เมื่อออกวิ่งมาได้ครึ่งทาง ลี่หงก็ต้องทรุดลงกับพื้นเนื่องจากน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นของชุดซ้ำยังถูกสะกดพลังไว้เพียงระดับเริ่มต้นขั้นแรกเท่านั้น
ด้วยระยะเวลาตอนนี้ก็ไปกว่าชั่วยามครึ่งแล้วนั่นเท่ากับว่าชุดที่ลี่หงสวมใส่อยู่ในตอนนี้มีน้ำหนักมากกว่าสามสิบจินหรือสิบห้ากิโลกรัมเข้าไปแล้ว
“อึก! ท่านมหาเทพบ้าที่สุดให้สตรีอ่อนแออย่างข้ามาทำอะไรแบบนี้ได้ยังไง” หลังจากตั้งตัวได้ ลี่หงก็พยายามลุกขึ้นแต่ก็ยังไม่วายส่งสายตาต่อว่าไปยังท่านมหาเทพที่นั่งยิ้มอยู่หน้ากระท่อม จากนั้นจึงเริ่มวิ่งต่อ
ทางด้านท่านมหาเทพ เมื่อได้ยินเสียงบ่นของลี่หงก็ระบายรอยยิ้มออกมาด้วยความขบขัน
“เป็สตรีที่ขี้บ่นจริงๆนี่มันก็แค่การออกกำลังกายเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น รอให้ร่างกายเ้าปรับตัวได้ก่อนเถอะหึ! หึ!” ท่านมหาเทพพูดขึ้นด้วยความสนุกสนานแต่ทางด้านลี่หงนั้นกลับรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่าง
หลังจากลุกขึ้นได้ไม่นานขนทั่วกายลี่หงก็ลุกชันจนร่างกายสั่นสะท้านโดยไม่ทราบสาเหตุ
“ฮึ้ย! รู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ แฮะ”
ทางด้านเมืองหลวงัทะยาน
ข่าวลือเื่การถอนหมั้นขององค์ชายรองกับบุตรีอดีตแม่ทัพใหญ่ถูกยกขึ้นมาเป็หัวข้อสนทนาที่ผู้คนให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็ชาวบ้านร้านตลาด ขุนนางน้อยใหญ่ไปจนถึงในรั้วในวังต่างก็พูดคุยกันแต่เื่นี้อย่างออกรสออกชาติ
จนข่าวลือดังไปถึงหูของจ้าวหลิงเฟิงที่เข้าเฝ้าฮ่องเต้อยู่ในตำหนักทำให้เ้าตัวรีบเร่งออกจากวังมุ่งหน้าไปยังจวนตระกูลหลิวด้วยความรวดเร็ว เนื่องจากเป็ห่วงหลานสาวสุดที่รักของตน
ทางด้านจวนตระกูลหลิว หากดูจากภายนอกช่างเงียบเชียบราวกับไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตอยู่อาศัยชาวบ้านที่สัญจรผ่านไปผ่านมาต่างก็ซุบซิบนินทาถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นกันอย่างสนุกปากยิ่งตระกูลหลิวปิดจวนแบบนี้ ยิ่งทำให้การสนทนาของชาวบ้านร้านตลาดกระพือข่าวเล่าลือเข้าไปอีก
