พิภพเทพเจ้า

    วงเวทย์เทพศาสตรา ตอนที่15

    สามวันจากที่หมู่บ้านเสือป่าถูกกวาดล้างชายแดนหน้าด่านทิศเหนือ ชายป่าไผ่แห่งหนึ่งบนถนนลี่ถัว ถนนแห่งนี้เป็นถนนที่ผู้เดินทางใช้สัญจรระหว่างเมืองต้าเทียน กับตำบลต้าหลาน เมืองต้าเทียนจะประกอบไปด้วย สามตำบล ตำบลต้าหลานเป็นหนึ่งในสามตำบลอยู่ภายใต้การปกคลองของเมืองต้าเทียน
    "นายท่านหน่วยคุ้มกันรายงานว่าด้านหน้ามีคนนอนสลบอยู่ " คนรับใช้เข้าไปรายงานชายวัยกลางคนในรถม้า
    "ให้หน่วยคุ้มกันคอยคุมเชิงไว้ยังไม่ต้องเคลื่อนไหวอะไร" หน่อยคุมกันเมื่อรับคำสั่งก็รีบกลับไปทำหน้าที่ต่อ
    " ดูจากเสื้อผ้าเหมือนจะผ่านการต่อสู่อย่างหนักมาแต่กับไม่มีบาดแผล"
    หลังจากเขานั่งดูอาการของหนุ่มน้อยดูแล้วไม่มีอาการหนักอะไร หน้าจะแค่สลบไปเพราะความเหนื่อยล้าเท่านั้นเอง
    ชายหนุ่มอายุประมาณ 16ปีลืมตาตื่นขึ้นใต้ต้นเหมยที่ยืนต้นตายต้นหนึ่งที่หน้าแปลกของต้นไม้ต้นนี้บนต้นกับมีดอกเหมยออกบานสะพรั่งอยู่ แต่ลำต้นกับเป็นไม้ที่แก่กำลังตายหรือที่เรียกว่ายืนต้นตาย
    "เจ้าตืนแล้วรึหนุ่มน้อย ทำไมเจ้าถึงได้มานอนอยู่ตรงนี้ "
    เสียงของชายวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบ ดังขึ้น
    ชายหนุ่มเงียบไปชั่วครู่ พร้อมกับมองไปโดยลอบ แล้วหันกลับไปหาชายวัยกลางคน
    " เออ คือ ข้า ข้า แบบว่า ข้า "
    ชายหนุ่มอ่ำๆอึง ๆ จะตอบก็ไม่ตอบ มีถ้าทีเขินอาย
    " มีอะไรรึ บอกข้าได้นะหนุ่มน้อย "
    เมื่อเห็นท่าทีของหนุ่ม อ่ำๆ อึ่งๆ จึงอดที่จะ ถามไปไม่ไหว
    "คือว่าข้า ข้า....ข้า.. หิวจนเป็นลมไปนะ
    ชายหนุ่มลุกขึ้นนัง มองไปโดยลอบ ภาพที่เขาเห็นเป็นชายป่าใผ่มีกองคารวาณพ่อค่า มีกองกำลังคุมกันอยู่โดยลอบ
    " ฮ่าๆๆ ออ งั้นก็มากินข้าวพร้อมกับข้าสิ พวกข้ากำลังจะพักกินข้าวเที่ยงกันพอดี "
    ชายวัยกลางคนผู้มีจิตใจดีเมื่อได้ยินก็อดที่หลุดหัวเราะออกมาไม่ได้ เขาชวนหนุ่มน้อยที่ไม่รู้จักกินข้าวด้วย โดยที่คนทั่วไปในสมัยนี้หาได้ยากยิ่ง
    ในระหว่างที่จะไปพักเที่ยงกินข้าวชายวัยกลางคนนามหูหลง แนะนำตัวเองกับหนุ่มน้้อย
    "พวกข้าเป็นพ่อค้าเดินทางส่งสินค้าไปต่างแดนกำลังจะเดินทางกลับ ว่าแต่เจ้าเป็นใครรึถึงได้มานอนสลบอยู่ข้างทางเช่นนี้ "
    หูหลง ชายวัยกลางคนแต่งตัวภูมิฐาน ด้วยเสื้อผ้าชั้นดี มีองคลักษณ์ยืนอยู่ด้านหลัง
    " ข้า ข้าจำไม่ได้ "
    ชายหนุ่มมีท่าทีมึนงง มองไปลอบด้าน
    "แล้วเจ้ามีนามว่าอะไร"
