การเดินทางมายังเกาะร้างอันเป็ที่ตั้งของโรงแรมที่ชื่อว่า ‘ศิตามันอันตรา’ ใช้เวลาเกือบสี่สิบห้านาที น่าแปลก...ทันทีที่สายตามองเห็นเกาะที่ว่านั้นอยู่ใกล้ๆๆฟ้าทั้งผืนกลับเริ่มขมุกขมัวด้วยแสงสีแดงกับเมฆสีดำ ทำให้มันดูช้ำเืช้ำหนองชวนขวัญผวา ลมแรงจนทำให้ยอดมะพร้าวที่ตั้งอยู่บนเกาะเอนไปในแนวเดียวกัน หาดทรายสีขาวดูสกปรกไปด้วยเศษกิ่งไม้ที่คลื่นซัดมาเกยฝั่ง ซึ่งดูจากสภาพแล้วคงไม่มีใครมาขึ้นเกาะแห่งนี้นานพอดูตามที่เ้าของเรือจ้างบอก ที่สำคัญ...ไม่มีโรงแรมอย่างที่ถูกกล่าวอ้าง เท่าที่ทั้งสองหนุ่มเห็นมีเพียงแต่ป่ามะพร้าวและูเาลูกเล็กๆอยู่ทางด้านหลังของเกาะ
“ไม่เห็นมีโรงแรมเลยพี่” หนึ่งเอ่ยถามเ้าของเรือจ้างผิวเข้ม
“มี...อยู่หลังดงมะพร้าวโน่น ต้นไม้มันขึ้นรก ไม่มีคนเข้ามานานลองดูดีๆ สิ ตึกสีขาวสูงหกชั้นน่ะ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงสั่นๆไม่รู้ว่าเพราะอากาศรอบตัวเย็นลงอย่างกะทันหัน หรือเพราะกลัวเมื่อจะได้เข้าใกล้เกาะผีสิงนั้นเข้าไปทุกที
ตูนกับหนึ่งพยายามสอดสายตาเข้าไปในพงต้นไม้และต้นมะพร้าวที่รกครึ้ม จริงอย่างที่เ้าบ้านบอก หากเพ่งมองดีๆ แล้วจะเห็นตึกสีขาวทอดตัวยาวขนานอยู่ในป่ามะพร้าวนั้น เพียงแค่เห็นจากระยะไกล ขนแขนก็ลุกชันขึ้นมาแทบจะทันที กลิ่นอายของ ‘ความเร้นลับ’ โชยมากับสายลมเบาๆเป็การกล่าวทักทาย
“มีจริงๆ ด้วย!” น้ำเสียงอันตื่นเต้นของตูนดังขึ้น เขารีบคว้ากล้องวิดีโอมาถ่ายบรรยากาศจากระยะไกลเก็บไว้ ขากลับฝนอาจตกซึ่งคงถ่ายไม่ได้ กันเหนียวเอาไว้ก่อนดีกว่า ถ้าไม่มีรูปไปให้พี่เต้ยดูมีหวังโดนด่าหูเปิงเป็แน่
เพียงอึดใจเดียวเท่านั้น เรือยนต์ก็แล่นเข้าไปจอดเทียบท่าตรงท่าเรือที่ทำมาจากไม้เก่าๆสภาพจะพังแหล่ไม่พังแหล่ ทั้งสองหนุ่มะโลงไปที่ท่าเรือไม้ที่ทอดตัวยาวตรงสู่ชายหาดทันที ขณะที่ชายเ้าของเรือนั่งรออยู่ในยานพาหนะของเขา สายตายังล่อกแล่กมองซ้ายมองขวาด้วยความหวาดระแวง มือแอบกำสร้อยพระหลวงพ่อชื่อดังทางภาคใต้ที่สวมไว้ในเสื้อเชิ้ตสีซีดเพื่อความอุ่นใจ
“แน่ใจนะว่าจะรออยู่ที่นี่ ขึ้นไปกับพวกผมไหม แป๊บเดียว...ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงหรอก” ตูนหันมาเอ่ยชวน อีกฝ่ายส่ายหน้าปฏิเสธอย่างไม่ต้องคิด
“ไม่ล่ะ รีบไปรีบมานะพ่อหนุ่ม เดี๋ยวจะสตาร์ทเครื่องรอไว้ เผื่อเจออะไรน่ากลัวจะได้ะโขึ้นเรือแล้วบึ่งกลับฝั่งได้เลย”
“เว่อร์ไปมั้งพี่ สตาร์ททิ้งไว้แบบนั้นเปลืองน้ำมันนา เดี๋ยวน้ำมันหมดกลางทาง พวกผมกลับไม่ได้จะยุ่ง” หนึ่งเอ่ยแซวเมื่อเห็นทีท่าของชายร่างคล้ำที่ดูตื่นกลัวจนหมดภาพลักษณ์หนุ่มใต้อันบึกบึน
