บทที่ 2
การเอาตัวรอด
“ตายแน่!ๆๆๆๆๆๆ”
“ทำยังไงดี?ๆๆๆๆๆๆ”
“ยังไม่อยากตายๆๆๆๆๆๆ”
“............................................”
“.....มาได้แค่นี้งั้นเหรอ?”
วิลที่ได้แต่พร่ำบ่นออกมาขณะลอยอยู่บนอากาศอย่างสิ้นหวังจนเขาปลงตกว่ายังไงก็คงไม่รอดเขาได้แต่มองขึ้นไปบนฟ้าและคิดว่านี้คงเป็ภาพสุดท้ายที่เขาจะได้เห็นเมื่อครั้งยังมีชีวิตแล้วเขาก็หลับตาลงเพื่อเผชิญกับความตายในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า
ทันใดนั้นเองได้มีประกายแสงส่องออกมาจากแหวนที่นิ้วกลางข้างซ้ายจากนั้นก็เกิดลมหมุนขึ้นรอบตัวเขาอย่างผิดปกติที่ลมจะทำได้นั้นทำให้เขารู้สึกตัวถึงเสียงลมที่ผิดปกตินี้เขารีบลืมตามองดูรอบๆตัวเขาเพราะคิดว่าเขาตกถึงพื้นแล้วเหรอเสียงลมถึงเปลี่ยนไป
“อะไร!? เกิดอะไรขึ้น?”
เขาพูดออกมาด้วยใจู่ๆลมที่หมุนรอบตัวเขาอย่างไม่ปกติก็พัดหอบเขาลอยไปแบบแนวนอนอย่างผิดธรรมชาติแล้วลมก็หยุดพัดเอาดื้อๆ นั้นทำให้ตัวเขาตกลงมาในแนวดิ่งอีกครั้งแม้ครั้งนี้ระยะการตกจะอยู่ใกล้ยอดต้นไม้แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกว่าเขาจะรอดจากการตกจากที่สูงขนาดนี้อยู่ดีเขาตกลงไปโดนกิ่งไม้เล็กใหญ่นับไม่ถ้วนถึงขนาดนั้นมันก็ไม่ได้ช่วยลดความเร็วในการตกลงเลย เขาหลับตาแน่นเกิดเสียงจากการตกของเขาดัง “บุ๋ม!”อย่างรุนแรง
“บุ๋ม!? งั้นเหรอ? ไม่ใช่แล้ว แบบนี้....อั๊ก..หายใจไม่...”
เขารีบพูดออกมาด้วยความสงสัยแต่กลับเริ่มหายใจไม่ออกและพอเขาลืมตาขึ้นมามองรอบๆแต่ทุกอย่างที่เห็นกลับเป็ภาพบิดเบี้ยวเหมือนว่าเขาจมอยู่ในน้ำแต่เขารู้สึกว่ามวลสารรอบตัวมันหนาแน่นกว่าน้ำมาก เขากลั้นหายใจและมองไปรอบๆเขาเห็นคนยืนอยู่รอบๆภายนอกสิ่งที่เหมือนกับน้ำที่หนาแน่นนี้ มีคนอยู่สามคนไม่สิ4คน เขามองไม่ค่อยชัดเขาเพียงแต่ว่ามีคนหนึ่งที่พยายามชี้ไปที่มือขวาของเขาที่กำไม้คทาเวทมนตร์ไว้และชี้มือให้เขาหันไปมองด้านซ้ายมือของเขาเมื่อเขามองไปยังทิศทางที่โดยชี้บอก ห่างไปสักสามเมตรได้ มันมีก้อนบางอย่างกลมๆสีดำขนาดเท่าหัวลอยอยู่ภายในมวลน้ำที่หนาแน่นนี้
อาจเป็เพราะสถานะการณ์ที่ใกล้ตายเขาจึงเข้าใจในทันทีว่าคนที่อยู่ข้างนอก้าให้เขาทำอะไรกับไอ้ก้อนกลมๆสีดำนั้นเขาพยายามหันไม้คทาที่อยู่ในมือให้ตรงและท่องคาถาออกมาแต่
“บะ...บอล...ค๊อกๆ”
ใช่แล้วเพราะภายในมันเหมือนน้ำจึงทำให้เขาไม่สามารถเปล่งเสียงได้บ้าเอ้ย! หายใจไม่ออก! จะตายอยู่แล้ว!ออกมาสิเว้ย! เขาได้แต่บ่นสบบอยู่ในใจที่ไม่สามารถทำตาม้าได้สติของเขาเริ่มเลือนราง
