ณเรือนหญิงยามสาย แสงแดดอ่อนๆ ส่องลอดผ่านม่านผ้าสีขาวกลิ่นดอกไม้แห้งและสมุนไพรลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ ฟางซูเจินจัดโต๊ะไม้เล็กๆไว้กลางห้อง บนโต๊ะมีถาดหยกใส่กลีบดอกโบตั๋นแห้ง รากโสมบด น้ำมันงา และผงไข่มุก เจียงหลิงเยว่กับฟางซูฮวานั่งอยู่ข้างๆต่างมองด้วยความสนใจ
“วันนี้ซูเจนจะสอนทำเครื่องประทินผิวสูตรของท่านแม่ข้าเอง” ฟางซูเจินพูดด้วยรอยยิ้มสดใส
“สูตรนี้ช่วยให้ผิวเนียนนุ่มกลิ่นหอมอ่อนๆ ใช้ก่อนนอนแล้วตื่นมาหน้าใสเหมือนดอกบัวแรกแย้มเลยเ้าค่ะ”
เจียงหลิงเยว่หัวเราะเบาๆ“หลิงเยว่ไม่เคยทำเครื่องหอมเลยเ้าค่ะที่หมู่บ้านใช้แต่ดินขาวกับน้ำผึ้ง”
ฟางซูฮวายิ้มละมุน“ดินขาวกับน้ำผึ้งก็ดีมากแล้วเ้าค่ะ ซูฮวาเคยอ่านตำราว่าช่วยลดผื่นได้ดี”
ฟางซูเจินเริ่มสาธิตนางบดกลีบดอกโบตั๋นให้ละเอียด ผสมกับน้ำมันงาและผงไข่มุกแล้วคนให้เข้ากันในถ้วยหยก “ต้องคนตามเข็มนาฬิกาเจ็ดรอบแล้วทวนอีกสามรอบ เพื่อให้กลิ่นหอมกระจายทั่วเนื้อครีม”
เจียงหลิงเยว่ลองทำตามอย่างตั้งใจฟางซูฮวาใช้พู่กันไม้ไผ้แตะเนื้อครีมแล้วทาบนหลังมือ “หอมมากเลย กลิ่นละมุนเหมือนอยู่ในสวนดอกไม้”
ฟางซูเจินยิ้มภูมิใจ“พี่สะใภ้ลองทาบนแก้มดูสิเ้าคะข้าจะช่วยแต่งผมให้ด้วย วันนี้เราจะทำให้พี่สะใภ้สวยที่สุดในเรือน!”
เจียงหลิงเยว่หัวเราะเขินๆแต่ก็ยอมให้ฟางซูเจินแต่งผมให้ฟางซูฮวาช่วยเลือกปิ่นหยกสีเขียวอ่อนที่เข้ากับชุดสีฟ้าอ่อนของนาง
เมื่อเสร็จแล้วเจียงหลิงเยว่มองเงาตัวเองในกระจกทองเหลือง นางยิ้มบางๆ...ไม่เคยคิดเลยว่า...จะได้รับการต้อนรับดูแลอย่างอบอุ่นเช่นนี้
พ่อบ้านอู๋เบิกแพรไหมให้เจียงหลิงเยว่สี่พับนางนำติดมาด้วยเพื่อปรึกษากับฟางซูเจิน นางชื่นชอบแพรไหมของหอมและเครื่องประทินผิวนางสามารถสนทนาเื่เหล่านี้ได้ทั้งวันอย่างไม่รู้เบื่อ ทั้งเจียงหลิงเยว่ฟางซูเจิน และฟางซูฮวานั่งสนทนากันออกรสออกชาติ เสียงหัวเราะเบาๆลอยคลุ้งไปทั่วเรือนหญิง ฟางซูเม่ยนั่งฟังอยู่เงียบๆ นางไม่สนใจเื่แป้งชาดแพรไหม หรือกลิ่นดอกไม้ ความรู้สึกเหมือนตนเองเป็ส่วนเกินเริ่มก่อตัวขึ้นในใจนางมองพี่สะใภ้ที่เคยเป็ของตน แต่ตอนนี้กลับหัวเราะกับพี่หญิงรองอย่างสนิทสนมในที่สุด...นางก็ะเิออกมา
“ท่านพี่หญิงรอง...ทำไมท่านคุยเื่นี้ซ้ำไปซ้ำมาเ้าคะแพรไหมอันใด สีฟ้าอะไร แป้งชาดอันใด ...น่าเบื่อที่สุด!”
