หัวคิ้วของหมิงเถี่ยจู้ขมวดเกร็งเรื่องอันธพาลในตลาดมืดที่ถนนเหนือของอำเภอถูกจับมัดด้วยเงื่อนห้าบุปผาส่งตัวไปถึงหน้าประตูศาลาว่าการแพร่สะพัดไปทั่วอำเภอติ้งเหลียง
เขาย่อมได้ยินมาบ้างหรือว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือของหลี่ไหวฺอวี้?
เขานึกถึงชายร่างกำยำที่ตามเขามาจับหมิงเป่าจูยิ่งคิดหมิงเถี่ยจู้ก็ยิ่งหวาดกลัว ความสามารถเช่นนี้ อย่ายุ่งเกี่ยวด้วยจะดีกว่าพูดจบก็เดินตรงเข้าห้องไป
หวังซื่อเห็นซุนเถียนถูกหามไปแล้วก็หัวเสียอย่างหนักซุนเถียนไม่อยู่วันนี้ ดูท่าคงเอาเงินสินสอดจากหมิงเป่าจูไม่ได้แล้ว
แต่สุดรู้ได้ว่าถ้าวันหน้าซุนเถียนมาทวงถามจะเกิดอะไรขึ้น!
ทว่าคิดไปคิดมา ก็เกิดความมั่นใจขึ้นมาอีกครั้งนางเดินตามหลังหมิงเถี่ยจู้เข้าไปในห้อง นั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่งด้วยท่าทีสงบนิ่ง
เก้าอี้เก่าที่มิได้ซ่อมแซมมานานปีส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดไม่หยุดเพราะรับน้ำหนักของหวังซื่อไม่ไหว
นางต้องกลัวอะไรกัน!ไม่ช้าก็เร็วหมิงเป่าจูก็ต้องเป็นคนจ่ายเงินก้อนนี้เองอยู่ดี!
หมิงเถี่ยจู้พูดถูกป่านนี้แล้วนางเด็กน่าตายก็ยังไม่กลับมา แน่นอนว่ากำลังตะลอนหาเงินไปทั่ว
วันนี้พวกนางสองคนเดินวนอยู่รอบบ้านของหมิงเป่าจูไม่รู้กี่รอบไม่เห็นแม้แต่เงาของอีกฝ่าย หากไม่มีเงินก็ไม่มีทางกลับมาอย่างแน่นอน
แม้ว่านางจะมีความสามารถเพียงใดแต่การหาเงินสิบตำลึงภายในสี่วันใช่เรื่องง่ายนักที่ไหนกัน ฟังดูเป็นนิทานหลอกเด็กเกินไป!
หวังซื่อเป็นคนตื้นเขินมักคิดว่าสิ่งที่ตนเองไม่เคยเห็นในชีวิต ผู้อื่นก็ไม่มีทางทำได้
“เป่าอวี้เอ๋ยพี่สาวเจ้า...”
หัวหน้าหมู่บ้านหน้านิ่วคิ้วขมวดเดินมาข้างกายหมิงเป่าอวี้สีหน้าวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด
จากคำพูดของหลี่ไหวฺอวี้เมื่อครู่เขาก็พอจะฟังออก เด็กๆ เก็บเงินได้จำนวนหนึ่งแล้ว ไม่ว่าจะครบสิบตำลึงหรือไม่แต่ก็ถูกหมิงเถี่ยจู้กับหวังซื่อขโมยไปแล้ว
ดังนั้นจึงต้องเข้าไปหาเงินในเมืองอย่างช่วยไม่ได้ถึงตอนนี้ก็ยังไม่กลับมา
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้านวางใจเถิดขอรับพี่สาวข้าต้องกลับมาทันเวลาแน่!”
ในใจของหมิงเป่าอวี้ก็ร้อนรุ่มไม่ต่างกันแต่ยังเลือกที่จะเชื่อมั่นในตัวพี่สาว
ตั้งแต่เล็กจนโตพี่สาวเป็นคนคอยปกป้องดูแลตนเองมาตลอดโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากย้ายออกมาจากบ้านของหมิงเถี่ยจู้พี่สาวก็เหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ไม่มีสิ่งใดที่ทำไม่ได้ แต่ยิ่งนางเพียรยืนหยัดด้วยตนเองเท่าไรก็ทำให้คนยิ่งเวทนาสงสาร
“ข้ามีเงินอยู่ห้าตำลึงแม้จะไม่มากมาย แต่ถ้าหากหมิงเป่าจูกลับมาแล้วเงินไม่พอ ก็สามารถนำไปใช้แก้ขัดก่อนข้าจะช่วยพูดให้เอง...”
