บทที่23 ออกเดินทาง
การที่จ้าวเฟยหลงเดินผ่านไปโดยไม่สนใจมู่กังแม้แต่น้อยทำให้มู่กังเดือดดาลอย่างมาก ในตระกูลมู่เขาได้รับการยอมรับเป็อย่างดีในฐานะคนสนิทของนายน้อยตระกูลมู่ขนาดผู้าุโบางคนยังต้องเกรงใจเขาสามส่วนคนทั่วไปที่เมืองชุนิเมืองหลวงของแคว้นิโจว ก็หามีใครกล้าละเลยเขาแต่นี่ไอ้สวะบ้านนอกคนนี้กลับกล้าที่จะเมินเขาอย่างนั้นหรือ
“ข้าพูดกับเ้าอยู่น่ะไอ้สวะ”
มู่กังใช้หมัดของเขาซัดพลังหมัดออกไปหวังจะปลิดชีวิตของจ้าวเฟยหลงในกระบวนท่าเดียวเขาจะให้ใครมาหยามศักดิ์ศรีไม่ได้
“หมัดล้างปฐี”
มู่กังะโออกมา พลังของหมัดพวยพุ่งออกมาจากหมัดของมู่กังซึ่งอยู่ในระดับจอมยุทธ์ขั้นหนึ่งทรงพลังเป็อย่างมาก ทำให้พื้นที่ปูด้วยกระเบื้องของจตุรัสถูกทำลายด้วยรัศมีของพลังหมัด
จ้าวเฟยหลงเหลือบตามองหมัดนั้นของมู่กังสายตามีความเย้ยหยัน เมื่อพลังหมัดมาถึงเขาเพียงใช้มือข้างหนึ่งจับเอาไว้แล้วขว้างมันกลับไปที่มู่กังที่กำลังตามมาติดๆ
“เอากลับไปซะ”
เสียงดังของจ้าวเฟยหลงทำให้ผู้คนแถวนั้นสนใจการต่อสู้ของพวกเขามากขึ้น
มู่กังที่วิ่งตามพลังหมัดที่ปล่อยออกมาเพื่อโจมตีต่อเนื่อง ใจนตาเหลือกเขาไม่คิดและไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีคนขว้างพลังหมัดที่เขาปล่อยกลับมาที่เขานั่นจึงทำให้มู่กังผู้ที่ไม่มีทางหลบหนีเพราะกระชั้นชิดเกินไป ได้แต่เอาแขนสองข้างมาไขว้ประสานกันป้องกันพลังของตนเอง
ตูม!! เสียงดังสนั่น
เมื่อฝุ่นควันจางลงภาพก็ฉายขึ้นมามู่กังที่ะโเสียงดังลั่นจัตุรัสด้วยความอหังการเมื่อครู่นั้นตอนนี้นอนหมดสภาพอยู่ที่พื้น เสื้อผ้าฉีกขาด กระอักเืออกมาไม่หยุดมองดูน่าสังเวชยิ่งนัก
“เ้าสวะเ้ากล้าทำร้ายข้างั้นหรือ”
มู่กังยังไม่ยอมแพ้เขา้ากู้ศักดิ์ศรีของตนคืน เขาต้องกดข่มไอ้บ้านนอกนี่เอาไว้ให้ได้
จ้าวเฟยหลงไม่หันมามองแม้แต่น้อยหันหลังเดินจากไปฝากไว้เพียงคำพูดประโยคเดียว
“ด้วยสภาพของเ้าถ้าข้าเป็สวะแล้วเ้าล่ะเป็อะไร”
ดั่งโดนสายฟ้าฟาด มู่กังพ่ายแพ้เขาไม่คิดมาก่อนว่าจะเป็เช่นนี้ตลอดเวลาเขาเรียกจ้าวเฟยหลงว่า สวะ มาตลอดตอนนี้เขานอนหมดสภาพเพราะคนที่เขาเรียกว่าสวะเช่นนั้นเขาไม่เป็ยิ่งกว่าสวะหรือนี่สิ่งนี้ส่งผลต่อจิตใจของมู่งกังอย่างมากเกิดมารในใจทำให้เขาไม่อาจบรรลุขั้นต่อไปได้อีกแล้ว
“คิดว่าทำร้ายคนของตระกูลมู่แล้วยังจะลอยหน้าลอยตาเดินออกไปได้อีกหรือ”
มู่หงเฉิง ถามด้วยเสียงอาฆาตแค้นอย่างมาก ตอนนี้เขามองจ้าวเฟยหลงเหมือนเป็คนที่ตายแล้ว
“ข้าบอกให้กลับมาเดี๋ยวนี้!!!”
