บทที่ 8 : แค่ทางผ่าน
ลูซีฟคิดว่าในเวลาอย่างนี้นอกจากตำรวจกับนักข่าวก็ไม่ควรจะมีนักศึกษาที่ไม่เกี่ยวข้องมาหยุดมองสถานการณ์ตรงนี้
แน่นอนว่าเขาเป็ข้อยกเว้น
ทำไมน่ะเหรอ? นั่นก็เพราะว่านี่เป็ทางผ่านไปยังบ้านของเขาน่ะสิ
ลูซีฟไม่ได้เรียกรถม้ากลับบ้านเพื่อประหยัดเงิน และใช้โอกาสนี้หยุดดูสถานที่เกิดเหตุไปด้วยอย่างไม่น่าสงสัยแต่กับคนอื่นที่ตั้งใจปรากฏตัวที่นี่ต่างหากที่ดูน่าสงสัย
“ฉันก็แค่มีความอยากรู้อยากเห็นเท่านั้นมันเป็นิสัยของนักประวัติศาสตร์คุณน่าจะรู้ดีไม่อยากนั้นคงไม่หยุดดูเหมือนกันหรอกใช่ไหม”
“...”
ขอโทษด้วยนะสาวน้อย พอดีผมมันนักประวัติศาสตร์เก๊
ลูซีฟกระแอมไอแล้วเบือนหน้าหนี ไม่อยากจะพูดอย่างเถรตรงใส่เธอว่าความอยากรู้อยากเห็นนั้นไม่ขึ้นอยู่กับคณะที่เรียนมันเป็สัญชาตญาณที่มนุษย์ทุกคนต้องมี ส่วนจะมีมากมีน้อยก็แล้วแต่คน
แล้วเขาดันมีมากกว่าคนทั่วไปนิดหน่อย
ไอ้ที่หยุดดูนี่ก็เป็ความอยากรู้อยากเห็นที่แก้ไม่หายทั้งที่รู้ว่าเสี่ยงถูกลากเข้าไปผัวพันก็ยังเสนอหน้ามาดูอย่างอดใจไม่ได้
แคลร์เห็นลูซีฟไม่ตอบแล้วยังไม่ยอมสบตาก็หัวเราะขบขันในลำคอเบนสายตากลับไปมองยังร้านขายเครื่องเขียนนั่น ลูซีฟที่ถูกเลิกจ้องมองผ่อนลมหายใจเบาๆแล้วหันไปมองบ้าง หญิงสาวข้างกายเอ่ยถามเสียงนุ่มขึ้นเล็กน้อย
“คุณคิดว่าเป็อุบัติเหตุไหมคะ”
“หืม?” ลูซีฟเลิกคิ้วมองแล้วส่ายหน้า “ไม่รู้สิยังไม่ได้เข้าไปดูสถานที่อย่างใกล้ชิด ทั้งยังไม่มีหลักฐานเป็ชิ้นเป็อันผมไม่กล้าคาดเดาหรอก... แล้วคุณคิดว่ายังไงบ้างล่ะ”
“ก็คิดว่า... อาจจะไม่ใช่อุบัติเหตุก็ได้”
“ขอฟังการวิเคราะห์คาดเดาได้ไหมครับ?”
“เพราะกลิ่นที่ฉันและคุณััได้ยังไงละค่ะ”
คำตอบของแคลร์ทำให้ลูซีฟหลุดหัวเราะ “ถ้าแค่นั้นไม่พอเป็หลักฐานหรอกแป้งเป็ส่วนวัตถุดิบสำหรับทำอาหารจะมีกลิ่นฟุ้งในอากาศบ้างก็ไม่แปลกหรอก โดยเฉพาะ่กลางวัน”
“เป็อย่างนั้นเอง... แล้วถ้าเป็ฝีมือผู้มีพลังพิเศษล่ะ”
ลูซีฟชะงักไปแวบหนึ่งแล้วขมวดคิ้วท่าทางเหมือนคาดไม่ถึงว่าจะเจอคำถามแบบนี้ เขาหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วคิดวิเคราะห์ด้วยท่าทางจริงจังเกินเหตุ
“นั่นสินะ ก็อาจเป็ไปได้ แต่ในโลกใบนี้มีผู้มีพลังพิเศษอยู่จริงเหรอครับผมไม่เคยพบเห็นหรือคุณเคยเห็น?”
