ฉันรู้สึกว่าตัวเองช่างอาภัพนัก..ถึงจะบอกว่าตัวเองไม่ใช่คนที่น่าสงสารที่สุดในโลกก็เถอะนะแต่ขีดจำกัดของคนเรามันไม่เท่ากันนี่น่า
ฉันอยากจะบ้าตาย แล้วจะรอดไงเนี่ย จริงสิ..ฉันมีข้อมูลทุกอย่างในโลกนี่น่า.. เทพธิดาให้ไว้แล้วนี่
จะว่าไปถ้าให้ข้อมูลทุกอย่างในโลกฉันไม่ใช่ว่าต้องเข้าใจภาษาทุกภาษาเรอะ อย่าบอกนะว่าไม่ทำตามคำขออีกเทพธิดาบัดซบใจโฉดชะมัด
ฉันพยายามนึกถึงความทรงจำทั้งหมด..และแล้วก็ไปเจอความทรงจำหนึ่งเข้าพอฉันกำลังจะนึกถึงความทรงจำนั้นก็เหมือนถูกอะไรชนหัว
เจ็บแปลบขึ้นมา
“สวัสดีจ้า เทพธิดาจ้า”
“อ๊ากกก ผี!?”
ฉันที่พยายามควานหาความทรงจำจู่ๆ ก็มีเสียงของเทพธิดาดังขึ้นในหัวรู้สึกตัวอีกทีก็มาอยู่ในโลกมืดๆ ฉันเลยร้องออกมาได้
“ไม่ใช่ย้ะ”
อ้อ เทพธิดาใจโฉดนี่เองว่าแต่นี่หมายความว่าไงหว่า อย่าบอกนะว่ายัยนี่กำลังวางแผนที่จะซ้ำเติมฉันแบบสมน้ำหน้าเจอ Bad End ั้แ่เริ่มตลกดีนะอะไรแบบนั้นน่ะ ?
ร้ายจริงๆเทพธิดาแถวบ้านฉันต้องเป็เทพธิดาใจดีไม่ใช่เรอะ
“จริงๆ ข้าไม่ได้เป็อย่างที่เ้าคิดหรอกนะ”
อ่านใจออกจริงด้วย!ฉันอุทานในใจดูเหมือนเธอจะอ่านใจได้ แต่ทำไมไม่ทำท่าเหมือนตอนแรกนะไอ้ท่าทางที่แบบตบมุกทุกความคิดที่ฉันคิดน่ะ ?
คงจะเหนื่อยสินะทำแบบนั้น ก็แน่ล่ะจู่ๆก็มาตะคอกใส่.. เทพธิดาบ้าไรไม่รู้
“นี่คือเศษเสี้ยวความทรงจำของข้าที่เหลือทิ้งไว้พร้อมกับข้อมูลทุกอย่างในโลกแต่ขอบอกไว้ก่อน ข้อมูลทุกอย่างคือข้อมูลที่ข้าวางไว้ั้แ่โลกกำเนิดขึ้นดังนั้นการพัฒนาต่างๆ หรือเวทมนตร์รูปแบบใหม่ แม้แต่ภาษาก็ไม่มีอยู่จะมีก็มีแต่ภาษาก่อนประวัติศาสตร์ เพราะงั้นควรพึ่งมันอย่างเป็ประโยชน์และเมื่อข้าปลดผนึกนี่ข้อมูลทั้งหมดจะไหลทะลักใส่สมองของเ้าทันที”
“เฮ้ย…บทพูดมันดูปักแฟล็กทรมา—”
แต่ก่อนที่ผมจะพูดจบเสียงดีดนิ้วของเทพธิดาก็ดังขึ้นฉันรู้สึกเจ็บแปลบไปทั่วหัวทันที.. ก่อนที่สายตาจะพร่ามัวและร้องออกมา
เพราะข้อมูลความทรงจำไหลทะลักมาและฉันที่ตาพร่ามัวก็ได้ยินเทพธิดาพึมพำบางอย่างแต่เต็มไปด้วยเสียงที่ค่อนข้างสบายใจ
“ข้าว่าแล้วเชียวต้องผนึกเศษเสี้ยวความทรงจำไว้ในดวงิญญาก่อน เพราะต้องมีกายเนื้อถึงจะบันทึกข้อมูลลงสมองส่วนความทรงจำได้”
“เพราะนอกจากทักษะป้องกันตัวที่สถิตลงิญญาโดยตรงกับการปรับเปลี่ยนทางกายภาพให้ตรงกันข้ามตอนเกิด”
“และมีแค่ความทรงจำนี่แหละที่้าร่างกายก่อนน่าสนใจจริงๆ ดวงิญญากับกายมนุษย์มันสัมพันธ์ยังไงกันแน่นะ หรือว่า.. มีเ้า ‘ต้นกำเนิดที่แท้จริง’และผู้อยู่เหนือจุดสูงสุดอยู่จริงๆ ..หากเป็แบบนั้นพวกเขาทำเื่ซับซ้อนไปถึงขั้นไหนกันแน่นะ ?”