หากพวกเขาไม่มีเงินจริงๆก็สามารถเอาเงินห้าตำลึงนี้ไปจ่ายก่อน ตนเองเป็นถึงหัวหน้าหมู่บ้านน่าจะขอผ่อนผันเวลาออกไปได้บ้าง
ในตอนนั้นท่านผู้วิเศษช่วยชีวิตบุตรชายของเขาโดยไม่รับสิ่งตอบแทนใดๆผ่านไปหลายปี ในที่สุดก็มีโอกาสได้ตอบแทนบุญคุณ ตนเองจะให้แม่หนูหมิงตกที่นั่งลำบากไม่ได้
“เก็บเงินไว้เถอะขอรับพูดตอนนี้ยังเร็วเกินไป ทุกอย่างล้วนต้องรอให้หมิงเป่าจูกลับมาก่อนค่อยว่ากัน”
บนฝ่ามือที่หัวหน้าหมู่บ้านยื่นออกมามีเศษเงินอยู่ไม่กี่ตำลึงเห็นได้ชัดว่าเป็นเงินที่เก็บหอมรอมริบมาหลายปี
หลี่ไหวฺอวี้จับมือของเขาดันกลับไปเงินก้อนนี้ตนเองไม่สามารถรับไว้แทนหมิงเป่าจูได้
“ใช่แล้วขอรับท่านเข้าไปนั่งรอด้านในก่อนเถอะ ข้ากับพี่ไหวฺอวี้จะรอพี่สาวอยู่ที่นี่”
หมิงเป่าอวี้ประคองหัวหน้าหมู่บ้านไปส่งที่หน้าประตูเรือนหลักพลางถลึงตามองสองคนนั้นอย่างไม่สบอารมณ์แล้วจึงเดินกลับมา
แสงอาทิตย์ยามอัสดงแต่งแต้มท้องนภาเป็นสีเหลืองทองดวงตะวันกำลังจะลับขอบฟ้าไปทางทิศตะวันตก
หมิงเป่าอวี้ยืนอยู่ในลานบ้านเดี๋ยวก็วิ่งไปที่ประตูเพื่อมองไปยังทิศทางห่างไกล เดี๋ยวก็จ้องมองไปที่ใบหน้าที่ดูมั่นใจในชัยชนะของคนทั้งสองในห้อง
“พี่ไหวฺอวี้เหตุใดพี่สาวยังไม่กลับมาอีก นางจะมาทันเวลาหรือไม่”
“เป่าอวี้เจ้ารออยู่ที่นี่ คอยจับตาดูพวกเขาไว้ข้าจะไปรอรับพี่สาวของเจ้าที่ทางเข้าหมู่บ้าน”
หลี่ไหวฺอวี้มองไปที่คนในห้องทันใดนั้นก็เผยรอยยิ้มออกมา แล้วพูดกับหมิงเป่าอวี้
“พี่ไหวฺอวี้ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะจับตาดูพวกเขาเอง!” หมิงเป่าอวี้พยักหน้าอย่างหนักแน่นทำท่าทางราวกับเป็นผู้ใหญ่
พูดจบก็เห็นหลี่ไหวฺอวี้ออกจากประตูเรือนไปแล้วหลี่ไหวฺอวี้มีช่วงขายาว ก้าวเดินแต่ละก้าวจึงไปได้ไกล ใช้เวลาไม่นานก็ลับตาไป
หมิงเป่าอวี้มองตามไปด้วยความสงสัยพี่ไหวฺอวี้เดินหลงทิศอีกแล้วใช่หรือไม่ นั่นไม่ใช่ทางเข้าหมู่บ้านสักหน่อย
หลี่ไหวฺอวี้พักอยู่ที่บ้านของพวกเขาสองคนพี่น้องมาสองสามเดือนแล้วแต่หมิงเป่าอวี้สังเกตว่าเขามักจำทางไม่ค่อยได้ ซ้ำยังหลงอยู่เป็นครั้งคราว
แม้จะเป็นหมู่บ้านเล็กๆแต่เขาก็ยังกลับบ้านไม่ถูก ทว่าสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นน้อยครั้ง หมิงเป่าอวี้จึงไม่ได้ใส่ใจอะไร
ตอนนี้คงจะไม่เป็นเช่นนั้นอีกกระมัง…
หมิงเป่าอวี้อยากจะวิ่งไปเตือนแต่คิดไปคิดมาก็ล้มเลิกไป ด้วยวรยุทธ์ของพี่ไหวฺอวี้ ไม่เกิดอะไรขึ้นอยู่แล้ว
เวลาผ่านไปครู่หนึ่งในที่สุดหมิงเป่าอวี้ก็เห็นเงาร่างของพี่สาว จึงรีบโบกมือให้นางอย่างรวดเร็ว
“พี่หญิง!”กระทั่งหมิงเป่าจูเดินเข้ามาใกล้ จึงถอนหายใจอย่างโล่งอก “ในที่สุดพี่ก็กลับมาเสียที”
พูดจบก็พยักพเยิดไปทางในบ้าน
“รอนานแล้วใช่หรือไม่เข้าไปกันเถอะ” หมิงเป่าจูลูบผมน้องชายอย่างอ่อนโยน