“...ฉันก็ไม่เคยเห็นเหมือนกันค่ะ”
ทั้งสองสบตากันแวบหนึ่งแล้วยิ้มมุมปากอย่างเฉยชาใส่กัน
“ในเมื่อไม่มีอะไรสงสัยแล้วก็กลับบ้านนะครับมิสเบอริงส่วนผมก็จะกลับแล้วเหมือนกัน”
“...”
แคลร์มองหน้าลูซีฟอีกครั้งด้วยสีหน้าผิดหวังไม่คิดว่าพูดออกไปขนาดนี้แล้วอีกฝ่ายจะไม่ยอมเปิดเผยสิ่งที่ตัวเองรู้ออกมาแม้แต่น้อยทั้งยังไขข้อสงสัยให้พร้อมไล่เธอกลับไปอย่างหน้าไม่อายอีกช่างเป็ผู้ชายที่เ้าเล่ห์ชั่วร้ายเสียจริง
แต่แคลร์ก็ไม่ได้ดื้อดึงจะอยู่ ต่อเธอเพียงพ่นลมหายใจอย่างเบื่อหน่ายแล้วกล่าวอำลาลูซีฟมองส่งหญิงสาวที่เดินออกไปไกลแล้วถอนหายใจโล่งอก
โชคดีที่เธอไม่ใช่คนเซ้าซี้
เมื่อไม่มีคนรู้จักอยู่ใกล้ๆ แล้วเขาก็หันไปมองที่เกิดเหตุอีกครั้งจ้องที่หน้าต่างและประตูเป็พิเศษ เพียงครู่สั้นๆ ก็ละสายตาแล้วกำลังจะเดินกลับบ้านของตัวเองบ้าง
“โอ้ สายัณห์สวัสดิ์มิสเตอร์ฮิลเกรมไม่คิดเลยว่าจะพบคุณที่เกิดเหตุอีกครั้งนะครับ หรือว่าคุณจะมีดวงสมพงษ์กับเหตุนองเืกัน”
แต่เดินไปได้ก้าวเดียวก็ถูกทัก เป็หนึ่งในเสียงที่ลูซีฟไม่อยากได้ยินมากในเวลานี้
เขาหันกลับไปมองเ้าของเสียงแล้วยิ้มตอบอย่างสุภาพ
“สายัณห์สวัสดิ์ มันเป็ทางผ่านน่ะคุณตำรวจ”
แล้วประโยคพูดนั่นมันอะไร อยากจะหาเื่กันใช่ไหม
วันนี้ช่างซวยจริงๆ
ลูซีฟมองดูรว์สเตลล์ที่มากับตำรวจหลายนายที่เห็นเมื่อตอนกลางวัน เขาสงสัยว่าชายคนนี้อาจมาช่วยสืบคดีแต่ดูจากการที่ไม่ได้ใส่เครื่องแบบอย่างเป็ทางการแล้ว คิดว่าไม่น่าใช่
เหมือนแค่คนผ่านทางมา
แต่ถึงจะไม่ได้ใส่ชุดตำรวจ หากเป็คนรู้จักก็ย่อมรู้ได้เองว่านี่คือตำรวจ...เป็ตำรวจนอกเครื่องแบบยังไงล่ะ
เห็นลูซีฟเงียบไปไม่ได้พูดต่อและดูไม่ได้สนใจเขาเท่าที่คิดไว้ดูรว์เลิกคิ้วมองอย่างประหลาดใจ
“ไม่คิดจะถามผมสักหน่อยหรือเื่ของคดีในครั้งนี้น่ะ”
“อ้อ ก็ว่าจะถามนั่นแหละครับแต่คิดว่ามันเสียมารยาทและดูละลาบละล้วงเกินไป” ลูซีฟพูดยิ้มๆ “ในเมื่อคุณเปิดโอกาสให้ถามก็ขอสอบถามเลยก็แล้วกันนะครับ”
ความหน้าด้านของลูซีฟนี้ทำให้ดูรว์เปิดหูเปิดตาอย่างมากฉวยโอกาสได้เก่งจริงเชียว แต่ดูรว์ไม่ได้คิดจะปฏิเสธไม่ตอบคำถามเขาค่อนข้างอยากรู้อยากเห็นเื่ของชายคนนี้อยู่เหมือนกัน
