ในการคลอดครั้งนี้ สามพี่น้องได้ให้กำเนิดทายาทแก่โจวลั่วถึงสี่คน เป็ชายสามคนและหญิงหนึ่งคน โดยเฉพาะหลินอีอีที่ให้กำเนิดบุตรฝาแฝดชายหญิง เมื่อจำนวนบุตรมากขึ้นเรื่อย ๆ การตั้งชื่อจึงกลายเป็เื่ที่น่าปวดหัวยิ่งนัก แต่โจวลั่วมีวิธีการของตนเอง เขาตั้งใจจะใช้ระบบลำดับรุ่นตามธรรมเนียมโลกเก่ามาตั้งชื่อให้แก่ทายาท
สำหรับบุตรชายรุ่นแรก เขาใช้คำว่า 'ฉาง' ที่มาจากคำว่าฉางเซิง หรืออายุวัฒนะเป็ชื่อลำดับรุ่น ซึ่งประกอบไปด้วยโจวฉางผิง โจวฉางซู และโจวฉางหรง ส่วนบุตรสาวจะใช้คำว่า 'ซื่อ' เป็ลำดับรุ่น โดยบุตรสาวของหลินอีอีให้ชื่อว่าโจวซื่ออี๋ วิธีนี้จะช่วยลดความยุ่งยากในการคิดชื่อไปได้มาก
เนื่องในโอกาสที่เหล่าบุตรธิดาถือกำเนิด โจวลั่วจึงถือเอาฤกษ์มงคลนี้ชำระร่างกายให้สดชื่นผ่องใสแล้วเปิดใช้งานฟังก์ชันจับรางวัลของระบบทันที เขาตั้งใจเก็บสิทธิ์การจับรางวัลครั้งก่อนเมื่อยามที่หลินหลานตั้งครรภ์เอาไว้ เพื่อนำมาใช้รวมกับครั้งนี้
วงล้อสีขาวยังคงไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง แต่ในใจของโจวลั่วนั้นเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง เพราะการจับรางวัลครั้งก่อนสร้างความทรงจำอันเลวร้ายให้แก่เขาไม่น้อย ครั้งนี้เขาเพียงหวังว่าจะได้รับสิ่งของที่พอจะใช้งานได้ ไม่ไร้ประโยชน์จนเกินไปนัก
เขาเคลื่อนไหวทางจิตเพียงครู่เดียว ลูกบอลแสงสีทองปรากฏขึ้นพร้อมหมุนวนด้วยความเร็วสูงก่อนจะค่อย ๆ ช้าลงในสายตาของเขา จนกระทั่งหยุดนิ่งอยู่ที่ช่อง 'โอสถปราณ' เมื่อเห็นเช่นนั้น โจวลั่วที่เดิมทีมีท่าทีตึงเครียดก็ลอบระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก หากเป็โอสถปราณ อย่างไรเสียก็คงไม่แย่จนเกินไป
[ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ได้รับโอสถปราณระดับสองขั้นต่ำ!]
[ของรางวัลถูกส่งไปยังคลังเก็บของของโฮสต์โดยอัตโนมัติ โปรดตรวจสอบ!]
เป็ดังที่คาดรางวัลในครั้งนี้ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด โอสถปราณระดับสองนั้นเทียบเท่ากับตัวยาในระดับกลั่นปราณ แม้จะเป็เพียงขั้นต่ำ แต่สำหรับโจวลั่วที่เพิ่งอยู่ระดับฝึกปราณชั้นหนึ่งก็นับว่าเป็ของล้ำค่าอย่างยิ่ง เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาไม่รอช้าที่จะเปิดคลังเก็บของเพื่อตรวจสอบข้อมูลของโอสถเม็ดนั้น
[โอสถจุดะเิปราณ]
[ระดับ : ระดับสองขั้นต่ำ]
[สรรพคุณ : ได้รับพลังเสริมพละกำลังหลายเท่าตัวภายในสิบนาที พลังที่เพิ่มขึ้นจะขึ้นอยู่กับระดับพลังของผู้ใช้]
[หมายเหตุ : หากนักพรตระดับฝึกปราณชั้นหนึ่งรับประทานเข้าไป จะได้รับพลังต่อสู้เทียบเท่าระดับฝึกปราณชั้นเจ็ดทันที]
เห็นได้ชัดว่านี่คือโอสถปราณที่ใช้ได้เพียงครั้งเดียว ทว่าผลลัพธ์ของมันกลับโดดเด่นยิ่งนัก โดยเฉพาะสำหรับตัวเขาเองที่สามารถใช้มันเป็ไพ่ตายในการรักษาชีวิตได้ เพราะในระดับฝึกปราณนั้น ต้องบรรลุถึงชั้นห้าเสียก่อนจึงจะเริ่มมีพลังในการต่อสู้
ยามนี้เขาเป็เพียงระดับฝึกปราณชั้นหนึ่ง หากออกไปข้างนอกแล้วพบเจอปัญหา ย่อมเสี่ยงที่จะกลายเป็ศพไร้ญาติในดินแดนห่างไกลได้ง่าย ๆ เมื่อมีสิ่งค้ำประกันชีวิตเช่นนี้ เขาย่อมเบาใจขึ้นมาก
