ย้อนอดีตกลับมารักเธอ

    ตอนที่13 ลูกค้าคนแรก

    ของทุกอย่างจัดเตรียมพร้อมเสร็จสัพ บาสยืนอยู่หน้าเตาปิ้งย่างพร้อมกับนำหมูลงไปปิ้งนี่ยังเป็นเช้าตรู่ของวัน แต่นักเรียนก็ออกมาแล้ว
    “นี่พี่กำลังปิ้งหมูเหรอ ไม้ละเท่าไหร่” เด็กน้อยถาม เขาน่าอยู่ชั้นประถมปี4เห็นจะได้ รูปร่างอ้วนท้วมสมบูรณ์ ชื่อว่าเปา
    “ไม้ละห้าบาทจ้ะน้อง ว่าแต่ตื่นมาโรงเรียนเช้าจังนะ” การค้าขายจำเป็นต้องพูดจาเพราะ ยิ้มแย้มตลอดเวลา ไม่สำคัญว่าลูกค้าจะเป็นเด็กเพราะถึงยังไงซะเขาก็เป็นลูกค้า
    “นั่นเปาไม่ใช่เหรอ” แม่หน่อยทักทายเปาซึ่งต่างจากบาสที่จำไม่ได้ ก็แน่ล่ะเขาย้อนเวลากลับมานี่ จะให้เห็นหน้าแล้วจำได้ก็ยังไงอยู่
    “เปางั้นเหรอ...?” เขาเอามือแตะริมฝีปาก
    “อะไรกันลูกจำไม่ได้เหรอ เปาที่อยู่หลังโรงสีหมูบ้านไง” เมื่อได้แม่หน่อยเตือนความจำ บาสถึงกับร้องอ๋อ ที่แท้เด็กคนนี้ก็คือเจ้าอ้วนเปาที่อยู่บ้านหลังโรงสีหมู่บ้าน
    ช่วงเวลาที่แตกต่างกันทำให้บาสแทบไม่เชื่อสายตา ว่าเจ้าเด็กอ้วนนี่โตไปแล้วจะ...อ้วนถึงสองร้อยกิโลกรัม แต่ถึงยังงั้นก็ได้เมียสวยซึ่งต่างจากเขาที่ไม่มีอะไรเลย คิดแล้วก็อดสมเพชตัวเองไม่ได้
    “สวัสดีครับป้าหน่อย พี่บาส แล้วอีกนานมั้ยกว่าหมูปิ้งจะสุก” พูดไปแล้วก็เอามือกุมท้อง แม้จะกินข้าวมาหนึ่งจานเมื่อเช้าแต่มันก็ไม่ทำให้เขาอิ่ม เมื่อมาเห็นหมูที่กำลังปิ้งไหนเลยเปาจะทนความหิวได้ ท้องส่งเสียงโครกคราก พร้อมกับน้ำลายที่ไหลริน
    บาสเห็นเช่นนั้นก็ลอบยิ้ม “ใกล้แล้วจ้าน้องเปา ว่าแต่จะเอากี่ไม้ดี”
    เปาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงอยู่นาน จากนั้นหยิบแบงค์ห้าสิบบาทออกมา การที่ได้เงินไปโรงเรียนวันละห้าสิบแสดงถึงฐานะของอีกฝ่ายว่าอยู่กินดีในระดับหนึ่ง ซึ่งต่างจากบาสที่ได้ไปวันละ 20 บาท
    มองแบงค์ในมืออยู่นานก่อนจะตัดสินใจ “ผมขอสี่ไม้ครับ”
    “ได้เลยจ้า” แล้วหมูปิ้งก็ถูกขายออกไปสี่ไม้ เปายังไม่ได้เดินข้ามถนนเข้าโรงเรียน หากเลือกยืนอยู่ข้างๆร้านแล้วกินหมูปิ้งร้อนๆ
    “นี่เปาค่อยๆกินสิ เดี๋ยวปากก็พองหมดหรอก” แม่หน่อยเตือนด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะเอาเงินก้อนแรกของการขายมาตบโต๊ะและกล่องใส่หมูปิ้งแกทำอย่างนี้เพราะความเชื่อ แล้วก็พูดว่าเฮงเฮงเฮง! พร้อมกับยกมือขึ้นเหนือหัว บาสทำตามเพื่อให้แม่สบายใจ
    “อูย...อร่อยครับ กินร้อนๆแบบนี้สิดี ไปตลาดทีไรก็ได้กินแต่หมูที่ปิ้งไว้นานจนเหนียวไม่อร่อย ต่างจากหมูของพี่บาสป้าหน่อย รสชาติกำลังดี” ในระหว่างที่พูดอยู่นั้นก็กินหมดไปแล้วสองไม้ แล้วหยิบไม้ที่สามออกมาใส่ปาก ในขณะควันกำลังออกหุยๆ
    “ถ้าอร่อยก็ดีแล้ว กินเยอะๆนะ” ถึงแม้จะรู้ว่าเปากินอะไรก็อร่อย แต่เมื่อได้คำชมจากปากนอกจากคนในบ้านก็ทำให้มั่นใจขึ้นอีกระดับ ว่าหมูปิ้งที่ตนหมักนั้นอร่อยจริงไม่ใช่คำยอ
    “อ่า...หมดแล้วเหรอเนี่ย ยังไม่อิ่มเลย” กินไปแป๊บเดียวหมูปิ้งในถุงก็หมด แต่ปากยังบอกว่าไม่อิ่มอยากกินอีก เปาไม่มีทางหยุดกินได้หลังจากปากประท้วง ควักเงินอีกยี่สิบบาทซื้อหมูปิ้ง 4 ไม้!
