กวินทร์กระชับร่างลูกสาวในอ้อมแขนให้แน่นขึ้น พลางก้าวเท้าเดินฝ่าพงหญ้ารกชัฏที่ขึ้นสูงท่วมหัวเข้าไปยังตึกแถวร้างเบื้องหน้า ทุกย่างก้าวของเขามั่นคงและแ่เบา ปลายเท้าััยอดหญ้าโดยแทบไม่ทำให้เกิดเสียงสวบสาบ ราวกับราชสีห์ที่กำลังย่างสามขุมเข้าสู่ถ้ำั
เถาวัลย์สีเขียวเข้มที่เลื้อยพันเกี่ยวตึกทั้งหลังดูหนาทึบและลึกลับ ภายใต้แสงจันทร์สลัว มันดูเหมือนอสูรกายั์ที่กำลังโอบรัดเหยื่อ แต่ในสายตาของกวินทร์ มันคือเกราะป้องกันตามธรรมชาติชั้นเยี่ยมที่ช่วยพรางตาและกักเก็บพลังปราณไม่ให้รั่วไหลออกไป
เขามาหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูเหล็กม้วนบานเก่าคร่ำครึ สนิมสีแดงเกรอะกรังเกาะกินเนื้อเหล็กจนแทบไม่เหลือสภาพเดิม มีป้ายบ้านเลขที่ทำจากพลาสติกสีน้ำเงินซีดจางห้อยตองแต่งอยู่เหนือขอบประตู ตัวเลขเลือนรางจนแทบมองไม่เห็น แต่ด้วยสายตาของจักรพรรดิเซียน เขามองเห็นร่องรอยของตัวเลขนั้นได้อย่างชัดเจน
"เลข 8"
กวินทร์พึมพำมุมปากยกยิ้มพอใจ
'เลข 8 คือเลขแห่งอนันต์ (Infinity) และความมั่งคั่ง ในศาสตร์ฮวงจุ้ย มันคือตัวแทนของธาตุดินที่มั่นคง และเป็เลขมงคลที่จะช่วยเสริมดวงชะตาให้แข็งแกร่ง ไม่น่าเชื่อว่าตึกที่ตั้งอยู่บนตาแห่งัพอดิบพอดี จะมีเลขที่บ้านที่สมพงศ์กันขนาดนี้ นี่ไม่ใช่เื่บังเอิญแน่ ์คงลิขิตไว้แล้ว'
"คุณพ่อคะ ประตูมันดูสกปรกจังเลย เราจะเข้าไปได้เหรอคะ?"
อันดาถามเสียงอู้อี้ เธอซุกหน้าลงกับอกเสื้อของพ่อเพื่อหลบเลี่ยงฝุ่นละอองที่ลอยฟุ้ง
"ได้สิครับลูก สำหรับพ่อแล้ว ไม่มีประตูไหนในโลกที่ปิดกั้นเราได้"
กวินทร์ตอบอย่างมั่นใจ เขาไม่ได้ใช้กุญแจผีหรืออุปกรณ์งัดแงะใดๆ เพียงแค่ยื่นฝ่ามือขวาออกไปทาบเบาๆ ลงบนแม่กุญแจสนิมเขรอะที่ล็อคประตูไว้
"จงเปิด"
เขาถ่ายทอดคลื่นพลังปราณกระแทกเข้าไปในรูกุญแจเพียงเสี้ยววินาที
[แกร๊ก!]
