วันแต่งงานตรงกับวันพฤหัสบดีที่แสนเงียบสงบ
มีฝนโปรยปรายลงมาเล็กน้อยในตอนเช้า แต่ไม่นานก็หยุดลงและทิ้งไว้เพียงพื้นดินที่ชุ่มฉ่ำ ซึ่งถือว่าโชคดีที่ไม่มีน้ำขังเจิ่งนอง
คฤหาสน์ตระกูลฉู่ตั้งอยู่ในย่านพักอาศัยที่เงียบสงบท่ามกลางความวุ่นวายของเมืองใหญ่ รายล้อมไปด้วยสถาปัตยกรรมฝีมือลาซโล ฮูเด็ค [1] เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ทัศนียภาพทั้งภายในและภายนอกคฤหาสน์จะงดงามจับตา อีกทั้งอากาศก็เย็นสบายกำลังดี
เบื้องหน้าบานหน้าต่างกระจกทรงเหลี่ยมสไตล์ทิวดอร์ [2] สีขาวสะอาดตา ฉู่ชิวไป๋ที่นอนไม่หลับทั้งคืนค่อยๆ เอื้อมมือไปเปิดผ้าม่าน ภาพใบไม้สีส้มอมแดงและสีเหลืองทองที่แต่งแต้มอยู่ท่ามกลางความเขียวขจีในสวน ทำให้เขาหวนนึกถึงฤดูใบไม้ร่วงเมื่อหลายปีก่อนขึ้นมาทันที
...อากาศวันนั้นหนาวเหน็บกว่าวันนี้หลายเท่า
***
ข่าวพยากรณ์อากาศรายงานเื่คลื่นความหนาวเย็นที่พัดถล่มเจียงฮู่ติดต่อกันหลายวัน ทำให้ฝนเทกระหน่ำลงมาตลอดทั้งคืนจนถึงเช้า และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆ ส่งผลให้ฉู่เจียงไหลที่เพิ่งอายุครบสิบห้าปี ใช้ข้ออ้างว่ากลัวเสียงฟ้าร้องเพื่อเข้ามาขลุกอยู่ในห้องนอนของเขาไม่ยอมไปไหนในคืนต่อมา
ปีนั้นฉู่ชิวไป๋อายุพึ่งจะอายุยี่สิบ ยังเป็เพียงชายหนุ่มที่ยังอ่อนต่อโลก แต่กลับหลงคิดไปเองว่าตนเข้าใจความโหดร้ายของโลกใบนี้อย่างถ่องแท้
ฝันร้ายที่สุดของเขาในตอนนั้น อย่างมากก็เป็แค่ฝันว่าต้องไปสอบปากเปล่าวิทยานิพนธ์ [3] แต่เอกสารที่เตรียมมาอย่างดีกลับอันตรธานหายไปจนหมดเกลี้ยงอย่างไร้ร่องรอย
ตัวเขาในตอนนั้นคงคาดไม่ถึงเลยว่า อีกไม่กี่ปีให้หลัง ฝันร้ายเื่หาเอกสารทำวิทยานิพนธ์ไม่เจอนั้น แทบจะกลายเป็ 'ฝันดี' ไปเลยเมื่อเทียบกับความเป็จริง
ในวัยสิบสี่ปี ร่างกายของฉู่เจียงไหลยืดขยายขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงแต่ส่วนสูงที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น ใบหน้าเกลี้ยงเกลาก็เริ่มฉายแววความหล่อเหลาแบบเด็กหนุ่ม
แม้ว่า่นั้นเขาจะดู 'โตเป็ผู้ใหญ่' ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่สิ่งที่ดูเหมือนจะไม่เคยเปลี่ยนไปเลย คือการชอบหาข้ออ้างสารพัดเพื่อจะขลุกอยู่แต่ในห้องนอนของฉู่ชิวไป๋
เช้าวันนั้น ตอนที่ฉู่ชิวไป๋ตื่นขึ้นมา ฉู่เจียงไหลยังคงหลับสนิท ท่านอนของเขาดูเรียบร้อยมาก มือข้างหนึ่งเกาะแขนของฉู่ชิวไป๋ไว้ ส่วนอีกข้างวางราบไปกับหน้าท้อง แต่สีหน้ายามหลับกลับดูแข็งกร้าวกว่าตอนตื่นอยู่หลายส่วน
ทันทีที่ฉู่ชิวไป๋ขยับตัว อีกฝ่ายก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาทันที ดวงตาที่เบิกโพลงนั้นไร้ซึ่งความงัวเงียอย่างที่คนเพิ่งตื่นควรจะเป็ มันแจ่มชัดและเ็าซะจนฉู่ชิวไป๋ที่เฝ้ามองใบหน้ายามหลับของเขาอยู่ถึงกับใจหายวาบ
แต่เมื่อเห็นใบหน้าที่ดูตื่นตระหนกเล็กน้อยของฉู่ชิวไป๋ ฉู่เจียงไหลก็ค่อยๆ ยิ้มตาหยี ก่อนจะเอ่ยทักทายอย่างงัวเงียด้วยน้ำเสียงติดขึ้นจมูกตามประสาคนเพิ่งตื่นว่า "อรุณสวัสดิ์ครับ พี่ชิวไป๋"
"อรุณสวัสดิ์" ฉู่ชิวไป๋ทักตอบพลางดึงแขนตัวเองออกจากมือของอีกฝ่ายเบาๆ "หลับสบายไหม?"
