตัวเองเข้ามาเสี่ยงเหมือนเช่นตระกูลฉางและตระกูลซางที่ยอมสละสิละสิทธิ์ไป

            เมื่อสิ้นคำกล่าวของหนิงเทียน ปุยเฉารู้สึกเหมือนว่ามันกำลังถูกจ้องมองโดยสัตว์ร้ายและอีกเพียงไม่กี่ลมหายใจข้างหน้าตัวมันจะตกเป็นเหยื่อของสัตว์ร้ายที่มีนามว่าซือหม่าหนิงเทียนซือหม่าหนิงเทียน

            สัญชาตญาณของปุยเฉาบอกให้ตัวมันเองถอยหนีแต่นั้นแต่นั่นก็สายไปเสียแล้วบัดนี้ร่างของหนิงเทียนคล้ายภูตพรายปรากฎปรากฏอยู่เบื้องหน้าของมันหมัดอสูรพิโรธของหนิงเทียนถูกใช้ออก มันชกไปยังหน้าอกของปุยเฉาอย่างเต็มกำลัง

            เมื่อเทียบกับท่าเหยียบสามวิญญาณแล้วหมัดอสูรพิโรธนั้นจะสิ้นเปลืองพลังลมปราณน้อยกว่าแต่กลับมีพลังทำลายที่มากกว่า

            ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะหมัดอสูรพิโรธนั้นเหนือกว่าท่าเหยียบสามวิญญาณแต่อย่างใดแต่มันเป็นเพราะว่าร่างกายของหนิงเทียนนั้นหลอมรวมธาตุแห่งแสงเข้าสู่ร่างมันจึงเกื้อหนุนส่งเสริมหมัดอสูรพิโรธที่เป็นพลังงานธาตุหยาง

            ทันทีที่หมัดอสูรพิโรธกระทบกับร่างของปุยเฉาพลังงานความร้อนก็เผาผลาญร่างของปุยเฉา จนกลายเป็นเถ้าถ่านและสลายหายไปพร้อมกับแรงลม...

            เมื่อฮุยเหยียนฟางเห็นภาพดังกล่าวแทนที่มันจะโกรธแค้นและพุ่งร่างเข้าหาหนิงเทียน แต่กลับถอยห่างด้วยความกลัวปุยเฉานั้นแข็งแกร่งเพียงใด ตัวมันรู้ดีที่สุด

            “"หมัดที่ใช้สังหารปุยเฉานั้นคืออะไรกัน???”"ภายในใจของฮุยเหยียนฟางกู่ร้องออกมาด้วยความตกตะลึงปนกับความหวาดผวา

            “"พลังปราณในแดนวีรชนขั้น9ขั้นเก้าไม่แม้แต่จะสามารถคุ้มครองร่างให้กลายเป็นศพในสภาพสมบูรณ์ได้เลยหรือไง??? มันน่าหวาดกลัวเกินไปแล้ว”"

            แน่นอนความแค้นครั้งนี้จะต้องสะสางแต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ใช่ตอนนี้เด็ดขาดฮุยเหยียนฟางไม่สนใจในศักดิ์ศรีของปราชญ์กระบี่

            มันเพียงแต่ต้องการลงจากเวทีประลองพร้อมออกจากเมืองฉางผิงไปให้เร็วที่สุดมีแต่คนเป็นเท่านั้นที่สามารถดื่มด่ำกับอำนาจได้

            เมื่อคิดเช่นนั้นแล้ว พลังปราณที่เคยใช้ออกเพื่อโจมตีหนิงเทียนกลับถูกดึงกลับมันโคจรปราณทั้งหมดไปที่เท้าทั้งสองข้างแม้ฮุยเหยียนฟางจะไม่ได้เด่นในเรื่องท่าเท้า แต่ด้วยการระเบิดพลังในเวลาสั่นเวลาสั้นๆๆ น่าจะเพียงพอให้มันหนีลงไปจากเวทีประลองได้

            “เฮอะ!!!”เมื่อเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามกำลังจะหนีออกจากเวทีประลอง หนิงเทียนก็สะบัดมือไปบนอากาศแท่งน้ำแข็งอันแหลมคมนับสิบตกลงมาปิดกั้นเส้นทางหนีของฮุยเหยียนฟาง

            ปัง ปัง ปัง!!!!!หยาดน้ำแข็งอันแหลมคมที่ถูกสร้างจากลมปราณปรากฎปรากฏออกมาอย่างรวดเร็วมันเพียงแต่เห็นเป็นประกายแสงวาบผ่านเท่านั้น กระบี่ฟ้า อาวุธในแดนวีรชนของฮุยเหยียนฟาง ถูกใช้ออก

