หลังจบปัญหาตัวใหญ่ที่ชื่อเหลียงป๋อหลี่อวี้ฝูกลับเข้ามาชี้แจงเหตุให้คนในต้าเหวยไจทราบด้วยใบหน้านิ่งเฉยจนน่าใขณะนั้นเหลียงป๋อแสร้งตีมึนเข้ามานั่งที่ตนเองแล้วนางแจ้งว่ามีเื่บางอย่างเกิดขึ้นเป็เื่ที่ห้ามไม่ได้เพราะเป็เื่จิตสำนึกส่วนบุคคล แต่นางจะรับผิดชอบความวุ่นวายนี้เองซึ่งเมื่อนางกล่าวเช่นนี้ ยิ่งเสริมสิ่งที่แขกได้ยินเสียงป่าวประกาศก่อนหน้าพวกเขาต่างแอบมองเหลียงป๋อและพวกเป็ระยะไม่ต้องบอกก็ทราบว่าชื่อเสียงสำนักเหลียงคุนที่เหลียงป๋อแบกมาจากหนานฉางป่นปี้เทียบเท่าธุลีไม่เกินจริง
แน่นอนว่าเหลียงป๋อทำตัวเองหลี่อวี้ฝูเป็เพียงศาลเตี้ยให้เท่านั้น
การประลองเริ่มขึ้นหลังจากหลี่อวี้ฝูลงมาจากเวทีแต่ละคู่มีเวลาให้คู่ละสองก้านธูปหากไม่จบภายในเวลาที่กำหนดจะถูกยกไปแข่งต่อวันพรุ่งนี้เป็วิธีจัดการเวลาที่ยืดเยื้อแบบหักดิบของผู้เฒ่าเจียว ปรมาจารย์หมากล้อมของเป่ยฉางหรือที่รู้จักกันในฉายา เสือขาวแดนเหนือ ถึงทำให้วันประลองยืดเยื้อสองวันสามวันแต่ผู้าุโในสมาคมหมากล้อมต่างเห็นด้วยกันทั้งนั้น แม้แต่ เสือโคร่งแดนใต้ผู้เฒ่าเหลียงบิดาของเหลียงป๋อที่คานอำนาจในสมาคมก็ยังจำต้องเห็นด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้
ในการประลองครั้งนี้มีสิบสองคู่ลำดับจัดโดยให้ตัวแทนแต่ละคู่มาจับสลาก แน่นอนว่าหลี่อวี้ฝูไม่ยอมให้เหลียงป๋อจับเพราะสำหรับนางถือเื่โชคลาง ให้คนเช่นนั้นจับต้องอับโชคเป็แน่
และลำดับที่หลี่อวี้ฝู่ชิงไปจับเองโดยไม่ปรึกษาคู่แข่ง ทำเหลียงป๋อลุกเก้ออับอายสายตาประชาชีอีกรอบเปิดกระดาษมาเป็คู่ที่สิบสอง เรียกได้ว่านั่งรอจนปวดหลังเลยทีเดียว
ในเมื่อผลออกมาเป็แบบนี้นางก็ทำสิ่งใดไม่ได้นอกจากรออย่างมุ่งมั่น และวางแผนว่าหากจบงานประลองนี้ไปรดน้ำมนต์ล้างอัปมงคลสักคราคงไม่เกินจริง
เริ่มประลองคู่แรกประมาณต้นยามเฉิน*ยามนี้ยามเว่ย*แล้ว ผ่านมาหกชั่วโมงกับแปดคู่สำหรับหลี่อวี้ฝูที่เป็ผู้จัดและผู้แข่ง ถือว่าเร็วและปรากฏการณ์นี้หายากมากเพราะกว่าที่จะแก้ทางกันต้องใช้เวลาในการคิดอย่างถี่ถ้วนแต่นี่ใช้เวลาเฉลี่ยไปเพียงคู่สามเค่อและยิ่งน่าภาคภูมิใจกว่านั้นคือผู้ชนะแปดคนเป็คนของสำนักเหวยฝูทั้งหมด