    “นี่เปากินแต่หมูปิ้งเดี๋ยวก็ไม่มีเงินกินข้าวกลางวันหรอก เก็บเงินไว้กินข้าวกลางวันด้วยสิ เดี๋ยวหิวตอนเที่ยงจะแย่นะ” ถึงแม้จะดีใจที่ขายได้แต่หากเปาไม่มีตังค์กินอาหารกลางวัน เขาเองก็รู้สึกแย่ไม่น้อยเลย
    “นั่นสิเปา เก็บเงินไว้กินตอนเที่ยงด้วยสิ ถ้าหากที่บ้านรู้เข้ามีหวังบ่นป้าแย่เลย” ผู้ใหญ่มักโทษคนอื่น พวกเขาจะไม่โทษเด็กหากซื้อขนมจนหมด แต่จะโทษคนขายว่ายุยงส่งเสริมให้ซื้อจนหมด สุดท้ายก็ด่าคนขายว่าอยากได้ตังค์ซึ่งความจริงมันไม่ใช่อย่างนั้นเลย
    “ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมยังมีคูปองอาหารกลางวันอยู่ เงินสิบบาทนี้เก็บไว้กินน้ำกับขนมปังก็น่าจะอยู่ท้อง แต่หมูปิ้งนี่สิ ผมทนไม่ไหวจริงๆ” พูดในขณะที่กำลังเลียปากมันแผล็บๆ “ว่าแต่จะตั้งร้านกี่วันครับ”
    “ก็ตั้งเรื่อยๆนะ ทำไมเหรอ?” “ถ้างั้นก็ดีเลย ผมจะได้มากินทุกวัน อ้อถ้าหากเป็นไปได้ช่วยเอาข้าวเหนียวมาขายได้มั้ยครับ”
    “ข้าวเหนียว? เปาชอบหรือจ้ะ” แม่หน่อยถาม
    “ชอบสิครับ กินหมูปิ้งก็ต้องกินกับข้าวเหนียว เนี่ยผมกินไปแปดไม้แล้วยังไม่อิ่มเลย แต่ถ้าได้ข้าวเหนียวสักสองห่อผมคงอิ่มไปแล้ว” แล้วไม้สุดท้ายก็เข้าปาก เคี้ยวตุ่ยๆก่อนจะกลืนลงไป เห็นคนกินได้แบบนี้บาสก็รู้สึกหิวเหมือนกัน แต่เขาไม่สามารถกินได้ เพราะหมูปิ้งได้นับจำนวนไม้มาแล้วว่าเท่าไหร่ หากเขากินก็ต้องจ่ายเงิน การทำแบบนี้จะช่วยให้รู้ว่าได้กำไรเท่าไหร่ ไม่ใช่มีเท่าไหร่ก็ยัดปากจนขาดทุน
    “ถ้าชอบข้าวเหนียวพรุ่งนี้นะ สัญญาเลยว่าพี่จะเอาเขาข้าวเหนียวมาด้วย” ตอนแรกเขาก็กระจะเอาข้าวเหนียวมาขายด้วย แต่เป็นเพราะวันแรกจึงอยากรู้ว่าลูกค้าจะมีกำลังทรัพย์เท่าไหร่ หากได้รับผลการตอบรับดีเขาก็จะขยับขยาย
    “สัญญาแล้วนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะซัดข้าวเหนียวสองถุงเลยคอยดู!” เปาดูพอใจไม่น้อยกับคำตอบ มองถุงหมูปิ้งในมือที่มีเพียงไม้เสียบก่อนจะมองไปรอบๆ
