
ตลอดทางที่รถยนต์สีขาวแต่งหลังคาดำคันเล็กยังติดป้ายแดงวิ่งฉิวอยู่บนท้องถนนเพื่อมุ่งหน้าไปยังร้านกาแฟใกล้สำนักพิมพ์ อันเป็ที่นัดหมายกับบอกอเลอฉวีในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้าแม้ไม่ไกลจากบ้านของหล่อนนัก แต่เนื่องจากสภาพท้องฟ้าที่มืดครึ้มฝนปรอยร่วงเป็สาย จึงทำให้การจราจรติดขัด ถนนแต่ละสายเต็มไปด้วยรถราแน่นขนัด
มิหนำซ้ำถนนฝั่งขาเข้ายังเกิดอุบัติเหตุยิ่งทำให้รถเคลื่อนตัวได้ช้าหล่อนจึงตัดสินใจกดโทรศัพท์ต่อสายหาบอกอเพื่อบอกกล่าวว่าหล่อนอาจไปช้ากว่าเวลานัดหมายสักหน่อยด้วยเหตุผลหนึ่งที่หล่อนจดจำได้ว่า...บอกอคนเก่งเคยมาบ่นจมหูเกี่ยวกับเชรีเื่ที่ฝ่ายนั้นชอบนัดไม่เป็นัดหลายครั้งที่มาช้ากว่ากำหนดจนบางคราวถึงกับขอยกเลิกนัดเสียดื้อๆทำให้เสียเวลาเปล่า
หรือแม้กระทั่งเื่ของการนัดส่งต้นฉบับ สำหรับหล่อนนั้นจะยึดถือ ‘เดดไลน์’ เป็สำคัญเมื่อรับปากว่างานจะเสร็จเรียบร้อย ก็ต้องทำให้สมกับคำมั่นที่ให้ไว้ไม่เคยบิดพลิ้ว โอ้เอ้ ผัดวันประกันพรุ่ง เหมือนอย่างที่เชรีเคยหาข้ออ้างสารพัดร้อยแปดพันประการเป็ข้อแก้ตัวจนบอกอสาวบ่นให้หล่อนฟังเพราะความไว้ใจ
แต่ขณะที่รอสายบอกอสาวอยู่นั้น...ปลายสายตากลับเหลือบไปเห็นเงาของรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งในกระจกมองข้างวิ่งซอกแซกตามช่องอันแคบระหว่างรถแต่ละคันเพื่อจะเบียดไปยังทางข้างหน้าแฉลบรถยนต์ถัดไปอีกสองคันที่ต่อท้ายหล่อนปาดโดนกระจกมองข้างรถคันนั้นจนหัก เกิดเสียงดังเพล้งบนถนน
เท่านั้นแหละ...รถมอเตอร์ไซค์คันนั้นก็รีบบิดหนีอย่างเร็ว!
เมื่อมองทางกระจกอีกครั้งจึงเห็นผู้ชายที่เป็คนขับรถคันนั้นเปิดประตูออกมาท่ามกลางฝนยังพรำต่อเนื่องสำรวจดูสภาพรถบริเวณที่โดนชนก่อนจะก้มเก็บกระจกข้างรถที่หล่นอยู่บนพื้นเขาถือมันเอาไว้พลางจ้องมาทางถนนด้านหน้าที่ไร้เงาคู่กรณีมองเห็นรูปปากขยับไปมาเหมือนกำลังสบถด่ามอเตอร์ไซค์คันที่ชนแล้วหนีอย่างหัวเสีย...นึกแล้วก็เห็นใจแทนเขาอยู่เหมือนกันแต่หล่อนก็คงเป็เหมือนคนกรุงเทพฯจำนวนไม่น้อย ที่ไม่ชอบยุ่งเื่ของชาวบ้าน
ทว่าผู้ที่เปิดประตูรถทางตอนหลังออกมานั่นปะไร...แม้จะสวมแว่นตาดำทั้งที่ไม่มีแดดสักเปรี้ยงแถมฝนยังตกไม่หยุด แต่หล่อนก็คุ้นหน้าคุ้นตาอยู่บ้างว่าเขาคือนายแบบหนุ่มหล่อคนนั้นซึ่งตอนนี้กำลังตกเป็ข่าวฉาวเกี่ยวกับกรณี ‘ชายรักชาย’
นั่นมัน...