พลังหมัดสายหนึ่งพุ่งตรงไปที่จ้าวเฟยหลง นี่คือหมัดล้างปฐี แต่เป็การใช้ของมู่หงเฉิง ผู้อยู่ในระดับจอมยุทธ์ขั้นสาม
ดังนั้นพลังของหมัดนี้จึงแข็งแกร่งกว่ามู่กังอย่างเทียบไม่ได้ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าจ้าเฟยหลงมันก็ไม่นับเป็อะไรได้เขาเพียงใช้ฝ่ามือเดียวเท่านั้นรับพลังหมัด
“อะไรกัน! นี่มันยังใช้มือเดียวรับพลังหมัดอีกหรือนี่พลังของข้ากับมู่กังมันต่างกันมากแต่ ไอ้คนนี้ก็ยังใช้แค่มือเดียวรับ”
มู่หงเฉิงสะท้านไปทั้งตัวเมื่อเห็นความสามารถของจ้าวเฟยหลง
ทันใดนั้นจ้าวเฟยหลงใช้ก้าวย่างดาวตก พริบตาเดียวก็ไปยืนอยู่ต่อหน้าของมู่หงเฉิง ทำให้มู่หงเฉิงใจนทำอะไรไม่ถูกการถูกประชิดตัวแบบนี้ทำให้มู่หงเฉิงใจนชะงักไป
ฝ่ามือของจ้าวเฟยหลงยกขึ้นสูงแล้วฟาดลงไป
“เพียะ”
เสียงฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าดังทั่วจัตุรัส ใบหน้าของมู่หงเฉิงแดงขึ้นอย่างรวดเร็วริมฝีปากมีเืซึมออกมา
“ไอ้สวะ! แกกล้าดียังไงถึงกล้าตบหน้าของข้ารู้ไหมข้าคือใคร”
มู่หงเฉิง โกรธจนเืขึ้นหน้า ั้แ่เกิดมาเขาถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี เป็ผู้สูงส่งเคยแต่รังแกคนอื่นบัดนี้กลับถูกไอ้บ้านนอกตบหน้ากลางเมืองแบบนี้ไม่อาจยอมรับได้จริงๆ
“เพียะ ๆ ๆ”
ดังติดๆกันแทนคำตอบเสียงฟาดใบหน้ากระเทือนจิตใจของผู้ได้ยินยิ่งนัก มันแฝงด้วยความรุนแรง เ็ปไร้ความปราณี ตอนนี้ใบหน้าของมู่หงเฉิง บวมเหมือนหัวหมู มู่กังเองแทบจำหน้าของเ้านายตนเองก็ไม่ได้
“อ่อนหัดเช่นนี้ยังมาอวดเบ่งอีกไม่เจียมตัวจริงๆ ขยะชัดๆ”
เมื่อพูดเสร็จจ้าวเฟยหลงหันหลังเดินจากไป
เพียงไม่นานหลังจากจ้าวเฟยหลงจากไปผู้าุโเจาเจียวจิ้นก็เปิดประตูกระโจมขึ้น เขาได้ยินเสียงวุ่นวายจึงคิดออกมาดูเหตุการณ์แต่เมื่อออกมาก็พบว่าผู้สมัครที่ทรงอิทธิพลของเขากลับนอนแผ่หลาที่พื้นใบหน้าปูดบวมแทบจำไม่ได้คนรับใช้ที่ตามก็หมดสภาพอยู่ที่พื้น
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นทำไมถึงเป็เช่นนี้”
เจาเจียวจิ้น รีบเดินมาพยุงตัวของมู่หงเฉิง
“คุณชายมู่เหตุใดจึงเป็เช่นนี้” มู่หงเฉิงเองก็ไม่อยากตอบเขาจะตอบได้อย่างไรว่าโดนคนที่เขามองว่าเป็สวะทำร้ายจนเป็แบบนี้
“เรียนผู้าุโเจาเมื่อครู่นี้มีคนที่มาสมัครเป็ศิษย์สำนักตงหยาง ใช้อำนาจบาตรใหญ่พวกข้าจะเข้าไปห้ามปรามจึงโดนมันทำร้ายจนเป็แบบนนี้”