แต่แล้วก็เกิดประกายแสงส่องออกมาจากแหวนที่นิ้วกลางข้างซ้ายของเขาขึ้นอีกครั้งแล้วลูกไฟก็เริ่มพุ่งออกมาจากปลายไม้คทาและลอยไปหาก้อนกลมสีดำอย่างช้าๆ คงเพราะความหนาแน่นของมวลน้ำนี้เขารู้ได้ทันทีว่าเขาคงตายก่อนที่ลูกไฟจะลอยไปโดนก้อนกลมสีดำนั้นมันต้องมีแรงทำลายมากกว่านี้สิ พอเขาคิดแบบนั้นมันทำให้เขาคิดถึงตอนที่เ้าโจรโซโรยิงลูกไฟหลายๆลูกใส่เขาจนมันรวมกันเป็ลูกไฟลูกใหญ่ที่ทั้งเร็วและรุนแรงมากขึ้นเขารีบปล่อยลูกไฟอีกลูกมันทำให้เขารู้สึกปวดหัว แต่เขารู้ดีว่ายังหยุดไม่ได้เขาจึงยอมทันกับอาการปวดหัวที่มากขึ้นตามจำนวนลูกไฟที่เขาปล่อยออกมา สามลูก สี่ลูกห้าลูก หกลูก จนลูกไฟถูกปล่อยออกมาถึงเจ็ดลูกความเ็ปภายในหัวของเขาพุ่งขึ้นถึงขีดสุดจนทำให้เขาสลบไป
“เขาเป็ยังไงบ้าง”
“เริ่มดีขึ้นมากแล้วอีกเดี๋ยวคงจะตื่น”
มีเสียงคนพูดคุยกันอยู่ใกล้ๆจนวิลรู้สึกได้เขาพยายามลืมตามองแต่ก็ยังลืมตาไม่ไหว เขารู้สึกว่ามีอะไรอุ่นๆอยู่ที่หัวเขาทำให้เขารู้สึกดีมากเขาจมอยู่กับความรู้สึกสบายแบบนี้อยู่สักพักหนึ่ง จนเขารู้สึกว่าเขาลืมตาได้แล้วเขาจึงค่อยๆลืมตาขึ้นมาแต่เหมือนมีผ้าขาวบังตาเขาอยู่ เขาจึงใช้มือจับผ้าขาวนั้นออกแต่มันกลับอุ่นและนุ่มมาก
“ว้าย!”
ความเจ็บแล่นแปลบจากแก้มขวาไปถึงสมองของวิลอย่างรุนแรงพร้อมๆกับตัวเขาที่หมุนกลิ้งไปกับพื้นดินจนหยุดนิ่งเขามือซ้ายพยุงตัวเองขึ้นมาโดยมือขวาจับแก้มที่เจ็บและมองไปยังจุดที่เขากลิ้งมา
มีเด็กสาวผมสีทองใส่หมวกทรงแหลมสีดำมีปีกหมวกรอบใบใหญ่ั์ตาสีทองประกายเข้ากับสีผม เธอใส่เสือแขนยาวสีขาวมีผ้าคลุมไหลสีเทาใส่กระโปรงสีดำที่มีชายกระโปรงด้านข้างสีขาวเธอนั่งท่าชันเข่าโดยขาอีกข้างคุกเข่าอยู่ มือข้างขวายกค้างไว้ส่วนมือซ้ายจับที่หน้าอกที่มีมากผิดกับหุ่นที่ผอมเพรียวเธอมองมาที่วิลด้วยสายตาโกรธเคืองพร้อมแก้มที่แดงไปถึงหู
“คนเขาอุตส่าห์ช่วยแล้วมาจับ....กันแบบนี้เนี้ยนะ!”
“หา!..จับอะไรนะ?”
วิลที่ยังงุนงงสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นก็เริ่มสังเกตได้ถึงท่าทางคำพูดของหญิงสาวเขามองไปที่มือขวาที่ยังเหลือความรู้สึกถึงความอุ่นและนุ่มนั้นทำให้เขานึกได้ขึ้นมาทันที่ เขารีบกุมมือทั้งสองข้างไว้กลางหน้าอกแล้วพยักหน้ารัวๆพร้อมกับเอ่ยว่า
“ขอโทษครับ!! ๆๆๆๆๆๆ”
“งั้นแกก็จงตายเพื่อไถ่โทษซะ!”
