หลังจากที่นิ่งเงียบมาเนิ่นนาน โดยที่แต่ละคนกำลังเหม่อลอยคิดทบทวนเื่ราวที่ตนเองพึ่งจะประสบพบเจอมา ขณะนั่งอยู่ภายในร้านก๋วยเตี๋ยวริมทาง
“นั้นไม่ใช่ผีหรอก” คุนเอ่ยตัดบรรยากาศเงียบงัน “พวกเธอคงจะตาฝาดกันไปเอง หรือบางที...”
“ตาฝาดกับผีอะดิ!” ปอยร้องลั่น ทำเอาคนในร้านต่างหันมามอง “นี้คุณบ้ารึเปล่าเนี้ยะ คนปกติที่ไหนจะตาฝาดพร้อมกันทีเดียวสามคน”
“แกไม่เห็นอย่างพวกฉันนี่หว่า!” ดาวพลันได้สติกลับมายังโลกความเป็จริงอีกครั้ง “นั้นนะผี ดิส..อิส..อะ...ผี ผีตัวเป็ๆ ผีแบบสามร้อยเปอร์เซ็นต์แน่นอนโว๊ย!”
“ไม่ๆๆ นั้นไม่ใช่ผี” คุนยืนยันหนักแน่น “มันอาจจะเป็คนที่แอบมาอยู่บ้านหลังนั้น โดยแกล้งเป็ผีก็ได้ ใครจะรู้...”
“ผีเหรอ!” ทันใดนั้นเองก็มีเสียงหนึ่งแทรกขึ้น ขณะที่สตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังบรรจงวางชามก๋วยเตี๋ยวและแก้วน้ำไว้บนโต๊ะของพวกเขา “อย่าบอกนะว่าพวกหนูสามคนไปเจอผีที่บ้านหลังนั้นมานะ”
“บ้านหลังนั้น?” คุนถามกลับ “บ้านหลังไหน แล้วป้ารู้ได้ไง?”
“ก็บ้านท้ายซอยนี้ไง หลายคนที่มาลองดี ที่ป้าเห็นมาก็อาการเดียวกับพวกหนูนี้แหละ” เธอพยักพเยิดบุ้ยใบ้ไปยังทิศทางที่บ้านหลังนั้นตั้งอยู่ ซึ่งมันก็เป็ทิศทางบ้านหลังเดียวกับที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่อย่างแน่นอน “เฮี้ยนอย่างกับอะไรดี คนแถวนี้เขารู้กันทั่วนั่นแหละหนู จะมีไม่รู้ก็พวกหนึ่งแหละ...เห็นว่าเป็บริษัทสร้างบ้านอะไรสักอย่างนี้แหละ คิดยังไงไม่รู้ถึงได้ซื้อบ้านผีสิงนั้นมาขายต่อ” ว่าพลางเธอก็ยกมือป้องปากกระซิบกระซาบ “โง่มาก....ใครที่ไหนจะกล้ามาซื้อ”
“บ้านผีสิงเหรอคะ” ปอยเอ่ยถาม “บ้านหลังนั้นมีคนตายเหรอคะป้า”
“ถึงไม่ใช่…แต่ก็ไม่เชิง” หญิงวัยกลางคนตอบกลับด้วยอาการครุ่นคิด
“ก็ไม่เชิงเหรอ?” ดาวยิงคำถามต่อ “หมายความว่ายังไงเหรอคะคุณป้า”
“ได้ยินมาว่าเ้าของบ้านหลังนั้นนะ เมื่อก่อนเป็นักธุรกิจใหญ่เชียวนะ” หญิงวัยกลางคนอธิบาย “แต่หลังจากที่เกิดวิกฤติจนบริษัทล้มละลาย เขาก็คิดสั้น ตัดสินใจรมควันฆ่าตัวตายพร้อมเมีย ลูกสาว กับ แมวอีกตัวหนึ่งบนรถที่ต่างจังหวัด เคยเป็ข่าวดังเมื่อหลายปีก่อนด้วยนะ” อีกครั้งที่เธอทำท่าทางครุ่นคิด “ว่ากันว่าิญญายังคงวนเวียนอยู่ที่บ้านหลังนั้นอยู่ ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้ตายที่นั้นแท้ๆ ...สงสัยคงจะผูกพันละมั้ง”
“ไม่ใช่!” ปอยพึมพำเสียงดัง “ไม่ใช่การผูกพัน แต่เป็การถูกดึงหรือถูกขัง!”
