Tale of Tales Online: Age of Apocalypse อภิมหาสงครามภัยพิบัติถล่มจักรวาล

    ตอนที่ 19 กลุ่มคนชุดดำ

    นอกจะผมจะหัวร้อนเพราะมีผู้เล่นคนหนึ่งใช้ทักษะคลื่นยักษ์สึนามิมาดับกำแพงไฟของผมจนวอดวาย จนทำให้คอมโบทั้งหมดที่ผมเตรียมมาต้องหายไปกับสายน้ำแล้ว ผมยังต้องมากังวลอีกว่าจะทำอย่างไรต่อไปเนื่องจากทักษะที่ผมกำลังจะใช้เป็นลำดับถัดจากไฟร์วอลนั้น มีเงื่อนไขคือผู้ร่ายต้องอยู่ในบริเวณที่มีเปลวไฟ และยิ่งเปลวเพลิงมีมากเท่าไร ผลของทักษะก็จะยิ่งทรงพลังมากขึ้นเท่านั้นและชื่อของทักษะที่ว่านั้นคือทักษะเฟลมกราวด์ เป็นทักษะที่จะเปลี่ยนเวท ทักษะหรือสิ่งแวดล้อมที่มีธาตุไฟรอบตัวผู้ใช้ให้กลายเป็นสนามเพลิง โดยขนาดพื้นที่ที่สามารถเปลี่ยนแปลงให้เป็นทะเลเพลิงได้นั้นขึ้นอยู่กับปริมาณของเปลวไฟที่ถูกแปลงมาซึ่งทักษะที่ผมจะใช้เป็นลำดับถัดๆ ไปนั้นเป็นทักษะที่น่าจะมีความรุนแรงพอสมควร โดยทักษะที่ว่ามานี้มีชื่อว่าทักษะไฟร์บีม ซึ่งเป็นทักษะที่มีเงื่อนไขอยู่ว่าผู้ใช้ต้องได้รับผลของทักษะเฟลมกราวด์จึงจะสามารถใช้งานทักษะได้ โดยนอกจากทักษะนี้แล้วยังมีทักษะที่น่าสนใจอีกหลายทักษะที่มีเงื่อนไขคล้ายๆ กันจากเดิมที่แผนของผมจะเริ่มจากกำจัดผู้เล่นในละแวกใกล้เคียงก่อน แล้วก็คุมพื้นที่ของตัวเองเอาไว้ พร้อมซุ่มใช้เวทใส่ผู้เล่นคนอื่นที่กำลังเผลอเพื่อเร่งการฆ่าพวกเขาให้เร็วที่สุด และจะทำแบบนี้วนไปจนเหลือรอดเป็นสิบหกคนสุดท้าย‘ปล่อยมันไป อย่างที่เป็น ไม่อาจจะดำเนินตามแผนได้อีกต่อไป’ในเมื่อแผนเดิมพังไม่เป็นท่า ก็มีแต่ต้องด้นสดไปเท่านั้นแต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม หากผมรอไปอีกเกือบสองนาที รอไปจนกว่าสกิลไฟร์วอลจะสามารถใช้งานได้อีกครั้ง แผนเดิมก็ยังสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อยู่‘ถ้ายังไม่โดนรุมกระทืบตายไปก่อนอะนะ’เมื่อสงบตัวลงได้ จึงพยายามคิดถึงวิธีที่จะทำให้ผมติดหนึ่งในสิบหกคนสุดท้าย พลันเกิดความขัดแย้งขึ้นในความคิดยิ่งคนเหลือน้อยยิ่งทำให้การต่อสู้นั้นง่ายขึ้น ผมนั่นว่าไม่จริงเลย ความจริงแล้วผมคิดตรงข้ามเลยต่างหาก ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไรก็ยิ่งเสี่ยงที่จะบังเอิญไปเผชิญหน้ากับผู้เล่นที่มีฝีมือมากเท่านั้น และคงมีแต่คนเก่งๆ เท่านั้นแหละที่จะรอดไปจนถึงช่วงท้ายๆ ได้‘ยิ่งน้อยยิ่งยาก