ชื่อของนายแบบผู้นั้นยังไม่ทันหลุดออกจากปากเสียงแตรรถยนต์คันที่ต่อท้ายหล่อนก็กดแตรขนานใหญ่จนเสียงดังทำให้หล่อนเพิ่งเห็นว่ารถด้านหน้าเคลื่อนตัวไปแล้ว รีบเปลี่ยนเกียร์เพื่อขับออกไปจึงหมดความสนใจจากอุบัติเหตุเล็กๆที่เกิดขึ้นด้านท้าย
เมื่อรถแล่นคล่องตัวขึ้นวาตีจึงเปิดคลื่นวิทยุหนึ่ง...เสียงเพลง เพ้อรัก ซิงเกิลใหม่ล่าสุดของเทเตโช หนุ่มลูกครึ่งเกาหลีดังขึ้นพอดี หล่อนจึงร้องคลอตามด้วยความรู้สึกปลาบปลื้ม
ใช่แล้ว...หล่อนชอบพระเอกนักร้องคนนี้ในฐานะที่เขาเคยรับบทพระเอกละครเื่ ‘ไฟร้อนเกมลวง’ทางโทรทัศน์ช่อง 13เมื่อปีก่อนแล้วดังเป็พลุแตก...ดังชนิดที่ตอนอวสานของเื่ถนนหนทางนั้นโล่งเพราะคนดูติดกันงอมแงมเรตติ้งละครสูงสุดในรอบครึ่งปีของช่องทีเดียว
แต่มันไม่ใช่ดังในด้านการแสดงเพียงอย่างเดียวเท เตโชมีกระแสข่าวฉาวกับผู้หญิงนามว่า เรณี...เมื่อนึกถึงวาตีจึงคิดว่าชีวิตของดารานักร้องคนนี้นี่แหละที่หล่อนสนใจพลางคิดไปถึงนิยายเื่นี้ของหล่อน ที่เซ็นชื่อกำกับเอาไว้ด้านในให้เขาถึงสามเล่ม
ถ้าหล่อนได้เขียนชีวิตของเทเตโช ก็คงจะดีสินะ...
ทว่าความนึกคิดตรงนั้นถูกขัดจังหวะด้วยเสียงของโทรศัพท์จากเลอฉวี“เมื่อกี้วาโทร.หาพี่หรือเปล่าจ๊ะพอดีพี่กำลังติดสายอยู่น่ะจ้ะ”
“ใช่ค่ะ...พอดีวาจะโทร.บอกพี่ฉวีว่ารถติดมากอาจจะไปช้าสักหน่อย แต่ตอนนี้ถนนโล่งแล้วค่ะ คิดว่าไม่เกินสิบนาทีคงจะถึง...อ้อเมื่อกี้เส้นทางที่วาขับรถมา มีอุบัติเหตุตั้งหลายจุดแน่ะค่ะด้านหลังวาก็มีมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวชนกัน...รู้ไหมคะว่าเ้าของรถยนต์คันที่ถูกชนเป็ใคร วาให้ทาย”
เลอฉวีเว้นจังหวะครุ่นคิดไปนิดหนึ่งก่อนจะทายอย่างนึกสนุก“พี่เดาว่ารถของภูพัดใช่ไหมจ๊ะ”
“พี่ฉวีรู้ได้ยังไงคะ มีตาทิพย์รึเปล่านี่” หล่อนเผลอทำเสียงตื่นเต้นโดยไม่รู้สักนิดว่าทำไมคู่สนทนาจึงรู้ว่าหล่อนหมายถึงใครถ้าไม่ใช่ว่าฝ่ายนั้นเพิ่งจะวางสายจากผู้ชายที่มีนามว่า ‘ภูพัด’นั่นเอง
//////////////////////////////////////////////////
เมื่อจอดรถเรียบร้อย วาตีจึงเอี้ยวตัวไปด้านหลังหยิบร่มลายขาวสลับดำขึ้นมาเตรียมจะกางเพราะว่าฝนด้านนอกนั้นยังคงปรอยต่อเนื่องไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