“ใจเย็นน่าคุสโตส ไอ้หนุ่มนั้นคงไม่ได้ตั้งใจ เขาพึ่งฟื้นจากการเฉียดตายมาเองนะ..อุบ”
วิลรีบหันไปมองเ้าของเสียงผู้ชายอันดุดันและเสียงทุ่มลึกมีผู้ชายผมสีทองประกายเหมือนผู้หญิงคนที่เขากำลังขอโทษ ผู้ชายคนนั้นใส่ผ้าคลุมยาวสีแดงมีหมวกฮู้ดกำลังผลักดันชุดเกราะเต็มตัวที่สูงใหญ่กว่าคนที่ผลักดันกว่าประมาณหนึ่งในชุดเกราะนั้นน่าจะเป็ผู้ชายอีกคนที่พยายามจะเดินเข้ามาทำลายวิลนั้นเอง
“เอาละๆพอได้แล้วทุกคน สเตลล่าเลิกอายแล้วยกโทษให้ไอ้หนุ่มนี้ได้แล้ว เ้ามีหน้าอกที่น่าดึงดูดขนาดนั้นจะอายไปทำไมคุสโตสเ้าก็เลิกโวยวายได้แล้วคนที่ควรโกรธควรเป็เ้าตัวเขามากกว่ากลาดิโอเหมือนเ้าจะสนุกอยู่คนเดียวนะ ข้ารู้นะว่าเ้ากำลังกลั้นขำอยู่ส่วนเ้าไอ้หนุ่มแปลกหน้าเ้าจงบอกมาว่าเ้าเป็ใครมาจากไหน?”
มีสาวสวยผมสีฟ้าอ่อนโผล่มาอีกคนเธอมีสีตาเหมือนสีผมใส่เสื้อและผ้าคลุมไหล่สีเขียวใส่กางเกงกับรองเท้าบูทหนังยาวดูคล่องตัวที่หลังของเธอมีธนูและซองใส่ลูกธนูห้อยอยู่พร้อมใช้งานได้ทุกเมื่อแต่ที่สดุดตาที่สุดคือหูที่เรียวยาวกว่าคนปกติ
“อะ..เออ...คือว่า”
วิลเล่าเื่ที่เขาต้องเดินทางมาโดยเรือเหาะจนกระทั้งโดนปล้นแล้วตกลงมาที่นี่เพียงแต่ว่าเขาไม่ได้บอกถึงจุดประสงค์ในการเดินทางมาครั้งนี้ พอเขาเล่าจบ......
“วะ..ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”
เกิดเสียงหัวเราะดังสะนั่นคนที่หัวเราะนั้นก็คือกลาดิโอนั้นเอง เขาหัวเราะจนลงไปนอนชักดิ้นชักงอกับพื้น
“ไม่เอาน่ากลาดิโอเื่ของไอ้เด็กหนุ่มนี่มันน่าขำขนาดนั้นตรงไหนกัน?”
“ฮะฮ่า...ซิลวา...เ้า...กะ...ก็...คิ..คิดดูสิ...คนบ้าที่ไหนจะซวยขนาดตกมาจากเรือเหาะแล้วรอดมาได้เพราะตกมาใส่“คิงสไลม์” แถมยังจัดการกับมันได้ด้วยการยิงเวท’ใส่ “แกนกลาง” จากในตัวมันจนมันตายได้อีก โอ้ยคิดแล้วขำ ฮ่าฮ่าฮ่า”
พอกลาดิโอพูดอธิบายสาเหตุที่เขาขำไม่หยุดมันทำให้พรรคพวกเขาอีกสามคนเริ่มจะขำตาม แต่พวกเขายังพยายามกลั้นขำไว้ วิลที่เห็นปฏิกิริยาของทั้ง4คนเขาก็ทำได้เพียงหน้านิ่งไว้เพราะมันเป็เื่จริงที่น่าขำมาก
“แล้วนายจะเอายังไงต่อ?เออ....”
