“เรื่องของชีเหนียงข้าไม่เคยล้อเล่น”
หลังจากจ้าวจือชิงออกจากห้องหลิงชางไห่ก็เหมือนลูกบอลที่มีลมรั่วเดิมทีคิดว่าเขาจะสามารถช่วยชีเหนียงถามอะไรได้สักหน่อยคิดไม่ถึงว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นนี้ เหมือนเขาจะรู้อะไรเพิ่มขึ้นแต่ก็เหมือนไม่รู้อะไรทั้งนั้น อยากคุยกับใครสักคน แต่ก็พูดไม่ได้หากไม่ได้พูดก็รู้สึกหัวใจหนักอึ้ง
หลิงชางไห่ลังเลว่าชีเหนียงจะรู้เรื่องนี้หรือไม่ตอนนี้เด็กๆ ทั้งหลายก็รู้เรื่องของจี้ฉงเหวินแล้วกระทั่งต้องการทวงขอความยุติธรรมให้ตนเอง นางเป็นแม่ย่อมไม่อยากเป็นภาระให้พวกเขานางจะต้องมีกำลังมากพอที่จะสนับสนุนพวกเขา
ขณะที่ชีเหนียงกำลังเตรียมเขียนสาส์นกลับไปถามอำเภอเฉาว่าการวิจัยเครื่องปรุงเป็นอย่างไรบ้างกลับได้รับสาส์นจากยายโจว
ในสาส์นบอกว่าหลังจากจ้าวจือชิงรับลั่วจิ่งไหลไปไม่นาน ก็มีโจรเข้าบ้านเพียงแต่โจรไม่ได้ไปไหนเลย กลับพุ่งตรงเข้าห้องนอนของชีเหนียงอันที่จริงเริ่มแรกยายโจวกับคนอื่นยังไม่รู้ตัวว่ามีโจรขึ้นบ้านแต่ตอนที่ยายโจวเข้าไปทำความสะอาดห้องชีเหนียงเหมือนเช่นเคย ถึงพบว่ามีโจรขึ้นบ้าน
สภาพในห้องถูกรื้อเละเทะทั้งเสื้อผ้าตู้ ลิ้นชัก มองดูก็รู้ว่ามีคนเข้ามา แต่น่าแปลกที่ว่าเครื่องประดับที่ชีเหนียงเก็บไว้กลับไม่ถูกเอาไปยายโจวเขียนของที่ยังเหลือในห้องไว้อย่างชัดเจน ชีเหนียงลองเทียบแล้วกลับพบว่าไม่ได้มีอะไรหายไปแต่อย่างใด
ชีเหนียงอ่านและตรวจดูในสาส์นหลายรอบเหตุใดนางจึงรู้สึกว่าโจรคนนี้ไม่ได้มาขโมยของ แต่มาหาของ ของที่มีมูลค่าที่สุดของนางก็คือโฉนดร้านค้ากับเงินที่หาได้ในช่วงที่ผ่านมาเพราะปกตินางระมัดระวังตัวจนเคยชิน ของเหล่านี้นางจึงแยกเก็บไว้ในสถานที่ต่างกันแต่คนที่มาค้นกลับไม่ได้เอาของเหล่านี้ไป บ่งชี้ชัดว่าสิ่งที่เขาต้องการไม่ได้อยู่ที่นี่
นอกจากว่าของที่มีมูลค่าพอให้คนอยากได้ก็คงมีแต่สร้อยเส้นนั้น
ชีเหนียงล้วงสร้อยตรงลำคอออกมาตอนนั้นที่ได้สร้อยจากยายเฒ่าลั่ว นางก็สวมไว้กับตัวมาตลอด มิใช่ว่ากลัวมีคนขโมยเพียงแต่รู้สึกว่านี่อาจจะสามารถปลอบประโลมร่างเดิมได้ ตกลงว่าสร้อยเส้นนี้มีความลับอะไรกันถึงขั้นดึงดูดให้คนไปที่อำเภอเฉา
จ้าวจือชิงปีนอยู่บนหลังคามองดูสร้อยที่ชีเหนียงล้วงออกมาจากลำคอตอนนั้นที่เขากลับไปอำเภอเฉาก็เคยมีความคิดอยากไปหาสร้อยในห้องของชีเหนียงแต่ตอนที่ไปถึงนั้นสายเกินไป มีคนบุกห้องชีเหนียงก่อนเขาหนึ่งก้าวตอนนั้นเขาแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง ต้องการดูปฏิกิริยาของชีเหนียงหลังจากที่รู้เรื่องและอาศัยจังหวะดูที่ซ่อนของสร้อย