“ไม่ต้องกลัวหรอก น้ำมันเต็มถัง มีในแกลอนอีก รีบไปเถอะ” เขากวักมือไล่ ตูนกับหนึ่งมองหน้ากันแล้วยิ้ม เขาเจอคนแบบนี้บ่อยเวลาไปเซอร์เวย์ดูสถานที่ต่างๆ พวกสามล้อ วินมอเตอร์ไซค์ ชาวบ้านมักจะกลัวสถานที่อันเป็ที่เลื่องลือประจำท้องถิ่นกันทั้งนั้น ทั้งๆ ที่ความจริงมันก็คือแค่บ้านร้าง ไม่มีผีอย่างที่ว่าโผล่มาให้เห็นสักนิด
“ไปกันได้แล้วไอ้หนึ่ง จะได้รีบไปรีบกลับ” ตูนเอ่ยชวนเพื่อน หนึ่งพยักหน้ารับก่อนจะเดินก้าวนำออกไป
ทันใดนั้น แผ่นไม้อันเป็ส่วนประกอบของท่าเรือก็หักดังโครมใหญ่ ส่งผลให้ขาของชายหนุ่มหลุดลงไปข้างล่าง ท่ามกลางความใของตูนและชายเ้าของเรือที่ถึงกับต้องยอมเสียสละความกลัววิ่งมาช่วยยกตัวของหนึ่งขึ้นจากช่องที่ขาของเขาหลุดลงไป หนึ่งหน้าซีด รู้สึกใไม่ใช่น้อยแต่ยังเก็บอาการอยู่
“เป็ไงบ้างไอ้หนึ่ง ขาแกเป็อะไรไหม” ตูนถามเพื่อนด้วยความเป็ห่วง จะว่าเป็ห่วงหนึ่งอย่างเดียวก็คงไม่ใช่ แต่เขาเป็ห่วงตัวเองด้วย กลัวว่าจะต้องไปเดินเซอร์เวย์บนเกาะแต่เพียงลำพัง ซึ่งเป็สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างเป็ที่สุด
“ไม่เป็ไร...ไม่เป็ไร” หนึ่งบอกให้เพื่อนสบายใจ ก่อนจะลุกขึ้นปัดขากางเกงที่เลอะฝุ่นและเศษไม้ออก รู้สึกแสบเล็กน้อยแต่ไม่ถึงกับเดินไม่ไหว
“กลับกันเถอะพ่อหนุ่ม เจอแบบนี้มันเหมือนเป็ลางบอกว่าเ้าของสถานที่เขาไม่ต้อนรับ อย่าขึ้นไปบนเกาะเลย ไม่เห็นมีอะไรน่าดู มีแต่ผี ผี ผีและผี!” เ้าของเรือจ้างกล่าวย้ำพลางมอบรอบตัวอย่างหวาดระแวง
“ลางเลิงอะไรกันพี่ ท่าเรือมันเก่า ไม้มันก็ต้องมีผุพังเป็ธรรมดา” หนึ่งพูดพลางยิ้มแหะๆ เพื่อปลอบใจตัวเอง อีกฝ่ายส่ายหน้าเบาๆ คนไม่เชื่อยังไงก็ไม่เชื่ออยู่ดี
“งั้นพวกผมจะรีบไปรีบกลับนะครับพี่ ไปกันเถอะไอ้หนึ่ง” ตูนพูดจบก็เดินอย่างระมัดระวังตรงไปยังท่าเรืออันทอดยาวสู่ชายหาดสีขาวอันเป็ที่ตั้งของโรงแรมร้าง ‘ศิตามันอันตรา’...โรงแรมผีดุที่ถูกกล่าวอ้าง
ทรายสีขาวเนื้อละเอียดแต่ดูสกปรกไปด้วยเศษไม้ ถุงขยะและขวดน้ำพลาสติก บ่งบอกได้ถึงนิสัยของคนไทยได้เป็อย่างดีที่มักสะดวกสบายเข้าว่า กินที่ไหนทิ้งที่นั่น ยิ่งที่นี่เป็เกาะร้างไม่มีคนมาดูแลยิ่งเหมือนเป็แหล่งสุมขยะชั้นดี...ตูนแอบบ่นกับตัวเองในใจ อยากจะเกณฑ์คนบนฝั่งมาช่วยกันเก็บสิ่งปฏิกูลเหล่านี้ไปทิ้งนัก ก็จะไม่ให้ทำอย่างนั้นได้อย่างไร ในเมื่อสิ่งพวกนี้ก็ลอยมาจากคนบนเกาะนั้นเกาะนี้ที่กินแล้วทิ้งขว้างทั้งนั้น ผีบนเกาะร้างคงไม่นึกสนุกมานั่งแกะถุงมันฝรั่งรสพริกปาปริก้ากับเทน้ำโคล่ากินหรอกนะ...จริงไหม?