สถานที่นัดหมายเป็ร้านกาแฟใกล้สำนักพิมพ์เดินทางสะดวกไม่ว่าจะทางรถส่วนตัวหรือมาจากทางรถไฟฟ้าภายนอกรอบรั้วที่ตีเป็แนวไม้ระแนงด้านในคือเรือนโบราณซึ่งดัดแปลงเป็ร้านกาแฟและเบเกอรีจัดแต่งเครื่องเรือนแนวประยุกต์ได้สวยงามโดยแยกสัดส่วนทั้งที่เป็ห้องแอร์กั้นไว้ทางหนึ่งคนละซีกกับพื้นที่เปิดโล่งสามารถรับลมโกรกได้ในยามไร้สายฝนส่วนพื้นที่ปลูกสวนนั้นมีต้นไผ่กั้นเป็รั้วบดบังผนังตึกสามชั้นทั้งสามทิศเพิ่มความรื่นรมย์และร่มรื่นให้กับอาณาเขตสถานมีต้นลีลาวดีดอกสีขาวกระจายตัวเป็ช่อดกพราวพื้นสนามหญ้าสีเขียวเล็กๆตัดเรียบเตียน แบ่งพื้นที่ด้านหนึ่งสำหรับสร้างบ่อเลี้ยงปลาคาร์ฟหลากสีว่ายเวียนอย่างสวยงามโดยรอบๆบ่อนั้นยังตั้งโต๊ะสนามไว้รับลมธรรมชาติอีกด้วย
เมื่อวาตีสาวเท้าไปจนถึงประตูชั้นนอกเรือนจึงหุบร่มแล้วสะบัดไล่เม็ดน้ำจนหมาดจึงก้าวเท้าไปตามการผายมือของพนักงานต้อนรับโดยมุ่งหน้าไปทางห้องกระจกที่ติดแอร์ซึ่งมองเห็นบอกอคนเก่งได้ถนัดตา
คำแรกที่เลอฉวีเอ่ยทักทำให้หล่อนค้อนตากลับ...
“พี่นึกแล้วเชียววาต้องใส่เสื้อผ้าสีขาวกับดำ...เจอหน้ากันกี่ครั้งก็ไม่เคยเห็นจะใส่เสื้อผ้าสีอื่นบ้างใครเห็นก็ได้นึกว่าวาไว้ทุกข์ทั้งปีทั้งชาติพอดีเชียว”
หล่อนรู้ดีว่าเลอฉวีไม่ได้เหน็บแนมแต่อย่างใดทว่าหล่อนก็ชินปากในการโต้ตอบกลับเพราะไม่ทันคิดออกไปว่า “ก็ยังดีกว่าสีแม่ม่ายแหละค่ะพี่ฉวีอายุวาก็ไม่ใช่น้อยๆแล้ว ปีนี้จะสามสิบอยู่รอมร่อ ขืนใส่สีม่วงเข้าไปนอกจากแก่แล้วยังดูเหมือนแม่ม่ายทรงเครื่องอีก...วาเป็โรคกลัวความแก่ค่ะ ได้ยินใครพูดเบาๆก็เจ็บแล้ว”
ใช่แล้ว...ตอนนี้คำพูดของหล่อนกำลังยอกแสยงใจอีกฝ่ายจนเจ็บจี๊ดๆโดยไม่รู้ตัว
เลอฉวีจึงยิ้มจืดเจื่อนปั้นสีหน้าไม่ถูก ก่อนจะดูดชาเขียวในแก้วแก้เก้อ หลังจากดื่มกาแฟเย็นหมดไปสองแก้วระหว่างรอเชรีเมื่อชั่วโมงก่อนจนไม่สามารถต่อแก้วที่สามได้เพราะกลัวตาค้าง จึงเปลี่ยนน้ำที่จะดื่มแทน
วาตีลากเก้าอี้เพื่อลงนั่งวางร่มพิงไว้กับเก้าอี้อีกตัวที่ว่างก้มมองสำรวจความเรียบร้อยของเสื้อผ้าตนเองว่ามีส่วนไหนเปียกบ้างไหมพลางนึกถึงการแต่งตัวของตน ก็ไม่เห็นจะผิดแผกไปจากชาวบ้านตรงไหนกับการที่หล่อนนิยมเสื้อผ้ารวมถึงเครื่องประดับที่เป็สีขาวกับดำจนล้นตู้
จึงเผลอย่นคิ้วและเบ้ปากเล็กน้อย...ก็นี่มันรสนิยมส่วนตัวของหล่อนใครจะทำไม?
