bloodbath หนี้เลือดตระกูลซือ

    บทที่8 กลุ่มคนประหลาด

    ในช่วงค่ำ กองโจรหุบเขานับร้อยชีวิตหยุดเท้าตามคำสั่งของหูหลี่ไป๋ เบื้องหน้าของพวกมันคือทะเลทรายสุดลูกหูลูกหา แม้ว่าทะเลทรายเบื้องหน้าจะเป็นพื้นที่โล่งกว้าง ไม่ต้องกังวลว่าจะพบเจอศัตรูหรือสัตว์ร้าย แต่อุปสรรคที่แท้จริงคือระยะทางที่ยาวไกล การจะข้ามเส้นทางนี้ในช่วงเวลาที่ยังไม่ได้พัก อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเท่าไรนัก พวกมันจึงตัดสินใจที่จะหยุดพักในคืนนี้
    หนิงเทียนซึ่งตอนนี้มีฐานะเป็นถึงกุนซือ ตลอดการเดินทางของมันจึงค่อนข้างสะดวกสบาย ในเวลาที่คนอื่นกำลังพักผ่อนให้หายเหนื่อย หนิงเทียนใช้เวลานี้ในการสำรวจพลังของตนเองอย่างจริงจัง
    วันนี้หนิงเทียนได้ประมือกับฉีเต๋อไปหนึ่งกระบวน ความทรงจำต่างๆของโลกใบนี้ค่อยๆคืนกลับ แม้ระดับพลังจากโลกใบเก่าของมันจะถูกกดให้อยู่ในระดับต่ำสุด แต่เมื่อเทียบกับระดับพื้นฐานของยุคสมัยนี้ ทำให้มันสามารถเอาชนะผู้ฝึกยุทธ์ระดับที่2ได้ไม่ยาก และมีความเป็นไปได้ว่าระดับพลังของมันอาจเท่ากับระดับพลังในตอนที่ยังเป็นแม่ทัพสวรรค์ ซือหม่าหนิงเทียน
    และเพื่อพิสูจน์ความสงสัยนี้ หนิงเทียนปิดปลือกตาลง สำรวจพลังวัตรในตัว มันพบว่าร่างกายที่เทียบชั้นในดินแดนขั้น9ทัดเทียมได้กับวรยุทธในระดับครึ่งก้าวสู่ขั้นที่8
    ในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ แบ่งระดับผู้ฝึกยุทธด้วยขอบเขตของพลังวัตรเป็น9ระดับ ผู้ที่สามารถฝึกฝนร่างกาย จิตใจและกำลังภายในไปถึงระดับที่8ได้ จะถูกเรียกว่ายอดยุทธ์ และผู้ที่สามารถบรรลุไปถึงระดับที่9ได้ จะถูกขนานนามว่าปรมาจารย์ยุทธ ในชีวิตก่อนของหนิงเทียน มันสามารถไปถึงขั้นยอดยุทธ์และอีกเพียงครึ่งก้าว มันจะกลายเป็นปรมาจารย์ยุทธในวัยเพียง30ปี ทว่าโศกนาฏกรรมที่หุบเขาบรรจบเมฆก็มาเกิดขึ้นเสียก่อน
    ‘โชคดีที่ดินแดนมนุษย์เทียบได้กับวรยุทธขั้น7’ หนิงเทียนเป่าลมหายใจออกมาพร้อมกับเปิดเปลือกตาขึ้น มันจมอยู่ในภวังค์จนไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้าง เมื่อตื่นขึ้นสายตากวาดมองทำความเข้าใจ พบว่าตอนนี้ได้มีอาหารถูกวางไว้ตรงหน้า คนอื่นๆมีอาหาร สุราดื่มกินกันอย่างเอร็ดอร่อย เว้นแต่เพียงคนของมันกลับไม่ได้รับอาหารใดๆเลย
    เห็นเช่นนั้นหนิงเทียนลุกขึ้นยืน มันเดินตรงไปหาเหิ่นเสี่ยว พร้อมกล่าวถามด้วยความข้องใจ “เหตุใดถึงไม่มีอาหารให้กับคนของข้า??”
