จ้อยไม่ได้เดินจากไปตามคำไล่ส่งของน้าขามเขากลับทิ้งก้นนั่งลงข้าง ๆ ขวานั์ที่ปักจมดินอยู่อย่างไม่เกรงกลัวพลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“ไม่ต้องห่วงหรอกน้า...พรุ่งนี้ผมก็ไปแล้ว และบางทีนะ...ชาตินี้ทั้งชาติผมอาจจะไม่ได้กลับมาเหยียบที่นี่อีกเลยก็ได้”
น้าขามที่กำลังจะอ้าปากด่าหยุดชะงักไปทันทีคำพูดที่เตรียมจะพ่นออกมาถูกกลืนกลับลงคอไปเสียดื้อ ๆ เขาค่อย ๆวางขวานลงแล้วขมวดคิ้วหนา ๆ มองเ้ากระรอกตัวจ้อย“เพราะไอ้เฒ่าเทวดาหัวล้านนั่นใช่ไหม?ไอ้คนที่มันมาพร้อมแสงสีทองน่ะ?”
“น้ารู้จักเขาด้วยเหรอ?”จ้อยถามด้วยความแปลกใจ
น้าขามเบะปาก“ทำไมจะไม่รู้ล่ะ ไอ้หมอนั่นมันหน้าเนื้อใจเสือแต่คนใน์ชอบบอกว่ามันเป็คนดี”
จ้อยแค่นหัวเราะ“แต่คนดีของน้าเนี่ยแหละที่ขุดหลุมดักผมกับนายหญิงองค์จอมเทพมีโองการให้นายหญิงไปร่ายรำในงานสโมสรเทวสมาคมวันเพ็ญเดือนแปดนี้”
น้าขามขมวดคิ้วมุ่น“นั่นมันเป็เื่ดีไม่ใช่หรือ?ถ้าทำผลงานได้เข้าตาย้ายออกจากวิมานจันทราที่เงียบเหงาปานป่าช้านี่ไปอยู่ที่วิมานชั้นฟ้าที่คึกคักกว่าเดิมมันไม่น่าจะมีความสุขกว่ารึไง?”
จ้อยส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ“นายหญิงรำไม่เป็น่ะสิครับน้า”
น้าขามนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงข้าง ๆ จ้อยด้วยท่าทางหมดอาลัยตายอยาก “ถ้าอย่างนั้น...พวกเ้าก็คงเตรียมตัวไปลงนรกกันได้เลย”
จ้อยยิ้มเผล่“เพราะอย่างนั้นไง ผมถึงได้เดินมาลาน้าเพื่อบอกลา่ที่ผ่านมาผมอาจจะป่วนน้าไปบ้าง ฉกของน้าไปหน่อย ก็ต้องขออภัยด้วยนะครับน้าขามผมนึกว่าจะดิ้นรนเอาชีวิตรอดไปได้เรื่อย ๆ แต่ดูท่าเทวดาเบื้องบนคงจะหมั่นไส้ความหล่อของผมเข้าแล้วมั้งขนาดกลายเป็กระรอกแล้วยังหล่อทะลุิญญาจน์อิจฉาเลย!”
น้าขามที่ตอนแรกกะจะทำหน้าขรึมไว้อาลัยให้เพื่อนบ้านพอได้ยินประโยคสุดท้ายเข้าไปมุมปากของกระต่ายั์ก็เริ่มกระตุกจนเกือบจะหลุดขำออกมา เขาบ่นพึมพำเสียงต่ำ“เ้ามันก็ยังกวนประสาทไม่เปลี่ยน... แล้วเ้าไม่กลัวตายหรือไง?”
จ้อยตอบแบบไม่ต้องคิด“กลัวสิ! กลัวจนหัวหดเลยล่ะน้า! แต่กลัวไปแล้วมันช่วยอะไรได้ล่ะ?”
