ตอนที่ 3 การตื่นของจักรพรรดิ
ดวงตะวันทอแสงอาบย้อมสีสันต์ลงบนเทือกเขาสามดินแดน ฝูงวิหคออกบินร่อนหาจับหนอนแมลงเป็อาหาร สรรพสัตว์ต่างๆดำเนินชีวิตไปตามวิถีของตนอย่างสงบ หากแต่สถานที่หนึ่งในเทือกเขาสามดินแดนแห่งนี้ กลับผิดแผกแตกต่าง หมอกปริศนาสีดำสนิทปกคลุมหมู่บ้านแห่งหนึ่งจนมืดมิดดุจยามราตรี กลิ่นอายชั่วร้ายกระจายออกมาจากกลุ่มหมอกจนฝูงสัตว์โดยรอบต่างแตกตื่นหลบหนีออกห่างจากบริเวณที่ตั้งหมู่บ้านแห่งนั้น
‘ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใด’
‘ข้ายอมสละได้ทุกสิ่ง’
ทันทีที่อาเค่อตัดสินใจยอมรับข้อตกลงจากเสียงปริศนาที่ดังก้องกังวาลอยู่ในความคิด บางสิ่งบางอย่างได้ตื่นขึ้นจากการหลับไหลมาอย่างยาวนาน อักขระสีแดงโบราณค่อยๆซ้อนทับกับวงแหวนเวทที่ผู้เฒ่าคนปัจจุบันหลอกให้คณะคุ้มกันภัยสร้างขึ้น สิ่งนี้เป็ปฏิปักษ์กับพลังิญญามาั้แ่ครั้งา ทันที่มันััได้ถึงพลังิญญามันก็ถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้น เมื่อโลหิตของสมาชิกในหมู่บ้านอาบย้อมแผ่นดินจนเปียกชุ่ม สิ่งนั้นก็ค่อยๆเกิดปฏิกริยาตอบสนอง จนท้ายที่สุดเมื่ออาเค่อร้องะโด้วยความเคียดแค้นย้าคลั่งถึงขีดสุด สิ่งนั้นก็ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ แม้จะเป็เพียงเศษเสี้ยวที่ตกทอดผ่านวันเวลามาอย่างยาวนาน แต่พลังอำนาจของมันกลับไม่ลดลงตามกาลเวลาแม้แต่น้อย
“มันเกิดอะไรขึ้น”สิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าทำให้ผู้เฒ่าคนปัจจุบันเผลอสถบออกมา ม่านพลังสีแดงใสห่อหุ้มร่างกายของอาเค่อคล้ายกับฟองอากาศฟองหนึ่ง หมอกสีดำค่อยๆถูกแสงสีแดงที่แปร่งประกายออกมาแผดเผาจนสลายหายไป เมื่ออักขระสีแดงกลืนกินวงแหวนเวทจนหมดสิ้น โลหิตทั้งหมดภายในบริเวณนั้นก็ถูกดึงดูดเข้าสู่ม่านพลังสีแดงนั้น
‘ไม่ดีแน่’ผู้เฒ่าคนปัจจุบันััความรู้สึกอันตรายรุนแรงที่แผ่ออกมาจากม่านพลังสีแดงได้อย่างชัดเจน
“อัญชิญเทวะศาสตรา ดาบพลิงทมิฬ”ผู้เฒ่าคนปัจจุบันตัดสินใจใช้พลังิญญาที่สะสมไว้ถึงครึ่งหนึ่ง เพื่อสร้างอาวุธจากเปลวเพลิงสีดำในตะเกียง มันเก็บตะกียงิญญาไว้ในอกเสื้อตามเดิม ถือดาบเพลิงด้วยสองมือฟาดฟันโหมกระหน่ำใส่ม่านพลังสีแดงอย่างดุร้าย แต่ดาบเพลิงสีดำที่ร้อนจนสามารถละลายโลหะจนกลายเป็ของเหลว กลับทำได้เพียงสร้างรอยร้าวเล็กๆบนม่านพลังสีแดงที่ห่อหุ้มร่างกายของอาเค่อไว้
ภายในม่านพลังสีแดงที่ค่อยๆเข้มขึ้นด้วยระดับความเร็วอันน่าใ หยดโลหิตหยดหนึ่งได้หลอมรวมเข้าไปในร่างกายของอาเค่อ พลังอำนาจสุดเปรียบปราณเอ่อล้นออกมาจนร่างกายของอาเค่อคล้ายจะะเิออกเป็ชิ้นๆ ระหว่างที่ความเ็ปสุดทนทานกัดกินไปทั่วร่าง เกล็ดน้ำค้างแห่งชีวิตคล้ายถูกบีบเค้นจนอยู่สภาวะสูงสุด พลังชีวิตเย็นยะเยียบล้นทะลักออกมา หนึ่งพลังที่เอ่อล้นบ่อนทำลายร่างกายของอาเค่อดุจน้ำป่าพังทลายเขื่อนกั้น หนึ่งพลังล้นทะลักออกมาเพื่อเยียวยารักษา กระบวนการทั้งสองนั้นเกิดขึ้นนับร้อยนับพันครั้งในเวลาเพียงชั่วน้ำเดือด เมื่อพลังทั้งสองสงบลง ม่านพลังสีแดงเข้มพลันแตกะเิออก คลื่นพลังรุนแรงอัดกระแทกผู้เฒ่าคนปัจจุบันจนกระเด็นออกไปหลาย่ตัว