    ได้ยินเช่นนั้นชายร่างผอมผู้เปรียบเสมือนสองมือของหัวหน้าใหญ่ กล่าวตอบ “อาหารทั้งหมดถูกจัดเตรียมไว้ก่อนที่จะรับพวกเจ้าเข้ามา ความจริงแม้แต่กุนซือก็ไม่มีส่วนแบ่งในอาหารมื้อนี้ แต่เป็นเพราะหัวหน้าใหญ่เห็นความสำคัญของท่านจึงได้แบ่งอาหารของพวกเราให้ท่านไป” เหิ่นเสี่ยวกล่าวจบ มันมองสีหน้าของหนิงเทียนอีกครั้งก่อนจะถอนหายใจออกยาว
    “กุนซือ ใช่ว่าพวกข้าจะใจไม้ไส้ระกำ ท่านเองก็รู้ถึงสถานะของพวกเรา เราเองก็เป็นพวกลี้ภัยเช่นกัน อาหารที่แจกจ่ายคือทั้งหมดที่เรามีแล้ว พวกท่านก็ช่วยทนๆไปหน่อย ข้ามผ่านทะเลทรายข้างไปก็จะเป็นชนเผ่าเค่อหวิน พวกเราจะหาเสบียงและรวมคนจากที่นั้น ตะวันตกของวันพรุ่ง ข้ารับปากว่าคนของท่านจะได้กินอิ่มท้องอย่างแน่นอน”
    ฟังความดังนั้น หนิงเทียนได้แต่กลับมาที่ของมัน จากนั้นจึงแบ่งอาหารที่มันได้รับออกเป็นสี่ส่วน หมายจะมอบให้กับ บุรุษหนุ่ม ชายชรา หญิงสาวและกลุ่มชายฉกรรจ์ทั้งสามคน
    หนิงเทียนมอบอาหารส่วนหนึ่งให้หญิงสาว อีกฝ่ายมองกลับมาด้วยแววตาที่ซาบซึ้งและกล่าวคำว่าขอบคุณ มันทำให้หนิงเทียนยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย จากนั้นได้มอบอาหารให้แก่บุรุษหนุ่มและชายชราในลำดับถัดไป
    สิ่งที่หนิงเทียนได้ตอบแทนคือคำขอบคุณจากชายชรา หากแต่ชายหนุ่มมันได้กลับมาด้วยพฤติกรรมที่เฉยชา ไม่แม้แต่จะหยิบจับสัมผัสอาหารหรือกล่าวคำใดแม้แต่น้อย สุดท้ายกลุ่มชายฉกรรจ์สามคน ไม่ผิดไปจากที่หนิงเทียนคิดไว้ เมื่อพวกมันได้รับอาหาร ทั้งสามเข้ามาเลียแข็งเลียขากุนซือคนใหม่ของกองโจรหุบเขาอย่างรวดเร็ว
    หนิงเทียนมอบอาหารให้แก่ทุกคนเสร็จแล้ว มันกลับมานั่งผิงต้นไม้ด้วยรอยยิ้ม คล้ายกับว่า กำลังต้องการทดสอบอะไรบ้างอย่างให้แน่ชัดในใจ
    เวลาผ่านไปไม่นาน ความขัดแย้งค่อยๆบังเกิดขึ้น เนื่องจากอาหารที่แบ่งไปมีจำนวนพอกินเพียงคนเดียว แต่หนิงเทียนกลับแบ่งออกเป็นสี่ส่วน หกคน มองเผินๆนี้อาจเป็นน้ำใจที่มอบให้ แต่หากมองลึกลงไปนี้คือต้นตอแห่งความขัดแย้งที่ถูกจุดขึ้น
    เงามืดทอดยาวท่วมร่างของบุรุษหนุ่ม ปรากฏเป็นร่างของชายชรา หากแต่แววตาสุขุมของชายชราผู้นี้เปลี่ยนเป็นแหลมคมและดุร้าย มันจ้องเขม็งไปที่อาหารตรงหน้า และกล่าว “หากเจ้าไม่กินก็นำมันมาให้แก่ข้า”
    ได้ยินเช่นนั้นบุรุษหนุ่มแหงนมองด้วยสายตาดูหมิ่น “อาหารที่ได้รับมาจากคนเลว ข้าไม่แตะต้องมันอยู่แล้ว อยากกินก็กินไป”
    ได้ยินเช่นนั้นชายชราสลับสายตามองไปที่หนิงเทียนครั้งหนึ่ง จากนั้นมันทวนคำพูดซ้ำเสียงดัง “อาหารที่ท่านกุนซือมอบให้ จะมาจากคนเลวทรามได้อย่างไร??” สิ้นเสียงกล่าว เท้าขวาของชายชราเตะไปที่ใบหน้าของบุรุษหนุ่มอย่างแรง เลือดสดๆกลายเป็นละอองฟุ้งไปในอากาศ ร่างกายของบุรุษหนุ่มกระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่เสียงดัง
    จากนั้นชายชรานำอาหารของอีกฝ่ายไปและกล่าวทิ้งท้าย “หากยังใช้วาจาหยามหมิ่นท่านกุนซือ ระวังเงาหัวจะหลุดออกจากบ่า”
