แสงคบไฟสะท้อนผนังหินสีเข้มเป็เงาไหววูบห้องประชุมเงียบจนได้ยินเสียงเปลวไฟแตกปะทุเป็ระยะแผนที่ผืนใหญ่ถูกกางอยู่กลางโต๊ะ เส้นทางชายป่าทางตะวันตกถูกขีดเน้นด้วยหมึกสีเข้มมีประกายของเอเทอร์กระพริบสถานะการทำงาน
ดยุกเฮนรี่นั่งอยู่หัวโต๊ะเก้าอี้พนักสูงรองรับแผ่นหลังอย่างมั่นคง สายตากวาดผ่านทุกคน
อำนาจของเขาไม่ได้แสดงออกด้วยท่าทีรุนแรงเพียงนั่งนิ่งก็ทำให้ทั้งห้องถูกกดให้เงียบสนิท
โต๊ะยาวทอดลงมาจากตำแหน่งของเขาแบ่งผู้คนออกเป็สองฝั่งอย่างชัดเจน
ด้านซ้ายมือใกล้หัวโต๊ะโรเบิร์ตนั่งหลังตรง
ถัดออกไปหัวหน้าอัศวินแต่ละหน่วยนั่งเรียงต่อกันเป็แถว เกราะบางส่วนยังไม่ถอด
ฝั่งตรงข้ามดราเวนเอนพิงพนักเก้าอี้เพียงครึ่งตัว แขนกอดอก ท่าทีดูผ่อนคลายแต่แววตาที่ทอดข้ามโต๊ะ ไม่เคยผ่อนตามแม้แต่นิดเดียว
เคียงข้างด้วยลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนที่จ้องนิ่งไปยังใครคนหนึ่ง
จาเร็ตนั่งเยื้องออกไปเล็กน้อยเก้าอี้ของเขาไม่ได้ชิดโต๊ะเท่าคนอื่น ศอกข้างหนึ่งวางบนพนักเก้าอี้ความเคลือบแคลงใจต่อพี่ชายต่างมารดาไม่ถูกปิดบังแม้แต่น้อย
่ปลายโต๊ะ โจเวล
ตามด้วยเอมเมอร์และแซมที่นั่งติดกันโดยบังเอิญทั้งสองนั่งตัวแข็ง มือวางบนเข่าอย่างไม่รู้จะวางไว้ตรงไหน เหลือบมองซ้ายที ขวาทีก่อนจะรีบก้มลงเมื่อสบกับสายตาใครเข้า
“ทำไมทุกคนเอาแต่จ้องท่านขอรับ”เอเมอร์กระซิบถามคนข้างกาย
“ถามข้า แล้วข้าจะไปถามใคร”โจเวลตอบกลับ
บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งจนลมหายใจติดขัด
หัวโต๊ะยังคงเงียบกระทั่งนิ้วของดยุกเฮนรี่เคาะลงบนผิวไม้เพียงครั้งเดียว
“หอคอยเวทแจ้งแท่นผนึกตรงทะเลมืดถูกทำลาย”
เสียงของดยุกเฮนรี่ตกลงกลางห้องอย่างหนักแน่นไม่มีใครขยับ ต่างรับรู้ได้ถึงภัยร้ายที่คืบคลานเข้ามา
“หน่วยลาดตระเวนกลุ่มล่าสุดกลับมาหรือยัง”เฮนรี่ถามสั้น
หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนตอบกลับทันที“ยังไม่กลับมาขอรับ”
ทุกคนเข้าใจความหมายของคำพูดที่ได้ยินดีอัศวินบางคนกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วซีด บางคนหลบสายตาไม่กล้ามองไปยังตำแหน่งที่หน่วยของตนถูกส่งออกไป
นิโคลขมวดคิ้วเล็กน้อยดวงตาเหลือบไปยังจุดหนึ่งบนแผนที่
“ถึงตอนนี้…เอเทอร์ก็ยังไม่เปลี่ยนสี”เสียงเธอเบา แต่ชัดพอให้ทุกคนได้ยิน
“พวกมันซ่อนตัวเก่งขึ้นอีกแล้ว”ดราเวนคำรามในลำคอ
ดยุกเฮนรี่เคาะนิ้วลงบนแผนที่หนึ่งครั้งเหมือนตัดสินใจหลังจากทบทวนมานาน
“ทุกอย่างในตอนนี้ยังเป็เพียงการคาดเดาข้า้าข้อมูลเพิ่ม”
สายตาของเขาพุ่งตรงไปยังโจเวล
“เ้าจะเป็ผู้นำหน่วยลาดตระเวนกลุ่มต่อไป”