น้าขามพยักหน้าเห็นด้วย“จริงของเ้า ต่อหน้าความตาย ความกลัวมันไร้ประโยชน์ ถ้าไม่เหนือกว่าความเป็ตายก็จงยอมรับมันอย่างกล้าหาญ”
จ้อยลุกขึ้นยืนพลางโบกอุ้งเท้าไปมา “แต่ผมยังไม่ยอมแพ้หรอกนะน้า... ชีวิตดี ๆ เพิ่งจะเริ่มต้นจะให้จบลงง่าย ๆ แบบนี้มันก็น่าเจ็บใจชะมัด! ไอ้์เฮงซวยนี่!”
พูดจบจ้อยก็หันหลังเดินกลับ “ผมมาเพื่อลาแค่นี้แหละน้า ลาก่อนนะเพื่อนบ้านต่อไปนี้น้าไม่ต้องคอยระแวงว่าผมจะแอบมาถอดผ้าขาวม้าน้าตอนหลับอีกแล้วล่ะ!”
จ้อยเดินหายเข้าไปในเงามืดของชายป่าแต่ก่อนที่เงาของเขาจะลับตาไป เสียงของน้าขามก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะ
“เดี๋ยวก่อน!”
จ้อยหันกลับไป“มีอะไรเหรอ? อาลัยอาวรณ์ผมล่ะสิ? ไม่ต้องห่วงน้าถึงผมจะหล่อบาดใจแต่ผมก็ไม่นิยมไม้ป่าเดียวกันหรอกนะ!”
คราวนี้แปลกที่น้าขามไม่โมโหเหมือนทุกทีเขามองจ้อยด้วยสายตาที่อ่อนลงแล้วเอ่ยขึ้น “ถึงฉันจะไม่ชอบความกะล่อนของแกแต่ต้องยอมรับว่ะ ว่าั้แ่แกมาอยู่บนดวงจันทร์นี้...มันก็ทำให้ที่นี่มีชีวิตชีวาขึ้นเยอะ”
จ้อยกลอกตา“แหม... มาทำเป็พูดซึ้งนะน้า มีอะไรก็ว่ามาเถอะ อย่าให้ผมต้องเขินเลย”
น้าขามเอ่ย“ฉันบอกว่าชอบแกที่ไหนล่ะ ไอ้กระรอกแสบ!”
จ้อยหัวเราะร่า“โอเค ๆ ไปละ บ๊ายบายนะน้าขาม”
“เดี๋ยว!รับไอ้นี่ไปซะ!”
จ้อยรู้สึกได้ถึงลมวูบหนึ่งที่พุ่งตรงมาทางด้านหลังเขาหันกลับไปคว้าหมับเข้าให้ ปรากฏว่าเป็เหรียญตราสีดำมะเมื่อยขนาดพอดีคำอุ้งเท้าเขากำมันไว้แน่น จ้อยก้มลงมองเหรียญที่ดูเก่าคร่ำครึลวดลายข้างบนเลือนรางจนแทบมองไม่ออกว่าคือรูปอะไร เขาขมวดคิ้วถามอย่างสงสัย“นี่มันคืออะไรน่ะน้า?”
น้าขามตอบสั้น ๆ“เหรียญตราเก่า ๆ ที่ฉันก็ไม่รู้ว่ามันยังใช้ได้อยู่ไหม ถ้าตอนที่เ้าเข้าตาจนจริงๆ หรือกำลังจะตาย ก็ลองควักออกมาใช้ดู... เผื่อมันจะฟลุกช่วยเ้าได้”
จ้อยถึงกับพูดไม่ออก...คำว่า ‘ฟลุก’ ของน้านี่มันช่างน่าอุ่นใจเสียเหลือเกิน!นี่แสดงว่าน้าแกเองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ใช่ไหมเนี่ย?