เสียงกลไกภายในที่ตายสนิทมานับสิบปีถูกแรงอัดกระแทกจนสลักหักสะบั้น แม่กุญแจร่วงกราวลงสู่พื้นดิน กวินทร์ใช้เท้าเตะมันออกไปให้พ้นทาง ก่อนจะก้มลงจับชายประตูเหล็กม้วน แล้วออกแรงดึงขึ้น
[ครืด ครืดดดด]
เสียงเหล็กเสียดสีกับรางสนิมดังบาดหู ก้องกังวานไปทั่วบริเวณที่เงียบสงัด ฝุ่นผงสนิมร่วงกราวลงมาเหมือนฝนสีแดง แต่กวินทร์แผ่ม่านพลังบางๆ คลุมตัวลูกสาวไว้ ทำให้ไม่มีฝุ่นแม้แต่เม็ดเดียวที่เล็ดลอดเข้าไปแตะต้องผิวอันดาได้
เมื่อประตูถูกเปิดขึ้นจนสุด ความมืดมิดภายในตึกก็เผยโฉมออกมาต้อนรับพวกเขา กลิ่นอับชื้นของราและกลิ่นฉุนของมูลหนูพุ่งออกมาปะทะจมูกอย่างรุนแรง จนอันดาต้องเอามือปิดจมูก
"เหม็นจังเลยค่ะคุณพ่อ หนูไม่อยากเข้าแล้ว"
เด็กน้อยเริ่มงอแงเล็กน้อย ความประทับใจแรกต่อ "บ้านใหม่" ดูจะไม่ค่อยดีนัก
"อดทนหน่อยนะคนเก่ง เดี๋ยวพ่อจะเล่นกลให้ดู รับรองว่าหนูจะต้องร้องว้าว"
กวินทร์ก้าวเท้าเดินเข้าไปในความมืด เขาดีดนิ้วหนึ่งครั้ง
[เปาะ!]
เปลวไฟดวงเล็กๆ สีส้มลอยขึ้นมาบนปลายนิ้วชี้ของเขา ทำหน้าที่เป็คบเพลิงส่องสว่าง แสงไฟวูบวาบเผยให้เห็นสภาพภายในตึกแถวชั้นล่าง
มันคือความหายนะที่สมบูรณ์แบบ
พื้นปูนเต็มไปด้วยขยะและเศษกระดาษเก่าๆ โต๊ะเก้าอี้ไม้ผุพังล้มระเนระนาด หยากไย่หนาเตอะห้อยระย้าลงมาจากเพดานเหมือนม่านลูกไม้สีเทา ตามมุมห้องมีกองมูลหนูและซากแมลงสาบที่ตายซากเกลื่อนกลาด ผนังปูนมีรอยคราบน้ำฝนไหลเป็ทางยาวจนตะไคร่น้ำขึ้นเขียวครึ้ม
และทันทีที่แสงไฟส่องไปถึง ฝูงแมลงสาบนับร้อยตัวที่ยึดครองพื้นที่นี้มานานก็แตกฮือ วิ่งพล่านไปทั่วพื้นด้วยความใ เสียงขาเล็กๆ ของพวกมันเสียดสีกับพื้นดัง [แกรก กราก] ชวนขนลุก
อันดาร้องกรี๊ดเบาๆ แล้วกอดคอพ่อแน่นจนแทบหายใจไม่ออก ตัวสั่นเทาด้วยความกลัว
"แมลงสาบ! คุณพ่อขา! แมลงสาบเต็มไปหมดเลย! หนูเกลียดแมลงสาบ!"
กวินทร์ลูบหลังลูกสาวปลอบประโลม แววตาของเขาเปลี่ยนจากความอ่อนโยนเป็ความดุดันเมื่อมองไปที่เหล่า "เ้าถิ่น" ที่ไม่ได้รับเชิญ
'บังอาจนัก เป็แค่สัตว์ชั้นต่ำ กล้าดียังไงมาวิ่งพล่านต่อหน้าองค์หญิงน้อยของข้า'
เขาไม่ได้ใช้ยาฆ่าแมลง และไม่ได้ไล่เหยียบพวกมันทีละตัว นั่นมันวิธีของคนธรรมดา สำหรับจักรพรรดิเซียน การกำจัดสิ่งปฏิกูลต้องทำอย่างหมดจดและรวดเร็ว
กวินทร์วางอันดาให้ยืนบนโต๊ะไม้ตัวหนึ่งที่ดูแข็งแรงที่สุด (หลังจากเป่าฝุ่นออกให้แล้ว) เขาย่อเข่าลงเล็กน้อย สูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมสมาธิไปที่จุดตันเถียน