ส่วนภายในจวน แม้จะดูเงียบเชียบเหล่าข้ารับใช้ต่างก็มีสีหน้าหดหู่เพราะสงสารคุณหนูรองของพวกตนั้แ่พิธีปักปิ่นคุณหนูรองก็ล้มป่วยจนหมดสติไปนานกว่าสิบวัน ฟื้นขึ้นมาได้มีกี่วันก็ต้องมาล้มป่วยอีกครั้งแถมครั้งนี้ดูจะหนักหนากว่าที่ผ่านมาอีกด้วย
“ข้าล่ะสงสารคุณหนูยิ่งนักพึ่งจะหายป่วยได้ไม่กี่วันต้องล้มป่วยอีกครั้ง เฮ้อ!” เสียงพูดคุยของสาวใช้คนหนึ่งดังขึ้นเมื่อนึกถึงคุณหนูของพวกตน
“ใช่! องค์ชายรองก็กะไรไม่ใช่ตัวเองหรอกรึที่เป็ฝ่ายมาหมั้นหมายคุณหนูรอง แต่พอนายท่านล้มป่วยลาออกจากราชการกลับตีตัวออกห่างแถมยังมาถอนหมั้นด้วยตัวเองทำราวกับเห็นชีวิตผู้อื่นเป็ของเล่นเช่นนี้”
“ชู่ว์! เ้าอย่าเสียงดังไปหากมีใครมาได้ยินเข้าเดี๋ยวจะเป็เื่ แต่ข้าว่าท่าทีของนายท่านและฮูหยินดูแปลกๆไปนะ” สาวใช้คนหนึ่งพูดขึ้นด้วยความสงสัย
ั้แ่ราชโองการถูกประกาศออกมานายของพวกตนก็ไม่ได้มีท่าทีขุ่นข้องหมองใจแม้แต่น้อยแต่ดูจากท่าทีแล้วเหมือนจะพึงพอใจเสียมากกว่า ในระหว่างนั้นเองก็มีเสียงสตรีสูงวัยดังขึ้น
“ดูเหมือนพวกเ้าจะว่างกันมากสินะไปทำความสะอาดศาลาริมน้ำซะหากพื้นศาลาไม่มันเงาเย็นนี้ก็อย่าหวังว่าพวกเ้าจะได้กินข้าว”ได้ยินดังนั้นวงสนทนาของสาวใช้ก็แตกกระเจิงไปคนละทิศคนละทาง
ในขณะที่บรรดาข้ารับใช้ในจวนต่างก็สงสารคุณหนูของตนกลับกันบรรดาเ้านายกลับนั่งพูดคุยกันด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสเื่ราวที่พูดคุยกันก็ไม่พ้นเื่ที่พึ่งเกิดขึ้นเมื่อเช้าตรู่ แต่ก็มีอยู่คนหนึ่งที่ใบหน้ายังฉายแววกังวลออกมาอย่างปิดไม่มิด
แต่หาใช่กังวลเื่อาการป่วยของบุตรสาวไม่แต่เ้าตัวกำลังกังวลในเื่ต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า เพราะหากเื่ของบุตรสาวตนหลุดออกไปตนไม่อยากคิดเลยว่าจะมีเื่วุ่นวายตามมามากมายแค่ไหน
“เป็อะไรฮวาเอ๋อร์ เหตุใดจึงทำหน้าเช่นนั้น!” หลิวหลี่เฉินพูดขึ้นเมื่อเห็นสีหน้ากังวลของภรรยา
“ข้าแค่คิดเื่ของหงเอ๋อร์น่ะท่านพี่ไม่รู้เราจะปิดเื่นี้ได้อีกนานเท่าไหร่ อีกอย่างลูกไม่เคยออกจากจวนไปไหน ข้ากลัวว่าลูกเราจะไม่ทันเล่ห์กลคนอื่นทั้งร่างกายยังอ่อนแอมาั้แ่เกิด ข้าเกรงว่าลูกจะทนรับการฝึกฝนไม่ไหว” จ้าวลี่ฮวาพูดขึ้นด้วยความเป็ห่วงในตัวบุตรสาวที่แสนบอบบางของตน หารู้ไม่ว่าอีกไม่นานบุตรสาวของตนจะกลายเป็สตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในแผ่นดิน