ซิลวาที่หยุดขำได้ก็เริ่มเปิดคำถามใหม่
“ผมชื่อวิลเลียม ทิมเบอร์ครับ”
“ผมอยากจะออกจากป่านี่ให้เร็วที่สุดแล้วไปหาเพื่อนเพราะตอนนี้เธอคิดว่าผมตายไปแล้วและโทษตัวเองว่าเป็สาเหตุที่ทำให้ผมตายครับ”
“หากเ้าอยากจะออกจากป่าแห่งความมืดที่มีสัตว์เวท’อยู่ทั่วทั้งที่ภายในป่านี้ เ้าคงต้องจ้าง“นักผจญภัย” อย่างพวกข้า ไม่สิ ต้องเป็พวกข้าเท่านั้นแล้วละเพราะแถวนี้ไม่มีนักผจญภัยคนอื่นให้จ้างคุ้มครองเ้าไปส่งเมืองที่ใกล้ที่สุดแล้วอ่ะ! เ้าคงไม่ค่อยรู้เื่สินะเพราะเ้าเป็คนที่มาจาก“แดนต้องสาบ” ว่าแต่ตอนนี้ในตัวเ้ามีเงินอยู่เท่าไรล่ะจะได้เอามาว่าจ้างพวกข้าคุ้มครองเ้าได้”
กลาดิโอที่หยุดขำได้แล้วก็ได้รีบเข้ามาคุยกับวิลเพื่อที่จะหาเงินใช้ตามประสาของนักผจญภัย
“เออ...“นักผจญภัย?” “แดนต้องสาบ?” มันคืออะไรครับ?”
“นักผจญภัยคือ อาชีพที่รับทำตามคำร้องขอเกือบทุกอย่างไง เช่น ต่อสู้กับสัตว์เวท’ งานคุ้มครอง หรืออย่างงานหาของก็ทำนะสรุปก็รับทำเกือบหมดทุกอย่างนั้นล่ะ ส่วน “ดินแดนต้องคำสาบ” เรียกสั้นๆว่า“แดนต้องสาบ” มันคือ “ชินเทอร์ร่า มาจิ” ที่ๆเ้าจากมานั้นเองเพราะสำหรับพวกเราแล้วที่ดินแดนนั้นมันเป็ที่ต้องคำสาบสมชื่อเพราะใครก็ตามที่เผลอใช้เวทมนตร์ที่นั้นพลังเวท’จะโดนสูบจนหมดตัวจนตายเลยก็มีมีเื่เล่าว่าเพราะ “าาปีศาจ” โดน “ผู้กล้า” ฆ่าตายที่ดินแดนนั้น แล้วก่อนตายาาปีศาจได้สาบแช่งให้ดินแดนนั้นตกตายไปตามกันพูดไปแล้วเ้ารู้จักาาปีศาจมั้ยล่ะ ถ้าจะให้เล่าถึงก็คงอีกยาวเลยล่ะ”
“อ๋อถ้าเื่าาปีศาจกับผู้กล้า ผมพอจะรู้จักจากหนังสือนิทานแล้วล่ะครับแต่ถ้าจะถามผมถึงเื่เงินค่าจ้างละก็ ผมคงไม่มีให้หรอกน่ะครับเพราะของทุกอย่างของผมรวมทั้งเงินมันอยู่บนเรือเหาะทั้งหมดเลยครับ”
“งั้นพวกข้าก็คงช่วยอะไรเ้าไม่ได้พวกข้าก็มีเื่ที่ต้องทำจะมาให้ช่วยคุ้มครองเ้าฟรีๆมันก็ใช่เหตุ”
วิลได้แต่นิ่งเงียบพร้อมกับทุกคนที่ฟังบทสนทนาระหว่างเขากับกลาดิโอจบวิลรู้ในทันทีว่าชีวิตเข้ามาถึงทางตันอีกแล้วเว้นแต่ว่าเขาเป็ผู้มีนิสัยที่ชอบคิดติตองเก่งมันทำให้เขาคิดถึงหนทางบางอย่างออกได้
“ถ้าอย่างงั้นก็จ้างผมแทนสิครับ”
กลาดิโอและพรรคพวกต่างพากันงุนงงกับคำพูดที่ออกมาจากปากของวิลทุกคนต่างคิดว่าพวกเขาต้องจ้างคนที่ไร้ประโยชน์สำหรับพวกเขาเนี้ยนะ?