มู่กังตอบคำถามแทนนายของตนเองแถมเพิ่มน้ำมันเติมน้ำส้ม*เข้าไปอีกไหใหญ่
เมื่อได้ฟังเจาเจียวจิ้นผู้ซึ่งไม่ลงรอยกับจงคุนอยู่แล้วก็เกิดโมโหขึ้นมาอย่างฉับพลัน
เจาเจียวจิ้นลุกขึ้นเดินไปที่หน้ากระโจมของจงคุนะโด้วยเสียงดัง
“จงคุนเ้าอบรมศิษย์ของเ้าอย่างไร ถึงมาทำตัวเกะกะระรานไปทั่ว แถมยังทำร้ายศิษย์ของข้าเื่นี้ข้าไม่เลิกราง่ายๆแน่”
ไม่กี่อึดใจประตูกระโจมสีเขียวถูกเปิดออกผู้าุโจงคุนเดินออกมา พร้อมกันกับผู้าุโอีกสองสำนักที่ได้ยินเสียงของเจาเจียวจิ้นก็ออกมาเช่นกัน
เมื่อมองเห็นเจาเจียวจิ้น ยืนเกะกะที่หน้าประตูกระโจม ส่งเสียงโวยวาย คิ้วของจงคุนจึงย่นเข้าหากันทันที
“นึกว่าเสียงคนบ้าที่ไหน ที่แท้ก็เ้าเองหรือทำไมโดนใครเหยียบหางเอาหรือถึงได้มาะโอยู่ที่หน้ากระโจมข้าเช่นนี้”
“นี่ยังมีหน้ามาลอยหน้าลอยตาอีกหรือศิษย์สำนักเ้าทำร้ายศิษย์สำนักข้าอย่างโหดร้าย ข้า้าความยุติธรรม”
เสียงของเจาเจียวจิ้นดังทั่วลานจตุรัส
“ข้าว่าเ้าคงโดนประตูหนีบหัวแล้วจริงๆคนที่มารับป้ายล้วนแล้วแต่เป็ผู้สมัครทั้งสิ้น ยังไม่มีใครเป็ศิษย์ของสำนักสักคนเื่นี้ใครๆก็รู้ แต่เ้ากลับมาโวยวายเช่นนี้เหมาะแล้วหรือ”
จงคุนลอยหน้าลอยตาพูด
“อ้อ! แล้วคนที่เ้ารับเป็ศิษย์แล้วจะถูกใครทำร้ายก็เป็เพราะไร้สามารถเองจะโทษใครได้”
กล่าวจบจงคุนก็กลับหลังหันเดินเข้ากระโจมไป เช่นกันกับสองผู้าุโทิ้งเจาเจียวจิ้นเอาไว้ข้างนอก
“จงคุน!!! ข้าจะไม่ลืมเื่ของวันนี้”
เจาเจียวจิ้นะโอยู่ที่หน้ากระโจมของสำนักตงหยาง อย่างอาฆาตแค้น แต่ภายในกระโจมจงคุน รู้สึกสำราญใจอย่างบอกไม่ถูก ที่มองเห็นคู่อริโกรธจนลืมตัวขนาดนั้น
“ดูท่าจ้าวเฟยหลงคนนี้จะน่าสนใจจริงๆ”จงคุนพึมพำกับตนเอง
จ้าวเฟยหลงเมื่อกลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลจ้าวก็ตรงไปหาพ่อและแม่ของตนเอง
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ลูกได้ป้ายสมัครมาแล้ว” ว่าพลางชูป้ายให้พ่อและแม่ดู
เมื่อมองเห็นป้าย จ้าวิลู่ก็ยิ้มกว้างออกมา
“เยี่ยม...เยี่ยม หลงเอ๋อต่อไปตระกูลของเราก็จะยิ่งใหญ่มากขึ้นเมื่อมีผู้ฝึกยุทธ์ของตระกูลอยู่ในสำนักใหญ่ของอาณาจักร”
จ้าวิลู่เอ่ยออกมาอย่างตื่นเต้น
ฟางเหนียงมองป้ายไม่วางตาแต่สายตาเต็มไปด้วยความ ห่วงใยอาวร