"อึก คลื่นพลังที่รุนแรงยิ่งนัก"แม้จะใช้ใบดาบขวางแรงกระแทกไว้ได้ส่วนหนึ่ง แต่คลื่นกระแทกนั้นรุนแรงจนมันต้องกระอักโลหิตออกมาคำหนึ่ง ที่น่าตื่นตระหนกอย่างที่จริงคือเงาร่างสีแดงอันเลือนลาง กำลังปลดปล่อยพลังอำนาจเหลือคณานับอยู่ด้านหลังของอาเค่อ
"ปลดผนึกเทวะศาสตรา เพลิงอนันตกาล"เมื่อรับรู้ว่าไม่อาจสยบอาเค่อในตอนนี้ได้ ผู้เฒ่าคนปัจจุบันจึงปลดผนึกดาบเพลิงทมิฬโดยใช้พลังวิญญานเกือบทั้งหมดที่สะสมไว้ เปลวไฟสีดำในตะเกียยงิญญาแทบจะมอดดับลง แต่ก็แลกมาด้วยเพลิงอนันตกาลที่ทรงพลังยิ่งกว่า ไอร้อนที่แผ่ขยายออกจากเปลวเพลิงทำให้วัสดุที่ติดไฟโดยรอบลุกไหม้ขึ้นในทันที พริบตานั้นภายในหมู่บ้านก็กลายเป็นรกภูมิโดยสมบูรณ์แบบ เพลิงโลกันต์ลุกไหม้แผดเผาบ้านเรือนและซากศพของสมาชิกในหมู่บ้าน ทั่วทั้งบริเวณนั้นหลงเหลือเพียงอาเค่อและผู้เฒ่าคนปัจจุบันที่กำลังต่อสู้กันด้วยแรงกดดัน
"เพลงดาบสังหารมาร"หากเพลงดาบนี้ถูกใช้ออกที่อาณาจักรด้านนอกโดยผู้ใช้พลังิญญาผู้หนึ่ง ชื่อเสียงของผู้เฒ่าคนปัจจุบันคงสร้างคลื่นลมพายุในดินแดนทั้งสามได้ไม่น้อย โชคร้ายที่ผู้ชมมีแต่อาเค่อ ไม่หลงเหลือสิ่งมีชีวิตใดๆร่วมรับชมเพลงดาบะเืฟ้าะเืดินนี้
"ไม่จริง เ้าคืออะไรกันแน่"หนึ่งดาบร่ายรำจู่โจมออกแม้แต่หยดน้ำฝนยังไม่อาจเล็ดรอดไปได้ แต่ทุกดาบล้วนถูกอาเค่อปัดป้องออกไปอย่างง่ายดายโดยที่สองเท้าของมันไม่ได้ขยับเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย
"ใยไหมสีชาด"เงาร่างสีแดงด้านหลังของอ่าเค่อแค่นยิ้มเ็าแทนคำตอบ สองมือของอาเค่อคล้ายกรีดวาดกลางอากาศ ใยไหมสีแดงชาดทักทอจากโลหิตของมัน ใยไหมพัวพันเกี่ยวรัดพันธนาการผู้เฒ่าคนปัจจุบันจนไม่สามารถต่อสู้ขัดขืนได้อีกต่อไป การเคลื่อนไหวของมันถูกผนึกโดยสมบูรณ์แบบ
"เคล้ง"ดาบเพลิงอนันตกาลหล่นกระทบพื้น ก่อนจะสลายหายไปในพริบตา ดวงตาทั้งคู่ของผู้เฒ่าคนปัจจุบันเบิกค้างอย่างไม่เชื่อสายตา อาเค่อในยามนี้ดุจดั่งยมทูตในนรกภูมิ พลังอำนาจที่กระจายออกมาไม่ต่างจากจักรพรรดิอสูรผู้ชั่วร้าย
"หมุดสาปสังหาร"โลหิตสีแดงฉานไหลออกจากมือทั้งสองของอาเค่อ ก่อรูปร่างเป็หมุดแหลมนับสิบอัน พุ่งเสียบทะลวงร่างกายของผู้เฒ่าคนปัจจุบันจนพรุน าแแต่ล่ะแผลทำให้มันเ็ปทรมาณจนคิดใคร่ตายไปในบัดดล แต่มันกลับไม่ตาย หมุดสาปสังหารนี้ไม่ได้ฆ่ามันในทันที แต่กลับรักษาชีวิตของมันไว้ให้ตกตายอย่างเชื่องช้า ให้มันลิ้มรสความเ็ปทรมาณจนถึงขีดสุด กาลเวลาเลื่อนผ่านจนดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า ผู้เฒ่าคนปัจจุบันตกตายไปในที่สุด เืเนื้อและพลังชีวิตของมันถูกอาเค่อดูดกลืนไปจนหมดสิ้น ไม่หลงเหลือแม้เพียงเศษพงธุลี
"สิ้นสุดเสียที"เสียงของอาเคาอมี่เปร่งออกมาช่างรันทดหดหู่อย่างยิ่ง เดียวดายอย่างยิ่งสติของอาเค่อเลือนลางลงอย่างช้าๆ หมู่บ้านอันสงบสุขกลายเป็ทุ่งล้างว่างเปล่า หลงเหลือเพียงเปลวเพลิงและเศษเถ้าถ่านฟุ้งกระจายไปทั่ว เพียงวันเดียวเด็กชายวัยเจ็ดขวบถูกเคี่ยวกลำอย่างหนักหนาสาหัส พริบตาเดียวมันคล้ายเติบโตขึ้นนับสิบปี
'ความสุขสิบปีผ่านพ้นเพียงฤดูกาลหนึ่ง เผชิญทุกข์เคี่ยวกลำข้ามวันดุจร้อยฤดูกาลผลัดเปลี่ยน'