"ไม่ครับ" ฉู่เจียงไหลที่เพิ่งเสียงแตกหนุ่มมีเนื้อเสียงที่ทุ้มต่ำน่าฟัง แม้จะแตกต่างจากเสียงใสๆ ในวัยเด็ก แต่เขาก็ยังคงความไร้เดียงสาขี้อ้อนตอนที่อยู่กับพี่ชายไว้ได้ ผมหน้าม้าที่มักจะชี้ฟูอยู่เสมอตอนเพิ่งตื่นนอน เผยให้เห็นหน้าผากกว้างและดวงตากลมโตที่ดูใสซื่อบริสุทธิ์
"ทำไมล่ะ?" ฉู่ชิวไป๋ยื่นมือไปช่วยจัดผมที่ยุ่งเหยิงนั่นให้เข้าที่ "ฝันร้ายเพราะเสียงฟ้าร้องเหรอ?"
ฉู่เจียงไหลขยับเข้ามาใกล้แล้วซุกใบหน้าลงกับอกของเขาพลางส่งเสียง "อือ" ในลำคอเบาๆ ก่อนจะพูดเสียงอู้อี้ว่า "ผมฝันว่าพี่ไม่้าผมแล้ว"
"จะเป็ไปได้ยังไง" ฉู่ชิวไป๋หัวเราะ "ทอดทิ้งผู้เยาว์มันผิดกฎหมายนะ"
"งั้นถ้าผมบรรลุนิติภาวะแล้วล่ะครับ?" ฉู่เจียงไหลเงยหน้าขึ้น ชุดนอนของเขาแหวกกว้างจนเผยให้เห็นแนวไหปลาร้าสวยได้รูป สายตาของฉู่ชิวไป๋หยุดมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นช่วยดึงคอเสื้อที่หลวมโครกให้เข้าที่
ฉู่เจียงไหลคงไม่รู้ตัวเลยว่าท่าทางของเขานั้นยั่วยวนขนาดไหน ถึงได้เงยหน้าถามอย่างไร้เดียงสาว่า "พอผมโตเป็ผู้ใหญ่ ถ้าพี่ไม่้าผม ก็ไม่ถือว่าผิดกฎหมายแล้วใช่ไหมครับ..."
