จูอวิ่นเถิงเห็นว่า ภัยคุกคามที่แท้จริงหาใช่จูอวิ่นเหวิน แต่เป็เสด็จอาสี่จูตี้ต่างหาก
เขามีความจำเป็ต้องใช้เสด็จอารองและเสด็จอาสามเพื่อกดเสด็จอาสี่เอาไว้ ดังนั้นสองคนนี้จะตายไม่ได้เด็ดขาด
ความคิดต่าง ๆ ผุดขึ้นในหัวของจูอวิ่นเถิงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับวางแผนขั้นต่อไป
การชิงบัลลังก์คือการชิงไหวชิงพริบและใช้ประโยชน์จากกันและกัน ในราชวงศ์อาศัยความผูกพันทางสายเืได้ แต่จะหลงงมงายกับมันมากเกินไปไม่ได้
เสด็จอารองและเสด็จอาสามต่างแสดงท่าทีสนับสนุนเขาแล้ว
ส่วนเสด็จอาสี่แม้จะมีความคิดบางอย่างในใจ แต่ปากก็บอกว่าสนับสนุน
สาเหตุหลักเป็เพราะทั้งสองคนนี้ต่างรู้ดีว่าตนเองไม่มีโอกาสแล้ว หากจะใช้กำลังแข็งกร้าว เสด็จปู่คงจัดการพวกเขาสักวัน
ดังนั้นการเลือกจูอวิ่นเถิงย่อมดีกว่าจูอวิ่นเหวินเป็ร้อยเท่า อย่างน้อยพวกเขาก็เชื่อว่าจูอวิ่นเถิงคงไม่ทำเื่ร้ายกาจกับพวกตน
ในเมื่อจูซ่างและจูกังแสดงตัวสนับสนุน ซึ่งทั้งสองมีบารมีมากที่สุดในหมู่ขุนนางและองค์ชาย เมื่อพวกเขาเปิดปาก องค์ชายคนอื่น ๆ ก็ย่อมไม่กล้าคัดค้าน
จะมีก็เพียงจูตี้ที่ขมวดคิ้วแน่น ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่
การพบปะกันในวันนี้ผ่านไปด้วยดี พวกเขามาหาจูอวิ่นเถิงก็เพราะเหตุการณ์เมื่อเช้า หลังจากสนทนากันจนคลายความกังวลในใจได้แล้ว ไม่นานนักทั้งหมดจึงขอตัวลา
จูตี้เดินนำออกไปก่อน จูอวิ่นเถิงเห็นว่าโอกาสมาถึงแล้ว จึงดึงชายเสื้อของจูซ่างและจูกังไว้
“เสด็จอารอง เสด็จอาสามพ่ะย่ะค่ะ หลานเห็นว่าเสด็จอาสี่เหมือนจะปากไม่ตรงกับใจ บางทีเขาอาจไม่ได้จริงใจเสมอไป”
จูอวิ่นเถิงไม่ได้บอกว่าจูตี้จะทำอะไร แต่คำใบ้นี้กลับชัดเจนยิ่งนัก
“เขากล้าหรือ?!” จูกังพลันบันดาลโทสะ
“เสด็จอาสาม อย่าเอ็ดไปพ่ะย่ะค่ะ!” จูอวิ่นเถิงรีบห้าม
เพียงเท่านี้ เขาก็สามารถปลุกความระแวงที่ทั้งสองมีต่อจูตี้ได้สำเร็จ ต่อจากนี้ขอเพียงดูแลไม่ให้พวกเขาตาย อาแท้ ๆ สองคนนี้ย่อมเป็คนของเขา
จูซ่างนึกถึงท่าทางของจูตี้เมื่อครู่แล้วยิ้มกล่าวว่า “วางใจเถอะ มีอารองอยู่ตรงนี้ เ้าสี่ไม่มีทางก่อคลื่นลมได้หรอก”
เขาเองก็ดูออกว่าจูตี้มีท่าทีผิดปกติ
จูอวิ่นเถิงรู้ดีว่า บรรดาโอรสของตาเฒ่าจูไม่มีใครที่เป็คนเขลา
จูซ่างอาจจะดูโหดร้ายและไร้ความสามารถในสายตาคนนอก แต่ความจริงกลับฉลาดหลักแหลม
จูกังเองก็น่าจะเหมือนกัน เพียงแต่ในอดีตมีจูเปียวอยู่เหนือหัว พวกเขาจึงไม่จำเป็ต้องแสดงความเก่งกาจออกมา
‘สตรีในวังว่าไม่ธรรมดาแล้ว บุรษในราชวงศ์ยิ่งไม่ใช่คนที่รับมือได้ง่าย ๆ ’
จูอวิ่นเถิงรู้สึกถึงแรงกดดันที่มากขึ้น การชิงดีชิงเด่นในวังช่างเหนื่อยล้ายิ่งนัก
ข้อได้เปรียบเดียวในฐานะผู้ย้อนอดีตมา คือเขามีความรู้มากกว่าคนพวกนี้หลายร้อยปี และรู้ประวัติศาสตร์ล่วงหน้า หากไม่มีสิ่งเหล่านี้ เขาก็คงกังวลว่าจะพ่ายแพ้ให้แก่คนพวกนี้เช่นกัน
‘ยังดีที่จูอวิ่นเหวินเป็คนกระจอก!’ จูอวิ่นเถิงคิดในใจ
จูตี้ที่เดินนำอยู่ข้างหน้า รู้สึกได้ว่ามีความเคลื่อนไหวบางอย่างด้านหลัง
ขณะกำลังจะหันกลับไปถามว่าคุยอะไรกัน ก็มีร่างหนึ่งเดินตรงเข้ามา
“เสด็จอาสี่”
จูอวิ่นเหวินเป็คนใจฝ่อ โดยเฉพาะหลังจากที่ฉีกหน้ากันไปเมื่อเช้า เขาจึงยิ่งไม่กล้าเผชิญหน้ากับพวกเสด็จอา
ทว่าเขาไม่อาจขัดคำสั่งที่นางหลี่ว์มอบหมายมาได้ จึงต้องจำใจเดินแบกหน้ามาหา
คำว่า 'เสด็จอาสี่' นั้นเบาหวิว แสดงให้เห็นถึงความประหม่าไร้ความมั่นใจอย่างยิ่ง
“อวิ่นเหวินก็มาด้วยหรือ?”