“อะไรนะ” ดาวจ้องหน้าน้องใหม่อย่างสนใจ “น้องปอยว่าอะไรนะ เมื่อกี้นี้นะ”
“โอ๊ย...ผีอีกแล้ว” คุนร้องครางพลางลุกขึ้นยืน “ถ้างั้นก็ไปพิสูจน์กันเลยดีกว่า ว่านั้นเป็ผีหรือคนกันแน่ จะได้รู้กันชัดๆ ไปเลย”
“พิสูจน์เหรอ?” ดาวตาโต “แกจะบ้าเหรอ นี้แกคิดอะไรอยู่วะคุน”
“แน่นอนว่าก็ไปพิสูจน์ที่บ้านหลังนั้นไง”
“โอ๊ย...ฉันไม่กลับไปที่นั่นอีกแน่" ดาวคัดค้าน "ภาพจำยังชัดเจนอย่างกับภาพเอชดี!”
ขณะที่คุนกำลังจะเดินออกจากโต๊ะนั้นเอง ปอยก็ชุดมือของดาว พร้อมกับเอ่ยขึ้น
“ไปกันเถอะรุ่นพี่” เธอว่าพลางก็ดึงให้ดาวลุกตาม “เราเองก็ต้องไปพิสูจน์”
“นี้เธอเองก็ไม่เชื่อเื่ผีเหรอ?” ดาวอ้าปาหว๋อ “เราก็เห็นมันด้วยกันนี้น่าน้องปอย”
“ไม่ใช่เื่ผีค่ะรุ่นผี” ปอยตอบกลับ “แต่มันมีบางอย่างที่หนูต้องไปดูให้แน่ใจ”
“อะไร...!” ดาวร้อง ขณะที่ถูกหญิงสาวรุ่นน้องฉุดลากให้ตามไป “จะพิสูจน์อะไรกันอี๊ก!”
“ฮวงจุ้ย!”
อีกครั้งที่พวกเขากลับเข้าไปภายในบ้านหลังนั้นอีกครั้ง โดยมีคุนเดินน้ำหน้าสำรวจไปทั่วบริเวณบ้านทั้งนอกและใน บนและล่าง ปอยนั้นเดินตามหลังเขามาติดๆ ส่วนดาวนั้นเดินหลังสุด โดยใช้แผ่นหลังของปอยประหนึ่งกำแพงที่สามารถใช้กันภูตผีได้ ขณะที่เธอยังคงกวาดสายตากึ่งหลับกึ่งลืมมองทั่วบริเวณอย่างหวาดระแวง
“จะ...พิสูจน์อะไร...ก็เร็วๆ ...เลย...” ดาวส่งเสียงที่สั่นคลอราวกับจะร้องไห้ออกมารอมร่อ “จะได้รีบกลับๆ กันสักที ขนชั้นลุกจนจะกลายเป็กระบองเพชรแล้วนะ”
“นี้ไง...” บุรุษเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่มเอ่ยขึ้น “ไหนละผีที่พวกเธอว่ากันนะ ไม่เห็นมีสักกะตัว”
“ไม่มีก็ไม่มี!” ดาวสวนกลับทันควัน “เอาล่ะ ทีนี้กลับกันได้ยัง” ว่าพลางดาวก็ดึงแขนปอยเพื่อจะหันหลังกลับแบบสามร้อยหกสิบองศา แต่ขณะนั้นเองปอยก็เอ่ยขึ้น
“ยังค่ะ” ปอยตอบกลับ ขณะที่เหมือนกับกำลังมองหาบางสิ่งบางอย่างอยู่ “ยังหาไม่เจอเลย”
“หาอะไรของเธอ?” คุนเอ่ยถาม “ถ้าจะหาผีละก็ลืมไปได้เลยนะน้องใหม่ เพราะว่าผีนะไม่มีในโลก”
ทว่า ขณะที่พวกเขากำลังจะเดินออกจากส่วนกลางที่เป็สระน้ำนั้นเอง ปอยก็ร้องขึ้น พร้อมกับกวาดตามองไปรอบสระน้ำ
