...เกือบห้าโมงเย็นแล้ว กว่าฟ้าจะมืด ทำไมมันนานแบบนี้...
สวัสดีครับ ผมชื่อรัชช์ ชัยบุรพฤกษ์ ชื่อจริงผมก็ชื่อรัชช์ ชื่อเล่นก็ชื่อรัชช์ครับ แต่เพื่อน ๆ ที่สนิทจะเรียกว่า เสือ เป็ฉายาผมนั่นแหละ ผมเป็คนไม่ค่อยพูด ตัวดำตาดุเหมือนเสือ แต่ผมก็ไม่เดือดร้อนอะไรหรอกครับ ใครจะเรียกยังไงก็ได้ ผมอายุ 23 แล้วครับ แต่ยังเรียนไม่จบเลย ผมเรียนในคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพที่ต้องเรียน 6 ปีครับ อิจฉาคนอื่นเหมือนกัน ที่เขาเรียนจบได้ทำงานแล้ว แต่ผมกำลังจะขึ้นปี 6 อยู่เลย
ผมอยู่บ้านกับแม่แค่สองคนครับ แม่ผมชื่อรัชนี เป็ครูใหญ่อยู่โรงเรียนประถมเล็ก ๆ แถวนี้แหละ อันที่จริงโรงเรียนนี้ก็เป็โรงเรียนประถมที่ผมเรียนมานั่นล่ะครับ พ่อกับแม่ผม ท่านเลิกกันั้แ่ผมยังเล็ก แม่เคยเล่าให้ฟังว่า ที่เลิกกันเพราะพ่อเ้าชู้เกินไป แต่ตอนนี้ พ่อกับแม่ของผม ท่านก็ยังคุยกันได้นะครับ เทศกาลต่าง ๆ พ่อผมท่านก็ส่งของมาให้อยู่เรื่อย ๆ ค่าเทอมก็ผมส่วนหนึ่ง ก็พ่อนี่แหละเป็คนส่งเสีย เพราะลำพังแม่ผมทำงานคนเดียว ส่งผมเรียนมาขนาดนี้ ท่านก็ลำบากพอสมควรเลย ผมเห็นแม่โสดมานาน ผมเองก็อยากให้แม่มีคนมาดูแลเหมือนกันนะครับ แต่ั้แ่จำความได้ ผมไม่เห็นแม่จะสนิทสนมกับผู้ชายคนไหนเป็พิเศษเลย อ๋อ แต่ก็มีอยู่คนนึงครับ คนข้างบ้านเรานี่เอง ชื่อ คุณลุงพีระ
คุณลุงพีระเป็เศรษฐีพ่อม่ายเนื้อหอมครับ วัยจะ50 แล้ว แต่ยังดูหนุ่ม ๆ อาจจะเพราะเป็คนผิวขาวแล้วก็ออกกำลังกายอยู่เสมอเลยดูไม่แก่ ลุงพีระเป็คนอารมณ์ดี และผมดูออกว่าลุงพีระชอบแม่ของผม แต่ผมดูแม่ไม่ออกเลย ถามทีไรแม่ก็มีแต่ยิ้ม ๆ แต่ไม่ตอบ บ้านลุงพีระอยู่ข้าง ๆ เรา บ้านหลังใหญ่แทบจะเรียกได้ว่าคฤหาสถ์ ต่างจากบ้านสองชั้นครึ่งปูนครึ่งไม้ของเราสองแม่ลูก ลุงพีระมีลูกสาวอยู่คนนึง แพรพิชชาอายุห่างจากผมสามปี แต่ก่อนเราสองคนก็สนิทสนมกันดี เพราะเห็นกันมาั้แ่เด็กๆ ตอนเด็ก ๆ แพรร้องไห้เก่งมากจนผมเรียกเธอว่า “หนูแฉะ” หนูแฉะของผมเป็เด็กผู้หญิงผิวขาวตามประสาลูกคนจีน โดนแดดนิดเดียวก็ตัวแดง บังเอิญมากที่เราสองคนสอบเข้าได้มหาวิทยาลัยเดียวกัน ผมยังจำได้ในวันที่เธอสอบติดมหาวิทยาลัยในคณะที่เธอฝัน ตอนนั้นลุงพีระเชิญเราสองคนแม่ลูกไปงานเลี้ยงฉลองเล็กๆ ของแพร ผมเตรียมของที่คิดว่าแพรน่าจะชอบไปด้วย ของที่ผมใช้เวลาเก็บเงินนานมาก คิดเอาไว้ว่า ถ้าเธอได้เห็นเธอคงชอบ แล้วผมก็ได้รู้ว่าผมคิดผิด ผมได้รู้ว่าที่ผ่านมา ผมคิดไปเอง...
... และหลังจากวันนั้น ผมกับเธอ เราสองคนก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย...