ลมทะเลพัดแรงจนทำให้คลื่นกระทบฝั่งดังครืนๆ โขดหินโสโครกก้อนเล็กก้อนน้อยเรียงรายอยู่ตามชายหาด หนึ่งกับตูนเดินตรงไปยังป่ามะพร้าวด้วยความระมัดระวัง อดระแวงหันไปมองที่ท่าเรือบ่อยๆ ไม่ได้ ด้วยกลัวว่าชายคนที่เขาจ้างมาจะปอดแหกแผ่นแน่บกลับไปที่ฝั่งก่อน ถ้าเป็อย่างนั้นพวกเขาสองคนคงเป็ผีแห้งตายอยู่บนเกาะนี้เป็แน่!
เมื่อเดินไปถึงดงมะพร้าว ทั้งสองหนุ่มถึงกับผงะ รู้สึกเหมือนกับกับหลุดออกมาอีกโลกหนึ่ง โรงแรมระดับห้าดาวตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้นโดยมีฉากหลังเป็ูเาสีเขียวชอุ่ม ยินเสียงนกร้องต่ำๆ ดังคลอเบาๆ ทางด้านหน้าของโรงแรมมีป้ายขนาดใหญ่มหึมา เขียนเป็ภาษาอังกฤษว่า ‘SITAMONAUNTRARESORT AND SPA’ โดยมีภาษาไทยตามหลังว่า ‘ศิตามันอันตรา รีสอร์ท แอนด์ สปา’ รูปสลักช้างตัวเท่าขนาดช้างจริงๆที่สลักมาจากหินทรายสองเชือกหันหน้าซ้ายขวาขนาบกับป้ายชื่อโรงแรม เมื่อก่อนคงมีน้ำพ่นออกมาเพราะรอบด้านของป้ายชื่อโรงแรมนั้นมีบ่อปูนปูกระเบื้องสีเขียวมรกตไว้ซึ่งน่าจะเป็บ่อน้ำ
ต้นไม้น้อยใหญ่รกครึ้ม แต่ไม่เป็ไร...เพราะตูนเตรียมพร้อมมาอย่างดีแล้ว เขาล้วงมีดนายพรานขนาดกะทัดรัดออกมาจากกระเป๋าเป้แล้วตัดกิ่งไม้ที่ขวางทางออก ขณะที่อีกฝ่ายกำลังถ่ายภาพนิ่งจากกล้องดิจิตอลที่ห้อยคอสลับกับถ่ายภาพวิดีโอไปด้วย ผ่านพงไม้ที่ขวางทางออกไปนั้น จะพบกับสระว่ายน้ำขนาดใหญ่มีลักษณะคดเคี้ยวคล้ายสายธารพุ่งตรงไปสู่ทางด้านตัวอาคารหลักของโรงแรม รอบข้างสระว่างน้ำนั้นมีบังกะโลตั้งเรียงรายขนาบข้างที่ถูกสร้างด้วยสถาปัตยกรรมไทยผสมบาหลี ดอกชบาสีแดงบานสะพรั่งไปทั่วบริเวณสลับกับสีขาวของดอกลีลาวดีทำให้ที่นี่ดูงดงามและน่าพิศวงในเวลาเดียวกัน ต้นหญ้ารกสูงแต่ยังพอเห็นทางที่ปูด้วยหินศิลาแลง1 ที่ปูเป็ทางยาวลัดเลาะไปทางบังกะโลก่อนจะพุ่งตรงไปสู่ตัวโรงแรม ต้นมะพร้าวรอบตัวโรงแรมนั้นยืนต้นสูงเอนไปมาตามแรงลมดูคล้ายกับเปรตที่กำลังโยกตัวไปมา หนึ่งรู้สึกขนลุกซู่ รีบเดินประชิดผู้เป็เพื่อน ไม่มีใครพูดอะไรกัน ต่างก็รู้หน้าที่ของตัวเองดีว่าต้องทำอย่างไร
กล้องวิดีโอถูกบันทึกอย่างเงียบๆมีเพียงเสียงฝีเท้าของชายสองคน เสียงนกในป่าที่ดังคลอประกอบการสำรวจชวนขนลุก หนึ่งกวาดตามองบังกะโลหลังที่เดินผ่าน บังกะโลทุกหลังตรงประตูหน้าต่างถูกตอกด้วยแผ่นไม้เป็เครื่องหมายกากบาท พร้อมทั้งคล้องลูกกุญแจลูกใหญ่ไว้ราวกับไม่้าให้ใครเข้าไปขนข้าวของออกมาได้