หัวหน้าหน่วยอัศวินทุกคนชะงักทันทีที่ได้ยินเหลือบไปยังโจเวล ก่อนจะหันกลับไปยังหัวโต๊ะ
“ขอรับ”
เสียงตอบหนักแน่นทว่าสะดุดเล็กน้อยจากความใที่ไม่คาดคิด
“แต่ว่า…” จาเร็ตแย้งขึ้นคำพูดต่อไปถูกหยุดด้วยสายตาของผู้เป็พ่อ
“เ้าทำได้หรือไม่” โจเวลถูกถามย้ำ
“ได้ขอรับ”
[เส้นทางเหนือราชันตอบสนองต่อการแต่งตั้ง ]
ข้อมูลเพียงชิ้นเดียวที่หน่วยลาดตระเวนนำกลับมาอาจช่วยหลีกเลี่ยงการสูญเสีย หรือหากพลาดไปเพียงก้าวเดียวอาจหมายถึงความพินาศของทั้งกองทัพ
จาเร็ตเผลอคิดว่าตนจะได้รับหน้าที่อันยิ่งใหญ่นี้แทนโจเวลที่เพิ่งเลื่อนขั้นขึ้นมาเป็ผู้ใช้ออร่าระดับ3
“…”
ไม่ใช่เพียงแค่จาเร็ตที่ไม่เข้าใจทุกคนในที่นี้ รวมถึงโจเวลยังไม่เข้าใจถึงการตัดสินใจของดยุกเฮนรี่เช่นกัน
“เน้นตรวจสอบ” หยุดเพียงเสี้ยววินาที “หลีกเลี่ยงการปะทะ”
น้ำเสียงไม่ได้ดังขึ้น แต่คมขึ้น
‘เ้านี่มันปากแข็งเสียจริง…เพื่อนเอ๋ย’ ดราเวนเอียงศีรษะ มองโจเวลสลับกับเพื่อนรักแล้วพูดต่อ
“หากเป็ออร์คจริง พวกเราคงเจอศึกใหญ่”
าแของการปะทะกับฝูงออร์คในแต่ละครั้งหนักหน่วงเกินกว่าใครจะจินตนาการหลายชีวิตอันมีค่าหล่นหายไปในสนามรบทุกครั้งที่เกิดขึ้น
“หามือดีด้านนี้ให้กับเขาด้วย”
“ขอรับ”หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนคนเดิมเอ่ย
[หัวหน้าหน่วยอัศวินหลายคนลดระดับความเป็ปฏิปักษ์ ]
[ ความเกรงขามเพิ่มขึ้น ]
“ข้ากับดราเวนต้องเข้าพบองค์จักรพรรดิโรเบิร์ตจะรับหน้าที่ดูแลปราการนี้แทน เตรียมรับมือทุกความเป็ไปได้อย่าให้มีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้นเด็ดขาด แยกย้าย!”
“รับทราบขอรับ!”อัศวินแห่งลาเมทัสทุกคนขานรับเป็เสียงเดียวกัน
เสียงเก้าอี้ขยับเอี้ยดอ้าดทุกคนทยอยเคลื่อนออกไปตามหน้าที่ของตน
หัวหน้าหน่วยอัศวินที่เคยมีปัญหากับโจเวลเดินผ่านไปโดยไม่แม้แต่ชายตามอง
“สิ่งที่ไม่อันตราย อาจอันตรายที่สุดจงระวังตัวไว้ให้มาก” เฮนรี่กล่าวกับโจเวล
“ข้าจะจดจำไว้” โจเวลพยักหน้ารับ
ดราเวนเดินตามมายิ้มแล้วตบบ่าเขาหลายครั้งเป็เชิงให้กำลังใจ
นิโคลหยุดอยู่ครู่หนึ่งพร้อมสายตาที่มองลึกเข้าไปในดวงตาของเขาอย่างไม่หลบ
“…”
[ ไม่สามารถวิเคราะห์เจตนาได้ ]
เธออ้าปากจะพูด แต่ก็ปิดลงเสียก่อนจากนั้นจึงหันหลังเดินจากไป ชายผ้าคลุมปลิวตามแรงลม
“หวังว่าท่านพี่จะรอดกลับมาเรายังมีเื่ต้องสะสางกัน”
จาเร็ตเอ่ยด้วยสีหน้าฉุนเฉียวน้ำเสียงที่ทิ้งไว้ฟังไม่ออกว่าเป็คำอวยพรหรือคำท้าทาย
“งั้นข้าขอตัวก่อนขอรับ”
“จะไปไหน…เ้าก็ต้องไปด้วย”
คอเสื้อของเอเมอร์ถูกกระชากด้วยแรงของโจเวลใบหน้าของเด็กหนุ่มซีดเผือดราวไก่ต้ม
“ข้าไม่อยากไป”
“เ้าไม่มีทางเลือกอื่น”โจเวลทำหน้าเ้าเล่ห์ “แซม”