    เมื่อเห็นชายชราแย่งอาหารของบุรุษหนุ่ม ชายฉกรรจ์ทั้งสามคนมองหน้ากันและกันก่อนจะเกิดเป็นความคิดชั่วร้ายโดยไม่ได้นัดหมาย พวกมันลุกขึ้นยืนและเข้าไปแย่งชิงอาหารมาจากหญิงสาวตัวเล็กๆที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ขณะที่พวกมันแย่งชิงอาหารของอีกฝ่ายมา สายตาของทั้งสามจ้องมองไปยังเรือนรางและขาอ่อนของอีกฝ่าย บังเกิดเป็นไฟราคะพวยพุ่งขึ้นมาในตาของคนที่เป็นลูกพี่ใหญ่ มันมองซ้ายแลขวาอยู่นานก่อนจะฉุดลากสตรีเข้าไปในมุมมืดของต้นไม้และให้ลูกน้องของมันสองคนคอยเฝ้า

    เห็นสภาพอันน่าเวทนาของหญิงสาว บุรุษหนุ่มเช็ดเลือดที่มุมปากจากนั้นมันก้าวเดินเข้าไปหาหนิงเทียนด้วยความโกรธ “เจ้าเป็นถึงกุนซือ อีกทั้งยังแบกรับนามของวีรบุรุษ เหตุใดถึงไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือสตรีตัวเล็กๆผู้นั้น”
    หนิงเทียนมองเหตุการณ์ฉุดคร่าอย่างไม่สนใจก่อนจะดึงสายตามองไปที่บุรุษหนุ่ม “เหตุใดข้าถึงต้องยื่นมือเข้าช่วย?? ในเมื่อสถานการณ์เป็นไปตามที่ข้าคิดไว้ทุกอย่าง”
    “เจ้ามัน!!!!” บุรุษหนุ่มกำมือแน่น เส้นโทสะปูดบวมขึ้นที่ลำคอและศีรษะ ก่อนจะกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงแข็ง “เจ้าใช้เศษอาหารเพื่อกระตุ้นความขัดแย้งของคนอื่น เจ้ามันก็พวกต่ำช้าไม่ต่างไปจากโจรคนอื่น”
    ได้ยินเช่นนั้นหนิงเทียนส่ายศีรษะ และกล่าว “ข้าแค่ต้องการรู้ในความลับที่พวกเจ้าปกปิดเอาไว้”
    “หมายความว่าอย่างไร!!??” อีกฝ่ายตอบกลับอย่างไม่สนใจ
    หนิงเทียนกล่าวถามด้วยรอยยิ้ม “บุรุษหนุ่ม เจ้าเป็นใครกันแน่? เจ้าและชายชราเป็นใคร?? เหตุใดถึงต้องเสร้งทำเป็นไม่รู้จักกันด้วยเล่า??”
    “เจ้าพูดอะไร?? ข้าไม่เข้าใจ” อีกฝ่ายยังคงตอบกลับเสียงแข็ง
    จากนั้นหนิงเทียนได้กล่าวออกถึงสิ่งที่มันคิด “พวกเจ้าสองคนรู้จักกันมาก่อน แต่แสร้งทำเป็นนั่งแยกโต๊ะ เมื่อจับพลัดจับผลูตกอยู่ในเงื้อมมือของกองโจรหุบเขา ฐานะของเจ้าจึงไม่เป็นที่สังเกต และการทะเลาะกันเมื่อครู่ก็เป็นเพียงละครตบตาเท่านั้น ลูกเตะของตาเฒ่านั้น ใส่กำลังลงไปเพียงครึ่งเดียวไม่ใช่หรือไง และอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ข้าแน่ใจ สายตาของเจ้า มันหลอกใครไม่ได้เลย ว่ายังไงละ มีตรงไหนที่ข้าพูดผิดไปหรือไม่??”
    เมื่อเห็นเด็กหนุ่มเงียบเสียงไป พร้อมๆกับเสียงร้องของหญิงสาวที่หายไปในความมืด หนิงเทียนปัดฝุ่นที่เสื้อผ้าพร้อมกับลุกยืนขึ้น “อย่าห่วงไป ไม่ใช่เจ้าเพียงคนเดียวที่กำลังปกปิดตัวตน ยังมีอีกหนึ่งคนที่ปกปิดมันได้แนบเนียนกว่าเจ้า” กล่าวจบหนิงเทียนก้าวเดินไปในทิศทางของมุมมืดใต้ต้นไม้
    เมื่อบุรุษหนุ่มได้สติกลับมา มันหันมองประสานสายตากับชายชราที่ได้ยินทุกคำพูดของหนิงเทียนไม่ขาด จากนั้นมันหันหลังกลับด้วยความสงสัยในคำพูด

    “ไม่ใช่ข้าเพียงคนเดียวงั้นรึ??” สิ้นเสียงกล่าวทวน มันเสือกเท้าก้าวตามหลังหนิงเทียนไปติดๆ ...