คิดไม่ถึงว่าชีเหนียงจะเก็บสร้อยไว้กับตัวคนพวกนั้นเริ่มรู้แล้วว่าทางยายเฒ่าลั่วมีความผิดปกติ คิดว่าคงรู้เรื่องสร้อยแล้วเช่นกันหากพวกเขาหาที่อำเภอเฉาไม่เจอ จะต้องมาหาที่ชีเหนียงแน่ ไม่ได้เขาต้องรีบหาทางขโมยสร้อยมาก่อน
จ้าวจือชิงตรวจดูสร้อยเส้นนั้นอย่างละเอียดเพื่อจดจำลักษณะของมันไว้แต่ว่ามันมีระยะห่างและมืดเกินไป มือข้างหนึ่งของชีเหนียงกำสร้อยไว้ เขาจึงเห็นรายละเอียดไม่ครบถ้วน
ชีเหนียงที่กำลังตกอยู่ในภวังค์จู่ๆ กลับคิดไม่ถึงว่าเมื่อมองไปที่พื้นจะพบว่ามีเงาคนปรากฏบนหลังคา
หัวใจของนางบีบรัดคราวนี้นางถูกคนจับจ้องเข้าแล้ว นางแสร้งทำเป็นไม่เห็น จากนั้นทำท่าหาวบิดขี้เกียจ แล้วก็ดับไฟก่อนจะปีนขึ้นเตียง
ทันใดนั้นนางก็ได้ยินเสียงหวิวแผ่วเบาและรู้ว่าคนผู้นี้ลงมาแล้วด้านหลังม่าน นางค่อยๆ คลำมีดคมกริบใต้ผ้านวม เมื่อรับรู้ถึงลมที่พัดผ่านจากม่านนางก็วาดมีดออกไป
จ้าวจือชิงผงะถอยหลังกะทันหันเขาคิดไม่ถึงว่าชีเหนียงยังไม่ได้หลับ
ชีเหนียงแทงมีดไปหาเขาท่ามกลางความมืดจนเขาต้องถอยหลังหนีหลายก้าว ตัวเขากลัวว่าจะเผลอทำร้ายชีเหนียงจึงได้แต่พยายามหลบ ชีเหนียงเองก็เหมือนจะรู้ว่าเขาไม่ได้มีจุดประสงค์ทำร้ายตนเอง จึงสับสน
“เจ้าคือใคร? เหตุใดต้องมาดึกดื่น?”
จ้าวจือชิงไม่กล้าพูดเขากลัวชีเหนียงจำได้
เมื่อเห็นคนร้ายไม่ตอบทันใดนั้นชีเหนียงก็วางมีดลง “จ้าวจือชิงตกลงเจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่?”
การขานเรียกของชีเหนียงครั้งนี้ทำให้หัวใจของจ้าวจือชิงเต้นระรัวชีเหนียงจำเขาได้ ไม่มีทาง! เขาคือผู้มีวรยุทธ์และฝึกการมองเห็นในที่มืดแต่ชีเหนียงไม่เคยฝึกอะไรแบบนี้มาก่อน ไม่มีทางจำเขาได้ในที่มืดแน่นอนยิ่งกว่านั้น ตอนนี้เขายังสวมหน้ากากเขี้ยวมัจจุราช ดังนั้นชีเหนียงกำลังหลอกถามเขา
เมื่อไม่มีการตอบรับชีเหนียงก็เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอีก ไม่ใช่เขาแล้วจะเป็นใคร?
“เจ้าคือใครกันแน่? คิดจะทำอะไร?”
เมื่อเห็นว่าชีเหนียงหลอกถามจริงดั่งที่คาดจ้าวจือชิงก็รู้สึกโชคดีที่ไม่ได้ส่งเสียงออกไปแต่เขารู้ว่าหากตนเองไม่พูดอะไรสักอย่าง ชีเหนียงไม่มีทางปล่อยเขาไปง่ายๆ แน่แม้ว่าเขามั่นใจว่าหนีไปได้ แต่ชีเหนียงจะต้องทุ่มสุดตัวเพื่อขวางแน่นอน
จ้าวจือชิงจึงจงใจกดเสียงให้ต่ำเพื่อให้เสียงดูแหบกว่าปกติ
“เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ว่าข้าคือใครเจ้ารู้แค่ของสิ่งนั้นจะนำภัยหายนะมาสู่ตัวเจ้าก็พอ”
เมื่อได้ยินเสียงที่ไม่คุ้นเคยชีเหนียงลูบสร้อยตรงลำคอ
“ดังนั้นเจ้าคือคนที่สั่งคนไปบุกบ้านข้า?”
