บทที่ 29 หมัดน้อย ๆ ที่ทำเอาฟันร่วงกราว
“เมื่อกี้... แกบังอาจว่าใครนะ?”
ฉินเชียนอี้ ขบกรามแน่นจนเป็สันนูน กำหมัดแน่นจนกระดูกข้อนิ้วส่งเสียงดัง กร๊อบ เขาจ้องเขม็งไปที่เด็กชายตรงหน้าด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่ชวนให้ขนลุก
“ถ้าหูฉันไม่ฝาด... แกควรจะลองพูดคำนั้นซ้ำอีกทีนะ?”
ใบหน้าของ ไป๋โจว ซีดเผือดลงทันตาเห็นประหนึ่งกระดาษที่ถูกฟอกขาว เขาจ้องมองหมัดล่ำ ๆ ของพี่หกตระกูลฉินด้วยความหวาดกลัวจนขาสั่นพั่บ ๆ รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาทำให้เขาแทบจะฉี่ราดตรงนั้น
“พะ...ผมหมายถึงผมเองครับ! ผมบอกว่าตัวเองต่างหากที่เป็คนแคระครับคุณลุงเชียนอี้!”
“ถ้ามีครั้งหน้าแกกล้าพ่นคำพูดพล่อย ๆ แบบนี้ใส่อันอันอีกล่ะก็ ฉันจะหวดก้นแกให้พรุนจนนั่งไม่ได้ไปสามวันเลยคอยดู!”
ฉินเชียนอี้โบกหมัดขู่ในระยะประชิดพลางกัดฟันกรอดด้วยความโมโห
“แล้วยังยืนบื้ออยู่ทำไม! เรียกคนตรงหน้าแกให้ถูกต้องสิ!”
ไป๋โจวสะดุ้งสุดตัว รีบเรียกเสียงอ่อยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“คะ...คุณป้าอันอันครับ!”
“ไป๋โจว สวัสดีนะ”
อันอันไม่ได้ถือสาหาความที่เขาเรียกเธอว่าคนแคระในตอนแรก เพราะเธอก็ยอมรับความจริงว่าตัวเองตัวเล็กกว่าไป๋โจวอยู่เกือบครึ่งหัวจริง ๆ
ฉินเชียนอี้ประคองยัยหนูมานั่งบนโซฟาหนังนุ่มอย่างทะนุถนอมราวกับเป็แก้วเจียระไนที่แตกหักง่าย เขาส่งแก้วนมอุ่นไปที่ริมฝีปากจิ้มลิ้มพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มผิดกับเมื่อครู่
“มาครับอันอันคนเก่ง ดื่มนมรองท้องก่อนนะ”
อันอันยิ้มหวานจนดวงตาโค้งปิด
“ขอบคุณค่ะพี่หก~ พี่หกใจดีจังเลย”
ขณะที่เธอกำลังดื่มนมอย่างมีความสุขจนมีหนวดสีขาวติดอยู่ที่ริมฝีปาก ไป๋โจวที่นั่งตัวลีบมองอยู่ก็ตาโตด้วยความโหยหา เขาถูกพามานั่งแหมะอยู่ที่นี่ตั้งนานยังไม่ได้กินอะไรเลยนอกจากน้ำผลไม้กล่องเดียว!
“ผม...ผมก็อยากดื่มนมเหมือนกัน! ขอผมสักนิดได้ไหม?”
ไป๋โจวประท้วงเสียงแ่
ฉินเชียนอี้ไม่แม้แต่จะชายตามอง
“ไม่มีส่วนของแก! แก้วนี้สั่งตรงมาจากฟาร์มเพื่ออันอันคนเดียวเท่านั้น อยากกินก็ไปขอพ่อแกเอาเองนู่น!”
หนอย...ไอ้เด็กปากเสียคนนี้ กล้าดียังไงมาล้อเลียนความสูงของอันอันตัวน้อยของเขา! เชียนอี้จดบัญชีแค้นไว้ในใจเรียบร้อยแล้วว่าต้องหาทางแกล้งคืนให้สาสม!
