พิชิตภพสยบสวรรค์ ภาค2 สุสานราชันไร้พ่าย

    ตอนที่ 4 เจ้าเป็นใคร

    สงครามชิงแผ่นป้ายประจำชนเผ่าเริ่มมาตั้งแต่เมื่อสามปีที่แล้ว แต่หลังสงครามเริ่มต้นได้เพียงหนึ่งปี ได้มีชื่อของชายหนุ่มผู้หนึ่งโด่งดังขึ้นในดินแดนแห่งท้องฟ้า นั่นก็คือนายน้อยแห่งชนเผ่านิกายปราชญ์สวรรค์ นามว่า “เจิ้นเทียน” เดิมเขาเป็นเพียงนักรบไร้ชื่อเสียงจากชนเผ่าฟ้าคำราม ชนเผ่าเล็กๆที่ไม่มีใครสนใจ หลังมีข่าวว่าเขาได้เข้าไปทดสอบในสุสานเทพโอสถแล้วสามารถทำคะแนนเต็มได้ทั้งห้าด่าน ซึ่งตั้งแต่ก่อตั้งชนเผ่านิกายปราชญ์สวรรค์มายังไม่เคยมีผู้ใดทำได้ หวงเฟย ผู้นำชนเผ่านิกายปราชญ์สวรรค์ จึงให้เขาเป็นศิษย์สายตรงพร้อมเพื่อนจากชนเผ่าฟ้าคำรามอีกสองคนคืออู๋ต้าและมู่ปิง ทั้งยังแต่งตั้งเป็นนายน้อยแห่งชนเผ่านิกายปราชญ์สวรรค์พร้อมมอบหม้อนภาสวรรค์ที่เป็นสมบัติประจำชนเผ่าให้อีกด้วย เจิ้นเทียนสร้างชื่อจากศึกครั้งแรกในสงครามชิงแผ่นป้ายประจำชนเผ่า ด้วยการนำสมาชิกในชนเผ่านิกายปราชญ์สวรรค์จำนวนหนึ่งพันคนทำศึกป้องกันชนเผ่าและเอาชนะกำลังพลหนึ่งแสนคนของกลุ่มพันธมิตรพฤกษาปิศาจได้อย่างราบคาบ ทำให้ชื่อเสียงของเขาโงดังไปทั่วดินแดนแห่งท้องฟ้าชั่วข้ามคืน แต่แล้วเขาก็หายสาบสูญในงานประลองชิงลำดับศึกสายในพร้อมกับหมิงจูศิษย์สายในลำดับหนึ่ง ที่น่าแปลกก็คือ ไม่มีใครจำเหตุการณ์ได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกคนจำได้เพียงเห็นทั้งคู่ขึ้นเวทีพร้อมกันแล้วหายไปพร้อมทิ้งซากปรักหักพังบริเวณกว้าง ราวกับมีการต่อสู้ครั้งใหญ่เกิดขึ้น   ……………………………….. ท่านหมออู๋หมิงเป็นชายหนุ่มรูปงาม รูปร่างสูงโปร่ง นอกจากจะมีวิชาแพทย์ทีเก่งแล้ว ยังเป็นคนจิตใจดีอีกด้วย แม้มีคนเคยถามว่าท่านหมออู่หมิงมาจากไหน แต่ท่านหมอก็ไม่เคยตอบ เพียงแต่บอกว่ามาจากที่ๆห่างไกลมากๆ แต่ด้วยความที่เป็นหนุ่มรูปงามและมีความสามารถ ทำให้มีสาวๆในหมู่บ้านแอบชอบอยู่เป็นจำนวนมาก เวยเวยเองก็เป็นหนึ่งในสาวๆเหล่านั้น ขณะที่ท่านหมออู๋หมิงกำลังทักทายกับเวยเวยและแม่อยู่นั้น พลันก็สัมผัสได้ถึงการจ้องมองที่ด้านนอก “นั่นใครน่ะ! แสดงตัว!” ท่านหมออู๋หมิงรู้สึกตัวอย่างรวดเร็ว พลางซัดพู่กันในมือออกไปทางหน้าต่าง พู่กันนั้นพุ่งตรงไปอย่างรวดเร็วราวลูกธนยังพุ่มไม้ใกล้แห่งหนึ่ง “โอ๊ย!...” เสียงร้องของชายหนุ่มดังขึ้นทันที ท่านหมออู๋หมิงรีบพุ่งตัวอย่างรวดเร็ว ร่างนั้นพลิ้วไหวดั่งสายลมกระโจนมาที่พุ่มไม้พร้อมปรากฏอยู่เบื้องหลังเจ้าของเสียง “อาซาน!....