เมื่อเดินเข้ามาภายในชานชาลา ก็พบกับพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ที่พร้อมจะหนีอยู่เสมอหากมีเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เสิ่นชิงหลัวคาดว่าน่าจะเป็เ้าถิ่นเ้าประจำ บ้างก็ขายเกาลัดคั่ว บ้างก็ขายถั่วลิสงต้ม บ้างก็ขายเมล็ดแตงโม บ้างก็ขายโจ๊ก แม้จะไม่มีการะโเรียกลูกค้าอย่างโจ่งแจ้ง อีกทั้งยังมีการปกปิดเล็กน้อย แต่หากตาไม่บอดย่อมรู้ว่าคนพวกนี้คือพวก ‘ค้าขาย’
เด็กสาวได้แต่อุทานว่า “ช่างใจกล้ากันเสียจริงๆ”
เมื่อรถไฟแต่ละขบวนเข้าเทียบชานชาลา บรรดาพ่อค้าแม่ขายที่ปกปิดตัวตนก็แสร้งเดินเข้าไปในขบวนรถไฟเพื่อทำการค้า และการค้านั้นจะหยุดลงก็ต่อเมื่อได้ยินเสียงหวูดรถไฟที่เป็สัญญาณเตือนว่ารถไฟขบวนนี้กำลังจะออกจากชานชาลาแล้ว
เพราะเหตุนี้ผู้ที่มาค้าขายจะต้องมีความคล่องแคล่วและว่องไว เมื่อเทียบกับจุดเดิมที่สถานีขนส่งแล้ว เสิ่นชิงหลัวจึงตัดสินใจให้แม่เฒ่าเสิ่นอยู่ตรงนั้น ส่วนเธอเลือกมาขายที่นี่เองจะเหมาะกว่า
อาจเพราะติดเชื้อจากบรรยากาศความคึกคักของสถานที่แห่งนี้ ทันทีที่รถไฟขบวนถัดไปมาถึง เสิ่นชิงหลัวก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วหาบไข่ต้มใบชาไปใกล้ๆ หน้าต่างรถไฟ
“ไข่ต้มใบชาห้าเครื่องเทศ ฟองละสามเหมาห้าเฟินจ้า”
พอได้ยินว่ามีอาหารที่แตกต่าง เหล่าผู้ที่อยู่บนรถไฟก็ชะโงกหน้ามาดู
“เป็ไข่จริงๆ ด้วย ฟองไม่เล็กเลย” คนที่อยู่ใกล้ที่สุดเอ่ย
พ่อค้าแม่ค้าทุกชานชาลาในแต่ละสถานีล้วนขายอาหารที่เหมือนๆ กัน ผู้โดยสารหลายคนจึงรู้สึกเบื่อ แต่เพราะว่าอาหารบนรถไฟนั้นมีราคาแพง การซื้อจากพ่อค้าหาบเร่เมื่อรถไฟจอดจึงเป็ตัวเลือกที่ดีกว่า
“สหายสนใจไหม อย่ามองว่าสามเหมาห้าเฟินนั้นแพงนะ ไข่ของฉันฟองใหญ่ ใบชาที่ใช้ก็เป็ใบชาชั้นดี เครื่องเทศก็มีราคา ทั้งหอมทั้งอร่อยทุกฟอง ซื้อไปไม่ผิดหวังแน่นอน”
เสิ่นชิงหลัวเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใสและกระตือรือร้นเป็อย่างมาก
กฎของการซื้อขายที่สถานีรถไฟฟ้านี้คือต้องปิดการขายให้ไวที่สุดเพราะที่นี่มันอันตราย! และเวลาในการเทียบชานชาลาในแต่ละสถานีจะอยู่ราวๆ 5-10 นาทีเท่านั้น
“เอาให้ฉันห้าฟอง” ชายที่อยู่หน้าต่างถัดไปรีบเอ่ย ที่นั่งที่เขานั่งอยู่ใต้ลม ทันทีที่หญิงสาวเปิดหม้อไข่ต้มชากลิ่นมันก็หอมโชยมาทางนี้ แล้วเขาจะอดใจอย่างไรไหว
เสิ่นชิงหลัวเองก็รีบพยักหน้าแล้วกุลีกุจอห่อไข่ต้มชาส่งไปให้ชายคนนั้น
การแลกเปลี่ยนเป็ไปอย่างรวดเร็ว ทางนั้นยื่นเงิน ทางนี้ยื่นไข่ เมื่อตรวจสอบแล้วว่าเงินที่ได้ครบถ้วนและสินค้าถูกต้อง ก็ถือว่าธุรกรรมครั้งนี้เสร็จสมบูรณ์
“กลิ่นนี้หอมยิ่งกว่าไข่ต้มชาที่ต้าชิงอีก” เด็กน้อยที่เป็ลูกชายของชายคนนั้นเอ่ย ทั้งครอบครัวของพวกเขาเดินทางมาจากทางใต้เพื่อมุ่งหน้าไปยังฮาร์บิน ด้วยระยะทางที่ไกล คนทั้งหมดจึงนั่งอยู่บนรถไฟด้วยความเบื่อหน่ายมาหลายวันแล้ว
“นี่แหละๆๆๆ ในที่สุด ก็ได้กินอาหารรสชาติดีสักที!!” ทันทีที่ไข่ถูกป้อนเข้าปาก เด็กน้อยก็อุทาน
คนที่อยู่ตรงนั้นมองไปที่เด็กน้อยด้วยความอิจฉา นั่นไข่ทั้งฟองเชียวนะ!