"แล้วฉันจะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไรล่ะ?" ฉู่ชิวไป๋เบนสายตาไปทางอื่น "ถึงยังไงเนื้อนายก็หนักตั้งร้อยกว่าจิน [4] เชียวนะ ฉันลงทุนลงแรงไปตั้งเท่าไหร่กว่าจะขุนจนได้ขนาดนี้ จะให้ทิ้งขว้างง่ายๆ ได้ยังไง"
ฉู่เจียงไหลหลุดขำพรืดออกมา "นั่นสินะครับ"
"เอาล่ะ อย่ามัวแต่เหม่อ รีบไปล้างหน้าแปรงฟันได้แล้ว" ฉู่ชิวไป๋ดึงเขาลงจากเตียงราวกับกำลังถอนหัวไชเท้า "ตอนแปดโมงสิบห้าฉันมีนัดคุยงานกลุ่ม น่าจะใช้เวลาสักครึ่งชั่วโมง คุยเสร็จแล้วเราค่อยกินมื้อเช้าด้วยกัน หรือถ้านายหิวจะกินก่อนก็ได้นะ"
"ผมไม่หิว" ฉู่เจียงไหลตอบ "ผมจะรอกินพร้อมพี่"
เพิ่งผ่านไปได้เพียงสามวันหลังจากที่ฉู่ชิวไป๋ได้รับเื่ร้องเรียนจากอาจารย์ ว่าฉู่เจียงไหลมีพฤติกรรมเ็าต่อเพื่อนร่วมชั้น และชอบทำตามใจตัวเองมากเกินไป
ฉู่ชิวไป๋ในวัยยี่สิบคิดว่าอาจารย์ท่านนั้นคงเข้าใจผิดไปแน่ๆ เด็กที่แม้แต่มื้อเช้ายังอยากจะรอกินพร้อมพี่ชายอย่างฉู่เจียงไหลน่ะเหรอ จะเป็คนเืเย็น ไม่เคารพกฎระเบียบและขาดจิตสำนึกรักใคร่กลมเกลียวอย่างที่อาจารย์กล่าวหา?
...ช่างห่างไกลจากความเป็จริงลิบลับ
.
.
หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ ฉู่ชิวไป๋ก็เข้าไปในห้องหนังสือ แต่การพูดคุยเื่รายงานกลุ่มกลับจบเร็วกว่าที่คิด เพราะสมาชิกสองในห้าคนไม่เข้าประชุมกะทันหัน ทำให้สุดท้ายต้องเลื่อนออกไปก่อน
ฉู่ชิวไป๋พับหน้าจอคอมพิวเตอร์ลงอย่างจนใจ เขาเดินลากรองเท้าแตะลงบันไดมาที่ชั้นล่างอย่างเฉื่อยชา แต่กลับไม่พบฉู่เจียงไหลในห้องนั่งเล่น และก็ไม่เห็นเงาของอีกฝ่ายในห้องรับแขกเช่นกัน
โทรศัพท์มือถือถูกลืมทิ้งไว้ในห้องหนังสือ ฉู่ชิวไป๋ี้เีเดินกลับขึ้นไปหยิบแล้ว เขาจึงใช้วิธีเดินตามหาอีกฝ่ายรอบบ้าน
พ่อของเขายุ่งอยู่กับธุรกิจ นานๆ ทีถึงจะกลับบ้าน ส่วนแม่ก็มีสังคมของตัวเอง จะกลับมานอนบ้านเฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้น ดังนั้น เพื่อให้สามารถกลับบ้านมาดูแลฉู่เจียงไหลที่ข้ามชั้นขึ้นมาเรียนมัธยมปลายได้บ่อยๆ ฉู่ชิวไป๋จึงเลือกเรียนคณะแพทยศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยใกล้บ้าน
เขาเดินหาอยู่นานก็ไม่พบ จนกระทั่งสาวใช้บอกเขาว่า "คุณชายเล็กไปที่สวนดอกไม้ค่ะ เหมือนจะมีแขก" ฉู่ชิวไป๋จึงเปลี่ยนเป็รองเท้าสำหรับใส่นอกบ้าน แล้วเดินตรงไปยังสวนหน้าบ้านทันที
ฝนหยุดตกแล้ว แต่อากาศยังหนาวอยู่บ้าง ท่ามกลางแสงท้องฟ้าที่ดูขมุกขมัว ฉู่ชิวไป๋เดินกอดอกไปตามทางเดินเล็กๆ ที่เชื่อมระหว่างตัวบ้านกับสวน เขานึกเสียใจนิดหน่อยที่ไม่ได้สวมเสื้อคลุมทับมาอีกชั้น ขณะที่กำลังลังเลว่าจะเดินกลับไปหยิบดีหรือไม่ สายตาของเขาก็ปะทะเข้ากับร่างของน้องชาย
