แววตาของสวีเหรินเริ่มสว่างไสวขึ้นทีละน้อยราวกับหลอดไฟที่ชำรุดได้รับการเปลี่ยนไส้ทังสเตนใหม่ทว่าเพียงวินาทีต่อมาจมูกของเขาก็เริ่มขยับสั่น ขอบตาแดงระรื่นขึ้นมาทันควัน
จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยปากด้วยท่าทีเย็นชา“ถ้าคุณร้องไห้ ผมจะสั่งให้เลี่ยวข่ายโยนคุณลงจากรถเดี๋ยวนี้”
เลี่ยวข่ายที่นั่งอยู่เบาะผู้โดยสารหน้าย่นหน้าเข้าหากัน‘อย่าเลยครับ วันนี้คุณครูสวีก็น่าสงสารพอแล้ว’
“ผมรู้อยู่แล้ว...” สวีเหรินมีสีหน้าก้ำกึ่งระหว่างร้องไห้กับดีใจ“ผมรู้อยู่แล้วว่าอาจารย์จี้จะ... จะไม่มีวันทอดทิ้งผม”
เชื่อเข้าไปได้ยังไงกัน?
จี้เยี่ยนจื๋อมั่นใจแล้วว่าหมอนี่ซื่อบื้อของจริง ไม่ได้แกล้งทำเลยแม้แต่นิดเดียว
ผ่านไปครู่ใหญ่อารมณ์ของสวีเหรินก็เริ่มสงบลงเขาได้แต่เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถด้วยสายตาว่างเปล่า
“ในเมื่อคุณออกมาได้แล้ว ไม่คิดจะบอกกล่าว ‘คนคนนั้น’หน่อยหรือไง?” จี้เยี่ยนจื๋อถามขึ้น
“ฮะ?” สวีเหรินหันขวับมาด้วยความมึนงงผ่านไปสองวินาทีถึงเพิ่งได้สติ “อ้อ...เขาคงทราบเรื่องแล้วล่ะครับ เดี๋ยวไว้ผมค่อยโทรหาตอนดึกๆ”
ตอนนี้เขาใจเย็นลงแล้วและเริ่มตระหนักได้ว่าคำพูดของจี้เยี่ยนจื๋อคือการประชดประชันดังนั้นเขาจึงต้องระวังไม่ให้ความลับรั่วไหล
จี้เยี่ยนจื๋อนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง“ฝากบอกเขาด้วยว่า คำเตือนของเขาฉันได้รับแล้วหลังจากนี้เรื่องพวกนี้ฉันจะพิจารณาให้รอบคอบ”
สวีเหรินขมวดคิ้วด้วยความฉงนอาจารย์จี้ไปเตือนประธานจี้ตอนไหน แล้วทำไมจู่ๆ เขาถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมาได้นะ
เมื่อจี้เยี่ยนจื๋อเหลือบเห็นสีหน้านั้นความรู้สึกหงุดหงิดก็ผุดขึ้นในใจ
ถ้าเขาสามารถได้ยินเสียงในใจของสวีเหรินได้ก็คงดีเจ้าคนไม่เอาถ่านอย่างจี้ทิงวันๆ เอาแต่คิดเรื่องไร้สาระ ไม่มีประโยชน์อะไรเลย...
ช่างเถอะ...ถึงไม่อยากจะยอมรับ แต่เขาก็ยังมีประโยชน์อยู่บ้างจริงๆ นั่นแหละ
จี้เยี่ยนจื๋อผ่อนลมหายใจก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบกับสวีเหริน “เรื่องอื่นคุณไม่จำเป็นต้องรู้หรอกแค่คุณบอกชื่อฟางเจี๋ยไป เขาก็จะรู้เองว่าผมหมายถึงเรื่องอะไร”
“อ้อ” สวีเหรินพยักหน้าตอบอย่างงงๆ
หลังจากสิ้นสุดบทสนทนาได้ไม่นานรถก็เคลื่อนตัวผ่านประตูคฤหาสน์เก่าแก่
ทันทีที่เข้าบ้านจี้เยี่ยนจื๋อก็ถามถึงจี้ทิงทันที
พ่อบ้านรายงานว่า“หลังจากคุณชายใหญ่ออกไป คุณชายรองก็ขึ้นไปนอนครับมื้อเที่ยงก็ไม่ได้ทาน จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ตื่นเลยครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อหัวเราะออกมาอย่างหัวเสียนี่น่ะหรือคนที่สวีเหรินซาบซึ้งใจจนร้องไห้ให้น้ำตาพวกนั้นสู้ไหลให้มดที่เดินผ่านยังจะคุ้มเสียกว่า
“สวีเหรินจะมาพักที่นี่สองสามวันสั่งคนให้ไปจัดห้องรับรองบนชั้นสามไว้ห้องหนึ่ง”
ขณะที่พ่อบ้านกำลังจะรับคำสวีเหรินก็รีบโบกมือปฏิเสธ “ไม่รบกวนคุณอาพ่อบ้านหรอกครับผมจัดการเองได้”
จี้เยี่ยนจื๋อไม่ฝืนใจ“ตามใจคุณเถอะ”
…
เมื่อดวงจันทร์ลอยเด่นกลางท้องฟ้าจี้ทิงที่นอนอยู่บนเตียงจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น
เขาสะลึมสะลืออยู่พักหนึ่งก่อนจะพลิกตัวไปหยิบโทรศัพท์มือถือบนหัวเตียง หน้าจอแสดงข้อความสิบกว่าข้อความและสายที่ไม่ได้รับจากลู่เหยียนชูอีกหนึ่งสาย
จี้ทิงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเขาปล่อยให้อีกฝ่ายรอเก้อมาทั้งวันจึงส่งข้อความกลับไปอธิบายเหตุผล
หลังจากส่งข้อความเสร็จเขาก็ลุกขึ้นนั่งแล้วกดโทรศัพท์หาสวีเหริน
เสียงสัญญาณดังขึ้นสองครั้งจากนั้นสวีเหรินก็รับสาย “ฮัลโหล อาจารย์จี้ครับ”
“คุณกลับไปถึงมหาลัยหรือยังครับ?”