เป็นเจ้าเองรึ!” ท่านหมออู๋หมิงมองเจ้าของเสียงร้องแล้วก็ลดจิตสังหารลง “ใช่ๆท่านหมอข้าเอง......ข้า...ข้า..ก็แค่ชอบมองท่านเวลารักษาผู้คน ไม่ได้มีเจตนาอื่น” อาซานตอบท่านหมอพร้อมใช้มือกุมที่ไหล่ข้างที่โดนพู่กันพุ่งใส่ “เฮ้อ!...เจ้าไปนั่งดูด้านในก็ได้ เหตุใดจึงต้องมาแอบมองที่พุ่มไม้” ท่านหมออู๋หมิงพูดพร้อมถอนหายใจ “ข้า...ข้าไม่กล้า มีคนอยู่มากเกินไปข้าไม่ชอบ ท่านหมอ ข้า..ข้า ขอตัวก่อนนะ” อาซานตอบแบบไม่มองหน้าท่านหมออู๋หมิง พร้อมก้มตัววิ่งออกไปทันที ท่านหมออู๋หมิงส่ายหัวเบาๆ ก่อนเดินกลับเข้ามาที่ด้านในบ้าน “ท่านหมออู๋ท่านเป็นวรยุทธ์ด้วยหรือนี่! แล้วมีใครแอบคิดร้ายท่าน? ท่านจับตัวได้หรือไม่?” เวยเวยยิงคำถามใส่ท่านหมออู๋พร้อมชื่นชมที่ท่นหมออู๋นอกจากจะรักษาเก่งแล้วยังมีวรยุทธ์ด้วย “ไม่มีอะไร เป็นอาซานน่ะ เขาชอบมาแอบดูข้าเวลารักษาผู้คน ไม่มีอะไรแล้ว” “อาซานเหรอ ข้าไม่ชอบเขาเลย เขาชอบซุ่มแอบดูท่านหมอไม่รู้ว่าคิดไม่ดีหรือเปล่า?” “ไม่มีอะไรหรอก เขาอาจสนใจเรื่องการรักษาเลยอยากศึกษาด้วยตัวเอง ไหนขอดูอาการของฮูหยินหน่อย ไม่ทราบว่าอาการของท่านเป็นอย่างไรบ้าง?” ท่านหมออู๋หมิงตัดบท แล้วหันมาถามอาการของแม่เวยเวยเพื่อทำการรักษาต่อ อาซานเป็นชายหนุ่มร่างเล็กตัวผอม เป็นคนไม่ค่อยพูดจา เขาอาศัยอยู่กับนักพรตสองคน ที่อีกด้านหนึ่งของหมู่บ้านสะพานไม้ ทั้งสามคนก็ย้ายมาจากต่างถิ่นและพักที่นี่ได้ประมาณสองปี หลังจากท่านหมออู๋หมิงมาที่หมู่บ้านไม่นาน “ข้าต้องจับตาดูเขา ๆ ๆ” อาซานบ่นพึมพำกับตัวเองขณะที่กำลังวิ่งกลับไปยังกระท่อมของเขา ..................................... วันรุ่งขึ้นก็มีแขกกลุ่มใหญ่ที่ไม่ได้รับเชิญปรากฏขึ้นที่หมู่บ้านสะพานไม้ “นายท่านที่นี่แหละครับ คือหมู่บ้านสะพานไม้” นักรบผู้หนึ่งในชุดสีดำที่เดินอยู่ด้านหน้า บนใบหน้ามีสีดำคาดอยู่ กำลังรายงานชายหนุ่มรูปร่างกำยำที่ดูภูมิฐานบนหลังม้า “ท่านท่านนักพรต คนที่ท่านตามหาอยู่ที่หมู่บ้านเล็กๆอย่างนี้น่ะหรือ?” ชายหนุ่มรูปร่างกำยำที่ดูภูมิฐานบนหลังม้าเอ่ยขึ้น “สายข่าวของข้ารายงานมาว่า เมื่อสองปีก่อนมีชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งผู้หนึ่ง เดินทางมาที่หมู่บ้านนี้ แล้วยึดอาชีพเป็นแพทย์ การปรากฏตัวของเขาตรงกับเหตุการณ์ปริศนานั้นพอดี ข้าจึงต้องมาตรวจสอบ” นักพรตในชุดสีดำที่อยู่บนหลังม้าหันมาตอบ “พวกเจ้าพาท่านนักพรตไปค้นให้ทั่ว ใครขัดขืนฆ่าได้ทันที แล้วหาบ้านหลังใหญ่ที่สุดในหมู่บ้านรอไว้ พร้อมพาสาวงามที่สุดในหมู่บ้านมาด้วย ข้าจะไปพักผ่อนรอที่นั่น” ชายหนุ่มรูปร่างกำยำที่ดูภูมิฐานสั่งการ “รับทราบ!” นักรบชุดดำทั้งหมดรับคำสั่ง แล้วพานักพรตชุดดำเข้าไปในหมู่บ้าน ส่วนชายหนุ่มรูปร่างกำยำที่ดูภูมิฐานนั้น มองนักพรตชุดดำด้วยสายตาเจ้าเล่ห์แล้วพูดกับตัวเอง “เจ้าจะตามหาใครก็ช่างไม่เกี่ยวกับข้า เพียงแค่สามารถมอบพลังและอำนาจให้ข้าโค่นล้มเจ้าไป่หู่ได้ข้าจะจะทำตามที่เจ้าต้องการ แต่มันก็คงเป็นแค่ไม่นาน เพราะเมื่อข้ามีอำนาจในมือแล้ว ก็จะกำจัดเจ้าทิ้งเช่นกัน” ที่แท้ชายหนุ่มรูปร่างกำยำที่ดูภูมิฐานนั้นเป็นหนึ่งในสิบบุตรชายของผู้นำชนเผ่าเสือดำ มีนามว่า “ไป่จิ้ง” เขาพานักรบของชนเผ่าเสือดำกลุ่มใหญ่พร้อมนักพรตในชุดสีดำมาตามหาคนผู้หนึ่ง ไป่จิ้งเป็นบุตรชายคนโตของผู้นำชนเผ่าเสือดำ เขาถูกมองว่าเป็นคู่แข่งกับไป่หู่มาโดยตลอด แต่เมื่อสองกองกำลังเข้าปะทะกัน ขั้นฝึกตนของไป่หู่กลับก้าวหน้าไปมากกว่าที่เขาคิด จึงตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้และยอมจำนน หลังจากนั้นเขาก็ได้มาพบกับนักพรตชุดดำที่ลึกลับ นักพรตชุดดำถายทอดเคล็ดวิชามารโลหิตให้กับเขา ทำให้ขั้นฝึกตนก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและยังมีวิชาประหลาดมากมายที่ช่วยกำจัดศัตรูของเขา ทำให้ไป่จิ้งเชื่อฟังนักพรตชุดดำทุกอย่าง เพราะต้องการความแข็งแกร่งเพื่อไปโค่นล้มไป่หู่ผู้เป็นน้องชาย เนื่องจากเคล็ดมารโลหิตต้องดื่มเลือดและกินเนื้อมนุษย์ ทำให้ไป่จิ้งมักจะเลือกเฉพาะสาวงามเพื่อมาย่ำยีก่อนฆ่าพวกนางเพื่อใช้ในการฝึกวิชา  ถือเป็นคราวเคราะห์ของสาวน้อยเหล่านั้นยิ่งนัก…………………………… ใช้เวลาไม่นานกลุ่มนักรบของชนเผ่าเสือดำก็เรียกรวมชาวบ้านทั้งหมดมาอยู่ที่ลานกลางหมู่บ้าน “ใครคือชายหนุ่มลึกลับที่เข้ามาอยู่ในหมู่บ้านเมื่อสองปีก่อน?”  