“ก็ไม่ถึงกับจะเรียกว่าจ้างอะไรหรอกน่ะครับคือขอให้ผมเดินทางไปกับพวกคุณแล้วผมค่อยดูแลรับใช้พวกคุณแทนการช่วยคุ้มครองผมไปด้วยไม่ว่าจะเป็การแบกหามหรือการหุงหาอาหาร จนกว่าพวกคุณจะเดินทางเข้าเมืองครับ”
“เรียกว่าจะทำงานเป็เบ๊จิปาถะสินะแล้วเ้าทำไมคิดว่าพวกข้าจะเดินทางเข้าเมืองได้ละ ทั้งๆที่รอบๆนี้มีแต่ป่า?”
“เพราะหากคิดง่ายๆตามหลักการทำงานของนักผจญภัยแล้วคุณบอกว่าถเมีคำร้องขอก็ต้องทำทุกอย่างตามที่ร้องขอมา ซึ่งแน่นอนว่าต้องมี“คนที่ยื่นคำร้องขอ”และจะเป็อื่นไปไม่ได้หากไม่มีหมู่บ้านหรือเมืองที่มีคนมากพอที่จะเริ่มจัดการเื่พวกนี้ได้แปลว่ายังไงพวกคุณก็ต้องกลับเข้าเมืองสักวันใช่มั้ยครับ”
““““.........................””””
พวกกลาดิโอต่างเงียบและแปลกใจกับคำตอบของวิลอย่างมาก
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าก็ได้ๆ ข้าจะรับเ้าเข้าเป็พวกเราชั่วคราวละกัน มีใครจะคัดค้านรึเปล่า”
“เ้าเป็หัวหน้ากลุ่มนี่ข้าจะว่าอะไรได้ แต่ข้าไม่ยอมรับไอ้คนไม่รู้หัวนอนปลายเท้าเป็พรรคพวกจริงๆหรอกนะ”
“ข้าก็ว่าตามคุสโตสนะว่าแต่สเตลล่าล่ะว่าไง?”
“ข...ข้าไม่เป็อะไรแล้วคะเอาตามที่ท่านพี่เห็นควรเถอะ”
“งั้นแปลว่าเป็เอกฉันท์แต่ข้าไม่ให้แค่เ้าช่วยงานจิปาถะหรอกนะ”
“หมายความว่ายังไงครับ?”
“ก็เหมือนเ้าจะมีพลังเวท’ที่ถึงขนาดจัดการแกนกลางของคงสไลม์ได้ในครั้งเดียวเลยนี่สเตลล่าช่วยใช้เวท’ “วิเคราะห์สถานะ” ของเ้าหนุ่ม...วิลนี่ทีสิ”
“ได้ค่ะท่านพี่แต่อาจจะต้องใช้เวลาหน่อยนะคะเพราะหนูไม่มีเวทมนตร์สำเร็จรูปสำหรับเวท’นี้เลยค่ะ”
วิลได้แต่สงสัยว่าอะไรคือ“วิเคราะห์สถานะ” และอะไรคือ “เวทมนตร์สำเร็จรูป” แต่เขาคิดว่าควรเก็บไว้ถามทีหลังดีกว่าเพราะเขาเห็นว่าเด็กสาวที่ชื่อสเตลล่ากำลังจะทำอะไรบางอย่างแล้ว เธอหยิบหนังสือเล่มหนาออกมาจากกระเป๋าคาดเอวที่อยู่ด้านหลังของเธอแต่น่าแปลกที่กระเป๋าในนั้นดูจะเล็กกว่าหนังสือที่เธอหยิบออกมาเสียอีกเธอพลิกเปิดหนังสือเล่มหนาจนเหมือนว่าเธอจะเจอหน้าที่้าแล้ว จากนั้นเธอก็หยิบไม้เท้าเก่าๆที่สูงเท่าหน้าอกที่ยอดไม้เท้ามีลูกแก้วคริสตัลสีใสลูกใหญ่เท่ากำปั้นที่ฐานยึดคริสตัลเป็ไม้ที่มีหินสีเม็ดเล็กล้อมรอบอยู่ถึง6เม็ด6สีเธอใช้ปลายไม้เท้าขีดเส้นบนพื้นดินพรางมองดูหนังสือในมืออีกข้างไปด้วย
“ชะ...ช่วยมายืนอยู่ตรงกลางวงเวท’ เออ...วงแหวนเวทมนตร์นี้ด้วยค่ะ”
เหมือนว่าสิ่งที่เธอขีดเขียนบนพื้นดินจะเป็สิ่งที่เรียกว่า“วงแหวนเวทมนตร์” จากคำย่อที่เรียกว่า วงเวท’แต่เธอพยายามพูดให้วิลเข้าใจง่ายขึ้น เธอจึงพูดโดยใช่คำเต็มแบบเดิมให้เขาได้ยิน รูปร่างของวงเวท’นั้นเป็รูปแบบของดาวหกแฉกที่มีวงกลมสองชั้นวงภายในวงมีตัวอักษรเขียนไว้โดยรอบอีกทีอยู่รอบดาวหกแฉกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณสามเมตรได้ วิลรู้สึกยังลังเลที่จะเดินเข้าไปในวงเวท’ กลาดิโอหันมามองหน้าเขาแล้วพยักหน้าให้เขา เขาจึงยอมเดินเข้าไปยืนในวงเวท’นั้น สเตลล่าได้มายืนต่อหน้าวิลแต่เธอนั้นยืนอยู่นอกวงเวท’
“รอบๆนี้อักษรรูนใช่เปล่า?”