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหลี่อวี้ฝูกำลังถูกความหิวและความง่วงเข้าเล่นงานแต่ด้วยจิติญญาของผู้นำเหวยฝู แม้จะง่วงจนแทบฟุบลงนางก็ยังต้องพยามแอบพักสายตาเป็ระยะแล้วกลับมาสังเกตการณ์ต่อเพราะงานประลองนี้ถือเป็งานประลองหมากล้อมครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของปีคนของเหวยฝูทุ่มเทเตรียมงานมาหลายวันทั้งนางยังลงทุนลดตัวไปลากเหลียงป๋อมาทั้งที่ไม่อยากจะเสวนาด้วยแม้แต่ความหิวที่ต้องเผชิญกับเซาปิ่งตรงหน้านางก็สละเวลาละสายตาไปให้ตัวเองไม่ได้เลย
หางตาเห็นหานหย่งเหลียงกำลังเดินมาทางนี้ได้แต่ภาวนาให้เขาเดินผ่านไปที่อื่น ทว่าเขากลับนั่งลงข้างกายนางเสียได้ ในหัวของหญิงสาวไม่มีสิ่งใดนอกจากความเรียบร้อยของงานและคำถามที่ว่าหานหย่งเหลียงมาตรงนี้ทำไม
นางปรายตามองชายข้างๆด้วยความรำคาญแต่เขากลับทำตัวคล้ายกำลังได้คำชม นั่นทำให้นางยิ่งอารมณ์ไม่ดี มีผู้ใดชมเขาหรือ แม้แต่แเื่ก็คงก่นด่าที่เขาลุกเดินขัดอรรถรสการชมหมากล้อมของพวกเขา
“เมื่อคืนนอนไม่ค่อยดีหรือ”หานหย่งเหลียงเปิดบทสนทนาพลางขยับกายไปซ้ายขวา ท่าทีดูสบายใจเหลือเกิน
“เป็เช่นนั้น”
นางตอบเสียงเรียบสายตายังมองไปทั่วต้าเหวยไจ ไม่มีความน่าจะเป็ที่จะมองคู่สนทนาเลยแม้แต่น้อย
“ไม่ถามหรือว่าข้ารู้ได้อย่างไร?”เขาเลิกคิ้วประหลาดใจที่หลี่อวี้ฝูไม่สนใจเลยว่าเขาทราบได้อย่างไรว่านางนอนน้อย
หลี่อวี้ฝูเริ่มมองด้วยสายตาระอาคำถามนี้ไม่ทราบว่าเขาใช้ความคิดกลั่นกรองก่อนถามหรือยัง จะบอกว่าใสซื่อก็คงไม่ได้เรียกน่ารำคาญคงเหมาะที่สุดแล้ว
“ไม่ใช่เื่ของข้า”นางตอบเสียงเรียบส่งๆไป
หานหย่งเหลียงเป็บุตรชายคนโตของแม่ทัพหานจ้วงตามติดนางเหนียวแน่นเป็ขนมงาตัดั้แ่เด็ก ชอบถากถางคนอื่นแบบไร้สาเหตุ วิจารณ์เขาไปทั่วทั้งที่ตนก็ไม่มีอะไรดีจินเหม่ยเยว่ก็เป็หนึ่งในนั้น นี่คือความทรงจำวัยเด็กที่นางมีต่อเขาดีหน่อยที่พออายุนางเข้าวัยปักปิ่น ต่างคนต่างห่างกันไปเขาก็เริ่มเป็ผู้เป็คนเพราะบิดาจับลงสนามรบภาพจำของหานหย่งเหลียงจึงดูดีขึ้นมาเล็กน้อย
แต่ก็เพียงนิดเดียวนั่นล่ะเรียกได้ว่าพอสนทนาได้ แต่อย่ามาทำตัวสนิทชิดเชื้อกันมากกว่านี้เพราะมิตรภาพที่เริ่มจากความจอมปลอมของบุพการีเลย
มันน่าขยะแขยง
“เหนื่อยก็พักสิอวดเก่งทำไมกัน”เขายู่ปากขณะที่สองมือกำลังประสานท้ายทอยท่าทางยั่วยุอารมณ์อีกฝ่ายมากกว่าให้กำลังใจ