“ท่านแม่ไม่ต้องเป็ห่วงน้องหรอกขอรับแม้ที่ผ่านมาร่างกายน้องจะอ่อนแอแต่จิตใจนั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล่าทหารหาญเสียอีกกลับมาคราวหน้าน้องคงแข็งแกร่งขึ้นแน่นอน” หลิวลี่หยางพูดขึ้นด้วยความเชื่อมั่นพร้อมกับหลิวหลี่เฉินที่พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของบุตรชาย
“ใช่เ้าค่ะท่านแม่ท่านไม่ต้องห่วงพี่รองหรอก พี่รองน่ะแข็งแกร่งจะตาย เตะกระสอบทรายทีข้ายังรู้สึกเจ็บแทนกระสอบทรายเลย”ได้ยินดังนั้นทั้งหลิวหลี่เฉิน จ้าวลี่ฮวาและลี่หยางก็หันขวับไปยังผู้พูดทันที
“กระสอบทรายอะไรหรงเอ๋อร์”เป็จ้าวลี่ฮวาที่พูดขึ้นด้วยความแปลกใจ ส่วนทางด้านเ้าตัวที่เผลอหลุดพูดในสิ่งที่เป็ความลับระหว่างพวกตนกับพี่สาวทำได้แต่ส่งยิ้มให้มารดาพลางส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปยังคู่แฝดของตน
“เฮ้อ! หรงเอ๋อร์นะหรงเอ๋อร์อุตส่าห์สัญญากับพี่รองไว้แล้วว่าจะเก็บเป็ความลับ”หลิวลี่หลานอดไม่ได้ที่จะตำหนิคู่แฝดของตน
“ก็มันเผลอหนิ”เมื่อเห็นว่าสองแฝดเริ่มถกเถียงกัน จ้าวลี่ฮวาจึงรีบห้ามทัพทันที
“พวกเ้าสองคนไม่ต้องเถียงกัน หลานเอ๋อร์บอกแม่มากระสอบทรายที่ว่ามันคืออะไรแล้วมันเกี่ยวอะไรกับพี่สาวเ้า” ได้ยินดังนั้นลี่หรงก็ส่งยิ้มเจิดจ้าไปให้คู่แฝดพลางบุ้ยปากให้บอกความจริงออกไป เพราะไม่อย่างนั้นพวกตนถูกท่านแม่ลงโทษแน่นอน
“ไม่มีอะไรหรอกเ้าค่ะท่านแม่มันก็แค่กระสอบที่ทำจากผ้าหนาๆ ใส่ทรายแล้วเย็บด้วยหนังสัตว์เท่านั้น” ได้ยินดังนั้นทั้งสามก็ยิ่งงุนงงพลางคิดภาพตามคำพูดของลี่หลาน แต่ไม่ว่าจะคิดยังไงทั้งสามก็คิดภาพไม่ออก
“แล้วมันเอาไว้ทำอะไรหลานเอ๋อร์”เป็ลี่หยางพูดขึ้นด้วยความสนใจ ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา น้องสาวคนรองของตนมักมีอะไรแปลกใหม่มาให้พวกตนได้ประหลาดใจเสมอ
“เอาไว้ฝึกซ้อมเ้าค่ะพี่รองบอกว่าแม้พวกเราจะเป็สตรีและไม่สามารถฝึกยุทธได้ แต่ควรเรียนรู้ศิลปะการป้องกันตัวไว้ดังนั้นพี่รองจึงสอนพวกเราทั้งสองและสามเสี่ยวเตะต่อยกระสอบทรายทุกวัน วันละชั่วยามเ้าค่ะ”ได้ยินดังนั้นทั้งสามก็ได้แต่อ้าปากค้าง
โดยเฉพาะจ้าวลี่ฮวาที่ดูตกอกใกว่าใครก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาด้วยความไม่พอใจเล็กน้อยที่บุตรสาวทั้งสามทำอะไรไม่บอกกล่าวตน