จูตี้พยักหน้าเล็กน้อย สำหรับหลานคนนี้ เขาไม่ได้มีความรู้สึกชื่นชอบมากนัก
เขาทักทายสั้น ๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป ไม่คิดจะสนทนากับจูอวิ่นเหวินให้มากความ
“หลาน...”
จูอวิ่นเหวินรู้สึกอึดอัดใจยิ่งนัก แต่ก็ไร้ทางออก
เขาทำได้เพียงฝากความหวังไว้กับเสด็จอารองและเสด็จอาสาม ขอเพียงอีกฝ่ายมอบโอกาสให้เขาได้อธิบายเื่ราวก็พอแล้ว
แต่เมื่อจูอวิ่นเหวินเงยหน้าขึ้น เขาก็เห็นจูซ่างและจูกังเดินเคียงข้างจูอวิ่นเถิงออกมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
“เสด็จอารอง เสด็จอาสาม!” จูอวิ่นเหวินรีบตรงเข้าไปหา
ทว่า ใครจะไปคาดคิดว่า พวกเขาเพียงแค่เหลือบมองจูอวิ่นเหวินครู่หนึ่ง แล้วหันไปร่ำลาจูอวิ่นเถิง จากนั้นก็เดินตามจูตี้ไปโดยไม่ปริปากพูดกับเขาแม้แต่คำเดียว
จูอวิ่นเหวิน “......”
เขายืนนิ่งงันอยู่ที่เดิม ในใจเฝ้าถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า เพราะเหตุใด?
ทำไมความสัมพันธ์ของพวกเขากับจูอวิ่นเถิงถึงได้ดีนัก แต่กลับปฏิบัติกับเขาอย่างเ็าเช่นนี้
นางหลี่ว์เป็ถึงพระชายาองค์รัชทายาท และเขาเองก็เป็บุตรภรรยาเอก เหตุใดคนพวกนั้นถึงทำเช่นนี้?
เขาไม่อาจยอมรับเื่นี้ได้เลยจริง ๆ
“ท่านมาแล้วหรือ?”
จูอวิ่นเถิงส่งแขกทั้งสามคนเสร็จแล้ว ก็หันมามองจูอวิ่นเหวินพลางถามว่า “จะเข้าไปนั่งเล่นข้างในหน่อยหรือไม่?”
“พวกเ้า... รังแกกันเกินไปแล้ว!”
จูอวิ่นเหวินสติหลุดทันที เขาะโลั่นก่อนจะวิ่งหนีไป
เขาจะกลับไปร้องไห้ฟ้องมารดา ความคับข้องใจที่ได้รับจากที่นี่ มันช่างเกินทนจริง ๆ
จูอวิ่นเถิงยิ้มเยาะ กำลังใจเปราะบางเพียงนี้ ยังริอาจจะมาชิงบัลลังก์กับเขาอีกหรือ?
ที่มีชีวิตรอดมาได้ก็เพราะมีนางหลี่ว์คอยหนุนหลัง และได้รับแรงสนับสนุนจากเหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋น อีกทั้งเมื่อก่อนจูหยวนจางไม่มีทางเลือกอื่น ไม่เช่นนั้นตำแหน่งนี้คงไม่มีวันตกมาถึงมือจูอวิ่นเหวินแน่นอน
“พี่สามเ้าคะ”
จูหลิงฮว่ากล่าวขึ้น “เราล่วงเกินเขาขนาดนี้ เขาจะกลั่นแกล้งพวกเราอีกหรือไม่เ้าคะ?”