            จากนั้นมันก็ฟาดฟันด้วยทักษะต่อสู้ระดับปราชญ์ขั้นสูงเพลงกระบี่ร่อนสวรรค์ กระบวนท่าล่าสังหารหมายที่จะเข้าสกัดกั้นแท่งน้ำแข็งเหล่านั้น ลมปราณสีน้ำเงินปรากฎปรากฏขึ้นเป็นริ้วของตาข่ายปกป้องร่างของฮุยเหยียนฟางจากหยาดน้ำแข็ง

            “เจ้าเด็กนี่เป็นใครกันแน่มันสามารถแช่แข็งอากาศให้กลายเป็นดาบที่แหลมคมได้อย่างไรกัน” ฮุยเหยียนฟางตกใจมากกระบวนท่าล่าสังหารที่เคยใช้ตัดศีรษะเหล่าตัวตนระดับสูงมามากมายกลับทำได้เพียงแต่ปัดป้องตัวเองจากความตายเท่านั้น

            เวลานี้มันไม่สามารถที่จะก้าวเท้าหนีลงไปได้อีกแล้วเมื่อไร้ซึ่งทางถอยหนี ฮุยเหยียนฟางเปิดปากออกอย่างไม่กลัวสิ่งใดอีก

            “ข้ายอมแพ้ ข้ายอมแพ้ฮันซินเจ้าไม่ได้ยินหรือ!!!!! ข้าบอกว่ายอมแพ้รีบหยุดเจ้าเด็กเสียสตินี่้โดยเร็ว”

            ฮันซินที่ยืนตัวแข็งอยู่ได้สติจากเสียงร้องขอให้ช่วยเหลือความคิดที่ว่าหนิงเทียนนั้นเป็นเด็กหนุ่มที่กอปรด้วยโชคดีอันมากมายไม่มีเหลือในหัวมันอีกฮันซินรีบกล่าวออกด้วยความสุภาพ

            “คุณชายหนิงโปรดยั้งมือ การประลองจบลงแล้วแน่นอนว่าท่านเป็นผู้ชนะ”

            หนิงเทียนพยักหน้าพร้อมหยุดยืนอยู่กับที่ มันไม่ได้พุ่งตัวไล่ล่าเพื่อเอาชีวิตฮุยเหยียนฟางต่อแต่อย่างใดมันเพียงแต่ก้าวเท้าเข้าไปหาอย่างช้าๆๆ ทีละก้าวเท่านั้น

            แต่เพียงแค่ก้าวแรกฮุยเหยียนฟางรู้สึกเหมือนกับว่าตัวมันถูกเหล่าวิญญาณร้ายนับพันๆๆ ตัวกำลังสิงสู่และจู่โจมใบหน้าของมันซีดขาวด้วยความกลัว

            เวลานี้ตัวมันรับรู้ได้อย่างชัดแจ้งแล้วว่าเหอตงหลิวไม่ได้ตายเพราะธาตุไฟเข้าแทรกแต่อย่างใดมันตกตายเพราะทักษะที่คล้ายกับการก้าวเดินของเทพเจ้า

            'เหอตงหลิวร่างกายแหลกเหลวในก้าวที่สามนี่้ข้ามีเวลาเหลืออีกแค่สองก้าวเท่านั้น!!!!'

            ความรู้สึกผิดประดังเข้ามาภายในใจมันรู้สึกว่าการกระทำของตัวมันครั้งที่นี้โง่เง่าที่สุดตั้งแต่เกิดมาสิ่งที่มันเสียใจที่สุดคือการที่ได้กล่าวคำหลบหลู่เด็กหนุ่มผู้นี้และที่สำคัญมันไม่น่าสนใจการประลองเลือกคู่ของตระกูลมู่เลย

            ส่วนความแค้นของกระบี่ซ้ายและกระบี่ขวานะหรือน่ะหรือต่อให้มันมีความกล้ามากกว่านี้อีกสักสิบเท่ามันก็ไม่กล้าคิดที่จะเอาผิดเด็กหนุ่มคนนี้อีกแล้ว

            ด้วยความหวาดกลัวในตัวของหนิงเทียนกอปรกับความเกรงกลัวต่อความตายทำให้ฮุยเหยียนฟางโขกศีรษะของมันลงกับพื้น

            มันที่เคยก่นด่าดูถูก ตระกูลผู้ครองเมืองฉางผิงและหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ตระกูลซาง ว่าเป็นพวกขี้ขลาดที่ไม่กล้าสู้แม้แต่เด็กหนุ่มตัวน้อยๆ ๆ กลับต้องมามีสภาพเช่นนี้