“ขอรับ บอส!”แซมกอดคอเอเมอร์ไว้ด้วยแรงของกล้ามเนื้อ
“พวกบ้าอำนาจ” เอเมอร์ตัดพ้อคอตก
ความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นวาบในอกของโจเวลคล้ายลางสังหรณ์บางอย่าง
ประตูของห้องประชุมปิดลง
[ คำเตือน ]
[ ตรวจพบสัญญาณเอเทอร์ผิดปกติ ]
เอเทอร์บนแผนที่กระพริบเป็สีแดงสองสามครั้งก่อนจะกลับเป็สีน้ำเงิน ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
…
แสงสุดท้ายจากกำแพงปราการเลือนหายไปด้านหลังทิ้งไว้เพียงเงามืดที่รออยู่เบื้องหน้าหน่วยลาดตระเวนเคลื่อนเข้าสู่แนวป่าตะวันตกอย่างเป็ระเบียบ
เสียงฝีเท้าของทั้งเจ็ดเบาและสม่ำเสมอเป็จังหวะเดียวกันยิ่งลึกเข้าไปในป่า แสงจันทร์ยิ่งถูกเรือนยอดไม้หนาทึบกลืนหาย
อากาศเย็นลงแต่กลับอึดอัดขึ้นอย่างประหลาด
“เงียบเกินไป” แซมพึมพำกับตัวเอง
ปกติป่าลึกเช่นนี้ควรเต็มไปด้วยเสียงของสิ่งมีชีวิตตลอดเส้นทาง ไม่มีเสียงแมลง แม้กระทั่งเสียงนกกลางคืนยังไม่ได้ยิน
เอมเมอร์กวาดสายตาไปตามแนวไม้มือวางอยู่บนคันธนูตลอดเวลา
“ป่ามันไม่ควรเงียบแบบนี้”
โจเวลไม่ตอบ เขาเดินนำเพียงครึ่งก้าวดวงตากวาดไปเบื้องหน้าอย่างนิ่ง ออร่าในกายตื่นตัวระวังภัย
“หยุดก่อน” โจเวลยกมือขึ้นเล็กน้อยทุกคนหยุดทันที
เบื้องหน้า มีซากสัตว์ตัวหนึ่งนอนคว่ำท้องถูกฉีกเปิด เครื่องในกระจาย แต่ไม่มีรอยกัดกิน
เอมเมอร์ขมวดคิ้ว
“ฆ่าแต่ไม่กิน ไม่เคยเห็นเช่นนี้มาก่อน”
แซมก้มลงดู พบรอยเล็บลึกฝังในเนื้อ
“ไม่ใช่สัตว์ป่าแน่”
อัศวินสะกดรอยคนหนึ่งในกลุ่มย่อตัวลงแตะพื้นััจากดินยังชื้น แต่ไม่ใช่เพราะน้ำ เป็เืที่ซึมลงไปไม่นานออร่าแผ่ซึมลงใต้ผืนดิน ก่อนจะหยุดค้าง นิ่งผิดปกตินานกว่าสิบลมหายใจ
“เจออะไรไหมขอรับ” เอมเมอร์ถามทันที
“บางอย่างไม่ชอบมาพากล” คำตอบสั้นแต่ทำให้ทุกคนเงียบลง
เขามองลึกเข้าไปในป่าเบื้องหน้าที่มืดมิดเกินบรรยายมันให้ความรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกำลังจ้องมองกลับมาจากตรงนั้น
“เดินต่อ”
พวกเขาเคลื่อนไหวช้าลงระยะห่างระหว่างกันถูกปรับโดยไม่ต้องสั่ง เสียงฝีเท้าถูกกดให้เบาที่สุด
กลิ่นไม่คุ้นเคยลอยมากับลมทั้งคาวและขมจนชวนสะอิดสะเอียน
แซมหยุดหายใจไปชั่วขณะ “บอสได้กลิ่นอะไรไหมขอรับ”
“กลิ่นไหม้”
ยิ่งก้าวเข้าไปข้างหน้ากลิ่นยิ่งชัดขึ้น ไม่ใช่แค่ควันไม้ แต่เป็กลิ่นของชีวิตที่ถูกเผาพร้อมกัน
โจเวลยกมือขึ้นออกคำสั่งไร้เสียงเป็สัญญาณให้กระจายกำลัง ทั้งเจ็ดคนแยกออกเป็รูปครึ่งวงโดยเงียบ
[สมาชิกหน่วยลาดตระเวนตอบสนองต่อคำสั่งแบบไร้เสียง ]
[ ระดับการประสานงานเพิ่มขึ้นชั่วคราว ]
แนวต้นไม้เบื้องหน้าเปิดออกและสิ่งที่อยู่ถัดไปทำให้เอมเมอร์หยุดหายใจ