    บาสเห็นอย่างนั้นจึงบอก “ส่งถุงมาสิเดี๋ยวพี่จัดการเอง”
    “ขอบคุณครับ ฝากด้วยนะพี่”
    แถวนี้ไม่มีถังขยะ และมันไม่สะดวกหากถือไปทิ้งในโรงเรียน บาสมองถุงในมือก่อนจะพูดว่า “แม่ครับ สงสัยต้องหาที่ทิ้งสักหน่อยแล้ว ไม่งั้นแถวนี้ในอนาคตได้มีถุงเกลื่อนแน่”
    การใช้พื้นที่สาธารณะนั้นจำเป็นต้องรักษาความสะอาดด้วย ถึงแม้บาสจะไม่เสียค่าที่ แต่อย่างใดเขาก็มีวินัยพอ
    “เรื่องนั้นง่ายมาก วันจันทร์จะมีร้านขายของยี่สิบบาทมาจอดหน้าอนามัย ไว้ตอนนั้นค่อยไปซื้อถังขยะเล็กๆแล้วกัน”
    บาสพยักหน้า ถ้าใครกินแถวนี้เขาก็จะเก็บใส่ถังขยะให้ แต่หากซื้อไปกินที่อื่นก็คนละเรื่อง แต่อย่างว่าส่วนใหญ่แล้วน่าจะยืนกินแถวนี้เหมือนเปามากกว่า
    “กลิ่นอะไรหอมๆเนี่ย?” ครูอักษรได้รับเวรยืนเฝ้าประตูวันนี้ เธอสวมชุดทางการสีดำเข้ม เธอเพิ่งตื่นนอนและผมก็ยังไม่ได้หวี
    “สวัสดีครับคุณครู”“สวัสดีจ้ะ” คนที่เข้ามาโรงเรียนคนแรกไม่ใช่ใครอื่น เขาคือเปานั่นเอง
    “ว่าแต่นักเรียนจ้ะ หนูได้กลิ่นหอมๆมั้ย มีใครมาทำอะไรแถวนี้หรือเปล่า” ครูอักษรถาม เป็นธรรมดาที่ครูจะไม่รู้จักนักเรียนทั้งหมดของโรงเรียน ยกเว้นนักเรียนห้องตัวเอง
    “กลิ่นงั้นเหรอ....” ยัยครูบ้าดันมาทำให้ท้องร้องอีกซะได้ เงินก็เหลือแค่สิบบาทได้แต่เอามือขวากุมท้องส่วนมือซ้ายก็ชี้ออกไป จากนั้นเดินเข้าโรงเรียน โดยไม่หันมามองครูอักษร
    “เด็กแปลกๆ...” ครูอักษรว่าก่อนจะเดินข้ามถนนไปอีกฟาก มีควันลอยหุยๆพร้อมกับกลิ่นหมูปิ้ง ยิ่งเดินเข้าใกล้ควันเท่าไหร่กลิ่นหอมก็ยิ่งแรงเท่านั้น แล้วครูอักษรก็รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น คนที่ทำให้เกิดกลิ่นนี้ไม่ใช่ใครอื่น เขาเป็นนักเรียนที่ขายอึ่งในวันนั้น บาส!