หนึ่งในนักรบชนเผ่าเสือดำถามชาบ้าน “เรียนท่านนักรบ ที่ท่านถามมา ดูท่าทางน่าจะเป็นท่านหมออู๋หมิง แต่วันนี้เขาออกไปเก็บสมุนไพรในป่าน่าจะกลับมาช่วงเย็นๆ” ผู้อาวุโสของหมู่บ้านตอบความจริง “พวกเจ้าอยู่ที่นี่คุมตัวชาวบ้านไว้ ที่เหลือตามข้าเข้าไปตามหาคนในป่า” นักพรตชุดดำออกคำสั่ง ก่อนขี่ม้านำนักรบกลุ่มใหญ่เข้าไปในป่า ส่วนนักรบที่เหลือเดินมองหญิงสาวที่ถูกจับมาเพื่อหาสาวงามไปส่งให้กับไป่จิง ไม่นานผู้ที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้าก็ชี้มาที่เวยเวย “จับนางไปส่งให้กับนายท่าน!” ......................................... ภายในป่าที่ติดกับหมู่บ้านสะพานหิน ป่านี้สมัยก่อนเต็มไปด้วยสัตว์ร้าย แต่ปัจจุบันสัตว์ร้ายเหล่านั้นได้หายไปจนหมด ท่านหมออู๋กำลังเก็บสมุนไพร และบางครั้งก็เก็บสัตว์พิษบางตัวด้วย ซึ่งวิชาแพทย์บางครั้งก็ต้องใช้พิษอ่อนช่วยในการรักษา แต่ไม่นานเขาก็มองไปทางหมู่บ้าน แล้วพูดกับตัวเอง “ดูท่าจะมีคนตามหาข้า ท่าทางพวกเขาน่าจะพอรู้ตัวตนของข้า คงต้องเตรียมการต้อนรับพวกเขาสักหน่อย” ท่านหมออู๋กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยแล้วหายตัวไปจากพื้นที่นั้น ....................... “ท่านนักพรต รอยเท้ายังใหม่อยู่ มันเดินมาทงนี้ไม่ผิดแน่” นักรบผู้หนึ่งที่เป็นคนแกะรอยรายงานนักพรตชุดดำ “พวกเจ้าแยกกันเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรกอยู่กับข้าตามรอยเท้านี้ไป อีกสองกลุ่มตีโอบล้อมไว้อย่าให้มันหนีไปได้” นักพรตชุดดำสั่งการทันที ไม่นานหลังจากที่ตามรอยภายในป่า นักรบผู้หนึ่งก็เห็นชายรูปร่างสูงโปร่งในชุดยาวสีขาว กำลังเก็บสมุนไพรอยู่ “เจ้าคืออู๋หมิงใช่หรือไม่?” นักรบชุดดำตะโกนถาม พร้อมเดินเข้าไปอย่างช้าๆ กริชเล่มยาวถือชักออกมาอยู่ในมือ “ข้าคืออู๋หมิง แล้วเจ้าเป็นใคร?” ท่านหมออู๋หมิงหันหลังกลับมา พลางยืนมองด้วยสีหน้านิ่งเฉย “บัดซบ! เห็นการแต่งตัวของข้ายังกล้าถามอีก ตามข้ามาที่หมู่บ้านเดี๋ยวนี้!” นักรบชุดดำแสดงท่าทีโมโห เขารีบวิ่งเข้ามาพลางเงื้ออาวุธในมือหวังจะสั่งสอนชายหนุ่มเบื้องหน้า แต่เมื่อลงมือร่างของท่านหมออู๋กลับหายไป ท่ามกลางสีหน้างุนงงและตกใจของนักรบชุดดำ “นี่..นี่มัน....มันเป็นวรยุทย์  โอ๊ยยยย!” หลังจากอุทานด้วยความตกใจเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดก็ตามมา และเงียบหายไป “ดูท่าวันนี้คงต้องเหนื่อยหน่อย” ท่านหมออู๋ยินนิ่งด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่มือข้างหนึ่งแทงทะลุร่างของนักรบชุดดำจนสิ้นใจ ...............................................