“ผมอยู่ที่บ้านคุณครับ พักอยู่ที่ห้องรับรองถัดจากห้องคุณไปสองห้อง”
จี้ทิงเลิกคิ้วเล็กน้อยพลางเดาว่านี่คงเป็นความต้องการของจี้เยี่ยนจื๋อ “ผมขออาบน้ำก่อนเดี๋ยวจะไปหานะ”
“ครับ”
ครึ่งชั่วโมงต่อมาสวีเหรินเปิดประตูห้องออก “อาจารย์จี้”
จี้ทิงมองใบหน้าที่บวมฉึ่งของอีกฝ่ายไม่รู้ว่าเพราะร้องไห้หนักหรือเพราะถูกเค้นถามมากันแน่“เข้าไปคุยข้างในเถอะครับ”
เมื่อเข้ามาในห้องนอนจี้ทิงจึงถามขึ้น “คุณมาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“ออกจากสถานีตำรวจตอนสี่โมงกว่าๆแล้วก็นั่งรถคันเดียวกับประธานจี้กลับมาครับ” สวีเหรินเอ่ยเสียงเบาลงเรื่อยๆ
จี้ทิงเห็นท่าทางหดหู่ของเขาจึงไม่ได้ซักไซ้เรื่องที่เกิดขึ้นข้างในนั้น “ตอนกลับมาจี้เยี่ยนจื๋อได้พูดอะไรกับคุณบ้างไหม?”
“พูดครับ” สวีเหรินเงยหน้าขึ้น “เขาฝากข้อความมาถึงคุณด้วย”
จี้ทิงขมวดคิ้ว“ถึงผมเหรอ?”
“เขาบอกว่าฝากถึง ‘คนคนนั้น’ น่ะครับเขายังไม่รู้ว่าเป็นคุณเลย ฟู่ววว... ผมนี่เก็บความลับเก่งจริงๆ” สวีเหรินเริ่มมีสีหน้าสดใสขึ้น พลางส่งยิ้มซื่อๆ ตามแบบฉบับของตนเอง“เขาบอกว่า คำเตือนของคนคนนั้นเขาได้รับแล้วหลังจากนี้จะทำงานให้รอบคอบกว่าเดิม”
“คำเตือน?”
“อืม... ประธานจี้บอกว่า แค่ผมพูดชื่อฟางเจี๋ยออกมา คุณก็จะเข้าใจเอง”
จี้ทิงกะพริบตาด้วยความสงสัยพลางนึกในใจ : [ฟางเจี๋ยมีปัญหาตรงไหนงั้นเหรอ? ที่ฉันใช้ใบหน้าของเขาก็เป็นเพราะว่า...]
ซ่า!
ในห้องน้ำชั้นล่างจี้เยี่ยนจื๋อเอื้อมมือไปปิดฝักบัวทันควัน
เมื่อกี้จี้ทิงพูดว่าอะไรนะใบหน้าของฟางเจี๋ยงั้นเหรอ?
เสียงน้ำที่ไหลแรงเกินไปทำให้เขาได้ยินเพียงคำศัพท์ที่ขาดตอนและเลือนลางนัยน์ตาของจี้เยี่ยนจื๋อมืดครึ้ม หางตาหรี่ลงเล็กน้อยอย่างยากจะคาดเดาความคิด
จี้ทิงตื่นแล้วและตอนนี้คงกำลังอยู่กับสวีเหริน แต่ต่อให้สวีเหรินจะพูดอะไรออกไปตอนที่อยู่บนรถเขาก็เอ่ยถึงฟางเจี๋ยแค่ประโยคเดียว แล้วจี้ทิงไปรู้มาจากไหนว่า‘คนคนนั้น’ ใช้ใบหน้าของฟางเจี๋ย?
