ตอนที่ 7: เสี่ยคนใหม่
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก เผลอแป๊บเดียว ชีวิตนักศึกษาของฉันก็เดินทางมาถึงชั้นปีที่สามแล้ว
หลังจากเหตุการณ์ 'คอนโดถล่ม' ในวันนั้น ฉันก็ไม่ได้กลับไปเหยียบที่นั่นอีกเลย เงินสดหลายแสนบาทที่สูบเลือดสูบเนื้อมาจากเสี่ยสมชาย ถูกแบ่งสรรปันส่วนอย่างเป็นระบบ ส่วนหนึ่งถูกนำไปฝากประจำในธนาคารเพื่อกินดอกเบี้ย และอีกส่วนหนึ่งถูกนำมาใช้เช่าอพาร์ตเมนต์ใหม่ที่กว้างขวางและมีระดับขึ้นมาอีกขั้น แม้จะไม่หรูหราเท่าคอนโดมิเนียมของเสี่ยสมชาย แต่มันก็สะดวกสบาย เป็นส่วนตัว และที่สำคัญ... มันเป็นอาณาจักรที่ฉันสร้างขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรง (และมารยา) ของตัวเองล้วนๆ
ฉันนั่งจิบกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาลอยู่บนเก้าอี้บุนวมนุ่มๆ ภายในห้องพักของตัวเอง ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยให้แอร์คอนดิชันเนอร์เป่าลมเย็นฉ่ำปะทะใบหน้า
ในหัวของฉันกำลังทบทวนถึงทฤษฎีทางจิตวิทยาเกี่ยวกับการสร้างเกราะป้องกันตัวเอง
บทเรียนจากเสี่ยสมชายสอนให้ฉันรู้ว่า ผู้ชายร้อยทั้งร้อยล้วนถูกขับเคลื่อนด้วยกิเลสตัณหาและอีโก้ที่อยากจะรู้สึกเหนือกว่าผู้หญิง พวกเขาพร้อมจะหว่านล้อมด้วยคำหวานและประเคนเงินทองของมีค่าให้ เพื่อแลกกับการได้ครอบครองเรือนร่างและความภาคภูมิใจ
แต่เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาหน้าสิ่วหน้าขวาน หรือถูกคุกคามจากอำนาจที่เหนือกว่า (เช่น ภรรยาหลวงที่มีทะเบียนสมรสและคุมการเงิน) พวกเขาก็พร้อมจะถีบหัวส่ง 'ของเล่น' อย่างฉันได้อย่างเลือดเย็น
ดังนั้น กฎเหล็กข้อเดียวที่ฉันตั้งปณิธานไว้กับตัวเองตั้งแต่วันนั้นก็คือ... 'ฉันจะไม่ยอมเสียน้ำตาหรือมอบความรักที่แท้จริงให้กับผู้ชายหน้าไหนอีกเป็นอันขาด'
ความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับบรรดาเศรษฐีตัณหากลับ จะต้องเป็นเพียงแค่ 'สมการการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์' เท่านั้น พวกเขาได้ความสุขทางกาย ฉันได้เงินทองและความมั่นคง วิน-วินทั้งสองฝ่าย... ไร้ซึ่งความผูกพัน ไร้ซึ่งความคาดหวัง และแน่นอนว่า... ไร้ซึ่งหัวใจ
"แค่นี้ก็จบเรื่อง..." ฉันพึมพำกับตัวเองด้วยรอยยิ้มบางๆ บนริมฝีปาก ก่อนจะลุกขึ้นยืนเพื่อเตรียมตัวออกไปตามนัดหมายสำคัญ
...