“ฮึ่ม!! พวกเ้านี่มัน”
“หรงเอ๋อร์ หลานเอ๋อร์หากพวกเ้าอยากฝึกเหตุใดไม่บอกพี่ เหตุใดต้องไปทำกระสอบทรายอะไรนั่นให้มันวุ่นวายด้วยลานฝึกหลังจวนก็มีหุ่นไม้ให้ฝึกซ้อมตั้งมากมาย” ลี่หยางพูดขึ้นด้วยน้อยใจในตัวน้องสาวทั้งสองที่่หลังมานี้ทำตัวติดกับน้องสาวคนรองจนตนอิจฉา
“เพ้ย! ไม่ได้หรอกพี่ใหญ่จะให้เด็กเด็กสาวบอบบางอย่างพวกเราไปเตะต่อยหุ่นไม้ได้ยังไงกัน เดี๋ยวมือไม้พวกข้าก็บอบช้ำกันพอดีกระสอบทรายที่พี่รองทำทั้งนุ่มทั้งปลอดภัยไม่ทำให้ผิวถลอกหรือบอบช้ำเลย แถมยังขยับไปมาได้อีกด้วย”ลี่หรงพูดขึ้นด้วยความชอบใจในตัวกระสอบทรายของพี่รองทำขึ้นมา ถึงขั้นขอร้องให้ทำเพิ่มให้ตนอีกหนึ่งอันเพื่อใช้ฝึกซ้อมในเรือนของตน
“มันวิเศษขนาดนั้นเลยงั้นรึแม่ชักอยากเห็นกระสอบทรายอะไรนั่นแล้วสิ เผื่อจะได้ซ้อมมือไว้จัดการกับคนแถวนี้บ้าง”จ้าวลี่ฮวาพูดขึ้นพร้อมกับจ้องมองไปยังสามีของตนด้วยหางตา ทำให้คนที่ถูกมองรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
จากนั้นทั้งห้าก็พูดคุยกันเื่กระสอบทรายอยู่พักใหญ่ในระหว่างที่ทั้งห้าพูดคุยกันอยู่นั้นพ่อบ้านหลี่ก็วิ่งพรวดเข้ามาในห้องโถง
“เกิดอะไรขึ้นพ่อบ้านหลี่เหตุใดถึงได้รีบเร่งขนาดนั้น” หลิวหลี่เฉินพูดขึ้นด้วยความเป็ห่วง เกรงว่าพ่อบ้านเฒ่าจะเป็ลมเป็แล้งไปซะก่อน
“ขออภัยนายท่านขอรับ ทะ ท่านหมอหลวงจ้าวหลิงเฟิงมาขอพบขอรับ”พ่อบ้านหลี่พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหอบ ก่อนหน้านี้ตนต้องออกไปดูแลความเรียบร้อยของกิจการร้านโอสถและโรงเตี๊ยม
แต่ขากลับได้พบเจอกับหมอหลวงจ้าวหลิงเฟิงที่กำลังตะบึงม้าตรงมายังจวนตระกูลหลิวด้วยความรวดเร็วทำให้ตนต้องรีบกลับมารายงานให้นายของตนทราบ ก่อนที่ท่านหมอหลวงผู้หวงหลานจะมาถึงจวน
“รีบเชิญท่านพี่เขยเข้ามา” ไม่ทันที่พ่อบ้านหลี่จะรับคำของนายตนจ้าวหลิงเฟิงก็เดินเข้ามาในห้องโถงด้วยใบหน้าเกรี้ยวกราด รอบกายยังปกคลุมไปด้วยรังสีอำมหิต
“หลิวหลี่เฉินนี่มันหมายความว่ายังไง? เกิดอะไรขึ้น? แล้วข่าวลือนั่นมันจริงรึไม่? ไอ้เด็กบ้านั่นมันกล้ามาทำร้ายจิตใจหงเอ๋อร์อีกแล้วงั้นรึ! รอก่อนเถอะพ่อจะเล่นงานให้สาสมเลย ฮึ่ม! ฮึ่ม!” เมื่อจ้าวหลิงเฟิงเดินเข้าห้องมาก็ไม่รอให้ใครได้พูดอะไรพลางะเิคำถามออกมามากมายราวกับน้ำหลาก