ฉู่เจียงไหลยืนอยู่บนถนนทางเดินที่ร่มรื่น ซึ่งเชื่อมระหว่างตัวตึกหลักของวิลล่ากับประตูรั้ว ห่างจากสวนเล็กไปประมาณห้านาทีหากเดินเท้า ข้างกายเขามีเด็กสาวผมยาวประบ่าในชุดเครื่องแบบนักเรียนฤดูใบไม้ร่วงคนหนึ่งยืนอยู่ด้วย ซึ่งไม่รู้ว่าเป็เพราะอะไร จู่ๆ ฉู่ชิวไป๋ก็หยุดฝีเท้าลงโดยไม่รู้ตัว เขายืนนิ่งอยู่ห่างจากสองคนนั้นประมาณสองร้อยเมตรในระยะสายตา
เด็กผู้หญิงคนนั้นผิวขาวจัด ตัวสูง ดูแล้วน่าจะเป็คนรักสวยรักงามและรู้จักแต่งตัวอยู่ไม่น้อย เพราะในฤดูกาลแบบนี้เธอยังกล้าสวมกระโปรงพลีทสีเทาเข้มโชว์เรียวขาขาวผ่องโดยที่ไม่ใส่ถุงน่องกันหนาว แต่ถึงแม้จะมองเห็นเครื่องหน้าของเธอไม่ชัด ฉู่ชิวไป๋ก็ฟันธงได้ทันทีว่าเธอต้องเป็คนสวยแน่นอน
เด็กสาวคนนั้นดูเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา ระหว่างที่พูดก็พยายามยื่นมือออกมาหมายจะคว้าแขนของฉู่เจียงไหลไว้ แต่อีกฝ่ายที่เอามือล้วงกระเป๋ากางเกงอยู่ทั้งสองข้างกลับถอยหลังหลบ ทำให้เธอคว้าได้เพียงความว่างเปล่า
ในฐานะพี่ชาย ฉู่ชิวไป๋อยากจะบอกฉู่เจียงไหลเหลือเกินว่า การยืนล้วงกระเป๋าและทำหน้าตาเ็าแบบนั้นคุยกับผู้หญิงมันเสียมารยาทมาก แต่ในฐานะ 'ฉู่ชิวไป๋' เขากลับไม่อยากแก้ไขพฤติกรรมนี้ของฉู่เจียงไหลเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเดินเข้าไปใกล้อีก ฉู่ชิวไป๋ก็มองเห็นใบหน้าของเด็กผู้หญิงคนนั้นได้อย่างชัดเจนในที่สุด เธอสวยมาก มีใบหน้ารูปไข่ที่เล็กเท่าฝ่ามือ ล้อมกรอบด้วยเรือนผมสีดำหนานุ่มดัดเป็ลอนเล็กน้อย และดูเหมือนจะมีคราบน้ำตาเปรอะเปื้อนอยู่บนแก้ม
แม้จะถูกฉู่เจียงไหลปฏิเสธ แต่เธอก็ยังพยายามไล่ตามเขาอย่างไม่ลดละ เธอถามว่า "ลองคบกับฉันไม่ได้จริงๆ เหรอ?"
ในวันนั้น ท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดครึ้มของฤดูใบไม้ร่วง ฉู่ชิวไป๋ที่เฝ้ามองเหตุการณ์จากระยะไกลก็พลันััได้ถึงความรู้สึกปวดร้าวที่ฝาดเฝื่อนและขมขื่นขึ้นมาในอกอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
เขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่ปฏิกิริยาที่พี่ชายควรจะมีเมื่อเห็นน้องชายถูกสาวสวยสารภาพรัก แต่เขาควบคุมมันไม่ได้จริงๆ
เขาหวังว่าตัวเองจะสามารถเดินเข้าไปหาทั้งสองคนอย่างสง่าผ่าเผย แล้วเตือนฉู่เจียงไหลว่าเขาควรตอบรับหรือปฏิเสธคำสารภาพรักของผู้หญิงยังไงให้ดูสุภาพ หรืออย่างน้อยก็ควรจะเดินเลี่ยงออกไปเงียบๆ เพื่อเปิดโอกาสให้หนุ่มสาววัยแรกแย้มได้ปรับความเข้าใจกัน
แต่ฉู่ชิวไป๋กลับไม่ทำแบบนั้น เขายืนอยู่ที่เดิมอย่างโดดเดี่ยว ราวกับคนที่ถูกพันธนาการด้วยศีลธรรม แม้จะไม่เต็มใจแต่ก็ต้องจำยอมเสียสละทุกอย่างของตนเพื่อรักษาระเบียบอันดีงามของโลกใบนี้ไว้ดั่งวีรบุรุษ
"ลองคบงั้นเหรอ?"
"อื้ม!"
"ทำไมล่ะ?" ฉู่เจียงไหลถาม
"เพราะว่า..."
"เพราะเธอชอบฉัน?"