จูอวิ่นเถิงลูบศีรษะนางเบา ๆ มอบรอยยิ้มให้อย่างอบอุ่นเพื่อให้สบายใจ
“หลิงฮว่าไม่ต้องกลัว พี่สามจะปกป้องพวกเ้าเอง”
พรุ่งนี้เขาคงต้องเพิ่ม 'แรงกดดัน' ให้นางหลี่ว์เสียหน่อย ไม่อย่างนั้นนางจะคิดว่าเขาเป็คนเคี้ยวง่าย
ส่วนหลิ่วลิ่วและคนอื่น ๆ ที่คอยตามจดจ้องตรวจสอบเขานั้น เขาไม่สนใจแม้แต่น้อย พรุ่งนี้ค่อยหาทางสลัดพวกนั้นทิ้ง
ตอนนี้อยากจะเฝ้าดู ก็ปล่อยให้ดูไป
จนกระทั่งยามเย็น หลิ่วลิ่วเดินเข้ามาบอกว่ามื้อค่ำเตรียมเสร็จแล้ว
เมื่อบรรดาขันทียกสำรับขึ้นมาดู ปรากฏว่าอาหารมื้อค่ำนั้นน้อยกว่ามื้อกลางวันเสียอีก
น้ำแกงจืดชืดหายไป เหลือเพียงผักไร้น้ำมันสองจานที่ปริมาณลดลงไปหนึ่งในสามจากตอนกลางวัน
ข้าวสวยคนละถ้วย แต่ก็ยังตักให้ไม่เต็มถ้วยเช่นเดิม
การจงใจกลั่นแกล้งจากฝ่ายนั้น ช่างออกนอกหน้าขึ้นทุกที
“น้องสาม!” จูหลิงเยว่เอ่ยขึ้น “เมื่อตอนกลางวันเ้าปฏิบัติต่อจูอวิ่นเหวินไม่ดี พวกเขาเลยล้างแค้นอีกแล้ว”
สี่พี่น้องล้วนแต่ไม่ยินยอมพร้อมใจ
เนื่องจากก่อนหน้านี้เสด็จปู่ไว้วางใจจูเปียวมาก ตำหนักบูรพาจึงไม่มีหน่วยองครักษ์เสื้อแพรคอยจับตาดู นางหลี่ว์จะทำอะไรที่นี่ตาเฒ่าจูก็ไม่มีทางรู้ได้
เบื้องหน้า นางหลี่ว์คือภรรยาเอกผู้อ่อนโยน แต่เื้ักลับเล่นลูกไม้ไม่หยุดหย่อน
และที่สำคัญคือ ลูกไม้พวกนี้ส่งไปไม่ถึงหูของจูหยวนจาง
“เมื่อตอนกลางวันข้าเพิ่งกินไป ตอนนี้ยังไม่หิวเลย” จูหลิงอี๋กล่าว “ทุกคนกินเถอะ”
มื้อกลางวันกินไม่อิ่ม เป็ไปไม่ได้ที่จะไม่หิว แต่เพราะความเป็พี่สาว นางจึงปวดใจสงสารน้อง ๆ
“เ้า ตามข้ามา”
จูอวิ่นเถิงปรายตามองหลิ่วลิ่ว ก่อนจะเดินนำออกไป และกำชับทุกคนว่า “รอข้าเดี๋ยว ข้าจะเอาของอร่อยมาให้เอง”
หลิ่วลิ่วรีบตามไปทันที แต่ก่อนจะพ้นประตู เขาได้ขยิบตาส่งสัญญาณให้นางกำนัลที่อยู่ข้าง ๆ ก่อนแล้ว
จูอวิ่นเถิงไม่ได้ไปที่ห้องเครื่อง แต่เมื่อพ้นประตูมา เขากลับมุ่งหน้าตรงไปยังตำหนักของจูอวิ่นเหวิน
พอเข้าไปข้างใน ก็เห็นจูอวิ่นเจียนกำลังเล่นของเล่นอยู่ในลานบ้านอย่างสนุกสนาน เมื่อเห็นจูอวิ่นเถิงมาถึง เขาก็ระแวดระวังตัวขึ้นมาทันที รีบมาขวางหน้าไว้แล้วถามว่า “เ้าจะทำอะไร?”
จูอวิ่นเจียนยามนี้อายุเพียงเจ็ดขวบ ยังเป็เด็กดื้อรั้นคนหนึ่ง แต่เพราะคลุกคลีอยู่กับพี่ชายจึงพลอยรู้ไปด้วยว่าจูอวิ่นเถิงคือศัตรูของพวกตน
“พี่รองบอกแล้วว่า ห้ามเ้า จูอวิ่นเถิงเข้ามา!”
จูอวิ่นเจียนส่งเสียงหึในลำคอ
ในเมื่อเป็ศัตรูกัน เขาย่อมไม่ให้จูอวิ่นเถิงเข้าใกล้
และเมื่อทั้งสองฝ่ายฉีกหน้ากันชัดเจนเพื่อชิงบัลลังก์ จูอวิ่นเหวินย่อมไม่ใส่ใจเื่ความปรองดองระหว่างพี่น้องอีกต่อไป
แม้ภายนอกต้องเสแสร้งทำ แต่ลับหลังก็ไม่จำเป็ต้องรักษาภาพลักษณ์ความเป็พี่น้อง เพราะถึงอย่างไรในตำหนักบูรพาก็ไม่มีองครักษ์เสื้อแพรคอยรายงานอยู่แล้ว