“หลงเอ๋อของแม่โตแล้วมีเส้นทางของตนเองแล้ว เช่นนี้แม่ก็ดีใจ”
แม้จะเป็ห่วงบุตรนางก็ไม่อาจจะฉุดรั้งเอาไว้ในอกของนางได้ตลอดไปต้องปล่อยให้ลูกชายเติบโตด้วยตนเอง
“ท่านพ่อ ท่านแม่ลูกจะเดินทางในอีกสามวัน ระหว่างนี้ลูกจะเตรียมทุกอย่างให้เรียบร้อย”
ก่อนจากบ้านไปจ้าวเฟยหลงตั้งใจจะวางรากฐานของตระกูลทุกอย่างให้ดีที่สุดเพื่อเป็หลักประกันให้กับตระกูลจ้าว
“เ้าไม่ต้องกังวลหรอกลูกจงตั้งใจเตรียมเนื้อเตรียมตัวของเ้าให้ดีก็พอ ทางนี้พ่อจะดูแลอย่างดี”
จ้าวิลู่ไม่อยากให้ลูกชายต้องเป็ห่วงก่อนออกเดินทาง
“แม่ก็จะเป็ผู้ช่วยของพ่อเ้าดูแลตระกูลอย่างดี” ฟางเหนียงเสริมขึ้น
“เช่นนั้นลูกก็จะตั้งใจทำให้เต็มที่เพื่อเป็ศิษย์สำนักตงหยางให้ได้”จ้าวเฟยหลงกล่าวอย่างมุ่งมั่น
“ไปพักผ่อน ก่อนเถอะลูก”ฟางเหนียงบอกจ้าวเฟยหลงด้วยความเป็ห่วง
“ขอรับ!ท่านพ่อ ท่านแม่ ขอให้รีบพักเช่นกัน” จ้าวเฟยหลงพูดจบก็ประสานมือทำความเคารพแล้วก็เดินออกไป
อีกสองวันต่อมา จ้าวเฟยหลงใช้เวลาอยู่กับพ่อและแม่ของเขาเป็ส่วนใหญ่ บางครั้งก็ไปที่หอตะวันฉาย แนะนำการฝึกยุทธ์ให้กับเหล่านักล่าสัตว์อสูรของตระกูลหากมีเวลาเหลือก็ไปที่ลานฝึกของตระกูลดูกำลังรบรุ่นเยาว์ของตระกูล
เช้าวันที่สามจ้าวเฟยหลงอำลาพ่อและแม่ของตนเองแล้ว ออกเดินทางทันทีตอนนี้เขาไม่มีเื่ราวที่ต้องกังวลอีกแล้ว
ถึงเวลาเดินทางสู่เส้นทางการฝึกยุทธ์ที่ลำบากและยาวไกลเพื่อเติมเต็มคำสัญญาที่ให้ไว้กับอาจารย์ของตน หลงเทียนจวิน ให้จงได้
การเดินทางครั้งนี้ ระยะทางสองหมื่นลี้หากเขาใช้วิชายาตราเทพหงส์เพลิง ไม่เกินหนึ่งเดือนเขาก็น่าจะเดินทางไปถึงสำนักตงหยางนี่จึงเป็โอกาสดีที่จะได้ใช้ท่า ยาตราเทพหงส์เพลิง ให้ชำนาญยิ่งขึ้น
วันที่เจ็ดของการเดินทางตอนนี้จ้าวเฟยหลงกำลังยืนอยู่ท่ามกลาง แมกไม้นานาพันธุ์ ของฤดูใบไม้ผลิูเาถูกแต่งแต้มด้วยสีสันของมวลดอกไม้ ลำธารที่ไหลเอื่อยใสแวววาวดั่งกระจกบรรยากาศเย็นสบาย ทำให้จ้าวเฟยหลงรู้สึกเป็สุขยิ่งนัก การฝึกบ่มเพาะปราณของเขารุดหน้าตามลำดับวิชาเทพทุกวิชาได้รับการขัดเกลา
จ้าวเฟยหลงเดินทางกลางป่าเขาจนมาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางป่าเขา เมื่อย่างเท้าเข้าไปชาวบ้านมองจ้าวเฟยหลงด้วยสายตาหวาดระแวงเพราะมีคนแปลกหน้าเข้ามาในหมู่บ้านตอนใกล้ค่ำย่อมต้อง ระแวงบ้างเป็ธรรมดา