หลี่อวี้ฝูได้ยินเช่นนี้ถึงกับเม้มปากพร้อมหลับตาแน่นหานหย่งเหลียงอยากลองดีกับนางใช่หรือไม่ เขาบอกว่านางอวดเก่งอย่างนั้นหรือเขาไม่รู้เื่อะไรแต่กล้าบอกว่านางอวดเก่ง ลองให้เขาจัดงานใหญ่แบกความหวังที่ฝากเอาไว้เต็มบ่าจนหนักอึ้งดูสักคราเถิดแล้วมาดูกันว่าเขาจะกล้าเป็ทองไม่รู้ร้อน ค่อนแคะความตั้งใจผู้อื่นได้อีกหรือไม่
ใช่สิคนที่มีทุกอย่างรองรับไว้โดยที่ไม่ต้องสูญเสียไปอยากพักเมื่อไหร่ก็ได้ไม่ต้องทุ่มเทก็ได้นี่
“สนใจชีวิตตัวเองเถอะ”นางเอียงหน้ามองเขาเล็กน้อยถือว่ามีความสามารถที่ยั่วยุจนนางต้องยอมมองหน้า
“ทานอาหารหรือยัง”เขาถามต่อสายตาเริ่มจริงจังขึ้น
“ไม่ใช่เื่ของเ้า”
แม้ความจริงจังนั้นต้องถูกบดบังไปด้วยสายตาขีดเส้นแบ่งของหญิงสาวแต่เขาก็ไม่มีความยอมแพ้ในแววตาแม้แต่น้อย
“หากกระเพาะเสียข้าไม่รักษาให้นะ”เขาพูดทีเล่นทีจริง ดูสถานการณ์ไม่ออกว่าแม้แต่คำพูดของเขายามนี้นางก็ไม่้า
“แม้รักษาให้ข้าก็ไม่รับขอบใจ”หลี่อวี้เอ่ยเสียงเ็า พลางยกมือขึ้นกอดอกเป็ท่าทีนัยว่าความรำคาญของนางเริ่มถึงขีดจำกัดแล้วนางกำลังจะอ้าปากไล่เขากลับไปนั่งที่เดิม หรือไม่ก็ช่วยปิดปากให้สนิทแต่ทันใดนั้นรู้สึกคล้ายมีใครกำลังมองอยู่หันไปมองว่าสายตาคู่นั้นมาจากไหนแต่ก็ไม่ได้ความ ทุกคนในต้าเหวยไจกำลังจดจ้องกับการดวลกันของสำนักเหลียงคุนและสำนักโซ่วเหอนางมั่นใจว่าไม่ได้รู้สึกไปเอง แต่ผู้ใดจะมาจ้องนางจนเ้าตัวรู้สึกได้กันล่ะ
“จินเหม่ยเยว่ไปไหนแล้ว”นางเปลี่ยนเื่เพิ่งสังเกตว่าโต๊ะของจินเหม่ยเยว่ว่างอยู่
“นางเบื่อจึงกลับไปแล้ว”หานหย่งเหลียงตอบพลางมองตาม
หลี่อวี้ฝูส่ายหน้าเบาๆด้วยความระอานี่คือเหตุผลที่นางไม่เชิญพวกเข้าไม่ถึงความงามของหมากล้อมขนาดดึงดันมาเองยังเสียมารยาทออกไปกลางงานงานหน้าหวังว่านางจะไม่เจอจินเหม่ยเยว่อีก “เ้าก็ตามนางไปบ้างสิ”
“ต้องรอดูเ้าแพ้ก่อน”หานหย่งเหลียงยิ้มพลางยักไหล่ไม่สนเลยว่าอีกฝ่ายจะคิดอย่างไรกับคำให้กำลังใจของเขา
หลี่อวี้ฝูเลิกคิ้วจ้องชายข้างกายด้วยสายตาเสือร้ายหลอกดูเชิงเหยื่อ อยากไล่ลงไปคอยดูในปรโลกจะรุนแรงเกินนี่เป็คำให้กำลังใจจากพวกผู้ชายศัพท์ในหัวน้อยหรือ คนพวกนี้คงต้องเกณฑ์ไปปรับทัศนคติกับท่านราชครูจินใหม่แล้วกระมังอย่าพูดกับอีกฝ่ายที่ไม่ได้คิดจะญาติดีด้วยจากใจจริงไม่ได้สื่อถึงความน่ารักที่ไม่กล้าพูดตามตรงแม้แต่น้อยเขาจะยิ่งรู้สึกว่ากล้าดีมาจากไหน ถือสิทธิ์ใดมารอดูความพ่ายแพ้ของคนอื่น