    หูหลงยังตั่งคำถามพร้อมกับมองไปที่จี้หยกรูปพยัคที่กระจายปราณออกมาจางๆหากไม่สั่งเกตุเพ่งมองจะไม่เห็น ที่อยู่ด้านข้างของชายหนุ่ม เขามองอย่างไม่วางตา
    เขามองไปที่ชายหนุ่ม แบบวิเคราะห์พิจารณาเป็นพิเศษ ชายหนุ่มมีปราณสีฟ้าแผ่ออกมา ซึ่งมันเป็นเฉพาะของกลุ่มคนผู้ผนึกอสูร ที่ควรจะมี
    "ข้าไม่ทราบข้าจำอะไรไม่ได้เลย"
    ชายหนุ่มขณะตอบคำถามโดยมีท่าทางของคนมีอาการมึนปวดหัวเป็นครั้งคราว
    " ดูจากเสื้อผ้าของเจ้ามีรองรอยของเลือด คงผ่านการต่อสู้มา เจ้าคงจะกระทบกระเทือนจิตใจถึงได้เสียความจำไป แล้วเจ้าจะเดินทางไปใหน"
    หูหลง ส่งสัยเป็นอันมากถึงจี้หยกชิ้นนี้ต้องการรู้ที่มาของหยกชิ้นนี้ทำไมถึงมาอยู่กับเด็กหนุ่มนี้ได้
    "ข้าไม่รู้เหมือนกันว่าข้ามาอยู่ที่นี้ได้เช่นไร ......จ๊อกๆ " เสียงท้องของเด็กหนุ่มดังขึ้น ทำให้องคลักษณ์ และคนอื่นที่เดิมทีมีสีหน้าเคร่งครึม ความคายกังวลลงมาได้บ้าง
    หูหลงพาเด็กหนุ่มไปนังพัก กินข้าวแล้วชวนเขาเดินทางกลับหมูบ้านไผ่เขียวที่อยู่ห่างออกไปอีก ห้าสิบลี้เป็นที่ตั้งของตระกูลหู หูหลงเล่าเรื่องราวเกียวกับตระกูลหูให้เด็กหนุ่มฟัง
    ตระกูลหูเป็นตระกูลผู้สร้างอาวุธและอุปกรณ์วิญญาณ ที่ส่งมอบให้กับสำนักการค้าต่างๆจะนำไปประมูลทำให้อาวุธของตระกูลหูเป็นที่เรื่องชื่อมากเพราะตระกูลหูมีผู้สร้างระดับสองดาวอยู่หนึ่งคน
    ผู้สร้างอาวุธจะจะมีความชำนาญในสายอัญเชิญเป็นการนำจิตวิญญาณไปใส่ในอาวุธทำให้อาวุธขนิดนั้นมีพลังวิญญาณของสัตว์อสูรตนนั้น หูหลงยังเล่าอีกว่าผู้สร้างหรือจะเรียกอีกอย่างว่า ผู้ผนึกอสูร
    ผู้ผนึกอสูร ในปัจจุบันจะถูกแบ่งออกได้สามระดับ
    ผู้ผนึกทั่วไปจะผนึกได้แค่วิณญาณอสูรระดับทั่วไปผู้ผนึกชุดเทาจะมีตั่งแต่หนึ่งดาวถึงเก้าดาวจะผนึกวิญญาณอสูรระดับจ้าวอสูรหรือต่ำกว่า ผู้ผนึกชุดดำจะมีตั่งแต่หนึ่งดาวถึงเก้าดาวจะผนึกวิญญาณอสูรระดับจ้าวอสูรวิณญาณหรือต่ำกว่ามากกว่าชุดดำยังไม่ปรากฏในยุคปัจจุบัน ในยุคโบราณเคยมีอยู่ทั่วไปหูหลงเล่าทุกอย่างที่ตนเองรู้อย่างไม่ปิดบังกับชายหนุ่ม เนื่องด้วยรู้สึกถูกชตากับตน
    วิญญาณอสูร ชาวยุทธทั่วไปไม่สามารถพบเห็นได้นอกเสียจากตัววิญญาณอสูรเองต้องการให้ผู้คนพบเจอวิญญาณอสูรจะถูกตรวจพบเจอโดยผู้ผนึกอสูร
    ดังเช่นจี้หยก ของชายหนุ่มผู้นี้ มีวิญญาณระดับจ้าวอสูรสิงสถิตอยู่ ผู้ที่ผนึกวิญญาณจ้าวอสูรได้ต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่ หูหลงถึงให้ความสำคัญกับชายหนุ่มเป็นอย่างมาก