น่าแปลก...มีเพียงบังกะโลหลังหนึ่งประตูถูกเปิดอ้า แผ่นไม้ที่ตอกนั้นถูกรื้อ คาดว่าคงมีพวกหัวขโมยจะเข้าไปลักขโมยสิ่งของ แต่ไม่รู้ว่าลักขโมยภาษาอะไร ทีวีขนาดยี่สิบเก้านิ้วยังวางเด่นเป็สง่าอยู่ในบังกะโลชั้นเดียวหลังนั้น ข้าวของทุกอย่างยังอยู่ครบแม้จะทรุดโทรมลงตามกาลเวลา หรือว่าพวกโจรเ่าั้จะเจอ ‘อะไรที่ไม่น่าเจอ’ เข้าให้ จึงเผ่นกันไปก่อนที่จะได้ขนข้าวของ...น่าคิด
เดินลัดเลาะผ่านสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ที่แห้งผากไปนั้น เผยให้เห็นกระเบื้องเคลือบดินเผาสีมรกตที่ปูพื้นสระว่ายน้ำไล่เฉดสีกันไป คาดว่าหากมองจากมุมสูงคงจะเห็นเป็ลักษณะเกลียวคลื่นของท้องทะเล ตอนยังเปิดกิจการคงสวยและน่าลงไปเล่นมาก เห็นมีบาร์กลางน้ำพร้อมเก้าอี้รอบด้านสำหรับคอแอลกอฮอล์ ถ้าได้เครื่องดื่มเย็นๆ นั่งเอาเท้าแช่น้ำชิลๆคง์ดีแท้
เพียงอึดใจ ตูนกับหนึ่งก็เดินมาถึงทางเข้าของตัวโรงแรมศิตามันอันตราความโอ่อ่าทำให้ทั้งคู่เริ่มรู้สึกกลัวที่จะเข้าไป อาคารขนาดหกชั้นถูกสร้างด้วยสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ มีหน้าจั่ว2 อยู่ทั้งสี่ทิศ ลักษณะตัวอาคารถูกสร้างเป็ทรงครึ่งวงกลมเพื่อให้ทุกห้องของตัวโรงแรมเห็นวิวของท้องทะเล เพียงแค่แหงนมองขึ้นไปที่ตามราวระเบียงของแต่ละห้อง ัับางอย่างของตูนก็บอกได้ว่าที่นี่ไม่ธรรมดา
“เฮ้ย!” อยู่ๆหนึ่งก็ร้องขึ้นจนเกือบปล่อยกล้องถ่ายวิดีโอราคาร่วมห้าหมื่นหล่นลงพื้น ดีที่คว้าไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นมีหวังได้ทำงานใช้หัวโตแหงๆ
“ไอ้เหี้ยหนึ่ง! มึงจะร้องทำไมเนี่ย...กูใหมด”
“กูก็ใสิถึงได้ร้อง กูไม่ได้บ้าที่อยู่ๆก็ร้องขึ้นมานะไอ้ตูน!” พูดจบคนร้องก็รีบกดกล้องวิดีโอดูย้อนหลังเพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่เขาเห็นไม่ใช่เพียงตาฝาดไป แต่ไม่ว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลังยังไง ก็ไม่พบสิ่งที่ว่า
“มึงทำอะไรของมึงไอ้หนึ่ง ชักช้าจริง เร็วๆ เดี๋ยวจะได้รีบเข้าไปถ่ายรูป” ตูนเริ่มหัวเสียกลบเกลื่อนความกลัว อันที่จริงเขาอยากจะออกไปจากที่นี่เร็วๆ เสียมากกว่า
“เมื่อกี้กูเหมือนเห็นคนวิ่งหายไปจากระเบียง”
คำพูดของเพื่อนทำเอาตูนสะดุ้งโหยง ชายหนุ่มจ้องเขม็งไปทางเพื่อนแล้วต่อว่าด้วยน้ำเสียงอันสั่นเทาแต่พยายามไม่แสดงออก
“ไอ้หนึ่ง...กฎของการเซอร์เวย์ มึงจำไม่ได้หรือไง เจอเหี้ยอะไรห้ามทัก แล้วนี่เสือกมาทัก เจริญล่ะมึง!”