ทันทีที่ทั้งทุกคนได้ยินคำพูดของจ้าวหลิงเฟิงก็ได้แต่อ้าปากกว้างเพราะพวกตนไม่สามารถจับใจความในคำพูดของลุงจอมหวงหลานตรงหน้าได้ จนจ้าวลี่ฮวาต้องรีบพูดขึ้นเพื่อให้พี่ชายตนสงบสติอารมณ์
“ใจเย็นก่อนเ้าค่ะพี่ใหญ่นั่งพักก่อนเถอะเดี๋ยวข้าจะอธิบายทุกอย่างให้ท่านพี่ฟังเอง” ได้ยินดังนั้นจ้าวหลิงเฟิงก็ไม่รอช้ารีบเดินเข้าไปนั่งข้างน้องสาวตน
“พ่อบ้านหลี่ห้ามให้ใครเข้าใกล้ห้องโถงเด็ดขาด”หลิวหลี่เฉินพูดขึ้นเพื่อไม่ให้ความลับของบุตรสาวตนรั่วไหลไปยังหูของข้ารับใช้ พร้อมกับจ้าวลี่ฮวารีบปิดกั้นห้องโถงไว้ทันที
หลังจากที่จ้าวหลิงเฟิงสงบสติอารมณ์แล้วจ้าวลี่ฮวาจึงเริ่มอธิบายเื่ราวทั้งหมดให้พี่ชายตนได้ฟัง ยิ่งฟังก็ยิ่งใยิ่งฟังก็ยิ่งตกตะลึง จนสติของจ้าวหลิงเฟิงเริ่มเลื่อนลอย
“พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ พี่ใหญ่เ้าคะ” จ้าวลี่ฮวาต้องเรียกพี่ชายตนอยู่หลายครั้งเพราะเห็นว่าสติของพี่ชายตนเริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า สุดยอดไปเลยหลานข้า”เมื่อได้สติกลับมา จ้าวหลิงเฟิงก็ะเิเสียงหัวเราดังลั่นแม้จะใและแปลกใจกับสิ่งที่น้องสาวตนพูด แต่เมื่อดูสีหน้าของทั้งสามคนเ้าตัวก็จำต้องเชื่อจนหมดหัวใจจากนั้นจ้าวหลิงเฟิงก็หันไปพูดกับสองแฝดที่ยังนั่งยิ้มกับท่าทางของตน
“เ้าสองคนก็อย่ายอมแพ้พี่สาวเ้าล่ะพวกเ้ามีใครสนใจร่ำเรียนการแพทย์กับข้าบ้าง”
“หลานเอ๋อร์เ้าค่ะ แม้หลานเอ๋อร์จะร่ำเรียนสมุนไพรและโอสถกับท่านแม่มาบ้างแล้วแต่หลานเอ๋อร์ก็อยากเรียนการแพทย์เพิ่มเติมเ้าค่ะ ถึงแม้ตอนนี้หลานเอ๋อร์จะไม่สามารถใช้ลมปราณได้แต่หลานเอ๋อร์เชื่อว่าสักวันจะต้องมีท่านเซียนมาเมตตาพวกเราหรือถ้าพี่รองกลับมา พี่รองอาจมีหนทางช่วยเหลือพวกเราก็ได้ัเ้าค่ะ” หลิวลี่หลานพูดขึ้นด้วยความเชื่อใจในตัวพี่สาวของตนได้ยินดังนั้นทุกคนในห้องก็แย้มยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ
“ดี! ดีมากหลานเอ๋อร์แล้วเ้าล่ะหรงเอ๋อร์เ้าอยากร่ำเรียนอะไร” จ้าวหลิงเฟิงพูดขึ้นหลังจากได้ยินคำพูดของลี่หลานจากนั้นจึงหันไปพูดกับลี่หรงที่ส่งยิ้มเจิดจ้ามาให้ตน