    หูหลงชักจูงเด็กหนุ่มให้เข้าเป็นคนของตระกูลหูชายหนุ่มหรือก็คือ จ้าวหลง
    ตอบตกลงไป ด้วยไม่รู้ว่าในปัจจุบันตนเองจะไปทีใดแล้วตัวเขาเป็นใคร ด้วยการพบกันของหูหลงที่ใต้ต้นดอกเหมยที่แก่ตาย หู่หลงจึงเรียกชายหนุ่มว่า 'เฒ่าฮวย' ที่แปลว่าดอกใม้ที่แก่ชรา
    ด้านหน้าตระกูลหู จ้าวหลงยืนเซ่อเหมือนคนจนเข้าไปในปราสาท เมื่อมองไปทีตระกูลหูที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬารตระกูลหูมีขนาดใหญ่ไม่ต่างจากสำนักใหญ่เลย ด้านหลังมีป่าไผกินอณาเขตไปเกือบร้อยลี้เป็นที่อยู่ของเหล่าวิญญาณอสูร ป่าไผ่เป็นแหล่งรวมพลัง วิญญาณ ที่เหล่าวิญญาณอสูรต้องการ
    "วันนี้เจ้าไปพักเรือนสายนอกก่อนแล้วกัน ส่วนเรื่องอื่นๆค่อยว่ากัน "
    หูหลงพูดกับจ้าวหลง หลังสั่งให้คนพาเขาไปยังที่พักของตระกูลสายนอก
    ตระกูลสายนอกคือคนที่มีสายเหลือดของตระกูลหูอยู่เพียงน้อยนิดและไม่ได้แซ่หู คนจากตระกูลสายนอกหากมีความสามารถ จะได้กลับมาอยู่ที่ตระกูลและต้องแข่งขันเพื่อกลับเข้าตระกูลใช้แซ่หลักได้
    ภายในเรือนหลักจะใช้เป็นที่ประชุมและรับร้องแขกของตระกูลหู
    "พี่ใหญ่ ข้ากลับมาแล้วมีข่าวดีมาฟากท่านด้วย"
    เสียงดังมาจากภายนอกเรือนหลักภายในเรือนหลัก เก้าอี้ตำแหน่งผู้นำ มีชายวัยกลางคนอายุมากกว่าหูหลงไม่กี่ปีนังอยู่ด้านข้างมีเก้าอี้อยู่ทั้งสองฝัง ฝังละเก้าตัว ในตอนนี้มีบุคคลแต่งตัวภูมิฐาน ฝังละสองคนนังอยู่
    "อ๋า ฮ่าๆๆๆ น้องหก เจ้ากลับมาแล้ว การค้าครั้งนี้เป็นเช่นไร ข้อตกลงเป็นไปได้ด้วยดีใหม"
    " พี่ใหญ่ข้าอยากให้ท่านได้เห็นใบหน้าที่ตกตลึงของพวกสำนักประมูนพวกนั้นจัง แต่ละคนหลังจากเห็นอาวุธที่ท่านสร้างผนึกไว้ แต่ละคน ตาโตยังกับไข่หาร เห็นอาวุธของท่านเหมือนดังของวิเศษก็ไม่ปาน"
    หูหลงพูดด้วยใบหน้าเบิกบาน หูตงเหลย มีศักฐานะเป็นผู้นำตระกูลในปัจจุบันเมื่อสามเดือนก่อนสามารถสำเร็จวิชาผนึกระดับสองดาวได้สำเร็จแต่ก็เพียงผนึกอสรูวิญญาณทั่วไปขั้นสูงใด้เท่านั้น แต่ก็ถือว่าหาได้ยากแล้วในปัจจุบันผู้ผนึกอสูร ระดับสองดาว พบเจอมีเพียงไม่กี่คน
    "ยินดีด้วยท่านผู้นำตระกูลเราจะกลับมาเป็นตระกูลระดับแนวหน้าอีกครั่ง"
    เสียงของผู้อาวุโสชราฝังซ้ายดังขึ้น
    "ยินดีด้วยท่านผู้นำ"
    ผู้อาวุโสที่นั่งอยู่ทั้งซ้ายและขวาลุกขึ้นแสดงความยินดีด้วยใบหน้าเบิ่กบาน
    " จริงสิใกล้จะถึงช้วงสอบเข้าโรงเรียนผู้ผนึกอสูรในปีนี้แล้ว ปีนี้ท่านผู้นำคิดว่าตระกูลเราพอจะมีความหวังบ้างใหม " หูหลงร้องทัก