    “วิชัย! เธอทำอะไรอยู่เนี่ย” ตอนนั้นเป็นเวลาเลิกงานและอยู่ต่อหน้าคนหมู่มาก น้ำเสียงที่เปล่งจึงต่างไปจากครั้งนี้
    ถ้าหากเป็นบาสคนก่อนคงสะดุ้งโหยงกับเสียงเธอ แต่ตอนนี้มันทำอะไรเขาไม่ได้เลย “กำลังปิ้งหมูขายน่ะครับ คุณครูอยากลองสักไม้มั้ย”
    “เอ๋...!! ครูอักษรอยากจะลองงั้นเหรอคะ ลองดูสิคะไม้ละห้าบาทเท่านั้นเอง” แม่หน่อยไม่รู้เรื่องราว เธอคิดว่าครูทุกคนใจดีกับนักเรียน
    ครูอักษรจำต้องปรับเปลี่ยนท่าทางและสีหน้าเมื่อเห็นแม่หน่อย บาสอยากจะหัวเราะให้ดังๆกับท่าทางของเธอ ถ้าหากเป็นนักแสดงคงเป็นนักแสดงโล่ทองคำไปแล้ว ให้ตายสิคนอะไรเปลี่ยนสีหน้าไวชะมัด
    “ขอบคุณค่ะแต่ไม่ดีกว่า พอดีว่าดิฉันเพิ่งกินข้าวเช้ามา...” จากนั้นส่งสายตาไปหาบาส “แล้วนี่รู้มั้ยว่ามันผิด มาตั้งร้านขายหมูปิ้งหน้าโรงเรียน มันเกะกะทางจราจรรู้มั้ย”
    “เอ่อคือว่าเรื่องนั้น...”
    ก่อนที่แม่หน่อยจะตื่นตูมไปมากกว่านี้ บาสพูดว่า “มันจะเกะกะทางจราจรได้ยังไงครับครู ตรงนี้ไม่ใช่ถนนใหญ่ซะหน่อย อีกอย่างคนในหมู่บ้านก็ไม่ค่อยมีรถ ทุกคนต่างเดินเท้าหรือไม่ก็ปั่นจักรยาน”
    “แต่มันก็ผิด! เธอมาตั้งร้านหน้าโรงเรียน ถ้าอยากขายนักทำไมไม่ประมูลขายในโรงเรียนล่ะ!” ครูอักษรเป็นคนเข้มงวดและน่ารำคาญ ไม่แปลกใจเลยภายหลังเธอจะเป็นบ้า บางทีคนเราต้องปล่อยวางซะบ้าง ไม่งั้นซักวันคงระเบิดออกมา
    “คุณครูครับ ผมก็ไม่อยากจะพูดอย่างนี้หรอกนะ แต่มันไร้สาระมากเลยกับเรื่องที่พูดอยู่ ตรงนี้ใช่ที่ของโรงเรียนเหรอ? ก็เปล่า ครูไม่มีสิทธิ์มายืนสั่งฉอดๆด้วยซ้ำ ที่ของโรงเรียนต้องข้ามฟากถนนไปนู่น! ไม่ใช่ตรงนี้ หวังว่าครูจะเข้าใจนะครับ”
    ใช่ตรงนี้ไม่ใช่ที่โรงเรียน และมันไร้สาระมากกับการห้ามขายของเธอ ส่วนอีกเหตุผลนั้นคือครูอักษรเกลียดเขา! เรื่องนี้บาสรู้ดี
    แม่หน่อยสะกิดแขนบาสใหญ่ เนื่องจากอีกฝ่ายเป็นครูสอนหนังสือ คนทำนาตำดำๆย่อมเกรงกลัวเป็นธรรมดา แต่สำหรับบาสมันน่าขำ เธอก็แค่ครูเท่านั้นมีอะไรที่ต้องกลัว สำหรับครูบ้านนอกอย่างนี้เงินเดือนก็แค่แปดพันกว่า หักลบแล้วจะเหลือเท่าไหร่กันเชียว
    “วิชัย!!” ครูอักษรชี้หน้าแต่ไม่สามารถหาคำโต้แย้งได้ สุดท้ายจำต้องเดินจากไป
    เมื่อเห็นว่าครูอักษรไปแล้ว เเม่หน่อยก็สะกิดแขนลูกชาย “นี่ลูกทำแบบนี้จะไม่เป็นไรแน่เหรอ”
    “ไม่เป็นไรหรอกครับ ถึงแม้จะเป็นครูอักษรก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เเละอีกไม่กี่เดือนบาสก็จบม.3แล้ว คงไม่ได้เจอหน้าครูอีกแล้วล่ะ”“งั้นก็ดีแล้วลูก ว่าแต่เราขายต่อได้มั้ย” “ได้สิครับ แม่อย่าไปฟังคำพูดของครูอักษรจนกลัวขึ้นสมองสิ เธอก็แค่ครูกินเงินเดือนเท่านั้น ไม่ต่างจากพนักงานออฟฟิศหรอก” “อย่างนี้นี่เอง” แม่หน่อยรู้สึกโล่งใจ