"อันดา ปิดตาแล้วนับหนึ่งถึงสามนะลูก พอลืมตาขึ้นมา ทุกอย่างจะหายไป"
"จริงเหรอคะ?"อันดาถามเสียงสั่น แต่ก็ยอมเอามือปิดตาอย่างว่าง่าย "หนึ่ง"
ทันทีที่ลูกสาวเริ่มนับ กวินทร์ก็สะบัดแขนเสื้อทั้งสองข้างออกไปด้านข้างอย่างรุนแรง พร้อมกับปลดปล่อย "จิตสังหารแห่งั" (Dragon's Killing Intent) ออกมาในระดับที่ควบคุมวงกว้าง
"สอง"
แรงกดดันทางิญญาที่มองไม่เห็น แต่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าราชสีห์คำราม แผ่ขยายออกจากร่างของกวินทร์ ครอบคลุมพื้นที่ตึกแถวทั้งสามชั้นในพริบตา
สำหรับมนุษย์ อาจจะรู้สึกแค่ขนลุกซู่หรืออึดอัดเล็กน้อย แต่สำหรับสัตว์เดรัจฉานที่มีสัญชาตญาณดิบ นี่คือสัญญาณเตือนภัยระดับวันสิ้นโลก พวกมันััได้ถึงกลิ่นอายของ "นักล่าสูงสุด" ที่สามารถบดขยี้พวกมันให้แหลกเหลวได้เพียงแค่ความคิด
ฝูงแมลงสาบ หนู และแมงมุมที่ซ่อนตัวอยู่ตามซอกหลืบ ต่างพากันหยุดชะงัก ตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ก่อนจะพากันวิ่งหนีตายออกจากตึกแถวอย่างบ้าคลั่ง พวกมันเบียดเสียดกันมุดหนีออกทางรูระบายน้ำ รอยแตกของผนัง และใต้ประตูเหล็ก ราวกับหนีไฟนรก
"สาม!"
[ตูม!]
ไม่ใช่เสียงะเิจริง แต่เป็เสียงคลื่นลมปราณที่กวินทร์ซัดออกไป เขาใช้วิชา "ฝ่ามือวายุชำระล้าง" หมุนวนกระแสลมภายในห้องให้กลายเป็พายุหมุนขนาดย่อม
ลมพายุหมุนวนกวาดเอาฝุ่นละออง หยากไย่ ขยะชิ้นเล็กชิ้นน้อย และซากแมลงที่ตายแล้ว ให้ลอยขึ้นมารวมกันเป็ก้อนกลมขนาดมหึมากลางอากาศ เหมือนเครื่องดูดฝุ่นพลังไซโคลนที่มีแรงดูดมหาศาล
ทุกซอกทุกมุม ั้แ่เพดานจรดพื้น แม้แต่ฝุ่นที่เกาะอยู่ในร่องกระเบื้อง ก็ถูกพลังลมปราณดึงดูดออกมาจนหมดสิ้น
กวินทร์สะบัดข้อมืออีกครั้ง ส่งก้อนขยะมหึมานั้นพุ่งทะลุหน้าต่างบานเกล็ดที่แตกอยู่ด้านหลังตึก ออกไปตกที่กองขยะด้านนอกอย่างแม่นยำ
"เสร็จเรียบร้อย ลืมตาได้แล้วครับ"
อันดาค่อยๆ เอามือออกจากตา เธอกะพริบตาปริบๆ มองไปรอบๆ แล้วก็ต้องอ้าปากค้างด้วยความตะลึง
ห้องที่เคยสกปรกโสโครกเมื่อกี้ บัดนี้สะอาดเอี่ยมอ่องราวกับเพิ่งปูพื้นใหม่ พื้นปูนขัดมันเงาวับสะท้อนแสงไฟจากปลายนิ้วของพ่อ ไม่มีหยากไย่ ไม่มีฝุ่น และที่สำคัญ ไม่มีแมลงสาบแม้แต่ตัวเดียว!
กลิ่นเหม็นอับก็จางหายไป แทนที่ด้วยกลิ่นสดชื่นของลมปราณที่กวินทร์ปล่อยออกมา
"ว้าว! สุดยอดไปเลยค่ะคุณพ่อ! แมลงสาบหายไปไหนหมดคะ? คุณพ่อเสกพวกมันหายไปเหรอ?"