เหมือนกำลังสะใจที่ฉันได้รับความทรมานและหัวเราะอย่างชั่วร้ายใส่สินะอ๊ากกก เทพธิดานี่ใจโฉดโดยกำเนิดแท้ๆ
รู้แบบนี้ตายไปเลยไม่ดีกว่าเรอะ! ความเ็ปทั้งหมดทำเอาฉันสติพร่าเลือนอีกครั้งหลับไปอีกรอบ
ทำเอาฉันฝันเห็นเทพธิดาใจโฉดนั่นอีก..เธอ้าอะไรจากฉันกันแน่เนี่ย!
ไม่นานฉันก็ตื่นขึ้นพร้อมกับรับรู้ถึงบางอย่างในหัว…โลกใบนี้มีชื่อว่า โลกสงบสุขนิรันดร์โดยโลกนี้จะมีเผ่าพันธุ์หลากหลายเผ่าพันธุ์แตกต่างกันออกไป
ไม่ว่าจะเป็ ั ปีศาจ มนุษย์ กึ่งมนุษย์หรือแม้แต่เทพเ้า อ้อ..แล้วก็ดูเหมือนเทพธิดากับเทพเ้าจะไม่ใช่ตัวตนในระดับเดียวกันนะ
ดูเหมือนว่าเทพธิดานี่คือเทพที่แท้จริงแต่เหล่าเทพเ้าที่อยู่เบื้องล่างคือผู้ที่ลดตนลงมาทำสัญญากับมนุษย์ที่ต่ำกว่า พันธสัญญาเทพอะไรทำนองนั้น
แม้จะยังกลับไปโลกเทพหรือทำอะไรในโลกเทพได้แต่พลังเทพจะถูกปิดผนึกในโลกเบื้องล่างนี้พวกเขาไม่สามารถปล่อยพลังเวทระดับเดิมได้
แต่ก็นะด้วย ‘พันธสัญญาเทพ’ก็เหมือนให้มนุษย์เป็องครักษ์ของเทพ มีสิทธิ์ที่จะก้าวเข้าสู่ความเป็เทพได้ถึงจะเป็แค่เทพระดับล่างซึ่งพอซัดพอเหวี่ยงกับจอมมารทั้งสิบสองได้
แต่ก็นะถึงจะบอกว่าเทพเ้ากับเทพธิดาต่างกันแต่โดยนิยามก็คืออันเดียวกันนั่นแหละแค่คำว่า เทพเ้าคือเทพธิดาที่ลดตัวลงมายังโลกแห่งนี้นั่นแหละ..