ยิ่งพอได้เห็นว่าไม่ใช่แค่เด็กเท่านั้นที่บอกว่ารสชาติดี แม้แต่ผู้ใหญ่ที่ซื้อแล้วชิมเลยต่างก็พูดเป็เสียงเดียวกันว่าอร่อยมาก ก็มีหลายคนที่เริ่มทนไม่ไหวและกลั้นใจควักเงินสามเหมาห้าเฟินออกมาซื้อไข่ต้มชาในที่สุด
นี่แค่โบกี้สองโบกี้ที่อยู่ใกล้ๆ เท่านั้น เสิ่นชิงหลัวก็สามารถขายไข่ต้มชาออกไปได้ถึง 28 ฟอง ด้วยแรงบันดาลใจอันแรงกล้า เธอจึงเดินเข้าไปในขบวนรถไฟเพื่อขายให้ลูกค้าในโบกี้อื่นที่อยู่ไกลออกไป จนกระทั่งเมื่อหวูดรถไฟส่งเสียงครั้งที่สอง ไข่ทั้งหมด 50 ฟองที่นำมาก็ถูกขายจนเกลี้ยง
“ไอ้หยา เด็กนั่นขายอะไร รู้หรือเปล่า” แม่ค้าหาบเร่เกาลัดที่สังเกตเห็นเสิ่นชิงหลัวแม่ค้าหน้าใหม่ใช้เวลาไม่นานก็กลับออกจากชานชาลาด้วยใบหน้าแย้มยิ้มก็เลยอดทักไม่ได้
“แม่ ผมเห็นเธอขายไข่ต้มใบชาห้าเครื่องเทศ” โจวกั๋วหัว เด็กน้อยที่เดินออกมาพร้อมๆ กันเอ่ย ในตอนที่เสิ่นชิงหลัวเปิดฝาหม้อ เขาเองก็อยู่ตรงนั้นพอดี
กลิ่นไข่ต้มชาของอีกฝ่ายหอมมาก หอมจนอยากจะซื้อมาลองกินบ้าง เขาอุตส่าห์วางแผนไว้ว่ามื้อเที่ยงนี้จะลองซื้อมาชิมดู
แต่ใครจะไปรู้ว่าแค่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง หม้อที่เต็มไปด้วยไข่กลับว่างเปล่า
“ไอ้ไข่ต้มใบชาห้าเครื่องเทศมันเป็ยังไงล่ะนั่น” เกาฮุ่ยได้แต่เกาหัวแกรกๆ
“เห็นคนที่ซื้อบอกว่าที่ต้าชิงก็มีขาย”
“จริงเหรอ? งั้นแกเฝ้าของไว้ก่อน ฉันจะไปถามคนอื่นว่ามีใครรู้จักไข่ต้มใบชาอะไรนี่ไหม เผื่อว่าจะได้ลองทำขายดูบ้าง”
โจวกั๋วหัวพยักหน้า เขาได้แต่หวังว่าแม่จะประสบความสำเร็จ เพื่อที่ว่าท้องที่โลภของเขามันจะหยุดร้องเสียที
ทางด้านเสิ่นชิงหลัวไม่ได้รู้เลยว่าจะมีคนสังเกตเห็นธุรกิจของเธออย่างรวดเร็ว และกำลังจะถูกลอกเลียนแบบอีกครั้ง
ในยามนี้เธอรีบเดินกลับมาหาแม่เฒ่าเสิ่น เพื่อที่จะช่วยเหลืออีกแรงหนึ่ง
“ฮะ ต้ายาทำไมกลับมาไวจัง” แม่เฒ่าเสิ่นถามขึ้นด้วยความสงสัย
“ฉันขายหมดแล้วค่ะ แค่ขบวนเดียวไข่ห้าสิบฟองของเราก็ขายหมดแล้ว ขายไม่พอด้วยซ้ำ”
ได้ยินเช่นนี้ริมฝีปากของแม่เฒ่าเสิ่นก็โค้งขึ้น ใบหน้าแก่ๆ เต็มไปด้วยความสุข