“คุณอยากถามอะไรล่ะ”
“ได้ชันสูตรศพที่พบในร้านเครื่องเขียนแล้วหรือยังครับ?”ลูซีฟชี้ไปที่สถานที่เกิดเหตุ ไม่ได้ถามเกี่ยวกับคดีของตัวเองแต่อย่างใดทั้งยังดูมั่นใจมากกว่าในคดีนี้มีผู้เสียชีวิต
ดูรว์เลิกคิ้วตอบอย่างเรียบเรื่อย “กำลังชันสูตรอยู่ เบื้องต้นตรวจสอบว่าเสียชีวิตด้วยการถูกไฟคลอกตาย”
“ต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะชันสูตรได้อย่างสมบูรณ์”
“พรุ่งนี้เช้าก็น่าจะได้รายงานการชันสูตรแล้วล่ะ”
“ไวกว่าที่คิด” ลูซีฟเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจบ้างด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ด้อยกว่าปัจจุบันความเร็วในการชันสูตรศพอย่างนี้เกินกว่าที่คาดไว้มากจริงๆ
“ศพไม่อาจรักษาสภาพไว้ได้นาน ก็คงต้องเร่งตรวจสอบกันหน่อย”ดูรว์ไหวไหล่ ลูซีฟยิ้มอย่างเข้าใจ
ถึงจะเป็ยุคที่เครื่องจักรไอน้ำเฟื่องฟูแต่สิ่งประดิษฐ์บางประเภทก็ยังไม่ได้ถูกคิดค้นขึ้นตู้เย็นเป็หนึ่งในนั้น และการเก็บรักษาศพด้วยน้ำแข็งก็ดูจะสิ้นเปลืองเกินไปหน่อยหรือแม้แต่เก็บในห้องใต้ดินที่มีความชื้นและเย็นกว่าพื้นผิวก็ไม่อาจรักษาสภาพศพไว้ได้
“แล้วพบอะไรในที่เกิดเหตุบ้างครับ”
“นอกจากเศษกระดาษและเครื่องเขียนที่ถูกไฟเผาแล้วก็ไม่ได้พบอะไรเป็พิเศษแต่พวกเราสันนิษฐานว่าท่อส่งแก๊สของอีกฝ่ายชำรุดและมีการจุดไฟใกล้กับจุดชำรุดพอดีจึงเกิดการะเิขึ้นคาดว่าเกิดจากการจุดบุหรี่”
“ตรวจสอบแล้วเหรอครับว่าท่อส่งแก๊สชำรุด”
“อืม ทางช่างซ่อมใกล้ๆ นี้ก็บอกว่ามิสเตอร์โอนิกซ์ เ้าของร้านเครื่องเขียนได้ติดต่อให้มาซ่อมไว้ในตอนเช้าแต่เพราะช่างซ่อมว่าง่บ่ายจึงตกลงกันว่าจะมาตอนบ่ายสองโมง”
“อุบัติเหตุที่สมบูรณ์แบบ” ลูซีฟพึมพำแล้วหัวเราะเบาๆอย่างลึกลับ “แต่ผู้เสียชีวิตไม่ได้มีคนเดียวใช่ไหมครับ รวมถึงไม่มีผู้รอดชีวิตด้วย”
“คุณรู้ได้ยังไง” ดูรว์หรี่ตามองลูซีฟอย่างเฉียบคมเื่จำนวนผู้เสียชีวิตหรือผู้รอดชีวิตนั้นยังไม่มีการประกาศออกไป ชายหนุ่มนักศึกษาฉีกยิ้มกว้างพูดด้วยท่าทางสบายๆจนน่าหมั่นไส้