ไป๋โจวที่เป็ลูกคุณหนูสายตามใจมาตลอดพอโดนขัดใจเข้าหน่อยก็เริ่มเบะปาก เตรียมจะแผดเสียงร้องโวยวายตามสูตรสำเร็จ แต่ฉินเชียนอี้ส่งสายตาพิฆาตระดับเอสคลาสไปหาทันที
“ลองร้องออกมาแม้แต่แอะเดียวดูสิ ฉันจะซัดให้ฟันร่วงไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มจริง ๆ ด้วย”
เจอมาเฟียรุ่นพี่ขู่เข้าขนาดนี้ ไป๋โจวรีบกลืนน้ำตาและความอัดอั้นลงคอทันที เขาได้แต่จ้องอันอันดื่มนมตาละห้อยจนเผลอกลืนน้ำลายอึกใหญ่อย่างน่าเวทนา
“อร่อยจังเลยค่ะ~ หวานหอมที่สุดเลย”
อันอันใช้ลิ้นเล็ก ๆ เลียคราบนมที่ริมฝีปากอย่างพึงพอใจ
“อร่อยก็ดื่มเยอะ ๆ นะครับ”
ฉินเชียนอี้ยิ้มกว้างอย่างภูมิใจ เขาบีบจมูกเล็กรั้นของน้องสาวเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู
“พี่จำได้ว่ามีคัพเค้กด้วย เดี๋ยวพี่ไปเอามาให้ทานคู่กันนะ อันอันนั่งรอตรงนี้ห้ามขยับไปไหนนะครับ พี่ไปแป๊บเดียว”
“รับทราบค่ะพี่หก~ อันอันจะนั่งอยู่ตรงนี้ ไม่ออกไปไหนแน่นอนค่ะ!”
เ้าก้อนแป้งรับคำมั่นเหมาะพลางตบท้องตัวเองแปะ ๆ เป็สัญญาณว่าพร้อมรับขนมเพิ่ม
“เก่งมากครับ!”
ฉินเชียนอี้ลูบหัวน้องสาวทิ้งท้ายก่อนจะรีบถือแก้วเปล่าเดินออกจากห้องรับแขกไปอย่างรวดเร็ว
ทว่า... พอเงาร่างของพี่ชายจอมโหดลับสายตาไป ไป๋โจวที่เมื่อกี้ดูขี้ขลาดก็ะโลงจากโซฟาทันที เขาสลัดคราบเด็กเรียบร้อยทิ้งแล้วเดินเชิดหน้ายืดอกเข้ามาหาอันอันด้วยท่าทางกร่างสุดขีด เขาขู่เสียงเขียวด้วยความริษยา
“นมแก้วนั้นน่ะ...ฉันเมตตาให้แกกินฟรี ๆ หรอกนะ ยัยคนแคระ!”
ยัยนี่ทั้งตัวเล็ก ทั้งดูอ่อนแอปวกเปียก แถมยังเตี้ยกว่าเขาตั้งเยอะ ทำไมเขาต้องยอมลดตัวไปเรียกป้าด้วย! ไป๋โจวคิดในใจอย่างไม่เป็ธรรม
อันอันกะพริบตาปริบ ๆ มองเด็กชายตรงหน้าด้วยสายตาสงสาร เธอตอบกลับด้วยเสียงนุ่มนวลแต่จริงจัง
“ไป๋โจว...เด็กที่ไม่มีมารยาทและชอบพูดจาไม่ดี จะไม่มีใครรักหรอกนะ”
“เชอะ! พ่อฉันบอกว่าในโลกนี้ไม่มีใครชอบเด็กผู้หญิงหรอก เกิดมาก็มีแต่จะถูกทิ้งให้เป็ภาระ! แต่ฉันเป็ลูกผู้ชาย เป็ทายาทตระกูลไป๋ ทุกคนต้องรักฉัน! ไม่มีใครหน้าไหนจะทิ้งฉันเหมือนที่ครอบครัวเธอทิ้งเธอหรอก!”
ไป๋โจวยืนเท้าสะเอวหัวเราะเยาะอย่างสะใจ
“ฉันรู้นะว่าเธอเป็ใคร เธอก็คือเด็กที่โดนบ้านตระกูลฉินเขี่ยทิ้งไปนานแล้วนั่นแหละ ยัยเด็กไร้ค่า!”
“พูดเหลวไหล! อันอันไม่ได้ถูกทิ้งนะ!”
ยัยหนูตัวน้อยะโลงจากโซฟาอย่างว่องไวประดุจลูกแมวป่า มือน้อย ๆ กำหมัดแน่นด้วยความโกรธจัดที่พุ่งปรี๊ดขึ้นสมอง ใบหน้าเล็ก ๆ ที่เคยดูนุ่มนิ่มบัดนี้กลับดูจริงจังและดุดันจนน่าขนลุก
“เธอต้องถอนคำพูด และขอโทษอันอันเดี๋ยวนี้!”
“ฉันไม่ได้พูดผิดสักหน่อย! ยัยเด็กถูกทิ้ง! ยัยคนแคระไร้พ่อขาดแม่!”
ไป๋โจวทำหน้าล้อเลียน ยิ่งเห็นอันอันดูสั่นเทา เขาก็ยิ่งได้ใจ เขาเอื้อมมือไปฟาดเข้าที่แขนขาวผ่องของเธออย่างแรงจนเกิดรอยแดงปื้นชัดเจน
อันอันขมวดคิ้วมุ่นจนเป็ปม
“เธอตีอันอันก่อนนะ… อันอันก็จะทำแบบที่เธอทำเหมือนกัน!”