“เอ้า...ก็กูเห็นนี่หว่า เออๆๆ ไม่พูดแล้ว” อีกฝ่ายปิดปากเงียบ ทำหน้าบึ้งแล้วยกกล้องดิจิตอลมาเก็บภาพนิ่งบรรยากาศภายนอกของตัวอาคารไว้ ความรู้สึกกลัวเริ่มเข้ามาเกาะกินในใจของคนทั้งคู่ขณะที่ก้าวเข้าไปในตัวอาคารผ่านทางเคาน์เตอร์ไม้ตัวยาวอันเป็ที่ตั้งของแผนกรีเซฟชั่น3 ภาพวาดทุ่งดอกบัวตองสีเหลืองสดขนาดยาวร่วมสองเมตรถูกติดเป็แบล็คกราวน์ ไม้สักสลักเป็รูปหญิงไทยสองนางยืนพนมมือไหว้อยู่ทางซ้ายและขวา ชวนขวัญผวามากขึ้นเมื่อเห็นว่ามีเศษพวงมาลัยแห้งๆคล้องอยู่บนมือที่พนมอยู่ของหุ่นทั้งสอง ทางด้านล่างเหมือนมีกระถามธูปและเศษธูปปักไว้ มาไหว้หุ่นไม้ทำไมกัน...ขอหวยอีกแหงๆ!
ตัวของโรงแรมถูกแบ่งเป็สองด้านทางซ้ายและทางขวา สังเกตจากป้ายบอกทางแล้วส่วนใหญ่ทางด้านล่างนั้นจะเป็ห้องซาวน์น่า ห้องอาหาร ห้องออกกำลังกาย และห้องสันทนาการต่างๆ ห้องพักจะเริ่มมีั้แ่ชั้นสองเป็ต้นไป ตูนเดินนำหน้า ล้วงไฟฉายขึ้นมาเปิดเพื่อให้ความสว่างเมื่อต้องเข้าไปในบริเวณที่ลึกกว่านั้น ลิฟต์ถูกปิดตายใช้งานไม่ได้ ทางเดียวที่จะขึ้นไปข้างบนนั้นมีอยู่ทางเดียวคือบันได
บันไดของโรงแรมดูอลังการและสวยงามมาก หากก็น่าสะพรึงมากเช่นกัน หัวบันไดทองเหลืองรูปก้นหอยตั้งเด่นเป็สง่าแต่ดูกระดำกระด่างตามสภาพกาลเวลา พรมสีเขียวที่ปูอยู่บนบันไดหินอ่อนเต็มไปด้วยเศษใบไม้ เศษดินและเสื้อผ้าของนักท่องเที่ยวที่หล่นกระจัดกระจาย ราวกับว่าตอนกำลังหนีจะออกจากโรงแรมแห่งนี้ทำกระเป๋าเปิดจนเสื้อผ้าร่วงแล้วไม่คิดจะเก็บมันขึ้นมา หนึ่งกับตูนค่อยๆ เดินขึ้นอย่างระมัดระวัง สายตามองรอบข้างด้วยความตื่นกลัว ภาพวาดสีน้ำมันขนาดใหญ่ตรงโถงทางขึ้นบันไดชวนขนลุก มันเป็ภาพสาวนางหนึ่งสวมชุดไทยจักรี4 ยืนอย่างสง่างามด้วยใบหน้าอันสงบนิ่ง คล้ายเธอคอยเฝ้าดูผู้มาเยือนที่ผ่านไปมาของโรงแรมนี้อยู่ตลอดเวลา หนึ่งยกกล้องวิดีโอขึ้นมาถ่าย จิตใจเต้นไม่เห็นจังหวะ อยากออกไปจากที่ตรงนี้เต็มที่ไม่ต่างจากอีกคน
เมื่อมาถึงชั้นสอง ก็พบทางแยกซ้ายขวาที่ทอดเป็ทางโค้ง มีระเบียงยาวตลอดทางเผยให้เห็นบรรยากาศภายนอกอาคาร นี่ขนาดมองจากชั้นสองยังมองเห็นความสวยงามของเส้นทางที่พวกเขาสองคนเดินผ่านมาได้ขนาดนี้ หากขึ้นไปถึงชั้นหกคงตื่นตาตื่นใจมากไปกว่านี้เป็แน่
ว่าแต่...จะได้ขึ้นไปถึงชั้นหกหรือ?