เอาเป็ว่าฉันเรียกเทพธิดาเหมือนเดิมนั่นแหละจะได้ไม่สับสน
นอกจากนี้โลกนี้ยังมีผู้กล้าด้วยผู้กล้าคือคนที่ได้รับพรจากพระเ้าและเกิดมาภายใต้แสงสว่างและได้รับความรักจากภูต
เวทมนตร์หลักๆ แบ่งออกเป็สองรูปแบบซึ่งประกอบไปด้วย เวทมนตร์ที่อยู่ในขอบเขตธรรมชาติ และเวทมนตร์แฟร์รี่หรือเวทมนตร์แห่งภูต
เวทมนตร์ขอบเขตธรรมชาติ คือเวทระดับที่ใครๆก็ทำได้ เพราะในโลกนี้ทุกอย่างสามารถตีความได้ว่าเป็เวทมนตร์
ไม่ว่าจะอากาศ ต้นไม้ หรือผู้คนทุกคนล้วนเป็เวทมนตร์ได้โดยผู้ใช้เวทมนตร์ขอบเขตธรรมชาติจะแบ่งออกเป็หลายประเภทเช่นกันยกตัวอย่างเวทมนตร์มนุษย์จะจัดการธรรมชาติโดยแทรกแซงธรรมชาติให้เกิดไฟโดยไม่้าบางสิ่งบางอย่างที่ควรจะมีอย่างเชื้อเพลิง.. นอกจากเวทมนตร์ขนี้เหมือนเวทมนตร์ขอบเขตธรรมชาติจะมีเวทมนตร์ประเภทอื่นอยู่ด้วยนะ
ส่วนเวทมนตร์แฟร์รี่นั้นแข็งแกร่งกว่าเพราะปริมาณที่ปลดปล่อยออกมาได้มันมากกว่าเวทธรรมชาติ
ถ้าจะพูดหากเวทมนตร์ขอบเขตธรรมชาติคือการใช้พลังเวทแทรกแซงธรรมชาติ
พลังเวทมนตร์ของแฟร์รี่ก็คือ..การสร้างธรรมชาติขึ้นมาใหม่ด้วยตัวมันเอง!หรือก็คือสามารถปล่อยพลังเวทประเภทที่เป็ไปไม่ได้
เช่น การสร้างพื้นที่เฉพาะเป็อาณาเขตของตัวเองไม่มีใครสามารถเข้าใกล้ และหากเข้ามาพวกมันจะตกอยู่ในการควบคุมของผู้ใช้เวทโดยสิ้นเชิง
ไม่ใช่เวทมนตร์ควบคุมจิตใจหรือร่างกายแต่เป็การบงการโดยสิ้นเชิง!
ก็อะไรประมาณนี้แต่แฟร์รี่ว่ากันว่าเป็ตำนานเท่านั้น มีเพียงผู้กล้าไม่กี่คนเท่านั้นที่มีมัน
จะว่าไปผู้หญิงที่มองฉันเมื่อกี้นั่นเป็จอมมารสินะที่รู้เพราะว่าในหัวมันมีคุณลักษณะพิเศษในการมองว่าคนนี้เป็จอมมารหรือไม่
จริงๆ ฉันก็รู้ข้อมูลเกี่ยวกับจอมมารว่าในโลกนี้มีจอมมารสิบสองคน อะไรทำนองนี้ … แล้วเธอที่คลอดฉันนี่เป็จอมมารสินะ..
จอมมารนี่น่ากลัวไปแล้วกล้าทิ้งลูกตัวเองกลางป่าเขาลำเนาไพร.. เอ๊ะ หรือว่าธรรมชาติของปีศาจจะคล้ายๆสัตว์
ที่แบบเอาเด็กไปปล่อยป่าอะไรแบบนี้หากเอาชีวิตรอดจนถึงแปดขวบแล้วจะกลับมารับไรงี้…ถึงจะกลับมารับจริงถ้าฉันรอดจนถึงระดับนั้น
ฉันไม่มีทางกลับไปหาปีศาจหรอกเฟ้ย สมกับเป็ปีศาจจริงๆ.. แต่ว่ากันตามจริงแบบนี้ฉันก็เป็จอมมารสินะ
เพราะเป็ลูกของจอมมารแล้วจอมมารมีอาณาจักรเป็ของตัวเอง มันคงคล้ายๆการสืบทอดราชบัลลังก์ของจอมมารอะไรแบบนั้น
หือ..แบบนี้ฉันเกิดจากจอมมารคงไม่ใช่ว่าฉันมีพลังจอมมารหรอกนะ..