เธอง้างหมัดสีชมพูจิ๋วขึ้นมา พลางนึกถึงคำพูดที่ฉินเชียนอี้ที่พูดเมื่อครู่ แล้วเอามาดัดแปลง
“อันอันจะต่อยหน้าเธอให้บานเลย!”
แม้เธอจะไม่รู้ว่า ‘หน้าบาน’ ในความหมายของพี่ชายคืออะไร แต่ดูเหมือนมันจะเป็คำประกาศศึกที่เท่ที่สุดในนาทีนี้
“อย่างแกน่ะเหรอจะทำอะไรฉันได้? ฮ่า ๆ ๆ ๆ!”
ไป๋โจวกุมท้องหัวเราะลั่นอย่างดูแคลน เขาเอาฝ่ามือเทียบส่วนสูงทับถม
“แกตัวแค่นี้ หมัดก็จิ๋วเหมือนลูกชิ้น จะมาต่อยฉันให้อุ๊บ...!”
อันอันไม่รอช้า! เธอรวบรวมพลังและความโกรธทั้งหมดพุ่งทะยานเข้าใส่เป้าหมายทันที! หมัดน้อย ๆ สีชมพูเหวี่ยงเข้าเป้าที่กรามและปากของไป๋โจวอย่างแม่นยำ! อันอันจำภาพที่พี่ชายฝึกมวยได้ติดตา เธอจึงเลียนแบบท่าทางนั้นอย่างตั้งใจกะจะชกให้เ้าเด็กปากเสียคนนี้ร้องไห้จนจำทางกลับบ้านไม่ได้!
ในวินาทีที่หมัดปะทะเข้ากับใบหน้า... กำไลเงิน ที่ข้อมือเล็ก ๆ ของอันอันพลันเปล่งแสงสว่างวาบสลัว ๆ ออกมาคลุมหมัดน้อย ๆ นั้นไว้ในเสี้ยววินาที เพิ่มพลังทำลายล้างที่มองไม่เห็นเข้าไปอีกมหาศาล!
ทางด้านฉินเชียนอี้ที่กำลังฮัมเพลงหยิบคัพเค้กอยู่นั้น จู่ ๆ เขาก็รู้สึกสังหรณ์ใจแปลก ๆ จนขนลุกซู่ เขาตัดสินใจรีบวิ่งกลับมาที่ห้องรับรอง ไม่ถึงสองนาทีที่เขาปล่อยน้องไว้ตามลำพัง เสียงกรีดร้องลั่นประหนึ่งโลกแตกก็ดังโหยหวนออกมา ตามด้วยเสียงร้องไห้จ้าอย่างเ็ป
“อ๊าาาาา! แงงงงงง! พ่อครับช่วยผมด้วย! ปากผม! ฮือออออ!”
ฉินเชียนอี้ใจนขวัญหนีดีฝ่อ นั่นมันเสียงไอ้เด็กไป๋โจวนี่นา! แล้วอันอันล่ะ?! เขาตัดสินใจถีบประตูห้องรับรองเข้าไปเสียงดังโครมทันที!
“อันอัน! อันอันครับ! พี่มาแล้ว!”
ทว่าภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำเอาฉินเชียนอี้ถึงกับยืนเอ๋อ ตาค้างเป็ปลากระโห้…
ภาพที่เห็นคือ เ้าก้อนแป้งน้อย ผู้แสนอ่อนหวานและบอบบาง บัดนี้กำลังใช้มือน้อย ๆ กดหน้าอกเด็กเกเรที่ตัวโตกว่าอย่างไป๋โจวให้นอนหงายราบลงกับพื้น มือน้อย ๆ อีกข้างของเธอยังคงกำแน่นวางค้างอยู่ที่หน้าของอีกฝ่าย ซึ่งตอนนี้สภาพดูไม่ได้ ร้องไห้โฮจนน้ำตาแล่นเข้าหู
“อัน...อันอันครับ?”
น้องสาวที่แสนนุ่มนิ่มของพี่...ต่อยคนเป็ด้วยเหรอเนี่ย?! แถมยังซัดเ้าเด็กโย่งนี่จนหมอบกระแตศิษย์รถบรรทุกเพียงหมัดเดียว!
พอเห็นพี่ชายสุดที่รักมาถึง อันอันก็ยอมปล่อยคอเสื้อไป๋โจวแล้วลุกขึ้นยืนตัวตรง เธอสะบัดข้อมือน้อย ๆ สองสามทีแล้วปัดชายกระโปรงลูกไม้อย่างใจเย็นพลางสำรวจว่าเสื้อผ้าเปื้อนหรือไม่ ก่อนจะเบะปากวิ่งไปซบพี่ชายทั้งน้ำตาคลอเบ้าด้วยความอัดอั้น
“พี่หกคะ! ฮึก... เขาว่าอันอันเป็คนแคระ แล้วยังบอกว่าอันอันถูกทิ้งด้วย! แถมยังตีแขนอันอันจนแดงเลย อันอัน...อันอันไม่ชอบเขาเลยค่ะ!”