“ไปทางซ้ายหรือขวา ?” ตูนหันมาถามความเห็นเพื่อน อีกฝ่ายส่ายหน้า รู้สึกหัวสมองตีบตันไปเสียเฉยๆเพราะตอนนี้มันส่งเสียงร้องดังลั่นในหัวว่า ‘กลัว...กลัว...กลัว...กูกลัวโว้ย!’ “งั้นมึงขวา...กูซ้าย”
“เฮ้ย...ไม่เอา ไปด้วยกันสิ” หนึ่งร้องแย้งขึ้น “ นึกจะมาขยันอะไรไปสำรวจทั้งสองด้าน แค่ด้านเดียวยังขนหัวลุกไม่พอหรือยังไงไอ้เหี้ยตูน!”
“ก็กูถามแล้วมึงไม่เลือกนี่นา”
“งั้นทางขวา” ชายหนุ่มตอบไปส่งๆ ตูนไม่พูดอะไรต่อแต่เดินตรงไปยังระเบียงที่ทอดยาวเป็แนวโค้ง เมื่อหันมองทางซ้ายจะเห็นวิวท้องทะเลไกลๆ และสระว่ายน้ำที่คดเคี้ยว ทางขวาจะเป็ห้องพักที่เรียงราย
ตูนหันไปมอง ห้องแรกที่เขาพบคือห้อง 101R ตัว R คงย่อมาจากคำว่า Right ที่แปลว่าทางขวา ถ้าเดาไม่ผิดอีกฝั่งคงเริ่มที่ห้อง 101L ที่มาจากคำว่า Left ที่แปลว่าทางซ้าย
“ถ่ายแค่ห้องนี้เป็ตัวอย่างก็พอ มันก็คงเหมือนๆ กันหมดนั่นแหละ เดี๋ยววันจริงค่อยให้พี่เต้ยแกมาเลือกห้องเองอีกที เดินดูทั้งหมดคงไม่ไหว กูฉี่ราดแน่” หนึ่งบอกพลางเอื้อมมือไปบิดลูกบิดประตูออก เสียงบานพับที่ฝืดเพราะสนิมดัง “แอ๊ดดดดด...” ก้องไปทั่วทั้งชั้นหนึ่ง กลิ่นอับภายในลอยออกมาต้อนรับจนคนทั้งคู่ต้องย่นจมูก ภายในห้องตกแต่งตามแบบโรงแรมทั่วไป ทางด้านซ้ายมีห้องน้ำขนาดเล็กๆโดยมีตู้เสื้อผ้าตั้งอยู่อีกฝั่ง เตียงเดี่ยวสองเตียงตั้งคู่กันอยู่อีกด้าน ไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบบังกะโลทางด้านล่าง คาดว่าคงเก็บไปแล้วหรือไม่ก็ถูกขโมย เมื่อเดินตรงไปทางด้านหลังห้องแล้วแหวกผ้าม่านสีน้ำตาลออกจะพบกับระเบียงทางด้านหลังเผยให้เห็นวิวูเาอันสวยงาม เรียกว่ามาเที่ยวที่นี่ที่เดียวเหมือนได้เที่ยวทั้งทะเลและูเา
เมื่อตูนมานึกๆดูแล้ว ที่นี่มีลักษณะคล้ายกับฮวงซุ้ย5 ที่คนจีนชอบ นั่นคือด้านหน้าติดน้ำ ด้านหลังติดูเา แบบนี้มันถึงเจ๊งไม่เป็ท่าไงล่ะ ใครจะอยากมานอนในฮวงซุ้ย...จริงไหม ?
“วิวข้างหลังแม่งสวยว่ะ” หนึ่งเอ่ยขึ้นในขณะที่กำลังจับจ้องภาพวิวทิวทัศน์ทางด้านหลังของโรงแรมผ่านทางกล้องถ่ายวิดีโอ ยังไม่ทันที่ตูนจะได้พูดอะไรก็เกิดเสียง ‘ปัง’ ของบานประตูห้องกระแทกกับวงกบอย่างแรง ทั้งคู่สะดุ้งโหยง หันไปมองที่หน้าประตูห้องพักที่เข้ามา มันยังเปิดอยู่เป็ปกติ...นั่นหมายความว่าเป็เสียงปิดประตูจากห้องพักห้องอื่น...ที่ที่ซึ่งไม่น่าจะมีคนอยู่!