ขอโทษครับ ผมนี่บ่นอะไรแต่เื่ตัวเองอยู่ได้ ทั้ง ๆ ที่อุตส่าห์ได้หยุดกลับบ้านก่อนขึ้น extern (นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่6) เกือบสามอาทิตย์แล้วแท้ๆ ผมควรต้องพักผ่อนอย่างเต็มที่ หาอะไรที่อยากทำ และเตรียมพร้อมก่อนกลับไปเรียน มากกว่าจะมานั่งนึกเพ้อเจ้อเื่อดีต ยังไม่ทันได้ลุกขึ้นทำอะไร ผมก็ได้ยินเสียงรถยนต์เลี้ยวเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน
“อ้าว แม่กลับมาแล้วเหรอครับ” ผมทักเมื่อเห็นแม่หอบหนังสือเข้าบ้านมา ท่าทางแม่ดูเหนื่อยแต่ท่านมีความสุขที่ได้ทำงานที่ท่านรัก
“จ้ะ วันนี้ตอนบ่ายมีไหว้ครู โรงเรียนเลิกเร็ว รัชช์ล่ะ ไหนบอกแม่ว่าวันนี้จะออกไปดูหนังกับบอส”
“พอดีไอ้บอสติดธุระด่วนครับแม่ เลยไม่ไปแล้ว” ธุระด่วนของไอ้บอสเพื่อนผมก็คือ อยู่ ๆ สาวที่มันจีบก็ตกลงปลงใจจะไปดูหนังกับมัน เื่เดียวกันกับที่จะไปดูกับผม ก็เลยยกเลิกนัดผมครับ ดีเหมือนกัน ผมเองก็อยากพักอยู่บ้านมากกว่า
“อ๋อออ เอ้อรัชช์ แม่มีเื่รบกวนหน่อยจ้ะ พอดีโรงเรียนแม่เขาจะจัดงานศิษย์เก่า ระดมทุนสร้างห้องสมุดให้นักเรียน ทีนี้เขาให้หาสปอนเซอร์ แม่ว่าจะฝากรัชช์เอาซองไปให้ลุงพีระให้แม่หน่อย เดี๋ยวแม่จะโทรไปบอกลุงพีระอีกรอบนึง”
“ผมว่า แม่เอาไปเองจะเหมาะกว่านะครับ”
“แม่รู้ แต่พอดี่นี้แม่เจ็บขาไม่ค่อยอยากเดินมาก แม่เลยต้องกวนรัชช์” แม่ตอบผมพร้อมกับทำท่าก้มลงหาของดูวุ่นวาย ผมว่าเหตุผลของแม่ดูแปลกๆ แต่เอาเถอะ ในเมื่อท่านขอร้อง ผมเองก็ไม่เกี่ยง
ผมยื่นอยู่หน้าประตูบ้านหลังใหญ่ ยืนมาเกือบห้านาทีแล้ว กดกริ่งแต่ไม่มีใครเปิด ปกติแล้วบ้านหลังนี้จะมีคุณน้าแม่บ้านอยู่ตลอด เอ...หรือว่าวันนี้จะไม่มีคนอยู่บ้าน
“ขอโทษค่ะ คุณมาหาใครคะ” เสียงใส ๆ ดังขึ้นข้างหลังผม แปลกที่เสียงนั้นทำให้ผมรู้สึกเหมือนหัวใจกระตุกอย่างแรงไปวูบหนึ่ง
“ผมมาหาลุงพีระ” ผมหันไปตอบ และเมื่อผมเห็นเ้าของเสียง ผมต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะบังคับตัวเองไม่ให้เสียงสั่น
... คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมคือแพร ยัยหนูแฉะของผม...
“พี่รัชช์!!!” สีหน้าของแพรตอนนี้ดูตลก แต่ผมหัวเราะไม่ออก ดวงตาโตสีน้ำตาลเข้มที่ผมเห็นแล้วชอบนึกถึงตากวาง มันกำลังเบิกกว้างเหมือนกำลังใ ปากบางสีเรื่อ ๆ เหมือนจะเผยอน้อยๆ ผมได้ยินเธออุทานชื่อผมเบาแสนเบา
“อ้อ แพรเองเหรอ สวัสดี” ผมทักกลับไป และพอจบประโยค ผมต้องตาฝาดแน่ๆ ที่คล้าย ๆ กับเห็นแววตัดพ้อในสายตาของแพรที่มองมาที่ผม
“ค่ะ แพรเอง พี่รัชช์จำแพรได้ด้วยเหรอคะ” เธอถามผมเสียงเย็น มันฟังดูเ็าซะจนน่าใจหาย
“จำได้สิ ก็พี่ไม่ได้ความจำเสื่อมนี่นา ทำไมจะจำลูกสาวลุงพีระไม่ได้”
ผมพูดความจริงครึ่งเดียว เวลาสองปีที่ผมกับแพรไม่ได้เจอกัน ที่ผมไม่เคยลืมแพรไม่ใช่เพราะเธอเป็ลูกสาวลุงพีระ แต่ผมไม่เคยลืมเด็กผู้หญิงตัวเล็กผิวขาวที่เกาะชายเสื้อผมไปที่โน่นที่นี่ ไม่ลืมตาโตสีน้ำตาลใสที่มองผมด้วยความรู้สึกชื่นชม มองผมด้วยแววตาบางอย่างที่ทำให้ผมเคยคิดเข้าข้างตัวเอง ไม่เคยลืมแก้มนิ่มๆ ที่ผมเคยใช้มือแตะด้วยความบังเอิญ และที่สำคัญ ผมไม่เคยลืมเลยว่า ผู้หญิงตรงหน้าผมคนนี้ เคยสร้างความเ็ปให้ผมมากแค่ไหน
...ไม่เคยลืม ถึงแม้อยากจะลืมแค่ไหนก็ตาม...