            ภายในใจของมันร้องโอดครวญถึงการกระทำของฉางเหล่ยและซางฉู่ว่าเป็นการกระทำที่ชาญฉลาดอย่างที่สุด

            แค่เพียงก้าวแรกก็สลักความหวาดกลัวเข้าไปในส่วนลึกของจิตใจฮุยเหยียนฟางได้แล้ว

            “เพียงเท่านี้คงจะพอที่ทำให้มันรู้ถึงสถานะของตัวเองการจะใช้ก้าวที่สองและสามนั้นข้าเกรงว่าจะสิ้นเปลืองพลังปราณโดยไม่จำเป็น”

            คิดได้เช่นนั้นหนิงเทียนจึงคลายจิตสังหารลงพร้อมกับกล่าวไปด้วยน้ำเสียงเย็นเยือก

            “ไสหัวไปให้พ้นหน้าข้าและจงจำไว้ให้ดีถ้าข้าเดินทางไปใต้เจ้าต้องอยู่เหนือและถ้าข้าไปเหนือเจ้าต้องอยู่ใต้วันใดที่เจ้าเจอข้าอีกครั้งวันนั้นจะเป็นวันที่เจ้าจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต”

            คำกล่าวของหนิงเทียนเรียกสติให้ผู้ชมฟื้นคืนจากอาการงงงันโดยสมบูรณ์

            “น.......น.......นี่.......นี่มันเป็นไปได้อย่างไร...เกิดอะไรขึ้น???” ผู้ชมทุกคนล้วนจ้องมองด้วยดวงตาเบิกกว้าง พวกมันไม่อาจเชื่อในสายตาตัวเองได้

            “เด็กนั่้นอายุไม่น่าที่จะเกิน20ยี่สิบปีด้วยซ้ำแถมระดับพลังของมันยังเป็นเพียงดินแดนนักรบ อีกทั้งมันเพียงคนเดียว...กลับสามารถสังหารกระบี่ซ้ายและกระบี่ขวาที่อยู่ในแดนวีรชนขั้นที่9ขั้นที่เก้า

            และยังสยบประมุขนิกายกระบี่เทวดาฮุยเหยียนฟางให้อยู่แทบเท้าได้”

             เสียงของผู้ชมกล่าวออกด้วยอาการสั่นเครือ เทา สายตาที่มันมองไปยังหนิงเทียนราวกับว่ามันกำลังจ้องมองเทพบนฟ้าหรือปีศาจจากขุมนรกก็ไม่ปาน

            “ชะ...โชคดีใช่ความโชคดีหรือไม่???.....” พวกมันพยามพยายามที่จะหลอกตัวเองอีกครั้งแต่ทว่าครั้งนี้มันแตกต่างจากตอนที่เหอตงหลิวตายไป

            ฮุยฟางมองบิดาที่กำลังโขกศีรษะอยู่กับพื้นด้วยแววตาเฉยเมยมันรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบของมันพังทลายลง เกรียติเกียรติและศักดิ์ศรีที่มันเคยทะนงตนแตกสลายไม่เหลือชิ้นดี

            หลวนคุนเปิดปากออกมาก “ช่างทรงอำนาจ และน่าสะพรึงกลัวอะไรเช่นนี้”

            “ผู้อาวุโสหลวนคุนท่านรู้หรือไม่ ทักษะหมัดใดกันที่พี่ชายหนิงใช้ออก เหตุใดมันถึงมีพลังทำลายที่น่าหวาดหวั่นเช่นนี้”จินเหล่าต้ากล่าวถามด้วยสายตาที่เบิกค้างเมื่อมองไปยังฮุยเหยียนฟางที่ก้มหัวแนบพื้น

            หลวนคุนส่ายหน้า “เรื่องนี้ตาแก่เองก็ไม่สามารถเข้าใจถึงมันได้”หลวนคุนกล่าวออกมาตามจริง แม้มันจะเคยได้ยินชื่อของฑูตทูตมรณะแต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะรู้จักกับปีศาจร้ายอีกตัวที่คนเรียกขานกันว่าอสูรคลั่ง

            “หมัดอสูรพิโรธทักษะในคัมภีร์กายาเทพอสูร ดูเหมือนว่าตัวตนของเด็กหนุ่มผู้นี้จะเป็นอย่างที่คิดจริงๆ ๆ ผู้สืบทอดของภูตปีศาจทั้งห้า!!!”ชายชราที่นั่งอยู่ในมุมมืดของกลุ่มผู้ชมเปิดปากออกด้วยเสียงแผ่วเบา

    คล้ายกับเรื่องหนิงเทียน ราชันจักรพรรดิ ฉบับรีไรท์ จบแล้ว ที่คุณอ่าน