“ลมคงพัดประตูน่ะ ข้างนอกลมแรงจะตาย เหมือนฝนจะตกเลย” ตูนชิงบอกเสียก่อนที่ผู้เป็เพื่อนจะทัก เขาพยายามคิดในแง่ดีเข้าไว้เพื่อรักษาอาการปอดแหกของตัวเองไม่ให้กำเริบ หนึ่งพยักหน้ารับ ภาวนาขอให้เป็อย่างนั้น ไม่อยากจะคิดไปไกลว่าจะมี ‘ใคร’ กำลังไม่พอใจที่พวกเขาสองคนย่างกรายเข้ามาในสถานที่ของคนอื่น...ที่อาจยังวนเวียนอยู่ในนี้ไม่ไปไหน!
ลมเริ่มพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่ากำลังจะเกิดพายุ ป่ากล้วยทางหลังโรงแรมเริ่มส่งเสียงแปลกๆของใบกล้วยทั้งแห้งทั้งสดยามที่เสียดสีกันดังพรึบ...พรึบ ยอดต้นมะพร้าวที่ตั้งแถวเรียงรายเอนโน้มไปตามแรงลม ท้องฟ้าขมุกขมัวเป็สีเทาอมแดง หนึ่งเริ่มรู้สึกว่าท่าทางไม่ค่อยจะดีแล้วจึงปิดกล้องวิดีโอแล้วเอ่ยชวนอีกฝ่ายให้กลับ
“เก็บภาพแค่นี้ก็พอแล้วไอ้ตูน แค่นี้ก็พอจะรู้แล้วว่าที่นี่น่ะเหมาะสำหรับรายการเราแค่ไหน ไว้ให้พี่เต้ยแกมาดูเองอีกทีตอนเตรียมสถานที่แข่งแล้วกัน”
ตูนรีบพยักหน้าเห็นด้วย ลางสังหรณ์บางอย่างจากประสบการณ์การเดินสายบ่งบอกว่ากำลังเหมือนมีอะไรจ้องมองพวกเขาอยู่ ทั้งคู่ก้าวฉับๆออกไปจากห้องพักโดยที่ไม่ลืมที่จะปิดประตูและผ่านม่านให้เรียบร้อย กฎของการเดินสายหรือเซอร์เวย์นั้นคือต้องทำทุกอย่างให้‘เหมือนก่อนที่จะเข้ามา’ เป็การให้เกียรติกับเ้าของสถานที่ซึ่งนั้น รวมไปถึง ‘สิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา’ ด้วย
เพียงก้าวย่างออกมาจากห้องพัก เสียงลมหวีดหวิวที่ดังคล้ายกับเสียงคนกำลังกรีดร้องอย่างโหยหวนก็ดังกึกก้องไปทั่วทั้งชั้นของโรงแรม ทั้งสองมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ยังไม่ทันจะได้ออกไปไหนเสียงปิดประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง เพียงแต่ทว่าครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้งแรกที่ได้ยิน เพราะเสียงของการปิดประตูดังไล่มาจาทางห้องด้านขวาสุดและไล่เรียงกันมาเรื่อยๆดังปัง...ปัง...ปัง...ปังพร้อมกับเสียงหวีดร้องของผู้หญิงที่ไม่ใช่เสียงลมหวีดไหว รู้งานทันที ทั้งคู่วิ่งโกยอย่างไม่คิดชีวิตลงไปยังด้านล่างของทางโรงแรม ขณะที่บานกระตูยังคงไล่ปิดเข้ามาใกล้ๆ เสียงเสียงนั้นยิ่งส่งเสียงดังมากขึ้น...มากขึ้น คล้ายมีอะไรบางอย่างไล่ตามคนทั้งคู่ออกมาจากในโรงแรม
สัญชาตญาณของมนุษย์เมื่อกลายเป็ผู้ถูกไล่ล่าก็วิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตพลางแหกปากร้องโวยวาย ด้วยความไม่ระวังทำให้กล้องดิจิตอลในมือของหนึ่งร่วงลงพื้น ชายหนุ่มหยุดวิ่งทันควัน รีบก้มลงคว้ากล้องดิจิตอลนั้นขึ้นมาจากพื้นหญ้า นึกไม่ออกเลยว่าถ้าทำมันพัง พี่เต้ยจะจัดการเขาอย่างไร