ความพ่ายแพ้เดียวที่หานหย่งเหลียงจะได้เห็นคือความพ่ายแพ้ของเหลียงป๋อเท่านั้น
นางจะตอบคำให้กำลังใจสุดจริงใจของหานหย่งเหลียงแต่ความรู้สึกที่เหมือนมีคนแอบมองอยู่กลับมาอีกแล้วและต่อให้กวาดสายตามองไปทิศใดก็ไม่เจอ ทำนางหลุดสนใจชายข้างกายไปโดยสิ้นเชิง
เฮยอู๋ฉางมาถึงต้าเหวยไจอีกครั้งพร้อมกับเหลียงป๋อยอมปล่อยเ้าตัวโดนลูกน้องหิ้วปีกไปนั่งที่สายตากวาดมองหาองค์หญิงผิงอันแบบไม่รู้ตัวจะกระทั่งนางเดินเข้ามาพร้อมกับหญิงผู้หนึ่ง เขารีบแอบหลบมุมแทบไม่ทันทั้งที่มั่นใจว่าก่อนหน้าเป็เพียงเื่บังเอิญแต่ร่างกายกลับเชื่อไปเสียแล้วว่านางเห็นเขา
เขายืนอยู่มุมมืดั้แ่โต๊ะยังไม่มีคนนั่งครบยามนี้คนครบแล้วแต่องค์หญิงผิงอันเดินไปข้างหลังทำไมกัน เหลียงป๋อก็หายไปจากสายตาได้ยินเสียงเอะอะแว่วมาจนทำให้อยากรู้ด้วยตา ทว่าไม่กล้าไปดูเพราะกลัวจะเจอนางจึงทำได้เพียงคอยตั้งใจฟังเสียงที่ลอดมา แอบมีความรู้สึกไม่สมเป็ยมทูตที่ต้องกลัวมนุษย์เห็นซ้ำบางทียังรู้สึกอยากมองหน้าที่ไม่เป็มิตรนั่น เขาคงเป็ยมทูตจนฟั่นเฟือนไปแล้ว
เสียงแหลมะโประกาศพฤติกรรมทรามของเหลียงป๋อดังลั่นหลังจากนั้นองค์หญิงผิงอันก็เดินเข้ามาจากประตูหลังชี้แจงเื่วุ่นวายว่าไม่มีสิ่งใด เป็แจ้งที่ทำทุกคนในต้าเหวยไจปักใจเชื่อเื่ที่ได้ยินแบบไม่ต้องให้เ้าตัวยืนยันสีหน้าของเหลียงป๋อที่เผยตอนนั้นเขาเดินมาจากประตูหน้า พอยืนยันทุกอย่างได้
เวลาผ่านไปการประลองหมากล้อมผ่านไปหลายคู่ เขากางพัดออกมาพัดองค์หญิงผิงอันเป็สตรีที่แตกต่าง แม้สตรีในความทรงจำเขาจะแทบจำไม่ได้แต่ความรู้สึกบอกได้ว่านางไม่เหมือนใคร ยิ่งเห็นนางนางนั่งตัวตรงกวาดตาสังเกตต้าเหวยไจเป็ระยะ ทั้งที่ดวงหน้าขาวช่างอ่อนแรงเหลือเกินหากเขาเข้าร่างเด็กที่ชื่อเสี่ยวเหวย ไปบอกให้นางพักผ่อนสักหน่อยจะได้ไหมนะ…
ไม่ได้สินี่เป็เื่ของมนุษย์ ยมทูตจะเข้าไปจัดแจงได้อย่างไร เอาอีกแล้วเขาเผลอคิดเื่นางจนฟุ้งซ่านอีกแล้ว
ทั้งที่ต้องสนใจเพียงเหลียงป๋อแต่เขากลับแอบมองหญิงสูงศักดิ์อีกฝั่งเป็ระยะจนกระทั่งมีชายผู้หนึ่งเข้าไปนั่งคุยกับนาง มองจากภาษากายทั้งคู่เฮยอู๋ฉางคาดว่าฝ่ายชายคงสนใจในตัวหญิงสาวแต่เหตุใดเขาถึงรู้สึกสะใจที่เห็นสายตารำคาญของนางกันนะ