“ข้าอยากเรียนการต่อสู้เ้าค่ะท่านลุงข้าจะเก่งขึ้นเพื่อปกป้องทุกคนแม้ข้าจะไม่มีวรยุทธก็เถอะ แต่ข้าจะฝึกฝนตนเองให้แข็งแกร่งเ้าค่ะ”ได้ยินดังนั้นทุกคนก็หัวเราะขึ้นมา จะมีก็เพียงแต่จ้าวลี่ฮวาที่จ้องลี่หรงเขม็ง
“หรงเอ๋อร์ เ้าเป็สตรีจะเรียนการต่อสู้ไปทำไมแค่ศิลปะการป้องกันตัวที่พี่สาวเ้าสอนยังไม่พออีกงั้นรึ” จ้าวลี่ฮวาพูดขึ้นเพื่อปรามบุตรสาว
“โธ่! ท่านแม่เ้าคะไม่เห็นเป็อะไรเลย พี่รองเองก็ออกไปฝึกยุทธ์แล้วไม่แน่ว่าพี่รองกลับมาอาจจะแข็งแกร่งกว่าพี่ใหญ่ก็ได้ข้าแค่อยากจะแข็งแกร่งขึ้นเพื่อปกป้องทุกคนเท่านั้นเอง อีกอย่างถ้าพี่รองกลับมาพี่รองอาจมีวิธีรักษาพวกเราสองคนก็ได้”หลิวลี่หรงพูดขึ้นด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มและเชื่อมั่นในตัวพี่สาวของตนแต่คนที่ถูกพาดพิงกลับนั่งหางคิ้วกระตุกถี่รัว
“หึ! พี่ว่าเ้าแค่หาข้ออ้างเพื่อหลบหนีจากเหล่าอาจารย์ที่ท่านแม่ว่าจ้างมามากกว่า” ได้ยินดังนั้นเ้าตัวก็สะดุ้งใจนทำตัวไม่ถูก
“แหะ! แหะ! พี่ใหญ่เอาอะไรมาพูดเ้าคะข้าไม่ได้คิดแบบนั้นแม้แต่นิดเดียว จริงๆ นะเ้าคะท่านแม่” ลี่หรงพูดขึ้นพลางส่งสายตาออดอ้อนน่าเอ็นดูไปให้มารดาแต่ก็ไม่วายส่งสายตาคาดโทษมาให้พี่ชายของตน
“พอเลย! พวกเ้านี่นะยังไงเื่นี้รบกวนพี่เขยช่วยปิดเป็ความลับด้วยโดยเฉพาะเื่ท่านอาจารย์ของหงเอ๋อร์” หลิวหลี่เฉินพูดขึ้นห้ามทัพทั้งสองคน จากนั้นจึงหันไปพูดกับจ้าวหลิงเฟิง
“พวกเ้าไม่ต้องเป็ห่วง เื่นี้จะไม่มีใครรู้นอกจากพวกเราที่นั่งอยู่ตรงนี้จากนี้ไปข้าจะแวะมาสอนการแพทย์ให้กับหลานเอ๋อร์แล้วทำทีว่ามารักษาอาการของหงเอ๋อร์ก็แล้วกัน”
“ได้อย่างนั้นก็ดีเลย”หลิวหลี่เฉินเมื่อได้ยินคำพูดของจ้าวหลิงเฟิงก็แย้มยิ้มออกมา จากนั้นก็พูดคุยกันอีกพักใหญ่จนจ้าวหลิงเฟิงขอตัวกลับเพราะตนได้ละทิ้งหน้าที่ให้หมอหลวงคนอื่นทำแทน
กลับมาทางด้านลี่หง ตอนนี้เ้าตัวกำลังวิ่งด้วยความเหนื่อยหอบร่างกายเปียกชุ่มไปด้วยเม็ดเหงื่อ ใบหน้าซีดขาว สีหน้าแสดงความเหนื่อยล้าออกมาอย่างชัดเจน
“ฮึ่ม! ชักช้านักวิ่งไปกลับแค่ไม่กี่ลี้ถึงกับเหนื่อยหอบ ไม่ไหว ไม่ไหว” เมื่อได้ยินคำพูดของท่านมหาเทพลี่หงก็กลอกตามองบนฟากฟ้าที่กว้างไกล ตอนนี้ตนไม่มีแม้แต่แรงที่จะคิดสิ่งใด เพราะกว่าจะครบสิบรอบความมืดก็คืบคลานมานานกว่าสองชั่วยามแล้ว