ไม่สิ.. ถึงจะเป็พลังจอมมารก็เถอะแต่ฉันต้องทดสอบดูก่อนนะ แค่ทดสอบนะ! จะว่าไปถึงจะเป็พลังมาจากแม่ที่เป็จอมมาร
แต่มันก็เป็พลังของฉันนี่น่า ใช้ๆไปก็คงไม่มีใครว่าหรอกเนาะ
ว่าแล้วฉันก็หลับตาลง..การใช้เวทมนตร์คือการรวบรวมสมาธิ และควบคุมเวทธรรมชาติสร้างวงแหวนในจิตใจขึ้นเพื่อใช้ในการแทรกแซง
และฉันก็แทรกแซงธรรมชาติโลกจุดสำคัญคือการจินตนาการว่าเราจะปล่อยมันออกไปในแบบไหนแต่การที่จินตนาการเราต้องเข้าใจองค์ประกอบของมันก่อน
เช่นะเิเราต้องเข้าใจว่าปริมาณดินปืนที่มากพอจะะเิระดับที่จินตนาการไว้ประมาณเท่าไหร่ถึงจะค่อนข้างยุ่งยากแต่นี่แหละเวทมนตร์
ฉันหลับตาลง นึกถึงพลุ..ใช่แล้วแบบพลุสีรุ้งอะไรทำนองนี้.. แต่ก็นะฟ้าต้องมืดด้วยสินะ…แต่จะทำท้องฟ้ามืดไม่ได้นี่น่า เพราะเป็เวทธรรมชาติแต่ไม่สามารถแทรกแซงการไหลของเวลาได้
ฉันเลยลืมตาขึ้น… ยิงเวทออกไปทันที…ท้องฟ้าที่เคยสว่างกลายเป็ความมืดยามราตรี
“ห้ะ?”
แต่พลุที่ฉันสร้างก็ถูกยิงออกไปลอยอยู่บนฟ้าและ..ด้วยจำนวนปริมาณพลังเวทที่มากมหาศาลเกินไปในตัวฉัน ซึ่งตัวฉันไม่ทราบ
ส่งผลให้จินตนาการพัฒนาไปอีกขั้นองค์ประกอบถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นโดนอัตโนมัติและเหนือท้องฟ้ากลางป่าก็..
“ตู้มมมม”
แสงสีของพลุแตกออกกลางอากาศหูฉันรู้สึกเหมือนกับเต็มไปด้วยเสียง“วิ้ง” เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นจังหวะนี้ป่าที่ฉันอยู่แทบกระเจิงออกไปรอบด้าน
ฉันก็ปลิวตามแรงลม ไม่รู้ว่าทำไมฉันถึงไม่าเ็เพราะแรงทั้งหมดถูกส่งไปที่ตะกร้า ก่อนถึงตัวฉันหรือเปล่านะว่าแต่ทำไมตะกร้าไม่เป็ไรเลยเนี่ย?
แต่จะว่าก็ว่าเถอะนี่มันไม่ใช่พลุ…นี่มันะเิอานุภาพทำลายล้างเมืองแล้วเฟ้ย!
ฉันควรจะหลีกเลี่ยงการใช้เวทมนตร์แบบนี้สินะ…เพราะนี่แค่พลุนะ ลองนึกสภาพฉันปล่อยนิวเคลียร์อะไรทำนองนี้ดู..ประเทศหนึ่งไม่หายไปจากแผนที่โลกเลยเรอะ
จะว่าไปแค่เด็กยังทำได้ขนาดนี้โตไปจะขนาดไหนนะ..ไม่สิ หรือว่าแค่นี้ใครๆ ก็ทำได้เพราะยังไงซะเทพธิดาใจโหดนั่นก็ไม่มีทางให้ฉันสุขสบายแน่ๆ
แบบนี้นี่เอง ไม่หลงกลหรอกเฟ้ยนี่คือความธรรมดาในโลกนี้สินะ ฉันต้องฝึกมากกว่านี้ ฮ่าๆ
…………
โดยวันนั้น.. ซึ่งเ้าตัวไม่ทราบว่าตัวเองได้สร้างความปั่นป่วนให้โลกทั้งใบ.. เพราะเปลี่ยนเวลาของโลกให้เป็กลางคืน
และยิงพลุที่ถูกเรียกว่า‘ภัยพิบัติธรรมชาติครั้งแรก’ ในภายหลัง..
และถึงแม้จะมีข้อมูลทุกอย่างในโลก..แต่ไม่ได้แปลว่ามีบรรทัดฐานสามัญในคำอธิบายเกม..เหมือนกับคู่มือเกมที่ไม่ต้องอธิบายว่ามีค่า ต่างๆในระบบสเตตัสมีความหมายแบบไหนบ้าง
เพราะมันคือพื้นฐานที่ทุกคนต้องรู้..แต่น่าเสียดายที่ผู้ชาย.. ไม่สิ
ผู้หญิงคนนี้มีพื้นฐานที่ติดลบสุดๆ!