ใบหน้าของเด็กสาวแดงซ่านขึ้นมาทันที เธอนิ่งไปครู่ใหญ่ก่อนจะพยักหน้าแรงๆ ทั้งน้ำตา
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉัน?” บนใบหน้าที่เ็าของฉู่เจียงไหลปรากฏแววรำคาญระคนรังเกียจ "เธอชอบฉัน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉัน? แค่เพราะเธอชอบฉัน ฉันก็เลยต้องลองคบกับเธอ? งั้นวันๆ ฉันคงไม่ต้องทำบ้าอะไรแล้วมั้ง" เขามองเด็กสาวคนนั้นอย่างดูแคลน แล้วเสริมต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบว่า "เพราะพวกน่ารำคาญและน่ารังเกียจแบบเธอน่ะ มันมีเยอะยิ่งกว่าแมลงสาบในครัวหลังร้านอาหารตามสั่งซะอีก"
เด็กสาวที่ถูกเปรียบเป็แมลงสาบถึงกับตะลึงงัน แทบไม่อยากเชื่อหูตัวเองว่าคำพูดเหล่านี้จะหลุดออกมาจากปากของคนที่เธอชอบ
"ทะ...ทำไมนายถึงพูดแบบนี้?"
"ทำไมจะพูดไม่ได้?" ฉู่เจียงไหลยังคงไม่เอามือออกมาจากกระเป๋า เขาเชิดคางขึ้นด้วยท่าทางที่เกือบจะเรียกได้ว่าเืเย็น ก่อนจะเอ่ยปากไล่อย่างไร้เยื่อใย "ไปให้พ้น อย่ามาเกาะแกะแถวนี้ ออกไปจากบ้านฉันซะ"
เด็กสาวที่ถูกทำร้ายจิตใจอย่างรุนแรงร้องไห้หนักขึ้นกว่าเดิม จนแม้แต่ฉู่ชิวไป๋ที่ไม่อยากให้ฉู่เจียงไหลรับรัก ก็ยังอดรู้สึกสงสารเธอไม่ได้
"ฉู่เจียงไหล!" เธอะโทั้งน้ำตา "เพราะนาย ฉันถึงโดนผู้หญิงทุกคนแบน! เพราะนาย ที่โรงเรียนถึงไม่มีใครยอมคุยกับฉัน! นายรู้ไหมว่าคนพวกนั้นเรียกฉันลับหลังว่าอะไร? นายรู้ไหมว่าฉัน—"
"พอได้แล้ว" ฉู่เจียงไหลตัดบทอย่างเ็าอีกครั้ง "พวกนั้นจะเป็ยังไงก็ไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับฉัน มีธุระแค่นี้ใช่ไหม? ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็รีบไสหัวไป"
พูดจบ ฉู่เจียงไหลก็ถอยหลังสองก้าว จังหวะที่เขากำลังจะหันหลังเดินหนี เด็กสาวคนนั้นก็พุ่งเข้ามาคว้าชายเสื้อของเขาไว้แล้วพยายามอ้อนวอน "ฉันจะตายอยู่แล้วนะเจียงไหล! ถ้าแม้แต่นายยังทำกับฉันแบบนี้ ฉันก็ไม่มีกำลังใจจะอยู่ต่อแล้ว! ฉันจะตายให้ดู!"
ฉู่เจียงไหลที่ได้รับ 'คำขู่จะฆ่าตัวตาย' ไม่มีท่าทีสะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย เขากระชากชายเสื้อออกจากมือของหญิงสาวด้วยความรังเกียจราวกับกำลังหลบเลี่ยงเชื้อโรค "ออกไปให้ห่างตัวฉัน" เขาหลุบตามองต่ำด้วยสายตาดูถูกแล้วพูดต่อว่า "แล้วก็อย่ามาเรียกชื่อฉันแบบนั้น มันน่าขยะแขยง"
***
หลังจากนั้นไม่นาน เด็กสาวคนนั้นก็ย้ายโรงเรียนเพราะทนการถูกกลั่นแกล้งไม่ไหว เธอยังแวะมาหาฉู่เจียงไหลที่บ้านอีกหลายครั้ง แต่ฉู่เจียงไหลไม่ยอมออกไปพบ จนเมื่อผ่านไปอีกหลายปี ฉู่ชิวไป๋ถึงได้รู้โดยบังเอิญว่าหลังจากย้ายไปโรงเรียนใหม่ เธอเรียนอยู่ที่นั่นได้เพียงเดือนเดียวเท่านั้น
เพื่อนของเขาเล่าให้ฟังว่า "เด็กผู้หญิงแซ่จงที่เคยตามตื๊อเจียงไหลคนนั้นน่ะ สุดท้ายก็ไม่ได้เรียนต่อมหาวิทยาลัยนะ" ในสายตาที่สอดรู้สอดเห็นของเขามีความเสียดายอยู่เล็กน้อย "เธอตายแล้ว"
"ตะ... ตายแล้ว?"