ขนาดเชรีเอง แม้อายุยังน้อยด้วยวัยน่าจะยี่สิบต้นๆ รูปร่างก็สูงโปร่งผิวพรรณขาวสะอาดไร้จุดด่างดำ ผมยาวตรงสลวยเป็เงามัน ดูเหมือนจะสวยสมวัย...แต่ที่ไหนได้กลับใส่แว่นสายตาไร้กรอบทรงเชยๆ ชอบนุ่งกระโปรงยาวคลุมขา สีเสื้อผ้าดูทะมึนไม่สดใสตามวัยสักนิด แถมหล่อนยังรู้มาอีกว่าแต่ก่อนนั้นเชรีเคยฟันยื่นจนเหยินกระทั่งตัดสินใจจัดฟันเสียใหม่จนเรียบเสมอแล้วนั่นแหละถึงได้เป็คนยิ้มสวยขึ้น แต่อย่างไรก็ยังแต่งตัวเชยเหมือนเดิมต่างจากหล่อนที่กลัวความแก่ กลัวความไม่สวยกลัวอายุที่เอาแต่เดินหน้าไม่มีวันถอยหลัง จึงไม่เคยยอมแพ้สังขาร ทั้งประทินผิวทั้งประโคมแต่งเนื้อแต่งตัว เข้าออกสถานเสริมความงามเป็ว่าเล่นเมื่อมีเวลาว่างถึงแม้ว่าจะใส่เสื้อผ้าไม่กี่สีก็เถอะ แต่หล่อนก็ทุ่มซื้อเครื่องแต่งตัวไม่อั้น
เมื่อเหลือบตามองคู่สนทนาที่ยิ้มแห้งๆเห็นว่าเลอฉวีเองนั้นก็มีเอกลักษณ์ประจำตัวเหมือนกัน คือชอบ ‘สีม่วง’ จับจิตจับใจ สมัยก่อนเคยเห็นเลอฉวีใส่เสื้อผ้ากระเป๋า รองเท้า ทาเล็บทาปาก แต่งหน้ากระเดียดไปโทนสีนี้จนเคยมีคนในสำนักพิมพ์สัพยอกทำนองว่า‘นึกว่าเ้ากุ้งแก้วที่เสียชีวิตไปแล้วซะอีกค่ะพี่ฉวี’หลังจากนั้นเลอฉวีจึงเริ่มใส่สีอื่นบ้างซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็สีขาวและสีในโทนอ่อน...แต่ที่คงเดิมคือผมซอยสั้นกุดนั้นย้อมสีม่วงมะฮอกกานีปิดทับผมขาวซึ่งเริ่มแซมเป็กระหย่อมกันน่าเกลียดจนชินตาในสองถึงสามปีหลังนี้เอง
ขนาดวันนี้เลอฉวีก็ยังมีผ้าพันคอลายดอกไม้พื้นม่วงซึ่งเป็สีเอกลักษณ์พาดอยู่รอบไหล่มองแล้วก็เข้ากันดีกับชุดกางเกงขายาวบานกว้างผ้าชีฟองสีเนื้อเข้าชุดกับเสื้อแขกแขนยาวสีเดียวกันโดยไม่ลืมใส่กำไลข้อมืออันใหญ่สามอันกระทบกันดังกรุ๋งกริ๋ง
“มาคอยนานหรือยังคะพี่ฉวี”
วาตีเปิดฉากสนทนาขึ้นก่อนหลังจากปล่อยให้ความเงียบปกคลุมไปหลายนาที...ฝ่ายนั้นจึงเริ่มยิ้มแย้มและตอบด้วยรอยยิ้มบางๆ
“จะนานแค่ไหนก็ต้องคอยนั่นแหละ ว่าแต่วาเถอะทานอะไรรองท้องหน่อยไหม”
วาตีจึงหันไปรับเมนูอาหารจากพนักงานเลือกสั่งผัดไทกุ้งสดซึ่งขึ้นชื่อของร้านกับชามะนาวอันโปรดปรานหนึ่งแก้ว...สั่งเสร็จจึงหันไปถามบอกอสาว“พี่ฉวีล่ะคะจะทานอะไร”