จี้เยี่ยนจื๋อยืนนิ่งอยู่พักหนึ่งเพื่อรอฟังเสียงนั้นต่อแต่น่าเสียดายที่ไม่มีเสียงในใจดังขึ้นอีก เขาจึงจัดการเช็ดตัวลวกๆก่อนจะสวมเสื้อผ้าแล้วเดินออกไป
ขณะที่จี้เยี่ยนจื๋อเดินขึ้นบันไดมาเป็นจังหวะเดียวกับที่จี้ทิงเดินออกมาจากห้องรับรองพอดีเมื่อจี้ทิงหันกลับมาปิดประตู สายตาของสองพี่น้องก็ปะทะกันเข้าพอดี
จี้เยี่ยนจื๋อก้าวขึ้นบันไดสองขั้นสุดท้าย“ไปที่ห้องนาย ฉันมีเรื่องจะถาม”
“ครับ”
จี้ทิงเดินตามหลังเขาไปทว่าเห็นน้ำยังคงหยดจากเส้นผมของจี้เยี่ยนจื๋อไม่ขาดสายจึงเอ่ยทักขึ้นตามความเคยชิน “สระผมแล้วไม่เช็ดให้แห้งระวังเส้นเลือดในสมองจะมีปัญหานะครับ”
“ไม่ต้องมายุ่ง” จี้เยี่ยนจื๋อสวนกลับด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด
จี้ทิงไม่พูดอะไรต่อเมื่อเข้าไปในห้องนอนแล้ว จี้เยี่ยนจื๋อก็จัดการปิดประตู
“เมื่อกี้สวีเหรินคุยอะไรกับนายบ้าง?”
จี้ทิงตอบสั้นๆ“ก็เรื่องเมื่อกลางวันน่ะครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อคร้านจะอ้อมค้อมจึงถามเข้าประเด็น “เรื่องของฟางเจี๋ยเขาบอกนายว่ายังไง”
จี้ทิงช้อนสายตาขึ้นนิ่งไปครู่หนึ่ง “เขาบอกว่าได้แจ้งเรื่องให้คนคนนั้นทราบแล้วคนคนนั้นบอกว่าที่ใช้ใบหน้าของฟางเจี๋ยไม่ใช่เพื่อจะเตือนอะไรเพียงแต่ภาพลักษณ์ของเขามันดูเหมือนอาจารย์ที่ปรึกษาในมหาวิทยาลัยที่สุดก็แค่นั้น”
แค่นี้เนี่ยนะ?
มุมปากของจี้เยี่ยนจื๋อกระตุกวูบรู้สึกเหมือนถูกปั่นหัวเข้าให้แล้ว
ในความคิดของเขา‘คนคนนั้น’ คืออัจฉริยะผู้สง่างามและน่าเกรงขามถึงแม้จะไม่ได้เคร่งขรึมตลอดเวลา แต่อย่างน้อยในเรื่องงานก็ไม่น่าจะทำอะไรเล่นๆแบบนี้
จิ๊...ไม่สิ
จี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้วแน่นหรือว่าจะเป็นเขาเองที่คิดมากไปความจริงคนคนนั้นอาจจะไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยกับเขาเลยก็ได้
จี้ทิงเอียงคอเล็กน้อย[จี้เยี่ยนจื๋อกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่เห็นเขามีสีหน้าหลากหลายขนาดนี้]
จี้เยี่ยนจื๋อหันกลับมามองเขาแววตาพลันเคร่งขรึมลงทันที
[แทสเมเนียนตัวเดิมกลับมาแล้วแฮะ]
จี้เยี่ยนจื๋อสูดลมหายใจเข้าลึกพยายามสะกดโทสะไว้ “นอกจากเรื่องนี้แล้วคนคนนั้นยังพูดอะไรอีกไหม?”
ริมฝีปากของจี้ทิงเผยอออกโดยสัญชาตญาณก่อนจะหุบฉับลงทันควัน
เมื่อเห็นดังนั้นจี้เยี่ยนจื๋อก็รีบคาดคั้น “ถ้านายกล้าปิดบังอะไรฉันละก็...”
“คนคนนั้นบอกว่า พรุ่งนี้ให้พี่ส่งโปรแกรมไปให้ลู่เหยียนชูและทางที่ดีควรจัดเจ้าหน้าที่เทคนิคไปช่วยสักหนึ่งถึงสองคนคอยผลัดเวรกันเฝ้าสังเกตการณ์บันทึกสัญญาณ”
[ในเมื่อจี้เยี่ยนจื๋อถามมาก็ถือโอกาสโยนเรื่องทั้งหมดไปให้เขาจัดการเลยแล้วกัน]
จี้ทิงดูจะพอใจกับแผนการนี้มากจนมุมปากแอบหยักยิ้มขึ้นมาจางๆ ...