บทที่ 7: พายุฤดูร้อนและการตระหนักรู้
ค่ำคืนที่สองในต่างโลกของอีไลอัสผ่านพ้นไปอย่างสงบสุขกว่าที่คิดแม้จะต้องนอนบนพื้นดินที่ปูด้วยใบไม้ แต่ความอบอุ่นจากเตาผิงใต้ดินดาโกตาและไออุ่นจากก้อนขนสีส้มแดงที่นอนขดตัวซุกอยู่ข้างๆก็ช่วยให้ร่างกายของเด็กชายวัยสิบสองปีได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม ฟินน์ลูกจิ้งจอกอสูรที่เพิ่งเซ็นสัญญาเข้ามาเป็ลูกบ้านหมายเลขหนึ่งดูจะปรับตัวเข้ากับเ้านายคนใหม่ได้อย่างรวดเร็ว มันนอนหลับปุ๋ย ครางหงิงๆอย่างมีความสุขหลังจากฟาดปลาย่างไปจนเกลี้ยง
ทว่า...กฎข้อหนึ่งของธรรมชาติที่สถาปนิกและวิศวกรทุกคนรู้ดีก็คือ "ความสงบมักจะเป็เพียงฉากหน้าของพายุที่กำลังจะมาเยือน"
รุ่งอรุณของวันที่สามไม่ได้เริ่มต้นด้วยแสงแดดสีทองหรือเสียงนกร้องใสแจ๋วอย่างที่ควรจะเป็แต่อีไลอัสถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยความรู้สึกอึดอัดอย่างประหลาด มันคือสภาวะที่ ‘ความกดอากาศ ’ ดิ่งลงอย่างฉับพลัน อากาศรอบตัวดูหนักอึ้งและนิ่งสนิทจนแทบไม่มีลมพัดเสียงนกป่าและแมลงที่เคยร้องระงมเงียบกริบราวกับถูกกดปุ่มปิดเสียง
ฟุดฟิด... ฟุดฟิด...
ฟินน์สะดุ้งตื่นขึ้นมาก่อนหูทรงสามเหลี่ยมของมันตั้งชัน จมูกสีดำสนิทสูดดมอากาศฟุดฟิดอย่างบ้าคลั่ง
“เ้านาย!กลิ่นน้ำ! กลิ่นน้ำก้อนใหญ่มากกำลังลอยมาทางนี้!” เสียงของฟินน์ดังก้องในหัวของอีไลอัสมันเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ลูกจิ้งจอกผุดลุกขึ้นยืน ขนหางของมันพองฟู
อีไลอัสงัวเงียลุกขึ้นนั่งเขามองออกไปนอกเพิงหมาแหงนท้องฟ้าที่ควรจะสว่างไสวบัดนี้ถูกปกคลุมด้วยเมฆคิวมูโลนิมบัส สีเทาดำทะมึนก้อนเมฆั์เ่าั้ก่อตัวสูงขึ้นราวกับหอคอยแห่งความมืดบดบังแสงอาทิตย์จนป่าทั้งป่าตกอยู่ในสภาวะสลัวเหมือนยามโพล้เพล้ กลิ่น ‘เพทริคอร์ ’ หรือกลิ่นไอละอองดินที่เกิดจากความชื้นปะทะกับพื้นดินแห้งลอยเตะจมูกอย่างรุนแรง
“พายุฤดูร้อน...” สถาปนิกหนุ่มครางในลำคอ “การลดระดับของความกดอากาศอย่างรวดเร็วก่อให้เกิดกระแสลมตีกลับอย่างรุนแรง... แย่แล้ว!”
เปรี้ยง!!
เสียงฟ้าผ่าดังกึกก้องกัมปนาทจนแผ่นดินะเืตามมาด้วยพายุลมงวงที่พัดกระหน่ำเข้ามาอย่างไร้ความปรานีทิศทางลมที่อีไลอัสเคยคำนวณไว้ว่าพัดมาจากทางน้ำตกบัดนี้มันปั่นป่วนและเปลี่ยนทิศทางแบบ 180 องศา ! ลมกรรโชกแรงพัดย้อนกลับเข้ามาทาง‘ด้านหน้า’ ของเพิงหมาแหงนที่เปิดโล่งอยู่อย่างจัง!
ซ่าาาา!!