“ไอ้หนึ่งเร็วเข้า...มัวแต่ชักช้าอยู่ได้”
อีกฝ่ายหันมาะโบอกซึ่งเป็จังหวะเดียวกับหนึ่งเงยหน้าขึ้นมองกลับไปยังตัวโรงแรม ภาพที่คนทั้งคู่เห็นคือภาพของเงาสีดำลึกลับยืนอยู่ตามริมระเบียงของห้องพักกันนับสิบตน บางตนนั่งห้อยขาที่ริมระเบียง บางตนปีนป่ายอยู่บนหลังคาบังกะโล ไม่มีใครรอใครแล้วเวลานี้...ต่างก็แหกปากร้องลั่นวิ่งออกไปจากบริเวณนั้นตรงไปยังท่าเรือที่มีเรือจ้างสตาร์ทเครื่องรออยู่ ตูนะโลงเรือคนแรกก่อนที่หนึ่งจะะโตามลงมา เรือจ้างเร่งเครื่องออกจากท่าทันทีท่ามกลางสายลมพัดแรงและคลื่นลมโหมกระหน่ำ ชายคนขับเรือหันมามองสองหนุ่มที่นั่งหมดท่าหน้าซีดเป็ไก่ต้ม ไม่มีเสียงพูดอะไรกันเลยแม้แต่คำเดียว ทั้งสองกำลังอยู่ในอาการช็อคจนแทบควบคุมสติไม่อยู่
“ดีนะสตาร์ทเครื่องไว้ เป็ไงล่ะ...เจอดีจนได้ ก็บอกแล้วว่ามันมีแต่ผี...ผี...ผี ยังจะอยากไปดูกันอยู่ได้ ทีนี้เชื่อหรือยังล่ะพ่อหนุ่ม ?” ช่างเป็คำถามที่ดูเหมือนเป็คำค่อนขอดเสียมากกว่า
ตูนกับหนึ่งมองหน้ากันคล้ายจะอยากสื่อสารกันว่า
‘กูเชื่อแล้วว่าเกาะนี้มีผีจริงๆ!’
เชิงอรรถ
(1) ศิลาแลง เป็วัสดุที่ผ่านกระบวนการผุพังมาเป็ระยะเวลายาวนาน มีลักษณะเป็รูพรุนทั่วไป มีสีสนิมเหล็ก หรือสีอิฐ ส่วนประกอบสำคัญทางเคมีของศิลาแลง คือ ออกไซด์ของเหล็ก หรืออะลูมิเนียม โดยอาจมีแร่ควอตซ์และเคโอลิไนต์ปนอยู่ด้วยส่วนธาตุที่เป็ด่างและซิลิเกตนั้นมีอยู่น้อยมาก หากมีสารประกอบเหล็กอยู่มากพอ ก็อาจนำไปใช้เป็วัตถุดิบถลุงเอาเหล็กได้ หรือหากมีสารประกอบอะลูมิเนียมมากพอ ก็อาจนำไปถลุงเอาโลหะอะลูมิเนียมได้เช่นกัน
(2) หน้าจั่ว คือ แผงไม้รูปสามเหลี่ยม สร้างขึ้นจากองค์ประกอบของชิ้นไม้ในลักษณะต่างๆ ใช้ประกบปิดตรงส่วนที่เป็โพรงของหลังคาทางด้านสกัดหรือด้านขื่อของเรือน เพื่อป้องกันลม แดด และฝน หน้าจั่วที่นิยมทำมีสามแบบคือ 1. จั่วลูกฝัก หรือจั่วพรหมจันทร์ 2. จั่วพระอาทิตย์ 3. จั่วใบปรือ
(3)รีเซฟชั่น(Reception) คือ พนักงานแผนกต้อนรับ
(4) ชุดไทยจักรี คือชุดไทยซึ่งประกอบด้วยสไบเฉียง ใช้ผ้ายกมีเชิงหรือยกทั้งตัว ซิ่นมีจีบยกข้างหน้า มีชายพกใช้เข็มขัดไทยคาด ส่วนท่อนบนเป็สไบ จะเย็บให้ติดกับซิ่นเป็ท่อนเดียวกัน หรืจะมีผ้าสไบห่มต่างหากก็ได้ เปิดบ่าข้างหนึ่ง ชายสไบคลุมไหล่ ทิ้งชายด้านหลังยาวตามที่เห็นสมควร ความสวยงามอยู่ที่เนื้อผ้าการเย็บและรูปทรงของผู้ที่สวม ใช้เครื่องประดับได้งดงามสมโอกาสในเวลาค่ำคืน
(5) ฮวงซุ้ย คือ ที่ฝังศพของคนจีน