แต่มีก็ดีกว่าไม่มีจ้อยเห็นเหรียญนั้นมีเชือกเส้นเล็กร้อยอยู่ เขาจึงเอามันสวมคอไว้ทันที“ถึงจะไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ก็ขอบใจมากนะน้า ว่าแต่น้ามาช่วยผมทำไมเนี่ย? ไม่เห็นสมกับเป็นิสัยน้าเลย”
น้าขามแค่นเสียง“ถ้าตามนิสัยฉัน ฉันควรจะจับแกมาทำแกงอ่อม หรือไม่ก็ปิ้งกินไปนานแล้ว”
จ้อยหัวเราะแห้งๆ “แล้วทำไมไม่ทำล่ะ?”
น้าขามถอนหายใจ“เพราะบนดวงจันทร์มันเงียบเกินไป ความน่ารำคาญของแกมันยังดีกว่าความว่างเปล่าไปเถอะ... อย่าไปทำให้คนบนดวงจันทร์ต้องเสียชื่อล่ะพยายามมีชีวิตรอดกลับมาให้ได้ก็แล้วกัน”
จ้อยยิ้มกว้าง“พูดยังไงก็ไม่น่าฟังเลยนะน้าขาม... เอาเป็ว่าถ้าผมรอดกลับมาได้ผมจะกลับมาถอดผ้าขาวม้าน้าคืนหนึ่งเป็การขอบคุณ!”
“ไสหัวไปตายข้างนอกโน่นไป๊!”น้าขามด่าส่งท้ายพลางสะบัดมือวูบหนึ่ง
ทันใดนั้นแสงสีเหลืองนวลก็พุ่งเข้าใส่หน้าผากของจ้อยจนเขาชะงักไปในหัวของเขามีข้อมูลมหาศาลไหลบ่าเข้ามา ทั้งเื่ความลับของสรวง์การแบ่งขั้วอำนาจ และลำดับชั้นของเทพยดาต่าง ๆ
จ้อยหันไปมองน้าขามด้วยความอัศจรรย์ใจ
น้าขามโบกมืออย่างรำคาญ“จำไว้ อย่าไปแหยมกับพวกที่เ้าสู้ไม่ได้ แต่ถ้าเป็พวกที่พอฟัดพอเหวี่ยง...ก็ใส่ให้เต็มที่ไปเลย!”
จ้อยแสยะยิ้มกว้างโบกอุ้งเท้าให้แล้ววิ่งหายไปในเงามืด
น้าขามมองตามแผ่นหลังเล็กๆ นั้นจนลับตา ก่อนจะหันกลับมาลูบคมขวานข้างกายแล้วเงยหน้ามองต้นกัลปพฤกษ์ั์พร้อมกับถอนหายใจยาว “เฮ้อ...”
....
เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อแสงตะวันสีทองเริ่มแตะขอบฟ้า จ้อยตื่นขึ้นมาด้วยความสดใสแบบผิดปกติ เขาพบว่านายหญิง ตื่นขึ้นมาเตรียมตัวก่อนเขาเสียอีกนางจัดแจงแต่งกายด้วยชุดสไบสีนวลที่ดูเรียบง่ายแต่ทรงพลังประดับด้วยเครื่องทองเล็กน้อยที่จ้อยแอบไป ‘จิ๊ก’มาจากย่ามของท่านเ้ากรม์เมื่อวาน
นายหญิงมองดูจ้อยที่เพิ่งเดินบิดี้เีออกมานางถอนหายใจเบา ๆ “จ้อย... เ้าว่าพวกเราคิดมากไปไหม? องค์จอมเทพน่ะทรงมีเนตรทิพย์แค่นึกคำนวณในใจก็น่าจะรู้แล้วว่าฉันรำเป็หรือไม่เป็แล้วเทวดาอย่างพระอาศรมมหาเวทย์นั่นก็คงหลอกจอมเทพไม่ได้นานหรอกแล้วทำไมพวกเขาถึงต้องทำเื่ให้มันยุ่งยากขนาดนี้ด้วยนะ?”