สายฝนเม็ดใหญ่เทกระหน่ำลงมาราวกับฟ้ารั่วมันไม่ได้ตกลงมาในแนวดิ่งแต่ถูกลมพายุพัดให้สาดเข้ามาในแนวเฉียงทะลุทะลวงเข้ามาถึงภายในที่พักชั่วคราวเตาไฟดาโกตาที่เคยให้ความอบอุ่น เมื่อเจอกับมวลน้ำมหาศาลที่สาดเข้ามาทางปากหลุมหลักและท่อไอดีไฟที่เคยลุกโชนก็ดับพรึบลงในพริบตา หลงเหลือเพียงกลุ่มควันสีเทาและเสียงดัง ฉ่า ก่อนจะกลายเป็บ่อโคลนเละเทะ
“แงงงง! เ้านาย!ฉันเปียก! ขนสวยๆ ของฉันเปียกหมดแล้ว ไฟฉันดับแล้ว หนาวด้วย!” ฟินน์ร้องลั่น มันวิ่งหนีร่นเข้าไปจนสุดโคนต้นไม้ใหญ่ที่เป็ผนังหลังของเพิงพยายามขดตัวให้เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ฟินน์!มาหลบตรงนี้!” อีไลอัสะโแข่งกับเสียงฝนเขารีบขยับตัวเข้าไปกอดลูกจิ้งจอกอสูรไว้แนบอกพยายามใช้แผ่นหลังของตัวเองเป็เกราะกำบังลมและฝนที่สาดเข้ามา
สถาปนิกในร่างเด็กชายเงยหน้าขึ้นมองผลงานการก่อสร้างชิ้นแรกของเขาในโลกนี้เพิงหมาแหงน ที่สร้างจากกิ่งไม้และใบเฟิร์นกำลังเผชิญหน้ากับความล้มเหลวทางโครงสร้างอย่างสาหัส
“โครงสร้างหลักยังรับแรงลม ได้อยู่สกิลสถาปนิกแห่งพงไพรเชื่อมกิ่งไม้ไว้แ่ามาก...” อีไลอัสวิเคราะห์สถานการณ์ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความกังวล“แต่ปัญหาคือ ‘วัสดุมุง ’! การเรียงใบเฟิร์นแบบแป้นเกล็ด มันกันน้ำได้ดีในสภาวะฝนตกปกติแต่พอเจอฝนสาด ผสมกับแรงลมที่พัดย้อนขึ้น มันทำให้ใบเฟิร์นเปิดอ้าออก!”
และสิ่งที่เขาคาดการณ์ก็เกิดขึ้นจริงปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘Capillary Action’ หรือการซึมตามรูเล็กๆ เริ่มทำงานเมื่อมวลน้ำมีจำนวนมากเกินกว่าที่ร่องใบเฟิร์นจะระบายออกได้ทันน้ำฝนเริ่มซึมผ่านรอยต่อระหว่างใบเฟิร์น หยดน้ำเย็นเฉียบเริ่มหยดแหมะลงมาจากเพดานตรงเข้าใส่หัวและไหล่ของอีไลอัสอย่างต่อเนื่อง จากหนึ่งหยด กลายเป็สิบหยดและกลายเป็สายน้ำเล็กๆ ที่รั่วซึมลงมาทั่วทุกทิศทาง
ภายในเวลาไม่ถึงสิบห้านาทีสภาพภายในเพิงหมาแหงนก็ไม่ต่างอะไรกับแอ่งน้ำขังใบไม้แห้งที่ปูรองนอนชุ่มโชกไปด้วยน้ำ เสื้อผ้าทอหยาบๆของอีไลอัสเปียกชุ่มจนแนบติดไปกับิั อุณหภูมิร่างกายของเด็กลดลงอย่างรวดเร็วจนเขาเริ่มริมฝีปากสั่นกอดฟินน์ไว้แน่นจนตัวสั่นเทาไปพร้อมๆ กัน
“เ้านาย...ฟันเ้านายกระทบกันดังกึกๆ เลย... เราจะตายไหม?” ฟินน์ครางถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือมันซุกหน้าเข้าไปใต้เสื้อที่เปียกชื้นของอีไลอัสเพื่อหาความอบอุ่นที่แทบจะไม่หลงเหลืออยู่