เลอฉวีรีบปฏิเสธทันควันเพราะบัดนี้ท้องอิ่มไปด้วยเค้กแยมรสส้มหนึ่งชิ้นกับมาร์ชเมลโล่คัพเค้กอีกหนึ่งชิ้นกาแฟเย็นสองแก้ว ต่อด้วยผัดไทอีกหนึ่งจาน มีเวลาย่อยอาหารเพียงแค่ชั่วโมงเดียวขืนซัดขนมอีกหนึ่งชิ้น มีหวังได้จกคอสำรอกแน่
“น้องสั่งแค่ผัดไทให้พี่เขาจานเดียวกับน้ำชามะนาวแก้วหนึ่งแล้วกัน...ของพี่ไม่รับอะไรแล้วละ”
หล่อนจึงนิ่วหน้ามองบอกอคนเก่งนึกแปลกใจอยู่บ้างที่ฝ่ายนั้นไม่สั่งอาหารเพราะทุกครั้งที่มีการนัดพบเจรจาเื่ต้นฉบับหรือจะเป็เื่ส่วนตัวด้านอื่นคนอย่างเลอฉวีไม่มีทางสั่งแค่น้ำแก้วเดียว เมื่อนึกจับผิดพลันสายตาไปกระทบเข้ากับกล่องสีเงินบรรจุผ้าพันคอที่วางไว้อยู่บนโต๊ะ
“นั่นกล่องผ้าพันคอเหรอคะพี่ฉวีเพิ่งซื้อมาใหม่หรือคะ...ใช่ผืนที่พาดไหล่อยู่หรือเปล่า”
เลอฉวีแย้มยิ้มก็จริงแต่มือคว้ากล่องนั้นเก็บลงกระเป๋าข้างกายอย่างว่องไวแล้วอ้างว่า “ใช่จ้ะ...ผืนเดียวกับที่พี่ใช้นี่แหละเป็ไงจ๊ะ สวยไหม?”
"สวยดีค่ะ"
หล่อนตอบกลับแบบแกนๆพลางเห็นท่าทีแปลกๆของอีกฝ่ายจึงเดาเอาเอง...หรือว่าเลอฉวีนัดพบกับใครก่อนหน้านี้และคนๆนั้นคงจะซื้อผ้าพันคอมาฝาก ประเมินสายตาจากภายนอกกล่องที่เห็นถ้าคาดไม่ผิดน่าจะเป็สินค้านำเข้า ราคาแพงใช่หยอก
ในหัวหล่อนคิดถึงเชรีคนเดียวพลางแค่นในใจว่า...เชอรี่นี่ช่างประจบประแจงจริงนะ!
พลันความคิดสะดุดลง เมื่อเสียงโทรศัพท์จากเครื่องของเลอฉวีดังขึ้นประจวบเหมาะกับน้ำชามะนาวและผัดไทถูกนำมาเสิร์ฟหล่อนจึงปล่อยให้อีกฝ่ายรับสายคุยธุระส่วนตนเองก็จัดการละเลียดชิมอาหารจานเด็ดของที่นี่ทีละน้อย เพราะรู้โดยมารยาทจากการพบกันทุกครั้งว่าจะคุยงานเป็กิจจะก็ต่อเมื่อทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว
สิบนาทีของการคุยโทรศัพท์ระหว่างเลอฉวีกับปลายสายเป็่ที่วาตียังคงทานไปเงี่ยหูฟังไปถึงแม้จะไม่ใช่คนเสียมารยาทแอบฟังผู้อื่นคุยโทรศัพท์ แต่หนนี้กลับรู้สึกถึงสีหน้าของบอกอสาวแปลกแปร่งปั้นหน้าปั้นตาเหมือนคนอมทุกข์
เมื่อเลอฉวีกลับมานั่งที่เก้าอี้ตามเดิมวางโทรศัพท์รุ่นพระเ้าเหาซึ่งเอาไว้รับสายเข้าและโทร.ออกเพียงอย่างเดียวหล่อนก็รวบช้อน และปากไว อดไม่ได้จึงถาม
“มีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะพี่ฉวี”