อันที่จริงไม่ต้องให้เขาส่งสายตานางก็รู้ว่าสองคนนั้นต้องนั่งอยู่ในห้องอย่างแน่นอน เมื่อครู่พอนางเข้าหมู่บ้านมาก็รู้สึกว่าเงียบผิดปกติ
ยิ่งเดินเข้ามาใกล้บ้านเท่าไรเสียงคนก็ยิ่งดังขึ้น ยิ่งเดินเข้ามาใกล้ ก็เห็นชาวบ้านจำนวนนับไม่ถ้วนมายืนมุงวิพากษ์วิจารณ์อยู่หน้าบ้านของพวกเขา
ภาพที่เห็นจนชินตาเช่นนี้นอกจากหมิงเถี่ยจู้สองสามีภรรยามาก่อกวน จะเป็นเรื่องใดไปได้
“แล้วหลี่ไหวฺอวี้เล่า”
หมิงเป่าจูมองไปรอบๆก็ไม่เห็นหลี่ไหวฺอวี้ ปกติแล้วเวลาแบบนี้เขาจะหายไปที่ไหนได้
“อ้อพี่ไหวฺอวี้บอกว่าจะไปรับท่าน แต่ข้าเห็นเขาดูเหมือนจะเดินไปผิดทิศทาง คงจะหลงทางอีกแล้วขอรับ”หมิงเป่าอวี้รีบอธิบาย
หมิงเป่าจูเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยนางเองก็เพิ่งรู้จุดอ่อนของหลี่ไหวฺอวี้เรื่องนี้ภายหลังตอนนั้นก็ยังหัวเราะเยาะเขาอยู่พักหนึ่ง
ผลปรากฏว่าบุรุษใจแคบผู้นั้นปากไม่ปรานีผู้อื่นแม้แต่น้อยพูดแดกดันกลับจนนางเถียงไม่ออกสักคำ กลับกลายเป็นฝ่ายโมโหเสียเอง
“โอ้ดูซิว่าใครกลับมาแล้ว มิใช่เป่าจูผู้มีความสามารถเทียมฟ้าของพวกเราหรอกหรือ”
หวังซื่อรอจนทนไม่ไหวลุกขึ้นเดินไปที่ประตูห้อง เห็นสองพี่น้องยืนคุยกันอยู่ที่ลานบ้าน ก็พูดเหน็บแนมอย่างเย็นชา
เมื่อกลับมาแล้วไยไม่เข้ามาข้างใน ถึงตอนนี้นางก็ยังมั่นใจว่าหมิงเป่าจูหาเงินกลับมาไม่ได้แน่ๆ
หมิงเป่าจูปรายตามองนางอย่างเย็นชาก่อนจะเดินเข้าไปในบ้าน แล้วเอ่ย “ขอบคุณนะเจ้าคะ” จากนั้นก็เดินผ่านนางไปเข้าไปในห้อง
หวังซื่ออึ้งผงะไปชั่วขณะจึงตระหนักได้ว่าหมิงเป่าจูตอบรับคำของนางที่ว่ามีความสามารถ ดวงตากลมโตก็เบิกกว้างทันที“นางเด็กหน้าด้านไร้ยางอาย! กล้ารับเช่นนี้ได้อย่างไร”
หมิงเป่าจูปลดกระบุงบนหลังลงก่อนวางไว้ข้างเก้าอี้ จากนั้นก็นั่งลงตรงข้ามหมิงเถี่ยจู้ พลางเอ่ยด้วยสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม“ผู้ใหญ่กล่าวชมทั้งทีจะขัดได้อย่างไร ในเมื่อท่านป้าบอกว่าข้ามีความสามารถเทียมฟ้าข้าก็ต้องรับไว้”
“ประเสริฐ!ถ้าเช่นนั้นทีข้าให้เจ้าแต่งงานกับซุนเถียน ไยเจ้าไม่ยอมแต่ง ตอนนี้กลับบอกว่าคำพูดของผู้ใหญ่ขัดไม่ได้”หมิงเถี่ยจู้ตบโต๊ะอย่างแรง ชี้หน้าด่าทอหมิงเป่าจูด้วยความโกรธ
นางช่างบังอาจนักกล้ามานั่งเสมอกับตนเอง เมื่อก่อนมีแต่นางที่ต้องยืนฟังเขาพูด!
“สุภาษิตโบราณกล่าวไว้ว่าการแต่งงานเป็นเรื่องสำคัญ ขึ้นอยู่กับคำสั่งของบิดามารดา และการแนะนำของแม่สื่อ บิดามารดาข้าจากไปนานแล้วผู้อื่นมีสิทธิ์อะไรมาตัดสินใจแทน” หมิงเป่าจูกล่าวอย่างเย็นชา
“บิดามารดาเจ้า...”
หมิงเถี่ยจูพูดยังไม่ทันขาดคำเห็นหมิงเป่าจูค่อยๆ เงยหน้าขึ้น จ้องมองเขาอย่างเย็นชา ลำคอก็เหมือนถูกคนบีบจนพูดอะไรไม่ออก