ยิ่งมากยิ่งง่าย’ทันใดนั้นเองก็มีผู้มาเยือนที่ได้ย่างกรายเข้ามาในอาณาเขตเซฟโซนที่ผมวาดไว้ในจินตนาการ ซึ่งหากใครได้ก้าวผ่านเขตแดนนั้นเข้ามา จะมีโอกาสเป็นไปได้สูงที่ใครคนนั้นจะเป็นผู้เข้าแข่งขันที่มีจิตปองร้ายต่อตัวผมผมได้โอกาสเรียกใช้ทักษะที่เบสิคที่สุดของหนังสือที่อยู่ในหน้าแรกๆ ออกมา เพื่อใช้ลองเชิงผู้เล่นสองคนตรงหน้า ที่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะสมคบคิดกันมารุมฆ่าผม… แต่ผมนั้นไม่ใช่จอมเวทน้อยผู้โดดเดี่ยวในชุดนักผจญภัยตามที่พวกเขามองเห็นได้จากภายนอกแน่ๆเสียงผมเรียกใช้ทักษะดังขึ้น“ไฟร์บอล(Fireball)”
    ทักษะ: ไฟร์บอล(Fireball) ขั้น 10ประเภท: เรียกใช้งานคูลดาวน์: 3 วินาทีรายละเอียด: เรียกลูกบอลเพลิงออกมาเพื่อจู่โจมศัตรู สร้างความเสียหายธาตุไฟแก่เป้าหมาย มีโอกาส 80% ที่จะทำให้ศัตรูติดสถานะเผาไหม้เป็นระยะเวลา 5 วินาที ความรุนแรงของทักษะจะขึ้นอยู่กับค่าสติปัญญาของผู้ร่าย*สถานะเผาไหม้(Burn) : สร้างความเสียหายธาตุไฟให้เป้าหมายอย่างต่อเนื่อง
    ไฟร์บอลขนาดใหญ่ถูกร่ายออกไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับกระสุนเวทมนตร์ชุดหนึ่งที่ถูกส่งตามออกไปใส่ผู้เล่นคนหนึ่ง ก่อนจะเรียกใช้ทักษะไฟร์บอลซ้ำอีกครั้งเมื่อตัวอักษรในหน้าหนังสือเปลี่ยนจากสีเทาเป็นสีส้มดังเดิม โดยคราวนี้มีเป้าหมายเป็นผู้เล่นอีกคนหนึ่งแทนซึ่งผมรู้อยู่แก่ใจว่ามันยากที่จะร่ายไฟร์บอลให้โดนเป้าหมายที่เป็นผู้เล่นด้วยกัน เพราะขนาดมอนสเตอร์เริ่มต้นอย่างลามะจอมถุยก็ยังสามารถหลบบอลเพลิงได้อย่างไม่ยากเย็นเลย แล้วยิ่งเป็นผู้เล่นที่ผ่านรอบบททักษะการต่อสู้พื้นฐานมาแล้วด้วย แค่ลูกบอลเพลิงธรรมดาก็ไม่น่าจะทำอะไรพวกเขาเหล่านั้นได้ผู้เล่นที่เป็นนักดาบใช้การเบี่ยงตัวหลบเพียงนิดเดียวก็สามารถหลบก้อนกระสุนเวทมนตร์และบอลเพลิงได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่ผู้เล่นสายจอมเวทอีกคนหนึ่งใช้คทาสองมือปัดไฟร์บอลของผมใส่ขอบเวทีด้านข้าง จนทำให้เกิดไฟลุกท่วมเขตแดนบาเรียที่กั้นระหว่างพื้นที่ต่อสู้และบริเวณอัฒจันทร์ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ผู้ชมพร้อมใจกันโห่ร้องออกมาด้วยความชอบใจ‘ตามคาด’ พวกเขาสามารถจัดการกับสกิลลูกบอลไฟของผมได้อย่างง่ายดายและด้วยเสียงร้องเชียร์จากผู้ชมเมื่อครู่ทำให้ผมพอจะเดาได้ว่า