“เจอแล้ว!” ปอยพูดขณะกวาดสายตาไล่ไปรอบทิศทาง “ว่าแล้วเชียว”
“ผีเหรอ?” ดาวซุกร่างกับแผ่นหลังของปอยด้วยดวงตาที่หลับปี๋ “พวกเดิมไหมคะน้องปอย”
“อะไรกันละนั่น” คุนยกมือประสานกอดอก มองตามสายตาของปอยไปยังรูปปั้นคล้ายสิงโต ที่มักจะเคยเห็นบ่อยๆ ตามหน้าบ้าน ร้านค้า หรือ ศาลเ้าของคนไทยเชื้อสายจีนทั่วไป “สิงโตเหรอ...ไม่ซิ ถ้าจำไม่ผิด ปี่เซี๊ยะใช่ไหม”
“สมกับเป็ผู้แสนรู้ เอ้ย! รอบรู้” ปอยยักคิ้วลิ่วตามองไปยังคุน แต่ไม่ทันให้เขาได้ตอบกลับ เธอก็รีบเอ่ยขึ้นซะก่อน “แต่ว่าไม่ใช่ทั้งคู่ ดูเผินๆ แล้วอาจจะคล้ายกัน แต่ถ้ามองดูดีๆ จะรู้ว่านี้ไม่ใช่ แต่มันคือเทาเที่ย”
“เทาเที่ย...มันคืออะไรเหรอ?” ดาวที่แอบอยู่ด้านหลังของปอยก็เกิดสงสัยขึ้นมาเช่นกัน ขณะเยี่ยมหน้าออกมามองดูรูปปั้นตัวที่ว่า “แล้วมันต่างกับสิงโต หรือ ปี่เซี่ยะยังไง”
ปอยเดินไปยังรูปปั้นนั้นในทันที ก่อนจะชี้มือไปยังรูปปั้นตรงหน้า โดยที่มีคุนและดาวมองดูเธออย่างสงสัยใคร่รู้
“ถ้าดูดีๆ นี่ไม่ใช่สิงโต แต่เป็หมาป่าผสมกับั ที่ถูกออกแบบมาให้คล้ายสิงโตหรือปี่เซี่ยะ แต่จุดเด่นเลยก็คือตรงนี้ และ...ตรงนี้” ปอยชี้มือไปยังส่วนปากและเท้าของรูปปั้นตรงหน้า “เขี้ยวของเทาเที่ยจะคล้ายเสือ ส่วนกรงเล็บจะคล้ายมืุ์”
ทั้งสองเดินเข้ามาดูรูปปั้นนั้นใกล้ๆ และสังเกตตามที่ปอยอธิบาย
“แล้วมันยังไง” อีกครั้งที่คุนกลับมายกมือประสานกอดอกอีกครั้ง “จะสิงโต ปี่เซี่ยะ หรือ เทาเที่ย หรือจะอะไรก็ช่าง เื่พวกนี้มันมาเกี่ยวกับเื่ผีที่พวกเธอว่ายังไง”
“นั้นซิน้องปอย” ดาวเสริมตาม “มันเกี่ยวกับเื่...ผะ...ผี ของบ้านหลังนี้ยังไง”
“เกี่ยวซิคะ มากด้วย” ปอยดูสีหน้าจริงจังมากขึ้น “เทาเที่ยนะ ได้ชื่อว่าเป็ปีศาจแห่งความตะกละตะกลามและความละโมบ แม้ว่าจะเป็ลูกพญาัตัวที่สามก็ตาม ซึ่งถูกจัดไว้เป็ธาตุดิน และการนำธาตุดินมาวางไว้ในจุดของสระน้ำที่เป็ธาตุน้ำ นั้นคือการสร้างพลังแห่งความขัดแย้งและการปะทะ ซ้ำร้ายมันยังอยู่กลางบ้านซึ่งถือว่าเป็ลมหายใจั เป็จุดรวมกันของชี่ ก่อนที่ชี่จะกระจายกันไปยังบริเวณอื่นของบ้าน