“สหายมาจากที่ใดหรือ?” เสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งถามขึ้นเมื่อจ้าวเฟยหลงเริ่มทำตัวไม่ถูก
“ข้าชื่อจ้าวเฟยหลงเพียงผ่านมาเท่านั้นหากท่านเมตตา ข้าขอพักที่นี่สักคืนแล้วพรุ่งนี้ก็จะเดินทางต่อ”
“ข้าชื่อไฉ่เฉิน”
ชายชื่อไฉ่เฉินอายุประมาณยี่สิบปี เห็นจ้าวเฟยหลงสุภาพมีมารยาทรู้สึกถูกชะตาจึงเอ่ยชวนเขาไปพักที่บ้านซึ่งจ้าวเฟยหลงก็ไม่ปฏิเสธน้ำใจตามชายคนนั้นไปที่บ้านของเขา
บ้านของไฉ่เฉินมีเขาและน้องสาวอายุหกขวบอยู่ด้วยกันสองคนพ่อและแม่ของทั้งสองคนเสียชีวิตเพราะเอาตัวเข้าปกป้องเขาและน้องสาวเมื่อห้าปีก่อนจากโจรูเาที่ชื่อว่าเหยี่วทมิฬ พวกมันปล้น ฆ่า ข่มขืนหมู่บ้านที่ห่างไกลจากตัวเมือง เนื่องจากไม่ค่อยมีคนจากทางการสนใจเท่าใดนักสร้างความเดือนร้อนไปทั่ว
เมื่อถึงเวลาอาหารเย็น ไฉ่เฟินน้องสาวของไฉ่เฉิน ก็คอยเติมข้าวให้ จ้าวเฟยหลง นางไม่ค่อยได้พบเจอใครจึงดีใจมากที่มีแขกมาพักที่บ้านจ้าวเฟยหลง ตอบแทนนางด้วยการเล่าเื่ราวที่สนุกให้นางฟัง และแกะสลักตุ๊กตาไม้ให้นางเล่นคลายเหงาปรากฏว่าเป็ที่พอใจของนางมาก
ไฉ่เฟินอยากอยู่คุยกับจ้าวเฟยหลงจนดึกแต่พี่ชายของนางก็ต้องพานางไปนอนเพราะยังเล็กอยู่ ต้องนอนตอนหัวค่ำ ก่อนไปนางยังให้จ้าวเฟยหลงสัญญาว่าจะเล่าเื่สนุกๆให้ฟังอีกในวันพรุ่งนี้
เมื่อน้องสาวหลับไปแล้วไฉ่เฉินจึงได้ออกมานั่งดื่มและพูดคุยกับจ้าวเฟยหลง หลังจากคุยกันสักพัก จ้าวเฟยหลงก็ได้รู้ว่า ที่นี่คือหมู่บ้านเจียวจู มีผู้คนราวหนึ่งร้อยหลังคา ตัวของไฉ่เฉินนั้นมีความฝันที่จะเป็ผู้ฝึกยุทธ์แต่ด้วยภาระที่พ่อและแม่ทิ้งเอาไว้ทำให้เขาต้องเลิกล้มความฝันนี้และหันมาดูแลที่นาและน้องสาวคนเดียวของเขา
ด้วยความห่างไกลจากเมืองทำให้หมู่บ้านไม่ค่อยเจริญนักส่งผลให้ความเป็อยู่ในหมู่บ้านไม่ค่อยดี และไฉ่เฉินกำลังวางแผนที่จะอพยพเข้าไปอยู่ในเมืองที่ชื่อ หนิงหลิน ที่ห่างออกไปอีกราวหนึ่งร้อยลี้แต่ก็มีอุปสรรคใหญ่ขวางทางอยู่คือ โจรเหยี่ยวทมิฬที่คอยดักปล้นคนที่เดินทางสัญจรไปมานั่นทำให้ไฉ่เฉินต้องรั้งรออยู่ที่หมู่บ้านนี้ต่อไป
จ้าวเฟยหลง รู้สึกสงสารสองพี่น้องนี้มากจึงเสนอตัวเป็ผู้อารักขา ไปส่งสองพี่น้องที่เมืองหนิงหลิน แต่ไฉ่เฉินปฏิเสธเพราะกลัวว่าจะทำให้ธุระของจ้าวเฟยหลงล่าช้าคุยกันอีกไม่นานทั้งสองก็กล่าวราตรีสวัสดิ์แล้วแยกย้ายเข้านอน