สองคนนี้ไม่น่าจะใช่ผู้เล่นธรรมดา เพราะไม่อย่างนั้นคงไม่ถูกผู้คนบนอัฒจันทร์จับตามองพร้อมส่งเสียงเชียร์กันดังกึกก้องขนาดนี้‘ไม่โดนไม่เป็นไร’ ผมคิดปลอบใจตัวเองไม่ให้กดดันจนเกินไป อย่างไรเสียจุดประสงค์หลักของผมนั้น ไม่ได้หวังให้ไฟร์บอลโดนเป้าหมายตั้งแต่แรกอยู่แล้วสิ่งที่ผมต้องการเป็นเพียงแค่จำนวนครั้งในการเรียกใช้ทักษะที่ให้ผลธาตุไฟเท่านั้น หากนับจำนวนทักษะทั้งหมดที่ผมได้ใช้ออกมาก่อนหน้านี้ ซึ่งได้แก่ สกิลเสาเพลิง สกิลกำแพงไฟและสกิลบอลเพลิงอีกสองครั้ง นับได้เป็นจำนวนทั้งหมดทั้งหมดสี่ครั้งพอดี ซึ่งจำนวนนั้นก็เป็นจำนวนสูงสุดแล้วที่จะทำให้ทักษะไฟร์สปิริตแสดงผลเต็มประสิทธิภาพ“ด้วยจิตวิญญาณแห่งวิหคเพลิง... ฟินิกซ์สปิริต(Phoenix Spirit)”
    ทักษะ: ฟินิกซ์สปิริต(Phoenix Spirit) ขั้น 10ประเภท: เรียกใช้งานคูลดาวน์: 30 วินาทีเวลาแสดงผล: เมื่อใช้งานจนหมดหรือจนกว่าจะยกเลิกคำร่าย: ด้วยจิตวิญญาณแห่งวิหคเพลิงรายละเอียด: เรียกจิตวิญญาณแห่งวิหคเพลิงออกมาร่ายรำรอบตัวผู้ใช้ ตามจำนวนทักษะที่ให้ผลธาตุไฟที่ได้ร่ายไปก่อนหน้า โดยผู้ใช้สามารถครอบครองจำนวนจิตวิญญาณได้สูงสุดพร้อมกัน 4 ดวงทุกครั้งที่ผู้ใช้ทำการโจมตีปกติ จะมีโอกาสที่จิตวิญญญาณแห่งวิหคเพลิง 1 ดวง จะบินเข้าหาเป้าหมายด้วยความเร็วสูง โดยจะทำการติดตามเป้าหมายโดยอัตโนมัติหากจิตวิญญญาณแห่งวิหคเพลิงโดนเป้าหมายหรือถูกทักษะของเป้าหมายหยุดหรือยับยั้งผล จะทำให้เป้าหมายดังกล่าวติดสถานะเผาไหมเป็นเวลา 15 วินาที โดยไม่สามารถลบล้างผลได้ ความรุนแรงของทักษะจะขึ้นอยู่กับค่าสติปัญญาของผู้ร่าย และหากเป้าหมายติดสถานะเผาไหม้อยู่ก่อนแล้ว จะทำการร่ายทักษะอิกไนท์(Ignite)ตามระดับขั้นของทักษะฟินิกซ์สปิริตใส่เป้าหมายแทน*จำนวนครั้งในการเรียกใช้ทักษะที่ให้ผลธาตุไฟจะถูกรีเซตเป็น 0 เมื่อใช้งานทักษะไฟร์สปิริตสำเร็จ*สถานะเผาไหม้(Burn) : สร้างความเสียหายธาตุไฟให้เป้าหมายอย่างต่อเนื่อง
    สิ้นเสียงเรียกใช้ทักษะก็ปรากฏเป็นดวงไฟขนาดเท่ากำปั้นสี่ดวงลุกโชนขึ้นรอบตัวผม ก่อนที่เปลวเพลิงเหล่านั้นจะเปลี่ยนรูปร่างให้กลายเป็นนกตัวจ้อยที่กำลังบินวนอยู่รอบตัวซึ่งเป็นขณะเดียวกันกับที่จอมเวทสาวเริ่มร่ายเวทบางอย่าง พร้อมกับนักดาบหนุ่มที่กำลังพุ่งเข้ามาด้วยดาบที่กำลังเปล่งแสงพลันพื้นใต้ร่างก็เริ่มแผ่ไอเย็นขึ้น