“มันก็เป็คำถามทั่วไป เพราะนั่นคือร้านค้าครับไม่ใช่สถานที่ส่วนบุคคล”
ร้านค้าย่อมต้องมีคนเดินเข้าออกร้านอยู่แล้ว อีกอย่างเขาได้ยินเสียงร้องจากภายในร้านถึงคนอื่นจะระบุในคำให้การไปว่าได้ยินเหมือนกันแต่ไม่มีใครแยกออกว่ามีกี่เสียง เขาที่มีััเฉียบคมขึ้นการแยกแยะเสียงทำได้ง่ายมากยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเขารู้ั้แ่แรกว่าในไม่ถึงสิบนาทีหลังจากนั้นผู้อยู่ในร้านไม่มีทางรอดชีวิต
จริงๆ ก็มั่นใจว่าเสียชีวิตทุกคนในเหตุการณ์อยู่แล้ว โดยคาดเดาจากความร้อนระยะเวลาและอากาศตามความรู้จากโลกเดิม
ในชีวิตก่อนหน้านี้ที่โลกเดิมบริษัทของเขาจะมีการซ้อมหนีไฟทุกปีความรู้เื่อัคคีภัยที่จะเกิดขึ้นภายในโรงงานอุตสาหกรรมนั้นกลายเป็ความรู้ที่ติดหัวอยู่บ้างแม้ว่าเขาจะทำงานในตึกสำนักงานไม่ใช่ในโรงงานก็ตาม แต่การฝึกซ้อมนี้เป็ความรู้เกี่ยวกับอัคคีภัยก็ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้แก่ผู้คนเมื่อเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝัน
และด้วยความรู้นั้นก็ทำให้เขาสรุปออกมาเป็แบบนี้แม้จะไม่ได้ไปสำรวจสถานที่อย่างละเอียดก็ตามการตัดสินเื่ผู้อยู่ในร้านว่าเสียชีวิตจึงไปเป็ตามหลักเหตุผล
แต่ดูรว์ไม่ได้มีความรู้จากต่างโลกเหมือนกับลูซีฟถึงเขาจะคิดได้ว่ามันเป็ร้านเครื่องเขียนที่ไม่ได้มีเพียงเ้าของร้านอยู่ภายในแต่คำพูดและการกระทำของลูซีฟสร้างความสงสัยให้เขามากกว่าคดีไปแล้ว
“คุณดูมั่นใจมาก ผมสงสัยคุณั้แ่คำถามแรกแล้ว คุณมีหลักในการวิเคราะห์ยังไงอธิบายให้ผมฟังได้ไหม”
“เื่นี้... คงต้องไว้โอกาสหน้า”ลูซีฟยิ้มก่อนจะล้วงเอานาฬิกาพกที่อลันซื้อให้เขาเมื่อนานมาแล้วขึ้นมาดู “ผมต้องรีบกลับไปที่บ้านเพื่อทำอาหารเย็นไว้โอกาสหน้าเราค่อยมีคุยกันนะครับมิสเตอร์สเตลล์ ผมขอตัวก่อน”
ลูซีฟยกหมวกปีกกว้างทรงผู้ชายที่สวมใส่มาทาบอกแล้วโค้งศีรษะเป็เชิงบอกลาก่อนจะเดินหนีไปดื้อๆ โดยไม่เปิดปากพูดอะไรอีก ทำให้คนที่ถูกล้วงข้อมูลได้แต่มองตามหลังไปอย่างพูดไม่ออก
พฤติกรรมแบบนี้เรียกว่าอะไรนะ... ไร้ยางอาย?