บวกกับชัยภูมิพลิกกลับแบบนี้ ที่ตำแหน่งเต่าดำหลังบ้านนั้นเป็แม่น้ำ ตำแหน่งหงษ์แดงหน้าบ้านก็เป็ตึกใหญ่ เสือขาวด้านขวากลับเป็ถนน ัเขียวด้านซ้ายดันเป็ตึกแถว มันเหมือนกับว่าเป็เพิ่มพลังให้กับเท่าเที่ยมากขึ้น มุนจึงกัดกินคนและบ้านหลังนี้ แถมยังกังขังพลังงานร้ายๆ ไว้อีก ไม่แปลกหรอกที่บ้านหลังนี้จะมีพลังหยินเยอะจนมีดวงิญญามาสิงสู่หรือไปไหนไม่ได้”
“น้องปอยจะบอกว่า ที่พวกเราเห็นนั้นไม่ได้ตาฝาดใช่ใหม่ค่ะ”
“ค่ะ” ปอยตอบกลับ พลางชำเลืองมองไปยังบุรุษข้างกาย “ช่างออกแบบได้ไม่ดูตาม้าตาเรือเอาซะเลย”
“เฮ้ย...นี้เธอกำลังว่าฉันใช่ไหม!”
“เปล๊า...” ปอยเสียงสูง เบปากส่ายหน้าเชิงไม่รับรู้ “ไม่ได้ว่าคุณสักหน่อย ว่าคนที่ออกแบบบ้านหลังนี้ต่างหากละ ใครเป็ทำ คนนั้นก็รับไปซิ”
“หน่อย...” คุนจ้องหน้าปอยกลับราวกับจะกินเืกินเนื้อ “อย่างน้อยก็ออกแบบตามหลักที่ได้เรียนมาละกัน ไม่ได้ใช้ความเชื่องมงายไร้สาระอย่างคนบางพวก ที่พูดนั้นพูดนี้ราวกับมาจากยุคหินยุคโบราณ”
“อ้าว...” คราวนี้ปอยร้องสวนขึ้นบ้าง “พูดแบบนี้ก็สวยซิคร๊าบบบบ”
“สองคนช่วยหยุดทะเลาะกันก่อนได้ไหม!” ดาวตวาดอย่างเดือดดาล “มันใช่เวลาไหมเนี๊ยะ แทนที่จะเอาเวลามาช่วยกันคิดว่าจะทำยังไง ดันเอาแต่ทะเลาะกันอยู่ได้ อยากตกงานกันมากนักเหรอฮะ!”
“ถ้ามีผี ก็จ้างหมอผีมาไล่ไปซะซิ จะได้จบๆ เื่” คุนกอดอก สะบัดหน้าไปอีกทางหลังจากที่ถูกดุ “ถ้าเธอเชื่อยัยน้องใหม่นี้มากนักนะน่ะยัยดาว”
“ไม่ต้องหรอก!” พนักงานขายคนใหม่ก็กอดอกสะบัดร่างไปอีกทาง ตรงข้ามกับเขาเช่นกัน “แค่ปรับเปลี่ยนฮวงจุ้ย หน้าบ้าน หลังบ้าน และ กลางบ้านใหม่ ก็แก้ได้แล้ว”
“หืม...” ดาวลากเสียง “ทำแค่นั้นก็แก้ได้แล้วเหรอคะน้องปอย”
“ก็...ใช่ค่ะ” ปอยหันไปสบตากับหญิงสาวที่มองดูตนด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวังและความสงสัย “แต่ถ้าจะให้ดี หนูต้องตรวจสอบดีๆ อีกครั้งค่ะพี่ เพื่อความแน่ใจ”
“ไปกันใหญ่ล่ะ ฮา....ฮา...ฮา...” คุนหัวเราะลั่น พลางเดินตีตัวจากทั้งสองสาวเพื่อจะออกไปนอกตัวบ้าน “อยากทำอะไรก็เอาเลย ฉันไม่เอาด้วยกับพวกเธอหรอกนะ ดีไม่ดี เผลอๆ ไปบอกแบบนั้นกับพี่นุ มีหวังโดนไล่ออกยกแผงก่อนจะได้รับการอนุมัติเื่นี้อีกมั้ง”