ช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ฉันเดินทางมาถึงคาเฟ่บรรยากาศหรูหราสไตล์ผู้ดีอังกฤษที่ตั้งอยู่ริมถนนสายหลักใจกลางเมือง ภายในร้านตกแต่งด้วยโทนสีขาวสะอาดตา ตัดกับเฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้มและต้นไม้ประดับสีเขียวขจี กลิ่นหอมของเมล็ดกาแฟคั่วและขนมอบใหม่ๆ อบอวลไปทั่วบริเวณ
ฉันกวาดสายตามองหาเป้าหมาย เพียงไม่นานก็พบร่างระหงของ 'พี่ส้ม' นั่งไขว่ห้างจิบชาเอิร์ลเกรย์อยู่ที่โต๊ะมุมสุดของร้าน เธอสวมชุดเดรสสีแดงเพลิงที่ขับผิวให้ดูโดดเด่นสะดุดตา สมกับเป็นแม่สื่อตัวแม่ของวงการ
"พี่ส้ม! รอนานไหมคะ" ฉันเดินเข้าไปทักทายพร้อมกับส่งยิ้มหวาน ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
"มาตรงเวลาเป๊ะเหมือนเดิมเลยนะจ๊ะลูกสาว... แหม วันนี้แต่งตัวสวยเชียว ออร่าความสาวความสวยพุ่งกระจายจนหนุ่มๆ ในร้านมองกันตาเป็นมันแล้วเนี่ย" พี่ส้มเอ่ยชมอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะกวักมือเรียกพนักงานมารับออเดอร์ให้ฉัน
"พี่ส้มก็ชมพราวเกินไปค่ะ พราวก็แต่งตัวธรรมดาๆ รับบทเป็นนักศึกษาใสๆ สไตล์ลูกคุณหนูไงคะ... อิมเมจนี้ผู้ชายชอบไม่ใช่เหรอคะ?" ฉันหัวเราะคิกคัก หยอกล้อกลับไปอย่างรู้ทัน
"ร้ายนักนะเราเนี่ย!... ตอนแรกพี่ตกใจแทบแย่ตอนที่รู้ว่าหนูโดนเมียหลวงเสี่ยสมชายบุกไปถล่มถึงคอนโด พี่นึกว่าหนูจะร้องไห้ขี้มูกโป่ง โทรมาโวยวายให้พี่ฟังเสียอีก... แต่ที่ไหนได้ แม่คุณเล่นสวนกลับจนเมียหลวงอึ้งแถมยังหอบเงินแสนเดินเชิดออกมาสวยๆ อีกต่างหาก!" พี่ส้มส่ายหน้าด้วยความทึ่ง
"โธ่พี่ส้ม... น้ำตาพราวมีค่าเกินกว่าจะมาเสียให้กับเรื่องไร้สาระแบบนั้นค่ะ เสี่ยสมชายก็แค่หนูทดลองยาตัวแรกของพราวเท่านั้นแหละ... ว่าแต่ วันนี้ที่พี่ส้มนัดพราวมา มี 'โปรเจกต์' ใหม่มานำเสนอเหรอคะ?" ฉันเข้าเรื่องอย่างไม่อ้อมค้อม แววตาเป็นประกายวาววับด้วยความตื่นเต้น
พี่ส้มโน้มตัวเข้ามาใกล้ๆ ลดระดับเสียงลงเล็กน้อยราวกับกำลังจะเผยความลับระดับชาติ "ระดับพี่ส้มซะอย่าง จะให้เด็กในคาถาอย่างหนูพราวรินทร์ว่างงานได้ยังไงล่ะจ๊ะ... งานนี้บอกเลยว่า 'บิ๊กเบิ้ม' ยิ่งกว่าเสี่ยสมชายหลายสิบเท่า!"
"ใครคะ?" ฉันเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสนใจ
"ท่าน ส.ส. วิทูร... รู้จักไหมจ๊ะ?"