"อื้ม ได้ยินว่าะโตึกน่ะ ย้ายโรงเรียนไปไม่กี่วันก็ะโลงมาจากชั้นเจ็ด ตำรวจสรุปว่าเป็การฆ่าตัวตาย"
.
.
.
วันนั้น ฉู่ชิวไป๋ยืนเหม่ออยู่ตรงทางเดินเล็กๆ ที่เด็กสาวมาสารภาพรักกับฉู่เจียงไหลอยู่นาน
เขาเอาแต่นึกถึงดวงตาที่เอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาคู่นั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า นึกถึงคำพูดของเธอที่บอกว่า 'ฉันจะตายให้ดู'
ท่ามกลางความลังเลสับสนนั้น ฉู่ชิวไป๋ท่องบทสวดปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตรเพื่อขจัดบาปในใจไปนับร้อยจบ
「...พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ เมื่อปฏิบัติลึกซึ้งในปรัชญาปารมิตา ทรงพิจารณาเห็นว่า ขันธ์ห้าล้วนว่างเปล่า จึงข้ามพ้นสรรพทุกข์ทั้งปวง ดูก่อนสารีบุตร! รูปไม่ต่างจากความว่าง ความว่างไม่ต่างจากรูป; รูปคือความว่าง ความว่างคือรูป...」
ฉู่ชิวไป๋จำไม่ไดเลยว่าสุดท้ายแล้วเดินกลับเข้าบ้านด้วยความรู้สึกซับซ้อนขนาดไหน เขาจำได้เพียงว่า เพราะสวมเสื้อผ้าบางๆ ยืนตากลมข้างนอกนานเกินไป เขาจึงล้มป่วยลงและมีไข้สูงตอนกลางดึกคืนนั้น
หานรุ่ยฉินไม่อยู่บ้าน เธอไปช็อปปิ้งกับเพื่อนที่ปารีส จึงเป็ฉู่เจียงไหลที่มานั่งเฝ้าไข้อยู่ข้างเตียง คอยประคบน้ำแข็งให้เขาตลอดทั้งคืน
หลังจากนั้น ฉู่ชิวไป๋ก็หลอกตัวเองอยู่เป็เวลานานว่า... ต่อให้ฉู่เจียงไหลจะเป็สัตว์ประหลาดที่ไร้ความเห็นอกเห็นใจจริงๆ ก็ตาม แต่เมื่อกลับมาถึงรังและอยู่ต่อหน้าเขา น้องชายคนนี้ก็จะเก็บซ่อนกรงเล็บอันแหลมคมไว้อย่างระมัดระวังเสมอ
ซึ่งเมื่อคิดได้แบบนี้แล้ว ต่อให้ใครจะพรรณนาว่าฉู่เจียงไหลเป็สัตว์ร้ายที่โเี้สักแค่ไหน ก็ยากที่จะสั่นคลอนภาพลักษณ์น้องชายที่น่ารักน่าเอ็นดูในสายตาของฉู่ชิวไป๋ได้
พระพุทธองค์ตรัสว่า:「ผู้รู้ย่อมมีกรรม วิบากกรรมยากจะลบล้าง วัฏสงสารหมุนเวียน ผลกรรมย่อมตอบสนองไม่ช้าก็เร็ว」
ความเห็นแก่ตัว ความเ็าและการขาดความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของฉู่เจียงไหล ทำให้เขาก่อกรรมทำเข็ญไว้มากมายทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ แต่ทว่า... เขาจะไม่มีวันได้รับผลกรรมนั้น
เพราะหุบเหวแห่งวิบากกรรมของเขานั้น ฉู่ชิวไป๋ยินดีที่จะใช้บุญกุศลทั้งชีวิตของตัวเองถมให้เต็ม