ก่อนที่จะถูกเปลี่ยนเป็นพื้นน้ำแข็ง ที่ค่อยๆ ลุกลามขึ้นมาแช่แข็งขาของผมเอาไว้ได้อย่างแนบเนียน ทำให้ผมไม่สามารถเคลื่อนที่ไปไหนได้ พร้อมกับนักดาบหนุ่มที่กำลังง้างดาบแสงขึ้นมาฟัน โดยตัวคมดาบถูกบังคับเล็งมาที่บริเวณคออย่างจงใจ‘นี่เขาตั้งใจจะฆ่าผมด้วยการฟันเพียงครั้งเดียวเหรอเนี่ย’แค่การหลบหลีกอาวุธสายประชิดปกติก็ยากเย็นพอแล้ว ยิ่งโดนทักษะของจอมเวทสาวแช่แข็งขาของผมเอาไว้ยิ่งไม่ต้องคิดเลยการที่ผมจะร่ายทักษะบางอย่างเพื่อทริกเกอร์ผลทักษะเซฟตี้แคสต์นั้นก็ค่อนข้างเป็นการเสี่ยง เพราะผมไม่รู้ว่าจำนวนครั้งในการโจมตีของนักดาบตรงหน้าจะถูกปล่อยออกมาเป็นชุดหรือแค่ดาบเดียวเพื่อเป็นการลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทักษะกันตายที่มีเพียงไม่กี่ทักษะของหนังสือภาคีนกฟินิกซ์ก็ถูกผมเรียกใช้ออกมาอย่างรวดเร็ว“ซันเรย์(Sun Ray)”
    ทักษะ: ซันเรย์(Sun Ray) ขั้น 1ประเภท: เรียกใช้งานเงื่อนไขการใช้งาน: ผู้ใช้ต้องอยู่ในบริเวณที่ได้รับแสงจากดวงอาทิตย์เท่านั้นคูลดาวน์: 60 วินาทีเวลาแสดงผล: 1 วินาทีรายละเอียด: แสงอาทิตย์จะทำให้พลังของสมาชิกภาคีแก่กล้าขึ้น ปลดปล่อยแสงที่ได้ซึมซับมาจากดวงตะวันอย่างฉับพลัน ทำให้ศัตรูที่จ้องมายังร่างของผู้ใช้สูญเสียการมองเห็นชั่วคราวเป็นระยะเวลา 2 วินาที
    พลันร่างกายของผมก็ส่องสว่างวาบขึ้นมาในชั่วพริบตาพร้อมกับผมที่หงายตัวไปด้านหลังคล้ายกับท่าที่ดูเหมือนกำลังจะทำสะพานโค้ง เพื่อหลบคมดาบที่ฟันเข้ามา ความเจ็บแสบที่เกิดขึ้นทำให้รู้เลยว่าปลายดาบของเขาได้เฉียดลูกกระเดือกของผมไปหน่อยเดียว ซึ่งหากผมคิดช้ากว่านี้อีกนิดก็อาจจะไปเกิดได้เหมือนกันและในจังหวะนี้เองที่ผมจะได้โอกาสในการสวนกลับศัตรูสายประชิดตรงหน้าเสียทีไม้กายสิทธิ์ถูกสะบัดขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดเป็นก้อนพลังเวทพุ่งออกไปปะทะกับร่างเป้าหมาย พร้อมกับจิตวิญญาณแห่งวิหคเพลิงที่พุ่งออกไปในเวลาไล่เลี่ยกัน
    ทักษะ: อิกไนท์(Ignite) ขั้น 10ประเภท: เรียกใช้งานคูลดาวน์: 15 วินาทีรายละเอียด: เรียกเปลวเพลิงให้ลุกโชนขึ้นเพื่อแผดเผาศัตรู สร้างความเสียหายธาตุไฟแก่เป้าหมายเล็กน้อยและทำให้ศัตรูติดสถานะเผาไหม้เป็นระยะเวลา 5 วินาทีหากเป้าหมายได้รับผลของสถานะเผาไหม้อยู่ก่อนแล้ว จะสุ่มจุดระเบิดขึ้นบนบริเวณที่มีไฟลุก