ชื่อที่หลุดออกมาจากปากของพี่ส้ม ทำเอาฉันถึงกับเบิกตากว้างเล็กน้อย ส.ส. วิทูร คือนักการเมืองวัยห้าสิบสองปีที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งในรัฐบาล เขาเป็นเจ้าของธุรกิจสัมปทานระดับชาติ มีภาพลักษณ์ในหน้าสื่อที่ดูอบอุ่น เป็นผู้นำ และเป็นแฟมิลีแมนที่รักครอบครัว... คล้ายๆ กับเสี่ยสมชาย แต่มีอำนาจและเงินทองที่เหนือกว่าแบบเทียบไม่ติด
"ท่าน ส.ส. วิทูร... คนที่เพิ่งออกข่าวบริจาคเงินสิบล้านให้มูลนิธิเด็กกำพร้าเมื่อสัปดาห์ก่อนน่ะเหรอคะ?" ฉันทวนชื่อเพื่อความแน่ใจ
"คนนั้นแหละจ้ะ! เบื้องหน้าทำตัวเป็นพ่อพระ แต่เบื้องหลังน่ะ... หึๆ แกมองหาเด็กสาวๆ สวยๆ ฉลาดๆ มาเป็นของเล่นลับๆ เพื่อผ่อนคลายความเครียดจากการทำงานการเมืองน่ะสิ... แล้วพี่ก็ดันเอารูปกับโปรไฟล์ของหนูไปเสนอให้ท่านดู... ปรากฏว่าท่านถูกใจอิมเมจกุลสตรีผู้เย่อหยิ่งของหนูมากๆ เลยนะ!" พี่ส้มเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นกระดี๊กระด๊า
"น่าสนใจดีนี่คะ... ผู้ชายที่มีอำนาจล้นฟ้าและมีอีโก้สูงปรี๊ดแบบนี้ ถ้าโดนปั่นหัวเล่น คงจะสนุกพิลึก" ฉันกระตุกยิ้มร้าย แววตาทอประกายเจ้าเล่ห์อย่างปิดไม่มิด
"เอาล่ะ! ถ้าหนูตกลง พี่ก็นัดเวลาให้แล้วนะ... คืนนี้ทุ่มตรง ที่ห้องอาหารวีไอพีของโรงแรมแกรนด์ริชมอนด์... เตรียมตัวเตรียมใจไปขุดทองได้เลยลูกสาว!"
...
ค่ำคืนนั้น ฉันปรากฏตัวที่หน้าห้องอาหารวีไอพีบนชั้นดาดฟ้าของโรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ในชุดเดรสสายเดี่ยวสีน้ำเงินเข้ม แม้ดีไซน์จะดูเรียบง่าย ไม่มีลวดลายฉูดฉาด แต่คัตติ้งที่เนี้ยบกริบกลับช่วยขับเน้นสัดส่วนความโค้งเว้าของเรือนร่างให้ดูโดดเด่นและเย้ายวน เส้นผมยาวสลวยถูกม้วนลอนอ่อนๆ ปล่อยสยายเต็มแผ่นหลัง เครื่องหน้าถูกแต่งแต้มด้วยโทนสีนู้ดส้มที่ดูเป็นธรรมชาติ ทว่ากลับดึงดูดสายตาได้อย่างประหลาด
พี่ส้มเดินนำฉันเข้าไปภายในห้องอาหารส่วนตัวที่ถูกตกแต่งอย่างหรูหรา ภายในห้องมีโต๊ะอาหารตัวยาวตั้งอยู่ตรงกลาง บนโต๊ะประดับด้วยเชิงเทียนและดอกกุหลาบสีแดงสด ที่หัวโต๊ะฝั่งหนึ่งปรากฏร่างของชายวัยกลางคนในชุดสูทสากลสีเทาเข้มกำลังนั่งจิบไวน์แดงอย่างเงียบๆ
เขามีใบหน้าที่ดูหล่อเหลาตามวัย รูปร่างสูงใหญ่และมีมัดกล้ามเนื้อที่บ่งบอกว่าได้รับการดูแลมาเป็นอย่างดี ไม่ลงพุงเหมือนเศรษฐีวัยกลางคนทั่วไป แววตาของเขาที่มองลอดกรอบแว่นตามายังฉัน มันช่างดูคมกริบ ทรงพลัง และแฝงไปด้วยความหิวกระหายที่ถูกซุกซ่อนเอาไว้อย่างมิดชิด
"สวัสดีค่ะท่าน ส.ส. วิทูร... น้องพราวรินทร์ที่ดิฉันพูดถึงมาแล้วค่ะ" พี่ส้มเอ่ยแนะนำตัวฉันด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