หมู่บ้าน หรือสิ่งที่เคยเป็หมู่บ้าน
ซากบ้านไม้พังครึ่งหลังยังคงมีไฟคุกรุ่นเสาไม้ดำไหม้ตั้งตระหง่านเหมือนโครงกระดูกหลังคาที่ถล่มลงมาทับพื้นยังมีถ่านแดงเรืองแสงเป็จุดเถ้าถ่านปลิวบางเบาไปกับอากาศนิ่งงัน
[ ทักษะหัวใจแห่งผู้ท้าทายทำงาน ]
[ ผลกระทบต่อจิตใจถูกลดทอนลง ]
[ อาณาเขต ถูกเปิดใช้งาน ]
ไม่มีเสียงคน ไม่มีเสียงสัตว์มีเพียงเสียงไฟแตกเปรี๊ยะเป็ระยะ
“…”
ทุกคนหยุดนิ่งคล้ายไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่เห็น
เอมเมอร์กำคันธนูแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
แซมขบกราม กล้ามเนื้อทั้งตัวตึงเครียด
โจเวลก้าวเข้าไปก่อนหนึ่งก้าว
พื้นดินใต้เท้าไม่ใช่แค่ดิน ปนเถ้าถ่านและบางอย่างที่ไม่ควรถูกเหยียบย่ำ
สองเท้าของเขาหยุดชะงัก
ร่างหนึ่งนอนคว่ำอยู่ข้างซากประตูผิวไหม้เกรียมจนแยกไม่ออกว่าเป็ใคร
“พวกสัตว์เดรัจฉาน”หนึ่งในอัศวินลาดตระเวนคำรามต่ำ ข่มความโกรธไว้
โจเวลเหลือบไปอีกด้านรอยเท้าลักษณะผิดแปลกแตกต่างจากของมนุษย์ จากความลึกของรอยเท้าที่กดจมลงในดินสิ่งนั้นต้องมีน้ำหนักมากกว่ามนุษย์ทั่วไปหลายเท่า
อัศวินสะกดรอยคนเดิมย่อตัวลงใกล้รอยนั้นมือแตะพื้นเพียงเสี้ยววินาทีแล้วชักกลับ
“รอยเท้าจำนวนมากพวกมันเพิ่งไปได้ไม่นาน”
สายตาของทุกคนกวาดผ่านหมู่บ้านอย่างรวดเร็วรูปแบบการทำลายไม่ใช่การปล้น
“กวาดล้าง” อัศวินอีกคนในกลุ่มพูด
บ้านบางหลังถูกทุบจากด้านข้างไม่ใช่เผาจากภายนอก ร่องรอยกำแพงที่แตกออกเหมือนถูกแรงกระแทกมหาศาลประตูหลายบานถูกฉีกออกทั้งบาน ไม่ใช่ถูกเปิด
เอมเมอร์กลืนน้ำลายไม่อาจจินตนาการได้ว่าเป็สิ่งใดที่สร้างความเสียหายเช่นนี้
“ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตธรรมดาแน่นอนอาจเป็ออร์คเหมือนที่คิดกันไว้” โจเวลไม่เคยเจอกับเื่เลวร้ายเช่นนี้
ทั้งกลุ่มเคลื่อนเข้าสู่กลางหมู่บ้านก่อนหยุดลงที่ลานดินโล่ง
เสาไม้หยาบหลายต้นถูกฝังเรียงเป็ครึ่งวงปลายแหลมชี้ขึ้นฟ้า และบนปลายนั้นมีบางสิ่งถูกเสียบไว้
แซมเบือนหน้าหนีทันที
เอมเมอร์แข็งค้าง
อัศวินบางคนทรุดลงสวดอ้อนวอนต่อสิ่งที่ตนยึดถือ
[ตรวจพบสภาวะจิตใจผิดปกติภายในหน่วยลาดตระเวน ]
[ ความหวาดกลัวเพิ่มขึ้น ]
หัว…ของผู้คนในหมู่บ้านรวมถึงอัศวินในหมวกเหล็ก ถูกเสียบเรียง ราวกับเป็เครื่องหมายบางอย่าง
บางหัวไหม้เกรียมบางหัวแหลกจนไม่อาจจำเค้าเดิมได้
สีหน้าสุดท้ายยังคงค้างอยู่ในความหวาดกลัว
พื้นดินใต้เสา มีรอยขีดหลายแห่งเป็เส้นหยาบคล้ายสัญลักษณ์
ไม่ใช่ภาษามนุษย์
ลมเย็นพัดผ่านช้าความหวาดกลัวเริ่มเข้าปกคลุมจิตใจ ความเงียบกดลงหนักกว่าเดิม
“การประกาศอาณาเขตของออร์ค”