“นี้เ้ารู้จักอักษรเวทมนตร์ด้วยงั้นเหรอ?”
สเตลล่ารีบถามวิลด้วยความใ
“ที่นี้เรียกว่าอักษรเวทมนตร์งั้นเหรอ! แต่แถวบ้านผม เออ...แดนต้องสาปนะเขาเรียกว่า อักษรรูนพอดีอ่านเจอในหนังสือนิทานแล้วเห็นว่าน่าสนใจดีเลยลองศึกษาไว้นะ”
“อืม...แต่ยังไงตอนนี้ก็ช่วยยืนอยู่นิ่งๆในวงเวท’ไปก่อนละกัน”
สเตลล่าหลับตาลงเพ่งสมาธิและเริ่มกล่าวว่า
“ข้าขอวิงวอนแด่พื้นปฐีโปรดช่วยแสดงสิ่งที่อยู่เบื้องลึกภายในตัวชายผู้นี้ให้ประจักษ์ต่อเบื้องหน้าข้าด้วยเถิด”
เกิดแสงจ้าตามรอยวงเวท’ทั้งหมดขึ้นและจางหายไปแต่มันกลับปรากฏอักษรขึ้นตามช่องว่างรอบรูปดาวหกแฉก ได้ความว่า
นาม “วิลเลียม ทิมเบอร์”
เพศ “ชาย”
อายุ “17”
เผ่าพันธุ์ “มนุษย์”
พลังกาย “ระดับ 3”
พลังเวทมนตร์ “ระดับ 1”
ธาตุประจำตัว “ไร้ธาตุ”
พร์ “รังสรรค์เวทมนตร์”
“เหมือนจะมีข้อมูลเกี่ยวกับตัวผมออกมาด้วยชื่อ,เพศ,อายุ และเผ่าพันธุ์ นี้ใช่เลยนะ แต่ส่วนที่เหลือมันคืออะไรเนี้ย?”
“พลังกายคือความแข็งแรงระดับ3 ก็หมายความว่าแข็งแรงสมอายุนั้นละ พลังเวทมนตร์คือประริมาณพลังเวทมนตร์ภายในตัวที่สามารถปลดปล่อยพลังออกมาได้สำหรับพลังเวทมนตร์ระดับ 1 ถ้าจะให้เข้าใจง่ายๆก็เปรียบได้กับเด็กอายุสามขวบเท่านั้นธาตุประจำตัว คือความถนัดในการใช้เวทมนตร์ของธาตุนั้นๆหมายความว่าหากเป็ธาตุไฟก็จะใช้เวทมนตร์ธาตุไฟได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับไร้ธาตุก็แปลว่าไม่ถนัดธาตุใดเป็พิเศษเลย ส่วนพร์คือความถนัดพิเศษเฉพาะตัวที่สามารถบอกถึงสิ่งที่เราจะเป็ได้เลย แต่ไอ้ “รังสรรค์เวทมนตร์”นี่ไม่เคยได้ยิน...”