“ไม่มีหรอกจ้ะ แค่พี่เสียดายอะไรบางอย่างนิดหน่อย”
นี่ถ้าหล่อนรู้ว่าเลอฉวีเสียดายที่การนัดหมายให้ใครคนหนึ่งมาปรากฏตัวที่นี่ในตอนนี้เพราะอยากจะเซอร์ไพร์ส หล่อนคงจะอึ้งจนยิ้มไม่ออกทีเดียว
เมื่ออีกฝ่ายไม่อยากบอกหล่อนก็ไม่อยากซักกับท่าทางลับลมคมในนั้น จึงได้แต่ไหวไหล่น้อยๆตามประสาคนที่ชอบทำตัวมั่น...ทั้งๆที่อายุอานามก็จวนเข้าหลักสามในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้แล้ว
หล่อนจึงชวนเปลี่ยนเื่คุยแต่ไม่วายวกกลับเข้าไปเื่เดียวกับที่เลอฉวียังคงครุ่นคิดอยู่ในใจ “ตายแล้ว...วาลืมสนิทเลย ว่าจะถามพี่ฉวีซะหน่อยเื่ที่คุยค้างไว้ในรถยนต์เมื่อกี้นี้น่ะค่ะ พี่ฉวีรู้ได้ยังไงคะว่าอุบัติเหตุเฉี่ยวชนที่วาพูดถึงคือรถของนายแบบคนนั้น”
เลอฉวีกลอกตาไปมาอย่างใช้ความคิดเมื่อเหลือบมองไปยังจอโทรทัศน์ขนาดกลางที่ตั้งอยู่บนตู้ไม้ทรงโบราณกำลังฉายภาพข่าวจากรายการหนึ่ง จึงมีความคิดแวบเข้ามาในสมองเพื่อแก้ตัว
“นั่นไงจ๊ะ...เมื่อกี้ทีวีออกข่าวพี่ก็ดูจากทีวีสิจ๊ะ”
“พูดถึงนายแบบคนนี้วาว่าจะเล่าให้พี่ฟังก็เลยลืม...่อาทิตย์ก่อนโน้น วาไปเจอตัวจริงเขาด้วยค่ะเห็นทีแรกก็ไม่รู้จักหรอก เพราะวาไม่ค่อยได้สนใจพวกข่าวบันเทิงเท่าไหร่แต่พอมาเห็นทางหนังสืออะไรสักอย่างไม่กี่วัน ก็เลยนึกขึ้นได้...พี่ฉวีรู้ไหมคะนายแบบคนนี้เขา...เขาเป็เกย์”
ท้ายประโยคหล่อนลดเสียงลงแต่มันกลับทำให้เลอฉวีสะดุ้งวาบ ได้แต่มองค้อนปะหลับปะเหลือกกลับมา “เอาเถอะจ้ะ...ข่าวมันก็คือข่าววันยังค่ำ”
วาตีจึงหมดข้อกังขาหยิบแก้วชามะนาวขึ้นดูดน้ำจนพร่องไปกว่าครึ่งแล้วกลับมาสนทนาถึงส่วนงานที่ตั้งใจมาคุย
“วาอิ่มแล้วค่ะถ้าอย่างนั้นเรามาคุยเื่งานกันเลยดีกว่าค่ะ งานโพรเจกต์คู่ที่พี่ฉวีชวนให้ทำชื่อชุดว่าอะไรนะคะ วาลืมไปแล้ว”
พูดจบหล่อนก็เอี้ยวตัวไปค้นในกระเป๋าสะพายไหล่แบรนด์เนมสีขาวค้นขยุกขยิกสักพัก จึงหยิบสมุดบันทึกปกหนังสีดำมาวางแหมะไว้บนโต๊ะเปิดหน้ากระดาษพร้อมหยิบปากกาจดตามความเคยชินที่ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการบันทึกเสมอ
เมื่อเลอฉวีเอ่ยย้ำถึงชื่อโพรเจกต์อีกครั้งปลายนิ้วก็ขยับปากกาจรดลงกระดาษไปว่า...
//////////////////////////////////////////////////จบบทที่ 2