สร้างความเสียหายธาตุไฟอย่างรุนแรง ยืดระยะเวลาการติดเผาไหม้ของเป้าหมายไปอีก 5 วินาทีและมีโอกาสสูงที่จะทำให้เป้าหมายเกิดการน็อคดาวน์ ความรุนแรงของทักษะจะขึ้นอยู่กับค่าสติปัญญาของผู้ร่าย*สถานะเผาไหม้: สร้างความเสียหายธาตุไฟให้เป้าหมายอย่างต่อเนื่อง*น็อคดาวน์: ทำให้เป้าหมายล้มลงชั่วขณะ โดยลักษณะการน็อคดาวน์อาจแตกต่างกันไปตามสรีระ/ค่าสถานะของผู้เล่นหรือมอนสเตอร์และประเภทของการโจมตีที่ทำให้เกิดการน็อคดาวน์
    ผลจากการปะทะเข้ากับวิหคเพลิงตัวแรก ได้ทำให้นักดาบคนดังกล่าวเกิดไฟลุกขึ้นในบริเวณที่ถูกฟินิกซ์สปิริตปะทะ ก่อนที่วิหคเพลิงตัวถัดๆ ไปจะซ้ำเข้าไป จนทำให้เกิดการระเบิดของเปลวเพลิงอย่างรุนแรง โดยการระเบิดครั้งแรกได้ส่งร่างของชายคนดังกล่าวให้ลอยขึ้นไปในอากาศ ก่อนที่จิตวิญญาณวิหคเพลิงดวงที่สองจะพุ่งเข้าไปปะทะกับร่างของเขากลางอากาศ จนฟินิกซ์สปิริตระเบิดกระจายตัวเป็นกลุ่มไฟขนาดเล็ก แล้วตามด้วยการระเบิดอย่างรุนแรงจากผลของทักษะอิกไนท์เป็นครั้งที่สอง ส่งร่างของเขาให้กระเด็นกลับลงมากระแทกกับพื้นเบื้องล่าง พร้อมกับวิหคเพลิงตัวที่สามที่เมื่อโดนเป้าหมายแล้วก็ได้ร่ายสกิลอิกไนท์ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ผลจากแรงระเบิดได้ส่งร่างของให้กลิ้งกลับไปยังแถวที่จอมเวทสาวยืนอยู่แต่ก่อนที่ฟินิกซ์สปิริตดวงสุดท้ายจะพุ่งชนกับเป้าหมายนั้น ก็เกิดวงเวทสีฟ้าขึ้นบริเวณร่างของนักดาบหนุ่ม ก่อนที่จะเกิดเป็นคริสตัลน้ำแข็งขนาดใหญ่แช่แข็งร่างของชายคนดังกล่าวเอาไว้ ทำให้สามารถยับยั้งผลของสกิลฟินิกซ์สปิริตเอาไว้ได้ แต่จอมเวทสาวก็ไม่ได้รับผลของทักษะอิกไนท์แต่อย่างใด น่าจะเป็นเพราะว่าจอมเวทคนดังกล่าวไม่ใช่เป้าหมายของฟินิกซ์สปิริตเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ผมไม่สามารถปิดจ็อบนักดาบคนนั้นลงได้ เพราะในตอนนี้นั้นร่างของเขาที่อยู่ในคริสตัลน้ำแข็งดังกล่าวยังไม่ได้สลายหายไปนั่นเองอย่างน้อยก็สามารถตัดกำลังของอีกฝ่ายไปได้คนหนึ่ง นั่นทำให้ผมเสียเปรียบน้อยลงกว่าเมื่อครู่อยู่พอควร ซึ่งมันก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ผมคลายกังวลลงได้กลายเป็นว่าปัญหาเพียงอย่างเดียวในตอนนี้คือ จะทำอย่างไรให้ดวลชนะจอมเวทตรงหน้า โดยการใช้เพียงแค่ทักษะไฟร์บอลเท่านั้น เพราะทักษะอื่นๆ ที่พอจะใช้ได้ก็ได้ใช้ไปหมดแล้ว