“พรุ่งนี้เราจะทำไข่มากขึ้นอีก”
“ฉันก็คิดอย่างนั้น ถ้าเราจะขายทั้งวัน 200-300 ฟองก็ไม่น่าจะมีปัญหา”
“ถ้าอย่างนั้นชาวบ้านน่าจะดีใจ”
ั้แ่วันที่แม่เฒ่าเสิ่นซื้อไข่จากบ้านหลิน จากนั้นก็ไปซื้อที่บ้านเจียง ก็เริ่มมีหลายคนมาเลียบๆ เคียงๆ ถามว่ายังรับไข่อยู่ไหม
ราคาที่แม่เฒ่าเสิ่นรับซื้อนั้นแม้จะถูกกว่าราคาที่ขายในอำเภอ แต่ก็แลกกับการไม่ต้องเสียเวลาแบกไข่ไปขายด้วยตัวเอง ทั้งการแบกไข่มาที่เขตต้องมีสักฟองสองฟองที่สูญเสีย เพราะอย่างนั้น่นี้หากใครเห็นแม่เฒ่าเสิ่นผ่านไปมา พวกเขาก็จะทักทายอย่างกระตือรือร้น เพื่อที่ว่าแม่เฒ่าเสิ่นจะซื้อไข่จากพวกเขาบ้าง
อย่างไรก็ตามมีคนที่คิดไปไกลกว่านั้น พวกเขาสงสัยว่าเหตุใดแม่เฒ่าเสิ่นถึง้าไข่จำนวนมากในทุกๆ วัน?
หมู่บ้านหว่านเจี๋ย
“จึ๊ๆ ดูซิว่าใครมา” เหอไหลตี้ หญิงสาวลิ้นยาวในหมู่บ้านเอ่ยขึ้นทันทีที่เห็นสองย่าหลานเข็นรถเข็นพร้อมกับหม้อสามหม้อกลับมา
“แม่เฒ่าเสิ่น ไปอำเภอมาอีกแล้วเหรอ”
เมื่อได้ยินคนเรียกชื่อตน แม่เฒ่าเสิ่นก็เงยหน้าขึ้นแล้วขมวดคิ้ว
สามคนนี้มาทำอะไรที่หน้าบ้านของตน?
“ใช่ไปเขตมา มีอะไรกัน ทำไมถึงมารวมตัวกันที่นี่ ไม่หนาวหรือไง”
คนพวกนี้ไม่ปกติแน่นอน เพราะคนดีๆ ที่ไหนจะออกมายืนตากลมด้านนอกในเวลาที่หนาวเย็นแบบนี้โดยไม่มีธุระอะไร
“ฉันรู้แล้วนะว่าป้าไปทำอะไรที่เขตทุกวันน่ะ! ช่างขี้โกง เอาไข่ของคนในหมู่บ้านไปทำไข่ต้มชาขาย ได้กำไรยิ่งกว่าการขายไข่สดอีก ”
เช้าวันนี้เหอไหลตี้แอบตามทั้งสองคนไปเขตด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าบ้านเสิ่นนั้นขายไข่ที่ร้านอาหารของรัฐร้านไหน เผื่อว่าจะได้เอาไปขายบ้าง
ไม่ใช่ว่าขายที่อื่นในเขตไม่ได้ แต่ทว่าการขายนั่งไข่ด้วยตัวเองนั้นใช้เวลานาน อีกทั้งก็ไม่มีการรับประกันว่าไข่ที่นำไปทุกวันจะขายหมด ทั้งยังสุ่มเสี่ยงจะถูกจับได้ จากที่เฝ้าสังเกตมาหลายวัน เหอไหลตี้เดาว่าคนบ้านเสิ่นน่าจะมีคู่ค้าประจำที่รับซื้อไข่จำนวนมาก
สิ่งดีๆ แบบนี้ทำไมถึงไม่แบ่งปันกันล่ะ?