    "จากที่ข้าเห็นก็คงจะมีไม่น้อยที่พอจะมีหวัง สอบเข้าไปได้แต่เรายังไม่รู้ว่าเราได้สิทธิิในการส่งผู้สมัคได้กี่คน เมื่อปีที่แล้วตระกูลเราตกลอบตั้งแต่ลอบแลกหมดเลย ทำให้ตระกูลเราเสียชื่อไปไม่น้อย ข้าเลยคิดว่าปีนี้ก่อนเข้าสอบพวกเข้าต้องฝึกนักกันสักหน่อยข้าถึงได้ไปขอร้องท่านอาจารย์ ไห่เกาเต๋อ ในโรงเรียนผู้ผนึกให้มาช้วยสอนให้คนภายในตระกูลหู่เรา "
    ผู้นำตระกูลหู่มีใบหน้าเดียวแดงเดียวดำ เพราะความอายของการทดสอบเมื่อปีที่แล้ว

    "ท่านพ่อปีนี้ข้าจะไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวัง" มีเสียงหญิงสาวดังขึ้นด้านนอกเรือนมีหญิงสาวแต่งตัวด้วยชุดขาวพอเหมาะตัว มีใบหน้าเรียวผิวสวยดังไข่มุกในยามค่ำคื่นเดินเข้ามา
    "ปีนี้ข้าจะกู้ชื่อ ให้กับตระกูลหูเรา ท่านพ่อโปรดวางใจ" หญิงสาวนามว่า หูอี้หรงพูดออกไปด้วยเสียงอันดังต่อหน้าผู้นำหรือบิดาของนางเอง
    "เจ้าแน่ใจใหม หรงเอ๋อ" หูตงเหลย มีสีหน้ากืนไม่เข้าคายไม่ออก ด้านหนึ่งก็ลูกสาว อีกด้านก็ชื่อเสียงของตระกูล การสอบปีนี้สอบตกตั้งแต่ลอบแลกกันหมดอีก คงไม่มีที่ยืนให้กับ ตระกูลอีกเป็นแน่ เป็นถึงตระกูลผู้ผนึกเทพศาสตราชั้นแนวหน้า แต่รุ่นหลังกับด่อยความสามารถด้านผู้ผนึกเทพศาสตราเช่นนี้
    หูหลงเงียบครู่หนึ่ง"พี่ใหญ่ปีนี้ข้ามีคนที่ต้องการจะส่งลงแข่งในนามตระกูลหู ข้าขอไปเตรียมการสักหน่อยเดียวข้าจะแนะนำกับท่านในภายหลัง" หูหลงเดินจากไป
    หลังจากหูหลงเดินจากไป
    "แปลกนะท่านพ่อ ปกติอาหกจะไม่สนใจการแข่งสอบเข้าของโรงเรียนผู้ผนึกอสูรประจำปีเลย แต่ทำไมปีนี้ท่านถึงดูกระตือรือร้นนักละ"
    เด็กสาวผู้มีดวงตาไสสื่อมีใบหน้าสงสัย
    "เขาอาจจะไปเจอใครที่เข้าตาก็เป็นได้"
    หูตงเหลยมองตามไปทิศที่ หูหลงเดินจากไป
    " ว่าแต่เจ้าเถอะ ฝึกไปถึงใหนแล้วปีนี้อย่าทำให้ขาต้องขายหน้าเด็จขาดนะรู้ใหม"
    "เชื่อมือข้าได้เลยท่านพ่อ งั้นข้าขอตัวก่อน"
    หรงเอ๋อเดินออกไป ใบหน้าของหูตงเหลย กับมีท่าทีเครมครึมอีกครั่ง
    จ้าวหลงเดินออกจากห้องเขามองดูพระอาทิตย์ที่กำลังตกดิน
    " มันช่างสวยงามเสียจริงแสงของพระอาทิตย์ในขณะนี้มีสีดังแสงทองอำพันช่างสวยสดงดงามเสียจริง"มีเสียงของหญิงสาวดังขึ้นข้างหลังของจ้าวหลงเขาไม่ได้หันหน้าไปมองต้นเสียง
    " ข้า หนานกงหลัว เป็นคนของตระกูลหูสายนอก ไม่ทราบว่าพี่ชายชื่ออะไรรึ"