อันดาะโลงจากโต๊ะ วิ่งไปสำรวจรอบห้องอย่างตื่นเต้น
"พ่อแค่เชิญพวกมันย้ายบ้านน่ะลูก" กวินทร์ตอบยิ้มๆ "ที่นี่เป็บ้านของเราแล้ว เราไม่ต้อนรับแขกไม่ได้รับเชิญ"
เขาเดินสำรวจโครงสร้างตึกอย่างละเอียด ตึกนี้เป็อาคารพาณิชย์ 3 ชั้นครึ่ง มีดาดฟ้า โครงสร้างเสาและคานยังแข็งแรงดีมาก แม้ปูนฉาบจะร่อนไปบ้าง แต่เนื้อคอนกรีตหลักยังไม่เสื่อมสภาพ ซึ่งถือว่าโชคดีมาก
ชั้นล่างเป็โถงโล่ง เหมาะสำหรับทำเป็ "คลินิกบังหน้า" หรือห้องรับแขก ชั้นลอย เหมาะสำหรับเก็บของและสมุนไพร ชั้นสอง มีการกั้นห้องไว้สองห้อง และชั้นสาม
กวินทร์เดินนำลูกสาวขึ้นบันไดไปที่ชั้นสาม บันไดไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเล็กน้อย แต่เขาส่งพลังลงไปตรึงโครงสร้างไว้ทำให้มันแ่าขึ้นทันตาเห็น
เมื่อขึ้นมาถึงชั้นสาม กวินทร์ก็ััได้ถึงแรงสั่นะเืของพลังงานที่รุนแรงที่สุด
"ตรงนี้สินะ"
เขาเดินไปหยุดที่กลางห้องโถงชั้นสาม ซึ่งตรงกับตำแหน่ง "หัวใจั" พอดี พื้นที่ตรงนี้มีหน้าต่างบานใหญ่ที่มองออกไปเห็นทิวทัศน์ของสลัม (และกองขยะ) แต่ลมที่พัดเข้ามาทางนี้กลับเป็ลมที่หอบเอาพลังปราณบริสุทธิ์เข้ามาเต็มๆ
กวินทร์หลับตาลง ใช้เท้าััพื้น รับรู้ถึงกระแสอุ่นวาบที่ไหลขึ้นมาจากเสาเข็ม ผ่านคานคอนกรีต ขึ้นมาสู่พื้นชั้นสาม
'จุดนี้แหละ จุดศูนย์กลางของค่ายกล ถ้าข้าเขียนอักขระรวบรวมลมปราณ (Spirit Gathering Array) ไว้ตรงนี้ และวางหินิญญาเป็ตัวกระตุ้น มันจะสามารถดึงดูดพลังธรรมชาติจากทั่วทั้ง Zone F มารวมกันอยู่ที่ห้องนี้ห้องเดียว ความเข้มข้นของพลังงานจะสูงกว่าในโซนเอถึงร้อยเท่า พันเท่า!'
ภาพในหัวของกวินทร์เริ่มก่อร่างสร้างตัว
เขาไม่ได้เห็นตึกร้างโทรมๆ อีกต่อไป แต่เขาเห็น "วิมานลอยฟ้า"
เขาจินตนาการถึงห้องนอนของอันดาที่จะตั้งอยู่ตรงจุดนี้ เตียงของเธอจะทำจากไม้หอมพันปี (ถ้าหาได้) หรือไม่อย่างนั้นก็ใช้ไม้สักทองลงอาคม ปูด้วยฟูกที่ยัดนุ่นผสมสมุนไพรธาตุไฟ รอบเตียงจะรายล้อมด้วยค่ายกลแปดทิศที่คอยกรองอากาศให้บริสุทธิ์และปรับอุณหภูมิให้คงที่
ที่นี่จะไม่ใช่แค่ที่ซุกหัวนอน แต่มันจะเป็ "เตาหลอมมนุษย์" ที่จะช่วยชำระล้างคำสาปในตัวลูกสาว และค่อยๆ สร้างรากฐานิญญาใหม่ให้เธอแข็งแกร่งยิ่งกว่าคนทั่วไป
"คุณพ่อคะ หนูชอบห้องนี้จัง"
เสียงของอันดาดึงสติเขากลับมา เด็กน้อยยืนเกาะขอบหน้าต่าง มองออกไปดูดาวบนท้องฟ้า ลมเย็นๆ พัดผมของเธอปลิวไสว
"ทำไมถึงชอบล่ะลูก มันไม่มีอะไรเลยนะ มีแต่ความว่างเปล่า" กวินทร์ถามลองเชิง