นางลุกขึ้นร้องไห้แล้ววิ่งออกไปจากเรือน ทุกคนต่างใและประหลาดใจฟางซูเม่ยแม้จะซุกซนเอาแต่ใจ แต่นางไม่เคยเสียมารยาทกับพี่หญิงเช่นนี้มาก่อน
“เม่ยเอ๋อร์...เดินดีๆเ้าอย่าวิ่ง” ฟางซูฮวาเอ่ยด้วยความเป็ห่วง
นางหันมาถามเจียงหลิงเยว่และฟางซูเจิน“พี่สะใภ้...น้องสามท่านว่าน้องสี่ดูแปลกไปหรือไม่เ้าคะ”
เจียงหลิงเยว่พยักหน้าเบาๆ“ใช่เ้าค่ะ...นางดูเหม่อลอยมีอารมณ์แปรปรวน”
ฟางซูเจินก็พยักหน้าเห็นด้วย“จริงเ้าค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้น...พี่สะใภ้จะลองไปพูดคุยกับนางดูสักหน่อย”
เจียงหลิงเยว่เดินตามไปฟางซูเม่ยมิได้ไปไหนไกลนั่งร้องไห้อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่หลังเรือน เจียงหลิงเยว่ค่อยๆนั่งลงข้างนาง เอ่ยเสียงอ่อนโยน “น้องสี่...เ้าเป็อันใดบอกพี่สะใภ้ได้หรือไม่”
ฟางซูเม่ยโผเข้ากอดเจียงหลิงเยว่ร้องไห้สะอึกสะอื้น “เม่ยเอ๋อร์...คิดถึงท่านพ่อ”
เจียงหลิงเยว่กอดนางไว้แน่นปล่อยให้นางระบายความคับข้องใจจนหมด หลังจากนั้นพานางกลับมาที่เรือนคุยกันต่ออีกพักใหญ่ ก่อนที่ฟางซูเม่ยจะหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย
นายท่านฟางเป็ชายผู้รักครอบครัวรักนายหญิงรักลูกๆ โดยเฉพาะลูกสาวฟางซูเม่ยเป็ดั่งแก้วตาดวงใจหากนายท่านอยู่จวน...สองพ่อลูกจะตัวติดกันไม่เคยห่าง พอขาดนายท่านไปนางเหมือนแพไร้ที่ยึดเหนี่ยว ล่องลอยไปกับสายน้ำแห่งความคิดถึงการแสดงออกที่ดูก้าวร้าวของนาง ก็เพื่อชดเชยสิ่งที่ขาดหายจากดวงใจน้อยๆ นั้นเอง
ฟางจื้อซ่านกลับมาถึงเรือนเห็นฟางซูเม่ยนอนหลับอยู่บนตั่งไม้หอม นางยังมีคราบน้ำตาเจืออยู่บนแก้ม
“ท่านพี่...นางร้องไห้จนหลับไปเ้าค่ะ” เสียงเจียงหลิงเยว่เอ่ยเบาๆ
“นางเป็อันใด”ฟางจื้อซ่านถามด้วยความกังวล
“นางคิดถึงนายท่านเ้าค่ะนางบอกว่าท่านแม่ก็แอบร้องไห้อยู่บ่อยๆ นางเห็นแล้วก็ยิ่งเศร้าใจเ้าค่ะ”
ฟางจื้อซ่านนิ่งไปรู้สึกผิด เขาให้ความสำคัญกับกิจการมากเกินไป...จนละเลยครอบครัว
อาหารมื้อค่ำในคืนนั้นทุกคนในครอบครัวร่วมโต๊ะกันพร้อมหน้า หลังรับประทานอาหารเสร็จฟางจื้อซ่านกล่าวขึ้น
“ท่านแม่ขอรับ...ครบร้อยวันของท่านพ่อพวกเราไปทำพิธีที่สุสานหมู่บ้านเจิ้นซาน ดีหรือไม่ขอรับ”
ฟางซูเม่ยเงยหน้าขึ้นทันทีแววตานางเปล่งประกาย “จริงหรือเ้าคะ...ท่านพี่”
ฟางจื้อซ่านยิ้มแล้วพยักหน้า
“ท่านแม่...เราไปกันนะเ้าค่ะพี่หญิง น้องห้า พี่สะใภ้ อี๋เหนียง...เราไปกันนะเ้าค่ะ” ฟางซูเม่ยเอ่ยชวนทุกคนอย่างตื่นเต้น
“ท่านแม่ใหญ่...เราไปกันนะขอรับ” ฟางซีห่าวเสริมด้วยความตื่นเต้นไม่แพ้กัน
ทุกคนต่างมีรอยยิ้มดีใจนายหญิงฟางเอ่ยด้วยรอยยิ้มบางๆ “ได้...เราไปกันแต่การเดินทางไกล ต้องเตรียมตัวให้พร้อม”
“ท่านแม่ไม่ต้องเป็กังวลขอรับเื่นี้ลูกจะจัดการให้เรียบร้อย” ฟางจื้อซ่านหันไปมองน้องๆก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “จริงสิ...อีกห้าวันเป็วันเกิดครบรอบสิบสี่ปีของซูฮวาพวกเราไปรับประทานอาหารเย็น ที่โรงเตี๊ยมชิงเฟิงโหลว ด้วยกันดีหรือไม่ขอรับ”
เขาอยากให้ทุกคนรื่นเริงเพื่อคลายความโศกเศร้าในใจ ฟางซูเม่ยกับฟางซีห่าวตื่นเต้นจนออกนอกหน้า
“ท่านพี่ ใจดีที่สุด!”