“มันคือความสามารถด้านเวทมนตร์อันเก่าแก่นะ”
ขณะที่สเตลล่ากำลังอธิบายการวิเคราะห์สถานะที่เธอใช้วงเวท’วิเคราะห์ออกมาได้ซิลวาก็ได้พูดถึงสิ่งที่สเตลล่าไม่รู้ พร้อมกับอธิบายเพิ่มเติม
“สมัยที่สูตรเวทมนตร์ต่างๆยังไม่แพร่หลายรังสรรค์เวทมนตร์คือสิ่งที่มีค่ามากแปลตรงๆตัวเลยก็คือคนที่มีพลังในการคิดสร้างสรรค์สูตรเวทมนต์ใหม่ๆและมีประสิทธิภาพมาก”
“งั้นก็เป็อะไรที่สุดยอดไปเลยนะสิ!”
วิลที่ได้ยินดังนั้นก็ได้พูดออกมาด้วยความดีใจเพราะสำหรับเขาที่มีนิสัยชอบศึกษาสิ่งแปลกใหม่มันเป็อะไรที่เข้ากับตัวเขามาก
“เปล่าเลยไร้ประโยชน์ต่างหากล่ะ ก็อย่างที่บอกมันเป็ความสามารถอันเก่าแก่จนเกินไปเพราะปัจจุบันผู้คนรู้จักสูตรเวทมนตร์ที่สร้างขึ้นมาจนหมดแล้วถึงบางอย่างจะใช้ได้บางไม่ได้บางก็เถอะใครที่มีพร์นี้ถึงจะสร้างสูตรเวทมนต์ใหม่ๆขึ้นมาได้มันก็จะไปซ้ำกับสูตรเวทมนตร์เก่าๆอยู่ดีนั้นจึงทำให้คนที่มีเลิกใช้พร์ด้านนี้ไป”
“ไอ้เื่นั้นก็ช่างมันก่อนเถอะที่น่าแปลกใจกว่าคือทำไมเ้าหนุ่มนี่ที่มีพลังเวท’เท่ากับเด็กสาม ขวบถึงบอลเพลิงได้เยอะขนาดนั้นได้ละทั้งที่คิดว่าถ้าทำได้ขนาดนี้มันคงจะมีประโยชน์ในการยอมให้เข้าร่วมกลุ่มซะอีก”
ขณะที่ซิลวากำลังอธิบายพร์ที่ไร้ประโยชน์ให้วิลฟังจนเขาดีใจเก้อกลาดิโอก็ทักขึ้นมาถึงพลังเวท’อันน้อยนิดแต่สามารถปล่อยเวทมนตร์ที่ยากสำหรับคนที่มีพลังเท่ากับเด็กสามขวบจะทำได้นั้นทำให้ทุกคนต่างแปลกใจจนอึ้งกับเื่นี้ จนสเตลล่าสังเกตเห็นบางอย่างที่มือซ้ายของวิลเธอจึงเดินไปจับมือเขามาดูและจ้องไปที่แหวนที่อยู่ในนิ้วกลางของเขาวิลที่อยู่ดีๆโดยผู้หญิงจับมือมามองอย่างสนใจจนทำให้เขารู้สึกถึงััอันนุ่มนิ่มของมือสเตลล่าเขามองที่ใบหน้าขาวใสขนตางอนยาวที่อยู่เหนือดวงตาสีทองและเส้นผมสีทองสไวที่ปกแก้มของเธอมันทำให้หัวใจในอกเขาเต้นโครมครามไม่เป็จังหวะ
“นี่เ้าจองจับมือถือแขนกับไอ้โง่นี่ทำไมหนักหนาเนี้ย!”
เป็คุสโตสชายสวมเกราะที่มากระชากคอเสื้อวิลและโยนเขาทิ้งเหมือนโยนเด็กสามขวบพร้อมทั้งร้องะโโวยวายใส่สเตลล่าที่กำลังจดจ่ออยู่กับแหวนที่มือวิลแล้วอยู่ดีๆมือนั้นก็หลุดหายไปแบบไม่ทันตั้งตัวจนเธอใพอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเธอก็หันหน้ามามองคุสโตสและทำหน้าตาดุดันใส่เขา คุสโตสเห็นดังนั้นก็ได้แต่ทำมือแบส่ายไปส่ายมาแม้ว่าเขาจะใส่หมวกเกราะคลุมหน้าไว้แต่ใครที่เห็นท่าทางเขาก็ต่างจินตนาการได้ว่าเขากำลังทำหน้าตาเลิ่กลั่กเหงื่อแตกอยู่ภายในเหมวกเกราะนั้น
“นี่เ้าทำบ้าอะไรเนี้ย! ข้ากำลังจะคิดบางอย่างออกแล้วเชียว....อ๊ะ! จริงสิ”