"ไม่รู้สิคะ แต่พอยืนตรงนี้แล้ว หนูรู้สึกเหมือน เหมือนตอนที่แม่กอดหนูแน่นๆ เวลาหนูร้องไห้ มันอุ่นใจ มันปลอดภัย แล้วหนูก็เห็นแสงวิบวับเต็มไปหมดเลยค่ะ ตรงมุมห้อง ตรงพื้น สวยจังเลย"
คำตอบของลูกสาวทำให้กวินทร์มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ อันดามี "เนตริญญา" (Spirit Eyes) ที่ตื่นขึ้นมาตามธรรมชาติเพราะผลข้างเคียงของคำสาปและการถ่ายทอดเืเนื้อจากเขา เธอสามารถมองเห็นละอองพลังงานได้โดยไม่ต้องฝึกฝน
นี่คือพร์ที่น่ากลัว และอันตรายหากตกไปอยู่ในมือคนชั่ว แต่ถ้าอยู่ในการดูแลของจักรพรรดิเซียน มันจะกลายเป็อาวุธที่ทรงพลังที่สุด
กวินทร์เดินเข้าไปสวมกอดลูกสาวจากด้านหลัง วางคางเกยบนศีรษะเล็กๆ ของเธอ มองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังและความมุ่งมั่น
"หนูตาถึงมากรู้ไหมอันดา ที่นี่คือที่ที่ดีที่สุดสำหรับหนู"
เขากระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น ราวกับจะให้สัญญากับฟ้าดิน
"พ่อจะไม่ยอมให้หนูต้องกลับไปนอนหนาวในโรงพยาบาลพวกนั้นอีกแล้ว พ่อจะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกหรือทำร้ายหนูได้อีก"
เขามองไปรอบๆ ห้องที่ว่างเปล่า แต่งแต้มจินตนาการลงไปในความมืด
"เราจะเปลี่ยนที่นี่ให้เป็บ้านที่สวยที่สุด พ่อจะทาสีห้องนี้เป็สีชมพูที่หนูชอบ จะหาตุ๊กตามาวางให้เต็มห้อง จะทำสวนดอกไม้เล็กๆ ที่ระเบียง และข้างล่างนั่น พ่อจะเปิดเป็คลินิก เพื่อหาเงินมาซื้อขนมอร่อยๆ ให้หนูกินทุกวัน ดีไหมครับ?"
อันดาหมุนตัวกลับมาเงยหน้ามองพ่อ ดวงตาเป็ประกายวิบวับด้วยความตื่นเต้น
"ดีค่ะ! หนูอยากช่วยพ่อทาสี! หนูอยากปลูกดอกไม้ด้วย!"
"ได้สิลูก เราจะทำด้วยกัน ทุกอย่างเลย"
กวินทร์ก้มลงหอมแก้มลูกสาวฟอดใหญ่ ก่อนจะยืดตัวขึ้นยืนตรง ประกาศเจตนารมณ์ด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นก้องกังวานไปทั่วตึกร้าง
"ตกลงตามนี้ กวินทร์และอันดา ขอประกาศยึดครองพื้นที่นี้อย่างเป็ทางการ!"
เขายกนิ้วก้อยขึ้นมาเกี่ยวพันกับนิ้วก้อยเล็กๆ ของลูกสาว เป็พันธสัญญาใจที่ยิ่งใหญ่กว่าสัญญาฉบับไหนในโลก
"เราจะสร้างฐานทัพลับกันที่นี่นะลูก"
อันดายิ้มกว้างจนตาหยี "ฐานทัพลับของพ่อลูกอ่อน!"
"ฮ่าๆๆ ใช่แล้ว ฐานทัพลับของจักรพรรดิเซียนพ่อลูกอ่อน!"
เสียงหัวเราะของสองพ่อลูกดังก้องกังวานในตึกแถวหมายเลข 8 ปลุกให้สถานที่ที่เคยหลับใหลและถูกทิ้งร้างมานาน กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง แสงจันทร์สาดส่องลงมาผ่านหน้าต่าง ราวกับร่วมเป็สักขีพยานในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ณ ฐานทัพลับแห่งนี้.