“ไม่ใช่!”
เมื่อได้ยินชายสวมหน้ากากเขี้ยวมัจจุราชบอกว่าไม่ใช่ชีเหนียงกลับรู้สึกว่าเขาพูดความจริง หากไม่ใช่เพราะนางแอบสังเกตเห็นเงานั่นอย่าว่าแต่คนผู้นี้แค่อยากได้ของไปเลย กระทั่งการสังหารนางก็เป็นเรื่องง่ายดายนัก
“แต่นี่คือของของข้าท่านได้ไปจะเกิดประโยชน์อันใด?” ใช่แล้วชีเหนียงกำลังหลอกถามประโยชน์ของสร้อยเส้นนี้
จ้าวจือชิงย่อมรู้ความคิดของนางมิสู้เขาอาศัยตัวตนนี้บอกกับนางสักหน่อยเพื่อเลี่ยงไม่ให้ชีเหนียงรับไม่ได้เมื่อต้องรู้ความจริง
เพียงแต่เขาเองไม่สามารถบอกชีเหนียงง่ายดายเช่นนี้เห็นเพียงเขายื่นมือไปด้านหน้า ชีเหนียงก็รู้สึกว่าตนเองเหมือนถูกดูดพลังไม่ว่าจะดิ้นรนอย่างไรร่างกายก็โน้มไปทางชายชุดดำ จนนางเข้าไปใกล้มากพอคนผู้นี้ก็โอบเอวของชีเหนียงไว้และยื่นมือขวาไปที่หน้าอกของนาง
ชีเหนียงจ้องดูคนผู้นี้ดึงสร้อยออกจากลำคอของตนไปดื้อๆส่วนตัวเองกลับไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เลย
จ้าวจือชิงอุ้มนางขึ้นจากนั้นก็หันกลับไปที่เตียงและวางนางลงอย่างระมัดระวัง
“สร้อยเส้นนี้มิใช่ของที่ระบุต้นกำเนิดของเจ้าเจ้าวางใจได้ เพื่อชดเชยให้เจ้า ข้าจะช่วยเจ้าหาต้นกำเนิดเอง”
คำพูดของชายสวมหน้ากากเขี้ยวมัจจุราชทำให้ชีเหนียงตกอยู่ในความเงียบ “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่ามันไม่ใช่แล้วเหตุใดจึงต้องช่วยข้า?”
“ข้าย่อมมีวิธีของข้าส่วนที่ว่าเหตุใดต้องช่วยเจ้า คงเพราะเรามีศัตรูคนเดียวกันกระมัง”
“เจ้ามีความแค้นกับจี้ฉงเหวิน?”
ชีเหนียงตอบรับทันใดแต่หลังจากถามกลับพบว่าในห้องไร้ซึ่งเงาของคนผู้นั้นแล้วส่วนร่างกายของนางก็ขยับได้อย่างอิสระ
สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนี้ชีเหนียงไม่ได้บอกกับลูกๆ อันที่จริงส่วนตัวนางคิดว่าเมื่อคืนถ้าคาดไม่ผิดมีคำพูดหนึ่งกล่าวไว้ว่า ศัตรูของศัตรูก็คือมิตร ไม่มีศัตรูที่ถาวรมีแต่ผลประโยชน์ที่ยั่งยืน
คนลึกลับเมื่อคืนดูแล้วเก่งกาจไม่เบาหากนางร่วมมือกับเขา นั่นไม่เท่ากับว่ามีการรับประกันอีกหนึ่งชั้นหรือ
เมื่อคิดได้ว่าคนผู้นั้นบอกว่าจะช่วยนางหาต้นกำเนิดเช่นนั้นก็เท่ากับว่าเขาจะต้องมาหานางอีก เช่นนั้นก่อนที่จะถึงตอนนั้นนางควรเตรียมไพ่ไว้ให้มากกว่านี้
จ้าวจือชิงกลับถึงห้องก็ตีมือของตนเอง
“เจ้าคนชั่ว! เรื่องอะไรต้องกอดชีเหนียงด้วยแล้วยังปากเสีย คุมปากไม่อยู่!”
-----