เขาคิดว่าไม่ได้การแล้วหากปล่อยให้องค์หญิงผิงอันกวนใจเช่นนี้ต้องไม่ใช่เื่ดี จึงหลับตาเรียกสมาธิครู่หนึ่งซึ่งครู่นั้นเองที่หญิงสาวตามหาสายตาที่จ้องมองนาง
เวลาล่วงไปจนต้นยามโหย่วรวมเวลาการแข่งผ่านมาประมาณสิบก้านธูปเขาไม่รู้เลยว่าการแข่งหมากล้อมจะใช้เวลานานเพียงนี้ ขนาดผ่านมาหลายชั่วยามแต่ทุกคนในต้าเหวยไจก็ยังคงชมด้วยความตั้งใจ ในที่สุดเหลียงป๋อก็ขึ้นไปแข่งเฮยอู๋ฉางค่อนข้างประหลาดใจที่คู่แข่งของเขาคือองค์หญิงผิงอันแต่นี่คงเป็เหตุผลที่นางพยายามกับชายใจทรามขนาดนั้น
“องค์หญิงผิงอันเชี่ยวชาญการแก้หมากแต่ข้าว่าเหลียงป๋อได้เปรียบกว่า”ชายคนหนึ่งพูดขึ้นกับเพื่อนของเขา
เฮยอู๋ฉางได้ยินเช่นนี้จึงลองพินิจดูหมากของนางเป็สีดำ ยามนี้วางกินพื้นที่สี่มุมแล้วสีหน้านิ่งแต่ดูสบายใจเกินใครเด่นหราเช่นนั้นชายผู้นี้ดูอย่างไรว่าเหลียงป๋อได้เปรียบ
“ดูนั่นสิเหลียงป๋อมองข่มองค์หญิงอีกแล้ว ข้าว่านางเสียเปรียบแล้วล่ะ”เพื่อนสมทบ
นั่นทำเฮยอู๋ฉางเผลอโมโหเล็กน้อยเห็นอยู่ว่าสายตาของเหลียงป๋อที่จ้องจนตาถลนอัมหิตสู้นางที่เหลือกตาขึ้นมามองเพียงปราดเดียวตอนกินหมากไม่ได้เลยขนาดเขาไม่ใช่พวกเก่งกาจหมากล้อมอะไรนักยังรู้สึกตอนนี้อำนาจของเหลียงป๋ออย่างกับแมวป่าที่โดนราชสีห์ตัวใหญ่แยกเขี้ยวใส่องค์หญิงผิงอันได้เปรียบแท้ๆ เหตุใดแขกที่มาร่วมงานเช่นนี้ถึงไม่รู้อะไรบ้างเลย
“เ้าพวกมีตาแต่ไร้แวว”เขาบ่นอุบอิบออกมาอย่างไม่รู้ตัว
“แล้วข้าจะโมโหพวกเขาทำไมกัน”และเมื่อรู้ตัวก็จะก่นด่าเรียกสติตัวเองรอบที่สิบของวัน
แม้จะตัดใจหักดิบหลับตาเลือกจะไม่มองหญิงบนเวทีให้รู้แล้วรู้รอด แต่เมื่อหลับตาและทุกอย่างเงียบลงได้ยินเพียงเสียงวางหมาก นั่นทำให้เขาอดใจไม่ไหว ต้องยอมแอบเปิดตาข้างหนึ่งดูเห็นใบหน้าจริงจังแต่แฝงความเ้าเล่ห์ กัดปากซุกซนตอนกินหมากขององค์หญิงผิงอันยิ่งทำให้เขารู้สึกว่านางยิ่งมีเสน่ห์น่ามองกลายเป็ว่าในสายตาของเขามีเพียงนางที่ฉายเสน่ห์ดั่งตะวันฉายแสงจนทำเหลียงป๋อดับมืดไป