“ไม่...เราไม่ตายหรอก แค่พายุฤดูร้อน เดี๋ยวพอมวลอากาศเย็นปะทะหมด มันก็หยุดตก...”อีไลอัสตอบเสียงสั่น
เขานั่งกอดเข่าท่ามกลางเสียงพายุที่โหมกระหน่ำ น้ำฝนที่หยดรดใบหน้าและความหนาวเหน็บที่แทรกซึมเข้าสู่กระดูก ในวินาทีนั้นเอง... ภาพสะท้อนของชีวิตเก่าและชีวิตใหม่ก็พุ่งชนกันในหัวของเขาอย่างรุนแรง
ในโลกก่อนเขาทำงานหนักจนตายคาโต๊ะ เพื่อออกแบบ ‘บ้านหรู’ ให้กับมหาเศรษฐีที่เขาไม่เคยรู้จักเพื่อให้คนเ่าั้ได้นอนหลับสบายในคฤหาสน์ที่มีระบบปรับอากาศสมบูรณ์แบบในขณะที่ตัวเขาเองต้องทนอยู่กับเดดไลน์และความเครียด
และเมื่อเขาได้โอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้พลังระดับโกงอย่างสกิลสถาปนิกแห่งพงไพร... เขากลับต้องมานั่งหนาวสั่น เปียกปอนและซุกตัวอยู่ในเพิงกิ่งไม้กะโหลกกะลาที่กันน้ำฝนยังไม่ได้ด้วยซ้ำ!
“นี่ไม่ใช่สโลว์ไลฟ์...”
อีไลอัสพึมพำกับตัวเองดวงตาของเขาที่เคยมองทุกอย่างเป็เื่เล่นๆ เหมือนเกม VR บัดนี้เริ่มฉายแววของความจริงจังและเด็ดขาด
“การใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ที่แท้จริงไม่ใช่การทำตัวซอมซ่อเป็ผู้ประสบภัยไปวันๆการจะอยู่รอดและมีความสุขในป่าแห่งนี้ได้ ฉันต้องมี ‘รากฐาน’ที่มั่นคงกว่านี้ เชลเตอร์กิ่งไม้มันเป็แค่วิธีเอาตัวรอดระยะสั้น แต่ถ้าฉันจะสร้างอาณาเขต...ถ้าฉันจะใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและไม่ต้องมากังวลว่าจะมีฝนหรือมอนสเตอร์หน้าไหนมาบุก...ฉันต้องมี ‘บ้าน’ ที่แท้จริง!”
ความหนาวเหน็บไม่ได้ทำให้จิติญญาของเขาหดหู่ลงแต่ทว่ามันกลับกลายเป็เชื้อเพลิงที่เติมไฟให้ิญญา ‘สถาปนิกเ้าระเบียบ’ ลุกโชนขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง!
ท่ามกลางพายุที่ยังคงโหมกระหน่ำอีไลอัสหลับตาลง ไม่ใช่เพื่อยอมแพ้ แต่เพื่อเปิด ‘กระดานร่างแบบ ’ ในมโนสำนึกของเขา
“ไม้และกิ่งไม้ในป่าชั้นนอกมีความหนาแน่นต่ำเกินไปแถมยังดูดซับความชื้น หากจะสร้างโครงสร้างที่รับแรงกระแทกจากพายุและป้องกันภัยจากมอนสเตอร์ได้...วัสดุหลักต้องเป็ ‘หิน’ เท่านั้น!”
แบบแปลนของ ‘บ้านหิน ’ เริ่มก่อตัวขึ้นในหัวของเขาอย่างรวดเร็วและเป็ระบบ
“ผนัง :เราจะใช้หินแกรนิตจากลำธารและหินผาขนาดกลางการก่อผนังหินทั่วไปถ้าไม่มีปูนซีเมนต์ โครงสร้างจะพังทลายลงมาได้ง่าย แต่ด้วยสกิล[สถาปนิกแห่งพงไพร] ฉันสามารถจับก้อนหินมาสบเข้าด้วยกัน ล็อกเหลี่ยมมุมของหินแต่ละก้อนให้ขัดกันเองอย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่ต้องใช้ปูน!”