"สวัสดีค่ะท่าน... เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบนะคะ" ฉันก้าวเดินเข้าไปใกล้ๆ ยกมือไหว้เขาด้วยท่วงท่าที่อ่อนช้อยและงดงามราวกับได้รับการอบรมมาจากในรั้วในวัง
"นั่งก่อนสิครับหนูพราว... ไม่ต้องเรียกท่านหรอก เรียกพี่วิทูรเฉยๆ ก็พอ วันนี้เรามาทานข้าวกันสบายๆ ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรมากมาย" วิทูรผายมือเชิญให้ฉันนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม น้ำเสียงของเขานุ่มนวลและทุ้มต่ำ มีเสน่ห์แบบผู้ชายที่เปี่ยมไปด้วยความเป็นผู้นำ
พี่ส้มรู้หน้าที่ของตัวเองดี เธอขอตัวกลับไปก่อนเพื่อเปิดโอกาสให้เราสองคนได้ทำความรู้จักกันเป็นการส่วนตัว
"พี่ส้มบอกพี่ว่า หนูพราวเรียนจิตวิทยาอยู่ปีสามใช่ไหม? เรียนหนักไหมครับช่วงนี้?" วิทูรเริ่มบทสนทนาด้วยความเอาใจใส่
"ก็หนักพอสมควรเลยค่ะพี่วิทูร... ช่วงนี้พราวต้องทำเปเปอร์วิจัยเยอะมาก แถมยังต้องเตรียมหาที่ฝึกงานอีก... หัวหมุนไปหมดเลยค่ะ" ฉันตอบเสียงเจื้อยแจ้ว แสร้งทำหน้ามุ่ยเล็กน้อยให้ดูน่าเอ็นดู "นี่ถ้าไม่ได้พี่วิทูรใจดีชวนมาทานข้าวอร่อยๆ พราวคงต้องนั่งแทะบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอ่านหนังสืออยู่แน่ๆ เลยค่ะ"
"ฮ่าๆๆ... เด็กฉลาดๆ อย่างหนูพราว ไม่สมควรต้องมาลำบากเลยนะครับ... ถ้าหนูสนใจ พี่กำลังมองหา 'ผู้ช่วยเลขานุการส่วนตัว' อยู่พอดี... ตำแหน่งนี้ไม่ต้องทำอะไรมาก แค่คอยดูแล เอาใจใส่ และเป็นที่ปรึกษาให้พี่เวลาที่พี่เครียดจากงานการเมือง... หนูคิดว่าตัวเองทำได้ไหมล่ะ?" เขาส่งสายตากรุ้มกริ่มมาให้ พร้อมกับยื่นข้อเสนอที่แฝงไปด้วยนัยยะทางเพศอย่างชัดเจน
"ถ้าพี่วิทูรไว้ใจให้พราวดูแล พราวก็จะตั้งใจทำหน้าที่ 'ผู้ช่วยส่วนตัว' ให้ดีที่สุดเลยค่ะ... แต่พราวยังเป็นนักศึกษาอยู่ ประสบการณ์ก็ยังน้อย พี่วิทูรคงต้องช่วย 'สอนงาน' พราวเยอะๆ หน่อยนะคะ" ฉันช้อนสายตาขึ้นมองเขา กะพริบตาปริบๆ อย่างจงใจ
วิทูรถึงกับกลืนน้ำลายลงคอเมื่อเจอลูกอ้อนและมารยาหยั่งเชิงของฉันเข้าไป อีโก้ความเป็นชายของเขาถูกปั่นป่วนจนพองโต เขาหัวเราะในลำคอด้วยความพึงพอใจอย่างที่สุด
"หนูพราวนี่ช่างพูดช่างจาจริงๆ นะ... เอาเป็นว่า ถ้าหนูตกลงทำงานกับพี่ พี่จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนตัวให้เดือนละสามแสนบาท พี่จะจัดหาคอนโดพรีเมียมใจกลางเมืองให้หนูอยู่เพื่อความสะดวกในการเดินทางไปเรียน และพี่จะเป็นสปอนเซอร์ทุนการศึกษาให้หนูจนเรียนจบปริญญาโทเลย... ข้อเสนอนี้พอจะแลกกับการให้พี่เป็นคน 'สอนงาน' หนูพราวได้ไหมครับ?"
เงินเดือนสามแสนบาท... คอนโดพรีเมียม... ทุนการศึกษา...