“เหลียงป๋อเหลียงป๋อ เหลียงป๋อ!”เฮยอู๋ฉางพับพัดแล้วตบลงบนมือเชิงเรียกสติ สตรีนางนี้พิษสงร้ายกาจนักนางเล่นเสน่ห์วิชาใดหรืออย่างไร เขาเพียงสบตานางเท่านั้น เหตุใดในหัวถึงมีแต่นางไม่ได้การแล้ว เขาต้องรีบจัดการเื่เหลียงป๋อให้เรียบร้อย และหากมีโอกาสจะต้องเค้นนางให้ได้ว่านางทำสิ่งใดให้เขาเหมือนไม่เป็ตัวเองเช่นนี้
เขาตัดสินใจเดินออกไปที่เวทีไม่สนสิ่งใดทั้งสิ้น ประวิงเวลาเช่นนี้มีแต่เขาที่แย่เงายมทูตดำอยู่หลังเหลียงป๋อที่ชะตาขาดแล้ว กำลังจะเงื้อมือเข้าสู่ร่างยมทูตทว่า…
“จะทำสิ่งใด”หลี่อวี้ฝูเอ่ยเสียงเบาพลางวางหมากแล้วเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขา
เฮยอู๋ฉางได้แต่ขมวดคิ้วฉงนสายตาที่จ้องเขาอย่างมั่นใจทำให้ปริศนาที่เคยไขไว้ คำตอบนั้นผิดทั้งหมดนางไม่ได้บังเอิญมองมา แต่นางจงใจมองและสบตาเขาเหมือนตอนนี้ต่างหาก
“อย่ายุ่งกับเขา”นางเอ่ยราวกับเหลียงป๋อเป็สมบัติของนางสายจ้องชายปริศนาตาไม่กระพริบ ตามือยังคงหยิบหมากวางเมื่อถึงรอบของนาง
เขาดีดนิ้วหนึ่งครั้งเป็ผลให้เหลียงป๋อและทุกคนในต้าเหวยไจไม่เห็นว่านางกำลังพูดกับเขา “เ้าเห็นข้ารึ?”
“ข้าพูดกับเหลียงป๋อกระมัง”หลี่อวี้ฝูก้มลงไปสนใจตารางหมากล้อมอย่างจริงจังโดยไม่ได้สังเกตเลยว่าเหลียงป๋อและแขกทุกคนไม่สงสัยที่พูดกับชายปริศนา “อย่าเพิ่งยุ่งกับเขาจบงานนี้ข้าจะส่งเขาถึงมือเ้าเอง”
“ลงไปได้แล้วมันเสียมารยาท”นางพูดต่อเสียงเรียบ
เฮยอู๋ฉางแทบไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยินเขาเป็ยมทูตมาหลายร้อยปี มีที่ไหนมนุษย์ออกคำสั่งกับยมทูต ที่แย่กว่านั้นคือเขาเกิดมีความรู้สึกที่ต้องเชื่อฟังนางน่ะสิทั้งที่นางก็ไม่ใช่เทพเ้า แต่เหตุใดคำพูดนางถึงมีอิทธิพลกับเขานะ
“เ้ากำลังรบกวนสมาธิข้า”หลี่อวี้ฝูเหลือกตาขึ้นมามองเฮยอู๋ฉางอีกคราสายตานางที่พร้อมเล่นงานเขา ยิ่งทำให้อีกฝ่ายชะงักเต็มไปด้วยความสงสัย “จะให้ข้าเรียกคนมาพาลงไปไหม?”
เฮยอู๋ฉางเอียงคอจนแทบเคล็ดนี่เขากำลังเจอกับเหตุการณ์อะไรกัน ยิ่งสายของนางที่สื่อความหมายว่าจะไม่พูดซ้ำบังคับให้เขาต้องลงจากเวทีแต่โดยดี องค์หญิงผิงอันเป็ใครกันแน่เหตุใดนางถึงพูดคุยกับเขาได้ แต่เขาััญาณนางไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
โดนมนุษย์สั่งอย่างนู้นอย่างนี้ ทั้งยังทำตามแบบเลี่ยงไม่ได้ ทั้งที่คำพูดมนุษย์ไม่มีอำนาจใดมาสั่งศักดิ์ศรียมทูตก็เหมือนสิ้นไปกับไหเหล้าที่แตกของเหลียงป๋อนั่นล่ะ