ยามเช้าที่แสงแดดอ่อนๆสาดแสงไปทั่วทั้งหุบเขา หมู่บ้านเจียวจูจึงเหมือนดั่งแดน์สีทองอร่ามตาแต้มแต่งทั้งหมู่บ้าน อากาศเย็นสบาย เสียงนกร้องทั่งทั้งูเาทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวายิ่งนัก จ้าวเฟยหลง เมื่อแต่งตัวเสร็จแล้วก็ออกมาที่ลานบ้านครั้นมองไปรอบๆบ้านเห็นความทรุดโทรมหลายแห่งจึงเกิดอยากซ่อมแซมบ้านให้สองพี่น้องตระกูลไฉ่
แม้จะไม่ใช่สิ่งมีค่ามากแต่เขาก็อยากตอบแทนที่ทั้งสองมีน้ำใจให้ตนได้มีที่พักอาศัย เมื่อไฉ่เฉินออกมาจากห้องจ้าวเฟยหลงจึงชวนไฉ่เฉิน เข้าป่าเพื่อตัดไม้มาทำการซ่อมแซมบ้านทีแรกไฉ่เฉินบอกปัดแต่เขาก็ไม่อาจต้านทานความตั้งใจอันแรงกล้าของจ้าวเฟยหลงทั้งสองจึงเตรียมของเพื่อเข้าป่าตัดไม้
“ท่านพี่ พวกท่านจะไปที่ไหนกันข้าขอไปด้วยได้หรือไม่” ไฉ่เฟินถามอย่างมีความหวัง
“ไฉ่เฟิน พวกพี่ไปทำงานหากเ้าไปด้วยคงไม่สนุกหรอก” ไฉ่เฉินบอกน้องสาวของตน
“ไม่เอา! ข้าอยากไปกับพวกท่านด้วย”ไฉ่เฟินงอแง
“ไฉ่เฟินคนดี พี่จะไปไม่นานก็จะกลับมาแล้วรอพวกพี่ที่บ้านนะแล้วพี่จะกลับมาเล่าเื่สนุกๆให้ฟัง”
จ้าวเฟยหลงปลอบโยนเด็กหญิงตัวน้อย
“อย่างนั้นก็ได้พวกพี่รีบกลับมานะ” ไฉ่เฟินตอบ
“อะไรกันนางเชื่อฟังเ้ามากกว่าข้าที่เป็พี่ชายเสียอีก”
ไฉ่เฉินตัดพ้อกับจ้าวเฟยหลงทั้งสองจึงหัวเราะออกมาพร้อมกัน แล้วมุ่งหน้าเข้าป่าไป
ชายป่าติดกับหมู่บ้านเจียวจู
ตอนนี้มีกลุ่มคนบนหลังม้าจำนวนประมาณหนึ่งร้อยคนลักษณะท่าทางบอกได้ถึงความชั่วร้ายในตัวตนของพวกเขาแววตาที่มองมายังหมู่บ้านแวววับ ราวกับจ้องมองขุมทรัพย์ก็มิปาน
“เรียนท่านหัวหน้าเราสืบข่าวมาได้แล้ว หมู่บ้านข้างหน้า ชื่อว่าหมู่บ้านเจียวจูผู้คนเป็ชาวไร่ชาวนา ไร้วรยุทธ์ ตอนนี้หมู่บ้านนี้ไม่ได้โดนปล้นมาเกือบหกปีแล้วน่าจะพอให้พวกเราได้ปล้นอย่างสะใจแน่นอน ขอรับ”
คนเหล่านี้เมื่อได้ยินเสียงรายงานก็ยิ้มออกมาอย่างกับเจอะเจอของมีค่าอยู่ตรงหน้าแล้วพร้อมที่จะให้พวกเขาแย่งชิงกัน เขาสวมเสื้อคลุมสีดำมีธงรูปเหยี่ยวสีดำเป็สัญลักษณ์ ไอสังหารคละคลุ้งเต็มไปหมด
“ดี...พวกเรา! ถึงเวลาแห่งความสุขแล้ว ใครที่ปล้นได้มากที่สุด ข้าจะให้รางวัลอย่างงาม”
หัวหน้าโจรเหยี่ยวทมิฬ สั่งการเสียงดัง ทรงพลังแห่งอำนาจ
*เพิ่มน้ำมันเติมน้ำส้ม -เติมเนื้อหาที่เกินจริงเข้าไป