ทำไมมีแค่ตระกูลหลิน ตระกูลเจียง ตระกูลหลี่เท่านั้นที่ได้แบ่งปันขนมเปี๊ยะชิ้นนี้!
เธอรู้แจ้งแก่ใจว่าแม่เฒ่าเสิ่นนั้นไม่คุ้นเคยกับครอบครัวของตน ดังนั้นแทนที่จะมัวแต่เลียบๆ เคียงๆ รอวันที่แม่เฒ่าเสิ่นจะเมตตารับซื้อไข่ สู้แอบตามดูแล้วยึดกิจการนั้นมาเป็กิจการของตนเลยจะดีกว่า
ได้ทั้งขายไข่ของบ้านตัวเอง และยังจะสามารถทำกำไรจากการรับซื้อของชาวบ้านมาขายได้อีกด้วย เมื่อถึงคราวนั้นคร้านชาวบ้านจะมาประจบเหอไหลตี้คนนี้! ยิงปืนนัดเดียวได้นกสามตัว!!
ทว่าเื่ราวกับผิดคาดไปสักหน่อย เพราะแม่เฒ่าซูนั้นไม่ได้มีคู่ค้าเพียงคนเดียว อีกทั้งไข่ที่ขายก็ไม่ใช่ไข่สด พวกเขาทำอาหารขาย ทั้งยังขายดิบขายดี มีลูกค้าหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย แล้วจะไม่ให้อิจฉาได้อย่างไร
ก็แค่ทำอาหารจะไปยากอะไร เห็นว่าขายไข่ต้มใบชากับน้ำซุป แค่น้ำซุปก็ยังขายได้ เหอไหลตี้ก็เพิ่งจะรู้ว่าแม้แต่น้ำซุปคนเมืองก็ทำเองไม่เป็จนต้องซื้อสองย่าหลานนี้
เสิ่นชิงหลัวเอ่ยขัดขึ้นทันใด “แล้วยังไง? เราแลกไข่มาแล้วจะเอาไปทำอะไรก็ได้”
“จะทำแบบนั้นได้อย่างไร ที่คนในหมู่บ้านแลกเปลี่ยนไข่ก็เพราะคิดว่าคนบ้านเสิ่นจะเก็บไข่ไว้กินเอง ใครจะคิดว่าบ้านเสิ่นแอบเอาไข่ไปทำอาหารขาย! นี่มันทุนนิยมชัดๆ”
“ต้องถามว่าชาวบ้านไม่รู้จริงๆ ใช่ไหม บ้านเรามีกันแค่สองคน คนสองคนจะกินไข่วันละเป็ร้อยฟองได้เหรอ? อีกอย่างย่าฉันก็ไม่เคยปิดบังเวลาจะเข้าเขต แต่ป้าเหอ ป้าพูดผิดแล้ว พวกเราไม่ได้ขายอาหารจากไข่ ฉันเอาไข่ไปส่งให้ร้านอาหารของรัฐ”
“ฮึ่ม ใครจะเชื่อกันล่ะ!! ฉันเห็นมากับตาตัวเองว่าสองย่าหลานเข้าตลาดนกพิราบไปขายไข่ ฉันจะแจ้งทหารแดง[1]”
ใบหน้าของเสิ่นชิงหลัวมืดครึ้ม “หุบปาก! ไหนล่ะหลักฐาน ถ้าเธอแจ้งฉันก็แจ้งเหมือนกันว่าเธอเองก็ไปตลาดนกพิราบ แล้วยังขายไข่อีกด้วย!”
[1] Red Gard หรือบางครั้งจะถูกเรียกว่าทหารแดงมีหลายกลุ่มหลายก๊ก หนึ่งในนั้นนี้คือกลุ่มนักศึกษาที่จัดตั้งหน่วยสู้รบขึ้นเองแต่ได้รับการสนับสนุนอย่างลับๆ ภายใต้การรณรงค์เพื่อกำจัด “สี่เก่า” อันประกอบด้วย อุดมคติ, จารีต, วัฒนธรรม และสันดานโดยเชื่อมั่นว่าพวกตนนั้นมีหน้าที่กำจัดพวกทุนนิยมและพวกสายลับ จะสังเกตเห็นได้จากปลอกแขนสีแดง ซึ่งทหารแดงมีอีกชื่อก็คือกองกำลังพิทักษ์แดง