จ้อยยักไหล่ประหนึ่งคนรู้ดี“นายหญิงครับ ใจเ้าคนน่ะเดายากแล้ว ใจจอมเทพน่ะเดายากยิ่งกว่าขนาดผีก็ยังเดาไม่ออกเลยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่!เอาเป็ว่าเราเตรียมตัวให้พร้อมที่สุดในแบบที่เราทำได้มีแผนสำรองไว้ก็ไม่เสียหลายหรอกครับ”
แต่ลึก ๆ ในใจจ้อยก็รู้สึกตะหงิด ๆ เหมือนกันว่า ‘เื่นี้มันต้องมีอะไรมากกว่าแค่การไปรำโชว์แน่ๆ’
นายหญิงพยักหน้าเห็นด้วย“จริงของเ้า พอได้เตรียมตัวแบบนี้ ฉันก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมาเยอะ”
ทั้งคู่สบตากันแววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น นายหญิงอุ้มจ้อยขึ้นมาแนบอกแล้วเดินออกมาที่หน้าชานเรือน
“เอ่อ...นายหญิงครับ ผมนึกปัญหาออกอย่างหนึ่ง... เราจะไป์กันยังไงเหรอ? เราเหาะไม่ได้นะนายหญิง!” จ้อยถามด้วยสีหน้าเลิ่กลั่ก
นายหญิงหลุดขำออกมา“ท่านเทวดาใจดีเขาคิดไว้ให้แล้วล่ะ เขาให้ ‘ก้อนเมฆทิพย์’ มาสำรองไว้ก้อนหนึ่งเราสามารถใช้มันเดินทางขึ้นไปได้”
จ้อยถอนหายใจอย่างโล่งอก“ค่อยยังชั่วหน่อย นึกว่าต้องให้ผมแบกนายหญิงเดินขึ้นบันได์ไปซะแล้ว”
นายหญิงแบมือออกพลันมีก้อนเมฆสีขาวนวลขนาดเล็กปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ นางโยนมันลงพื้นเมฆก้อนนั้นขยายตัวออกจนกว้างพอที่จะให้นางลงไปนั่งได้อย่างพอดี
จ้อยรีบวิ่งไปสำรวจทันทีเขาเอานิ้วจิ้ม ๆ กด ๆ พบว่ามันไม่ได้เบาบางเหมือนหมอกแต่มันกลับแน่นนุ่มเหมือนสายไหมและมีความยืดหยุ่นสูงมาก
นายหญิงหิ้วคอจ้อยขึ้นมานั่งข้างๆ “ก้อนเมฆนี่ใช้ได้ตลอดทางนั่นแหละ เลิกสำรวจได้แล้วเราต้องรีบออกเดินทางกันแล้วล่ะ”
จ้อยจำใจยอมแพ้แต่ทันทีที่นายหญิงสะบัดมือเบา ๆ ก้อนเมฆทิพย์ก็พุ่งทะยานขึ้นฟ้าด้วยความเร็วสูง!
“อ๊ากกกกกกกกกกก!”จ้อยแผดเสียงร้องออกมาสุดเสียงโดยสัญชาตญาณ
ตอนอยู่โลกมนุษย์ขนาดขึ้นรถไฟเหาะเขายังร้องลั่นป่าแล้วนี่มานั่งบนก้อนเมฆที่ไม่มีทั้งเข็มขัดนิรภัย ไม่มีประตูกั้นแถมยังพุ่งเร็วปานจรวด จ้อยไม่ร้องก็แปลกแล้ว!
นายหญิงเองก็หน้าซีดไปเหมือนกันแต่นางยังคงกอดเ้าจ้อยไว้แน่นเพื่อพยายามจะมอบความรู้สึกปลอดภัยให้(แม้ความจริงมือนางจะสั่นยิ่งกว่าจ้อยเสียอีก)
ก้อนเมฆสีขาวพุ่งทะลุชั้นบรรยากาศของดวงจันทร์มุ่งหน้าสู่มหานครลอยฟ้าที่อยู่ท่ามกลางหมู่ดาว การเดินทางเพื่อกู้วิมานจันทราของหนึ่งคนกับหนึ่งกระรอกแสบ...ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!