นอกจากความไร้ยางอายแล้วยังเ้าเล่ห์ชั่วร้ายอีกด้วยดูรว์ลังเลว่าจะตามไปสอบถามให้ละเอียดดีหรือไม่ เพราะดูจากพฤติกรรมของลูซีฟคนนี้แล้วหากตามไปพูดคุยต่อจะไม่ถูกล้วงข้อมูลออกไปมากกว่านี้หรอกหรือ
ถึงจะเป็ความผิดของเขาครึ่งหนึ่งที่ยอมเปิดปากบอกข้อมูลไปง่ายๆด้วยก็ตาม
ดูรว์ตัดสินใจไม่ไล่ตาม แต่เื่นี้คงต้องนำไปบอกหัวหน้าไม่ใช่เพราะเกี่ยวข้องกับคดีแต่เป็เพราะตัวของลูซีฟ ฮิลเกรมเองที่ทำตัวได้น่าสงสัย
คดีนี้หัวหน้าส่งเขามาดูว่ามีความเกี่ยวข้องกับคดีใหญ่ของพวกเขาหรือไม่เท่านั้นไม่ได้คิดจะเข้ามารับ่ต่อในคดีแต่อย่างใด ทว่าเมื่อเห็นผู้ชายคนนั้นก็คิดว่าบางทีคดีนี้อาจจะดูน่าสนใจกว่าที่คิดไว้
อย่างไรก็ตามคนตัดสินใจคือหัวหน้า
ดูรว์จะกลับไปที่บริษัททิวลิปเหมันต์ก่อน เขากล่าวกับตำรวจคนอื่นสองสามประโยคแล้วเดินจากไป
คนเ้าเล่ห์ลูซีฟ ฮิลเกรมผู้ถูกใส่ร้ายนั้นความจริงไม่ได้ตั้งใจล้วงข้อมูลจากตำรวจแต่อย่างใดเขาก็แค่ถามไปด้วยความใคร่รู้ ข้อมูลที่ได้มาก็ไม่ได้เอามาทำการวิเคราะห์เพื่อช่วยสืบคดีเลยแม้แต่น้อย
มันก็แค่การสนองความอยากรู้อยากเห็น
ที่เดินหนีออกมาก็เพราะในสมองของเขาไม่ได้คิดอะไรที่เลยนอกจาก‘เย็นนี้จะกินเนื้อย่าง’ แต่ท่าทางสุขุมเจนเคยตัวคงทำให้อีกฝ่ายสอบถามมาแบบนั้นจนเขาตั้งตัวไม่ทันและเพื่อไม่ให้ตัวเองหน้าแตกยับจึงถอยหนีอย่างรวดเร็ว
แต่ถึงจะคิดได้มันก็เป็การใช้สมาธิอย่างมาก ลูซีฟจะไม่ใช้สมาธิและเวลาไปกับคดีที่ไม่เกี่ยวข้องนี้ยังไงก็ไม่ถูกจับเป็ผู้ต้องหาอยู่แล้ว จะคิดวิเคราะห์ไปก็ไม่เกิดประโยชน์
เมื่อกลับมาถึงบ้านลูซีฟล้างผักและเนื้อก่อนจะทำบาร์บีคิวลืมไปสนิทว่ามือของเขายังต้องแกล้งาเ็ จนกระทั่งมาร์ชกลับมาเห็นเขาก็ร้องเสียงหลงรีบร้อนมาช่วยทำอาหาร
คนลืมเจ็บยิ้มเจือน หลังจากถูกน้องชายเขม่นมองก็ถอยออกมานั่งที่โต๊ะอาหารอย่างสงบเสงี่ยมเขาหยิบหนังสือพิมพ์บนโต๊ะมาอ่านฆ่าเวลา
มีข่าวน่าสนใจอยู่บ้างเพราะความไม่รู้เกี่ยวกับโลกใบนี้ของลูซีฟทำให้การอ่านข่าวพวกนี้ไม่ได้รู้สึกว่าน่าเบื่อ แต่บางหัวข้อเขาก็ไม่ได้สนใจลูซีฟอ่านไปไม่เท่าไหร่ก็นั่งเหม่อ คิดเื่อื่นแทรกขึ้นมา
เพราะมีเวลาว่างพอให้ได้ขบคิดเขาจึงนึกย้อนไปถึงเื่ที่โยนทิ้งไปเมื่อคืน สำหรับวงไสยเวทพิธีกรรมนั้นเขาไม่มีความรู้แน่นอนอยู่แล้วส่วนแซมนั้นไม่ได้พูดถึงมันอย่างจงใจเขาจึงไม่ได้ถาม แต่วงไสยเวทสาปแช่งอย่างนั้นเขาไม่รู้น่าจะดีกว่า
สำหรับมีดที่ฆาตกรใช้เมื่อคืน เขาไม่สามารถพูดว่ามันคือมีดได้อย่างสะดวกใจั้แ่ถูกสอบปากคำไปที่โรงพยาบาลเขาก็กล่าวไว้แล้วว่ามันคือ ‘วัตถุมีคม’ ไม่ว่ามันจะสร้างขึ้นมาจากอะไรก็ตาม
มีดที่ว่านั้นมีใบมีดที่เรียวและคด เป็มีดสองคมที่ยาวเพียงคืบเดียวมันเป็กริชอย่างไม่ต้องสงสัย แต่พวกตำรวจคงเรียกพวกมันว่ามีดสั้นเหมือนกันหมดและกริชก็เป็มีดสั้นประเภทหนึ่งจริง
ทว่าเมื่อคืนที่ได้ัักับตัวกริชเล่มนั้นรู้สึกเหมือนทั้งด้ามและใบมีดไม่ได้สร้างขึ้นจากโลหะแต่ก็บอกไม่ถูกว่าทำมาจากอะไร
คงไม่ใช่เืหรอกมั้ง...