มันคือสมการผลประโยชน์ก้อนใหม่ที่ใหญ่โตและคุ้มค่ากว่าของเสี่ยสมชายหลายเท่าตัว!
"พี่วิทูรใจดีกับพราวขนาดนี้... พราวจะปฏิเสธได้ยังไงล่ะคะ" ฉันคลี่ยิ้มหวานระยิบระยับ เอื้อมมือไปแตะที่หลังมือของเขาเบาๆ ลูบไล้ด้วยปลายนิ้วอย่างแผ่วเบาเพื่อกระตุ้นความรู้สึก "พราวพร้อมที่จะเริ่ม 'ทดลองงาน' คืนนี้เลยค่ะ... พี่วิทูรล่ะคะ พร้อมจะประเมินผลงานของพราวหรือยัง?"
ดวงตาของ ส.ส. วิทูรเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจระคนหิวกระหาย เขาไม่คิดว่าเด็กสาวหน้าตาสะสวยและดูเรียบร้อยอย่างฉัน จะกล้าตอบโต้และยั่วยวนเขาด้วยความมั่นใจและเยือกเย็นขนาดนี้
"หึๆ... พี่ชักจะอดใจรอ 'ประเมินผลงาน' ของหนูไม่ไหวแล้วสิครับ" เขาพลิกมือขึ้นมากุมมือของฉันเอาไว้แน่น ริมฝีปากกระตุกยิ้มอย่างพึงพอใจ
สำหรับเขา... เขาอาจจะคิดว่าตัวเองคือผู้มีอำนาจที่ใช้เงินซื้อฉันมาเป็นของเล่นคลายเหงา
แต่สำหรับฉัน... เขาคือ 'หนูทดลองกิเลสตัณหา' รายใหม่ที่ฉันเพิ่งจะตกได้ด้วยเบ็ดที่เกี่ยวเหยื่อมารยาอันหอมหวาน
...
หลังจากมื้ออาหารค่ำที่เต็มไปด้วยการเจรจาเชิงชู้สาวจบลง ฉันขอตัวเดินมาเข้าห้องน้ำเพื่อสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองก่อนที่จะต้องขึ้นไป 'ทดลองงาน' บนห้องสวีตชั้นบนของโรงแรม
ฉันยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ภายในห้องน้ำหรูหรา จ้องมองเงาสะท้อนของหญิงสาวในชุดเดรสสีน้ำเงินเข้มที่ดูสวยสง่าและเย้ายวนเกินวัย แววตาของฉันไม่มีความหวาดกลัว ไม่มีความรู้สึกลังเล หรือความขัดแย้งในใจใดๆ หลงเหลืออยู่อีกต่อไป
มีเพียงแค่ความมุ่งมั่น ความทะเยอทะยาน และความพร้อมที่จะสวมหน้ากากใบใหม่เพื่อลงสู่สนามรบแห่งกามารมณ์
"ผู้ชายก็เหมือนหนังสืออ่านเล่น... หน้าปกอาจจะดูแตกต่างกัน แต่เนื้อหาข้างในก็หนีไม่พ้นเรื่องเซ็กซ์และการอยากมีอำนาจเหนือผู้หญิง" ฉันกระซิบกับเงาของตัวเองด้วยรอยยิ้มร้ายกาจที่มุมปาก "เตรียมตัวสนุกกับเกมนี้ได้เลยพราวรินทร์... สูบเลือดสูบเนื้อท่าน ส.ส. วิทูรให้หมดตัว และกอบโกยทุกอย่างที่เธอต้องการมาให้ได้!"
ฉันหยิบลิปสติกสีนู้ดส้มขึ้นมาเติมที่ริมฝีปากอีกครั้ง เม้มปากเบาๆ เพื่อให้สีสันกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องน้ำไปพร้อมกับความมั่นใจที่เปี่ยมล้น
ท่าน ส.ส. วิทูร อาจจะเป็นนักการเมืองที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศ... แต่ในค่ำคืนนี้ เขาจะต้องกลายเป็นเพียงทาสอารมณ์ที่ถูกครอบงำด้วยมารยาของแม่เสือสาวอย่างฉันอย่างแน่นอน!