ยิ่งเป็นทักษะที่เงื่อนไขซับซ้อนหรือเงื่อนไขประหลาดนั้นไม่ต้องหวังที่จะมีโอกาสได้ใช้มันออกมาเลยจู่ๆ หนังสือก็เปล่งแสงขึ้นมาวาบหนึ่ง พลันเกิดไฟลุกขึ้นในอากาศ ไฟที่ว่าเริ่มก่อตัวเป็นกระดาษแผ่นเล็กแผ่นหนึ่ง ก่อนที่มันจะดับไป แล้วเหลือไว้เพียงแผ่นกระดาษที่ได้ร่วงหล่นลงมาบนฝ่ามือของผมในเวลาถัดมาโดยในกระดาษดังกล่าวก็มีข้อความบางอย่างปรากฏอยู่ ซึ่งมันถูกเขียนเอาไว้ว่า“ดาร์คฟินิกซ์ได้ถูกปลดปล่อยจากผนึกแล้ว ระว...” ผมเปล่งเสียงอ่านข้อความที่ดูเหมือนว่ายังเขียนไม่ทันจบทันใดนั้นเองก็เกิดเป็นดวงไฟสีดำจำนวนแปดดวงขึ้นรอบตัวผม ซึ่งแต่ละดวงอยู่ห่างจากผมออกไปเป็นระยะราวสองถึงสามเมตร เพียงครู่เดียวมันก็ได้ปะทุออกมาแล้วแปรเปลี่ยนเป็นขนนกสีดำ พร้อมกับปรากฏเป็นกลุ่มคนในชุดผ้าคลุมสีดำ แล้วพวกนั้นก็เริ่มท่องมนตร์บางอย่างทันทีผมที่เห็นดังนั้นจึงพยายามยิงไฟร์บอลออกไปใส่คนชุดดำคนหนึ่ง แต่ไม่ทันที่ลูกไฟจะได้ปะทะกับเป้าหมาย พวกมันคนหนึ่งก็ทำท่าสะบัดมือแบ็คแฮนด์ออกมา พร้อมกับบอลเพลิงสลายหายไปในอากาศต่อหน้าต่อตาจอมเวทสาวที่สู้กับผมก่อนหน้านี้พยายามใช้ทักษะศรน้ำแข็ง เพื่อจัดการผมในตอนที่ผมกำลังเผลอ แต่ศรดังกล่าวก็ถูกขวางกั้นไว้ด้วยบาเรียปริศนาพลันเกิดเสียงดีดนิ้วขึ้น เกิดเป็นไฟสีดำหย่อมหนึ่งที่ลุกพรึบขึ้นที่เสื้อของเธอโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ไฟแห่งความมืดเริ่มลุกลามจนปกคลุมทั่วร่างในที่สุด เธอวิ่งพล่านไปทั่วพร้อมกับหวีดร้องออกมา ก่อนที่เธอจะบังเอิญไปสัมผัสกับผู้เล่นคนหนึ่ง แล้วกลับนอนดิ้นพล่านอยู่ใกล้คริสตัลน้ำแข็งที่มีร่างของนักดาบหนุ่มอยู่ด้านในไม่นานนักไฟทมิฬก็ได้ส่งร่างของเธอและชายในแท่งคริสตัลให้กลายเป็นแสงไปในที่สุดหลังจากนั้นเพียงไม่นานเพลิงทมิฬก็เริ่มลุกลามจากผู้เล่นคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งราวกับไวรัสที่กำลังแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วเหตุการณ์ดังกล่าวได้ทำให้เสียงเชียร์ของผู้ชมในอารีน่าเงียบกริบ ซึ่งเป็นขณะเดียวกันกับที่ผู้เข้าแข่งขันในสนามคนอื่นๆ เริ่มหวาดระแวงกันเองและนำมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมมาใช้ผมได้แต่คิดแล้วก็สงสัย เรื่องทั้งหมดนี้เป็นมาอย่างไรนั้นไม่รู้...“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย!”