ฉินเชียนอี้รีบย่อตัวรับร่างน้องสาวพลางตรวจสภาพทันที
“มันบังอาจตีหนูเหรอ?! ไหนพี่ดูซิ!”
พอเห็นรอยนิ้วมือแดงก่ำบนผิวขาวผ่องดุจหยดนม พี่ชายสายบวกก็โกรธจนฟิวส์ขาด ควันแทบออกหู
“เจ็บมากไหมครับคนเก่ง? พี่ขอโทษนะที่ปล่อยให้หนูอยู่คนเดียว”
“ไม่เจ็บเลยค่ะพี่หก~”
อันอันส่ายหัวดุ๊กดิ๊กไปมา ที่จริงเธอมือไม่เจ็บเลยสักนิด แค่ผิวเธอบางมากรอยมันเลยดูน่ากลัว ยัยหนูชูกำปั้นน้อย ๆ ขึ้นมาอวดพี่ชาย
“พี่หกคะ...อันอันต่อยเขากลับไปแล้วนะคะ! อันอันไม่ยอมให้เขารังแกฝ่ายเดียวเหมือนที่คุณพ่อบอกหรอกค่ะ!”
ฉินเชียนอี้รีบตรวจดูหมัดเล็ก ๆ ของน้องสาว เมื่อเห็นว่าไม่มีแม้แต่รอยถลอกเขาก็ถอนหายใจโล่งอก ก่อนจะหันไปตวาดใส่ไป๋โจวที่ยังนอนดิ้นเร่า ๆ อยู่บนพื้น
“ไอ้เด็กเวร! กล้าดียังไงเอาอุ้งตีนสกปรกมาแตะต้องอันอันของฉัน! อยากลองดีใช่ไหม!”
ไป๋โจวร้องไห้โฮจนตัวสั่นเทาพูดไม่เป็ภาษา เขาพยายามจะเถียงแต่กลับไอออกมาค่อกแคก ก่อนจะเห็น ‘วัตถุสีขาวจิ๋ว’ หลายซี่หลุดออกจากปากลงไปกลิ้งอยู่บนพื้นพรม! เด็กชายชะงักกึกพลางเอามือลูบปากตัวเองที่บัดนี้ฟันหน้าหายไปเกือบหมดช่องปาก แล้วแผดเสียงร้องโหยหวนหนักกว่าเดิมหลายเท่า
“แงงงงงงง! ฟันของผม! ฟันหน้าผมร่วงหมดเลย! พ่อออออ!”
อันอันมองดูซากฟันบนพื้นด้วยสายตาที่สับสนปนสงสัย
“พี่หกคะ...อันอันสาบานว่าไม่ได้ต่อยแรงเลยนะคะ อันอันแค่เหวี่ยงหมัดไปแปะ ๆ เองนะเนี่ย!”
“แน่นอนสิครับ อันอันของพี่ตัวเล็กนิดเดียวจะไปมีแรงอะไรล่ะ”
ฉินเชียนอี้รีบโอ๋น้องสาวเข้าข้างแบบสุดลิ่มทวนประตู พลางหันไปแขวะไป๋โจวอย่างสมน้ำหน้า
“แกมันเด็กสกปรกไม่อาบน้ำแปรงฟันล่ะสิ! กินลูกอมเยอะจนฟันผุหมดปาก พอเจอมือเบา ๆ นุ่มๆ ของน้องสาวฉันััเข้าหน่อย ฟันเน่า ๆ มันเลยร่วงกราวเป็แถบแบบนี้ไง! อย่ามาโทษน้องฉันนะ!”
แต่ลึก ๆ ในใจ ฉินเชียนอี้ก็แอบกังวลว่ากระดูกมือน้อย ๆ ของน้องสาวจะะเืจากแรงปะทะ เขาจึงรีบควักโทรศัพท์กดเบอร์หา พี่รอง ทันทีด้วยนิ้วที่สั่นเทา!
“ฮัลโหลพี่รอง! รีบทิ้งคนไข้แล้วมาที่บริษัทเดี๋ยวนี้เลย! อันอันาเ็หนัก! ใช่! มีเด็กนรกกล้ารังแกอันอัน! ...อ๋อ เปล่าครับ น้องสาวเราต่อยกลับไปแล้ว ไม่ใช่ผมต่อยนะ อันอันต่อยเอง! แต่หมัดน้องโครตทรงพลังเลยพี่ ต่อยทีเดียวไอ้เด็กนี่ฟันร่วงหมดปากเลย! พี่รีบมาเช็กมือน้องด่วนเลยนะ !”