รวมแล้วลี่หงใช้เวลาในการออกกำลังกายนานกว่าแปดชั่วยามทำให้ชุดที่สวมใส่ตอนนี้มีน้ำหนักมากกว่าหนึ่งร้อยหกสิบจินหรือราวแปดสิบกิโลกรัมแล้วเมื่อเห็นท่าทางของลี่หงท่านมหาเทพก็พูดขึ้นอีกครั้ง
“การฝึกฝนวันนี้ก็จบเพียงเท่านี้ จากนี้เ้าจงพักผ่อนซะอ้อ! แล้วอย่าลืมโคจรลมปราณตลอดเวลาด้วยล่ะ หากเ้าเผลอหลับไปแล้วหยุดโคจรลมปราณเมื่อตื่นขึ้นมาเ้าอาจจะลุกไม่ขึ้นอีกก็ได้นะ แล้วก็ชุดที่เ้าสวมใส่แค่โคจรลมปราณไปที่ชุดมันก็จะกลับมาสะอาดเอี่ยมอ่องเหมือนเดิมที่สำคัญ! สิบจินทุกครึ่งชั่วยาม สิบจินทุกครึ่งชั่วยาม สิบจินทุกครึ่งชั่วยามสิบจิน...” พูดจบท่านมหาเทพก็หายตัวไปทันทีทิ้งไว้เพียงเสียงที่ดังก้องอยู่ในหัวของลี่หงเท่านั้น
“ฮึ่ม! ฮึ่ม! ฮึ่ม!”ได้ยินดังนั้นลี่หงได้แต่เพียงพ่นลมหายใจออกมาทางจมูก จากนั้นจึงนั่งโคจรลมปราณปรับสมดุลและฟื้นฟูร่างกายเพื่อให้สามารถรองรับน้ำหนักที่กดทับลงมาได้
ไม่นานลี่หงก็สามารถปรับสมดุลให้แก่ร่างกายได้จนเสื้อผ้าที่สวมใส่ราวกับไร้ซึ่งน้ำหนัก จากนั้นก็ดูดซับลมปราณและทบทวนความรู้ความทรงจำที่ได้รับถ่ายทอดมาจากท่านมหาเทพีแห่งพฤกษาจนถึงเช้าแล้วการออกกำลังกายเล็กๆ น้อยๆ ก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
หนึ่งวันผ่านไป สองวันผ่านไปสามวันผ่านไป สี่วันผ่านไป ... ไม่ว่าจะผ่านไปกี่วันลี่หงก็ยังออกกำลังกายเล็กๆ น้อยๆตามที่ท่านมหาเทพได้บอกไว้
่หลังๆ ลี่หงสามารถวิ่งไปกลับพร้อมทั้งสวมใส่เสื้อผ้าที่มีน้ำหนักกดทับเพิ่มขึ้นทุกครึ่งชั่วยามโดยใช้เวลาเพียงครึ่งวันเท่านั้น
จนมาถึงเช้าวันนี้ ซึ่งเป็เช้าวันที่สามสิบหรือผ่านมาแล้วกว่าหนึ่งเดือนนั่นเองน้ำหนักรวมของชุดที่สวมใส่ในตอนนี้มากกว่าสามพันห้าร้อยจิน
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ลี่หงกลายเป็เด็กสาวอายุสิบห้าขวบปีที่มีร่างกายที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกไปแล้ว แม้แต่บุรุษในวัยเดียวกันยังไม่อาจทนรับน้ำหนักมากขนาดนี้ได้
ส่วนเวลาที่เหลือ ท่านมหาเทพก็ปล่อยให้ลี่หงดูดซับลมปราณปรับและสมดุลพลังที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายแม้ตอนนี้เ้าตัวไม่สามารถตรวจสอบระดับพลังของตนเองได้ เนื่องจากชุดที่สวมใส่นั้นสะกดพลังไว้
แต่หากคลายสะกดเมื่อไหร่ เมื่อนั้นระดับพลังของลี่หงจะพุ่งทะยานไปอย่างมากแน่นอน