“แล้วถ้าไม่โดนไล่ออกล่ะ” ปอยเดินกระโชกโฮกฮากตามเขามาอย่างเอาเื่ ขณะที่ดาวเองก็ไม่รอช้าที่จะก้าวตามทั้งสองไปอย่างติดๆ เช่นกัน “แล้วถ้าฉันขายบ้านหลังนี้ได้ล่ะ”
“โอ๊ย...ถ้าทำได้นะ จะให้ไอ้คุนทำอะไรก็ยอมเลยเอ๊า!” ว่าพลางเขาก็หัวเราะเสียงดังกว่าเดิม “จะให้กราบเช้ากราบเย็นเรียกว่าพี่เลยก็ยังได้ ถ้าอะไรที่เธอพูดมานั้นมันทำได้จริงๆ นะยัยหมอดูหลงยุค”
“ไม่ใช่หมอดูโว๊ย!” ปอยะโเสียงดังจนทำเอาบุรุษตรงหน้าหยุดเดินและหันมามองเธออย่างสนใจ “เขาเรียกว่าซินแสต่างหาก”
“จะเรียกอะไรก็ช่าง” เขายิ้มมุมปากอย่างดูถูก “ประเด็นมันไม่ได้อยู่ตรงนั้น แต่มันอยู่ที่เธอจะทำได้เหมือนที่ปากว่ารึเปล่าต่างหาก”
“ถ้าทำไม่ได้ ฉันขอลาออก” ปอยตอบกลับ ขณะที่ทั้งสามออกมาอยู่นอกตัวบ้านแล้ว “ถ้าฉันทำไม่ได้ ฉันขอลาออก แล้วถ้าฉันทำได้ ก็อย่าลืมที่พูดด้วยก็แล้วกัน”
“น้องปอย อย่าพูดเล่นแบบนี้ซิ น้องก็รู้ว่างานสมัยนี้นะมันหากยากจะตาย” ดาวท้วง
“หนูไม่ได้พูดเล่นค่ะ” ปอยยืนยันหนักแน่นกับหญิงสาวข้างกาย “หนูไม่มีวันลาออกแน่นอนค่ะ เพราะว่าหนูจะขายบ้านหลังนี้ได้แน่นอน ถ้าหากว่าได้แก้ฮวงจุ้ยแล้ว แต่เพื่อนพี่ต่างหากจะทำได้อย่างที่ปากพูดรึเปล่า” ปอยยิ้มมุมปาก ค่อยๆ เบือนสายตากลับไปมองดูชายหนุ่มตรงหน้า
“ยัยดาวนะรู้ดีว่าฉันเป็คนยังไง” คุนชะโงกหน้าเข้ามาหาน้องใหม่ของทีม “ทำให้ได้อย่างที่พูดก่อนเฮอะ แล้วค่อยมาทวงคำพูดฉัน”
“ได้....” ปอยเองก็ชะโงกหน้าเข้าหาเขาอย่างท้าทายเช่นกัน “งั้นก็เตรียมมือไว้รอกราบได้เลย”
“ฉันจะรอ...” เขาดึงศีรษะและร่างกลับ ก่อนจะเดินผ่านรถประจำบริษัทที่พวกเขานั่งกันมา “ฉันจะนั่งแท๊กซี่แวะไปหาลูกค้าหน่อยนะดาว พวกเธอกลับไปที่บริษัทก่อนเลยนะ”
“สองคนเล่นอะไรกันอยู่เนี้ยะ” ดาวส่ายหน้า มองดูเพื่อนที่ร่วมงานกันมาหลายปีสลับกับน้องใหม่ของทีมที่เธอพึ่งจะฝากความหวังเอาไว้ “จะรอดไหมเนี้ยะ ทำงานด้วยกันวันแรกก็เละไม่เป็ท่าเลยแฮะ โอ๊ย...หัวจะปวด!”