สมองของเขาคำนวณการรับน้ำหนักอย่างรวดเร็ว“แต่ถึงหินจะขัดกันแน่นแค่ไหนมันก็ยังมีช่องว่างระบายอากาศ ที่ทำให้ลมหนาวพัดเข้ามาได้ปัญหานี้แก้ได้ด้วย การอุดรอยรั่วฉันจะใช้ดินเหนียวริมตลิ่งผสมกับมอสส์หินบีบอัดเข้าไปในทุกซอกทุกมุมของกำแพงหินเมื่อดินเหนียวแห้ง มันจะเป็ฉนวนกันความร้อนและกันลมที่ยอดเยี่ยมที่สุด”
อีไลอัสกระชับอ้อมกอดที่รัดฟินน์ไว้แน่นขึ้นความคิดของเขาแล่นต่อไปยังส่วนที่สำคัญที่สุดของบ้านในเขตป่าชื้น
“เตาผิง :เตาผิงต้องไม่ใช่แค่รูบนดินอีกต่อไป มันต้องเป็ ‘แกนกลางความร้อน ’ ของบ้าน ฉันจะสร้างเตาผิงจากหินก้อนใหญ่ที่สุดไว้ที่ใจกลางของตัวบ้าน หินเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็แบตเตอรี่กักเก็บความร้อน ในตอนที่ก่อไฟ และแผ่รังสีความร้อน ออกมาโอบล้อมตัวบ้านในเวลากลางคืนแม้ไฟจะดับไปแล้วก็ตาม”
เขาเริ่มวางผังพื้น ในอากาศ “รูปทรงของบ้านต้องเป็สี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดย่อมเพื่อให้การหมุนเวียนของอากาศร้อนกระจายได้ทั่วถึง หลังคาต้องปรับความชัน ให้มากกว่า 45 องศาเพื่อให้น้ำฝนระบายออกเร็วที่สุดและไม่เกิดการสะสมจนซึมเข้าหลังคาและฉันจะไม่ปูพื้นด้วยดินเปล่าๆ อีกต่อไปต้องมีการยกพื้นหรือปูด้วยหินแบนเพื่อป้องกัน ‘ความชื้นจากดิน’”
ภาพของบ้านหินชั้นเดียวที่ดูอบอุ่นแข็งแกร่ง ราวกับป้อมปราการขนาดย่อม ปรากฏชัดเจนในมโนทัศน์ของอีไลอัสมันมีปล่องควันที่ก่อด้วยหินสูงขึ้นไปเหนือหลังคา มีหน้าต่างเล็กๆที่หันรับทิศทางลมใต้ และมีประตูกรอบไม้ที่แข็งแรง
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าร้องดังขึ้นอีกครั้งทำให้อีไลอัสลืมตาขึ้นสู่ความเป็จริงที่เขายังคงเปียกปอนและหนาวสั่นอยู่ในเพิงกิ่งไม้แต่คราวนี้ แววตาของเด็กชายไม่มีความหวาดกลัวหรือความสิ้นหวังอีกต่อไปมันมีเพียงความมุ่งมั่นที่แข็งกร้าวประดุจเพชร
“ทนอีกนิดนะฟินน์...”อีไลอัสก้มลงกระซิบกับลูกจิ้งจอกอสูรที่ตัวสั่นเทา “ให้พายุลูกนี้มันบ้าคลั่งไปให้พอ เพราะทันทีที่ท้องฟ้าเปิดทันทีที่แสงแดดหยาดแรกส่องลงมา...”
เขากำหมัดแน่นหยดน้ำฝนที่ไหลผ่านใบหน้าดูราวกับเป็การชำระล้างความอ่อนแอในอดีตทิ้งไปจนหมดสิ้น
“ฉันจะสร้าง‘บ้าน’ บ้านที่แท้จริง บ้านที่ไม่มีพายุลูกไหนหรือมอนสเตอร์หน้าไหนมาพังมันลงได้... รัฐอิสระแห่งนี้จะเริ่มต้นการปฏิวัติโครงสร้างพื้นฐาน ั้แ่วินาทีที่พายุสงบลง!”
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการตระหนักรู้...ค่ำคืนแห่งความหนาวเหน็บและพายุฤดูร้อนได้หล่อหลอมให้สถาปนิกผู้แสวงหาความสโลว์ไลฟ์กลายร่างเป็ผู้รังสรรค์ที่จะเปลี่ยนภูมิสถาปัตยกรรมของป่าต้องห้ามแห่งนี้ไปตลอดกาล!