“พี่ครับเสร็จแล้ว” มาร์ชเรียกเขาพร้อมกับให้ช่วยยกจานอาหารลูซีฟหลุดจากภวังค์รีบลุกไปช่วยยก ถึงจะมีแค่มือเดียวที่ไม่าเ็แต่ก็หยิบจับพอได้อยู่
ในเวลานั้นเสียงไขประตูดังขึ้น สองพี่น้องรู้ว่าพ่อของพวกเขากลับมาแล้วจึงเร่งมือจัดโต๊ะอาหารเงยหน้ามองพ่อที่เดินเข้ามาในบ้านด้วยท่าทางผ่อนคลาย เสื้อโค้ทและหมวกถูกแคขวนไว้บนราวอย่างเป็ระเบียบ
มื้ออาหารเย็นผ่านไปอย่างราบรื่น ลูซีฟไม่ได้พูดถึงว่าเขาพบอุบัติเหตุระหว่างวันเพื่อไม่อยากให้ครอบครัวเป็ห่วงและหนังสือพิมพ์ในฉบับเช้าของวันรุ่งขึ้นแม้จะมีพูดถึงคดีแต่คงไม่เปิดเผยว่ามีใครเป็ผู้เห็นเหตุการณบ้างแน่เขาจึงพูดด้วยท่าทางวางใจ
และเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นออกไปให้ไกลจากาแและคดีอันไม่พึงประสงค์ลูซีฟเล่าเื่ที่เขาถูกชักชวนไปที่คฤหาสน์ตระกูลลอเรน เพื่อนร่วมคณะของเขาเพื่อตีความหนังสือโบราณเล่มใหม่ที่เพิ่งได้มาซึ่งยังไม่ได้กำหนดว่าจะเป็วันไหน แต่เขาแจ้งให้คนในครอบครัวทราบก่อน
ครอบครัวฮิลเกรมนั้นไม่มีปัญหาในเื่ให้บุตรชายออกไปค้างแรมข้างนอกกับเพื่อนแต่เพราะลูซีฟเพิ่งประสบเหตุร้ายมาพวกเขาจึงพูดด้วยความเป็ห่วงและบอกให้เขาระวังตัว
ลูซีฟรับคำอย่างว่าง่าย เขาก็ไม่ใช่ประเภทหาเื่ใส่ตัวอยู่แล้วถึงจะมีความอยากรู้อยากเห็นเป็นิสัยแต่ก็แยกแยะได้ว่าอะไรควรไม่ควร
หลังสามทุ่มก่อนเวลาเข้านอนครอบครัวฮิลเกรมนั่งพร้อมหน้ากันอยู่ที่โต๊ะอาหารเพื่อให้เวลาผ่านไปก่อนถึงเวลาเข้านอนที่หน้าประตูมีเสียงเคาะดังขึ้นมาพร้อมกับเสียงคนเรียกอย่างสุภาพ
การถูกเรียกในยามดึกไม่ใช่ลางที่ดีแม้อีกฝ่ายจะมาอย่างสุภาพแต่ก็อดไม่ได้ที่จะระแวง ลูซีฟเป็คนไปเปิดประตูด้วยตนเองอย่างระมัดระวังหากเกิดเหตุขึ้นกับเขายังดีกว่าเกิดกับคนอื่น
อย่างน้อยเขาก็ไม่ตายง่ายๆ
และเมื่อเปิดประตูออกมาลูซีฟก็หน้ากระตุก พยายามฝืนยิ้มให้กับผู้มาเยือนในยามวิกาลคนนี้
“สวัสดียามค่ำ มิสเตอร์ฮิลเกรม”
“สวัสดียามค่ำ มิสเตอร์โคเลอร์ ไม่ทราบว่าดึกดื่นปานนี้มีธุระอะไรหรือครับ”
ใช่แล้ว คนที่มานี่เป็ใครไปไม่ได้นอกจากรองสารวัตรคนนั้น
เทจ โคเลอร์!