“จริงสิ!ท่านแม่ใหญ่ เราไม่ได้ไปปักโคมเดือนแปดที่แม่น้ำอวิ๋นสุ่ยกันสองปีแล้วนะเ้าค่ะ” ฟางซูเจินพูดเสริม
“ใช่ ใช่!พี่หญิงรองพูดถูกที่สุด!”ฟางซูเม่ยผู้ชอบเที่ยวเป็ชีวิตจิตใจเอ่ยเสริมอย่างไม่รังเล
นายหญิงฟางนิ่งไปครู่หนึ่งนางเป็หญิงโบราณ สามีจากไปได้เพียงเดือนเศษ ไม่ควรมีกิจกรรมรื่นเริงแต่เมื่อนางเห็นลูกๆ โดยเฉพาะฟางซูเม่ยกลับมาสดใส นางยอมผ่อนปรน
“อาซ่าน...เ้าพาน้องๆกับสะใภ้ไปกันเถิด จำไว้อย่าทำตัวอื้ออึงโดดเด่น ส่วนแม่...แก่แล้วอยากอยู่เรือนมากกว่า”
“ไปด้วยกันเถิดเ้าค่ะ...ท่านแม่ยังไม่แก่สักหน่อยไปด้วยนะเ้าค่ะ อี๋เหนียง...ไปด้วยกันนะเ้าค่ะ” ฟางซูเม่ยคะยั้นคะยอ นางอยากให้ท่านแม่ไปสนุกด้วยกันให้คลายโศกเศร้าและกลับมามีความสุขเหมือนเดิม
วันเกิดฟางซูฮวามาถึงแสงจันทร์ยังไม่ปรากฏ แต่บรรยากาศแห่งความรื่นเริงเริ่มต้นั้แ่ยามสายทั้งแปดคนมารวมตัวกันที่หน้าคฤหาสน์ตระกูลฟาง ฟางจื้อซ่านจัดการทุกอย่างเรียบร้อยเขาให้ซ่งอี้หยวนและซ่งอี้หนิงร่วมเดินทางไปด้วยมีสาวใช้ของฟางซูฮวาและฟางซูเจินร่วมอีกสองคนผู้คุ้มภัยไปอีกสามนายเพื่อความปลอดภัย
เขาวางแผนไปรับประทานอาหารที่โรงเตี๊ยมชิงเฟิงโหลวก่อนแล้วจึงไปปักโคมที่แม่น้ำอวิ๋นสุ่ยในยามค่ำ ใช้รถม้าสามคันในการเดินทางซ่งอี้หยวนอาสานั่งรถม้าคันเดียวกับคุณหนูสามฟางซูเจินฟางจื้อซ่านมองหน้าเขาอย่างรู้ทันแต่ก็มิได้ห้ามปราม เขาเห็นซ่งอี้หยวนเป็สหายมิใช่บ่าวไพร่อีกทั้งในรถม้าคันนั้นยังมีฟางซีห่าวและสาวใช้ของนางร่วมด้วย
การเดินทางใช้เวลาราวสามเค่อคฤหาสน์ตระกูลฟางใหม่นี้สร้างขึ้นเมื่อหกปีก่อนตั้งอยู่ชานเมืองเพื่อรองรับคลังสินค้าและบริวารจำนวนมากเรือนเก่าที่อยู่กลางใจเมืองแม้จะงดงาม แต่ขนาดเล็กเกินไปสำหรับกิจการที่ขยายตัว
รถม้าเคลื่อนตัวอย่างช้าๆผ่านถนนหินในเมืองจี้เฉิง แสงตะวันยามเย็นทอดเงายาวจากหลังคากระเบื้องของจวนขุนนางและเรือนคฤบดีเมื่อถึงถนนสายหลักบรรยากาศคึกคักขึ้นเรื่อยๆ หญิงชายแต่งกายงดงามเดินกันควักไขว่เสียงหัวเราะเสียงพ่อค้าแม่ขาย และเสียงขลุ่ยจากโรงเตี๊ยมลอยมาแตะหูเป็ระยะๆโคมไฟหลากสีประดับประดาตามร้านรวง แสงไฟอ่อนๆ สะท้อนบนพื้นหินเรียบซึ่งแสดงให้เห็นความเจริญร่งเรืองของเมืองหลวงในสมัยรัชกาลของเยี่ยนต้าหวางพระองค์นี้