    หญิ่งสาวร่างเล็กใสชุดขาวดังปุยนุ่น มัดผมหางม้าหน้าตากลมหมนรูปไข่ มีผิวขาวดั่งฤดูหิมะแรกของปีเดินมายื่นอยู่ด้านข้าง จ้าวหลง
    "ข้ามีนามว่า เฒ่าฮวย ผึ่งจะเข้าร่วมตระกูลหูวันนี้ "
    จ้าวหลงมองไปที่หญิงสาวที่ยื่นอยู่ด้านข้าง นางแต่งตัวเหมือนลูกคุณหนูเศรษฐีบ้านนอกทั่วไป
    " แล้วนี้ท่านจะไปใหนรึ ให้ข้านำทางท่านเที่ยวชมลอบตระกูลหูดีใหม "
    จ้าวหลงเพียงพยักหน้าเบาๆ
    ตลอดทางเดินจ้าวหลงพบปะผู้คน แต่งตัวด้วยชุดสีเขียว หน้าอกปักตัวอักษรว่าผู้ผนึกฝึกหัด ทั้งคู่เดินมาถึงศาลาหนึ่ง หน้าศาลามีตัวหนั่งสือว่า 'วงเวทย์เทพศาสตรา 'ในห้องพื้นที่โล่งเหลือผู้ฝึกหัดอยู่บ้างเพียงบางส่วน เนื่องด้วยเป็นเวลายามค่ำ นักเรียนส่วนมากจะกลับไปฝึกต่อที่ห้อง จะมีรูปวาดสัญลักษณ์ที่ถูกสร้างโดยตระกูลหูที่ถูกปรับปรุงมาแต่อดีต อยู่ตามผนังห้อง มีทั้งวงเวทย์ ผนึกอาวุธ ผนึกโล้ และอุปกรณ์ป้องกัน หยก วงเวทย์โดยสวนใหญ่เป็นเพียงวงเวทย์พื้นฐาน
    "วงเวทย์พวกนี้ดูแแปลกตาดี ดูซับซ่อน ยากแก่การเข้าใจจริงๆ " จ้าวหลงเดินดูวงเวทย์ พร้อมใบหน้าตื่นเต่นเหมื่อนเด็กน้อยได้ของเล่น เขาทำท่าทางวาดรูปตามวงเวทย์บนภาพวาด แต่กับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
    "เจ้าคิดว่าการผนึกเทพศาสตรา มันง่ายอย่างงั้นรึ "
    มีเสียงของชายชราได้ยินมาด้านหลังของจ้าวหลงเขาหันไปเห็นชายชราผู้หนึ่ง ใส่ชุดสีม่วง เดินมาจากด่านหลังมองจ้าวหลงด้วยเพียงหางตา เขามองขึ้นไปยังรูปภาพวงเวทย์
    เพราะการที่จะทำให้วงเวทย์ ทำงานได้นั้นต้องใช้การฝึกและความอดทนสูงมาก
    "คาราวะท่านอาจารย์ ไห่ "
    หญิงสาวทำความเคารพชายวัยชรา นางมองไปยังชายชราด้วยใบหน้าเคารพบูชา ชายชราพยักหน้าให้นางแล้วยังพูดต่อ
    " เจ้ารู้เรื่องการผนึกแค่ใหนกันเจ้าหนุ่มน้อย เจ้ารู้หรือเปลาว่าวงเวทย์ที่เจ้าเห็นนั้นรอยต่อแต่ระรอยที่เป็นเส้นเชื่อมโยง ต้องอัดพลังวิญญาณลงไป และวงเวทย์ตัวอักษรณ์ นั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่าแต่ละตัวใช้ทำอะไรและต้องไส่พลังวิญญาณลงไปเท่าไหรกัน เจ้าหรือรู้เปล่า ว่าวงเวทย์แต่ละวงหมายถึงอะไร ฮึ เจ้าหนุ่ม "
    เสียงของชายชราเป็นน้ำเสียงของผู้ที่ผ่านโลกผ่านเหตุการณ์มานับไม่ถ้วนกำลังสั่งสอนเด็กน้อยที่พึ่งจะหัดเดินหลังพูดจบชายชรามองไปที่จ้าวหลงหนึ่งครั้งไม่ได้พูดอะไรต่อเดินหายไปด้านหลังปล่อยให้เจ้าหลงยืนคิดอยู่ครู่หนึ่ง เจ้าหลงเข้าใจดีว่าชายชรามีความต้องการจะแนะนำตน ไม่ได้จะดูถูกอย่างที่กล่าวออกมา