โจวลั่วเก็บโอสถจุดะเิปราณเอาไว้ในคลังเก็บของชั่วคราว อย่างไรเสียคลังนี้ก็มีถึงเก้าช่อง รอให้ถึงยามจำเป็แล้วค่อยนำออกมาใช้ก็ยังไม่สาย
เนื่องจากบุตรเพิ่งลืมตาดูโลก เขาจึงยังไม่เดินทางไปยังแดนศักดิ์สิทธิ์ชีพจรปราณเพื่อฝึกฝน อีกทั้งเมื่อสถานะของเขาเลื่อนระดับขึ้น การเข้าใช้งานแดนศักดิ์สิทธิ์ชีพจรปราณจะถูกคำนวณตามเวลาที่ฝึกจริง ไม่ต้องกังวลว่าเวลาจะสูญเปล่าไปโดยที่ตัวเขาไม่อยู่ข้างใน
ในระหว่างนี้ โจวลั่วตั้งใจจะไปเยี่ยมเยียนคฤหาสน์โซ่วชุนเพื่อขอบคุณหลินจือโซ่ว แต่กลับได้รับแจ้งว่าอีกฝ่ายเข้าสู่่ปิดด่านกักตนไปแล้ว เขาจึงทำได้เพียงเดินทางกลับบ้านด้วยความเสียดาย
"เป็อย่างไรบ้างหรือเ้าคะ? ท่านปู่โซ่วไม่อยู่หรือ?" เมื่อเห็นโจวลั่วกลับมาเร็วกว่าปกติ หลินชิงหานที่กำลังอุ้มบุตรอยู่ก็เอ่ยถาม แม้ทางตระกูลจะมีคนคอยดูแลเด็กทารกเหล่านี้โดยเฉพาะ แต่หลินชิงหานก็ยังชอบที่จะอุ้มลูกน้อยออกเดินเล่นในทุกวัน
"อืม ดูเหมือนท่านจะปิดด่านกักตนไปแล้ว" โจวลั่วตอบตามจริง
หลินชิงหานได้ยินดังนั้นก็มีท่าทีครุ่นคิด "ดูท่าท่านปู่โซ่วจะรู้ว่าเวลาใกล้ถึงจุดสำคัญแล้ว จึงต้องเร่งรีบหาทางทะลวงระดับ"
"เวลาใกล้เข้ามา? หมายความว่าอย่างไรกัน?" โจวลั่วถามด้วยความฉงน
หลินชิงหานจึงเริ่มอธิบายให้ฟังว่า เมื่อสามปีก่อน ตระกูลหลินได้ค้นพบเหมืองแร่ปราณแห่งหนึ่งทางทิศตะวันออกของเมืองเฟิงเยี่ย ในขณะที่กำลังเตรียมส่งคนไปยึดครองเพื่อทำเหมือง ข่าวกลับรั่วไหลไปถึงหูของตระกูลลู่ ซึ่งตระกูลลู่นี้ก็เป็ตระกูลผู้บำเพ็ญะสืบสายเื และเป็คู่ปรับที่ขับเคี่ยวกับตระกูลหลินมานานนับร้อยปี
เนื่องจากเหมืองแร่ปราณแห่งนี้อยู่ใกล้กับเมืองฉิงเทียนซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของตระกูลลู่ อีกฝ่ายย่อมไม่ยอมปล่อยโอกาสที่จะเหมืองแร่ไปง่าย ๆ
เื่นี้สร้างความไม่พอใจให้แก่ตระกูลหลินเป็อย่างมาก ในปัจจุบันเหมืองแร่ปราณในแคว้นหั่วอวิ๋นส่วนใหญ่ถูกขุดเจาะไปเกือบหมดแล้ว นานทีปีหนจึงจะพบเหมืองที่ยังไม่มีเ้าของ ตระกูลหลินย่อมไม่ยอมยกให้ใครโดยง่าย
ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองฝ่ายจึงเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงเพื่อแย่งชิงเหมืองแร่ ตลอดสามปีที่ผ่านมามีการกระทบกระทั่งกันนับครั้งไม่ถ้วน ตระกูลหลินต้องสูญเสียบุตรหลานในตระกูลไปมากมายจนเริ่มขาดแคลนกำลังคน นี่จึงเป็เหตุผลที่ว่าทำไมเมื่อหนึ่งปีก่อน ตระกูลหลินจึงใช้อุบายหลอกล่อผู้ที่พลาดการคัดเลือกอย่างโจวลั่วให้ยอมมาเป็เขยแต่งเข้าตระกูล
เมื่อได้ฟังโจวลั่วก็เข้าใจกระจ่างแจ้งทันที และตามที่หลินชิงหานกล่าวมา ดูเหมือน่นี้ตระกูลลู่จะเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง ทำให้คนในตระกูลหลินต่างเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ นี่จึงเป็สาเหตุที่หลินจือโซ่วเลือกปิดด่านทะลวงระดับใน่หัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้
ในฐานะที่เขาเป็นักปรุงโอสถระดับหนึ่งขั้นสูงเพียงคนเดียวของตระกูล หากเขาทะลวงระดับสำเร็จ ความเร็วในการปรุงโอสถปราณย่อมเพิ่มขึ้นมหาศาล ซึ่งจะช่วยคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่บุตรหลานตระกูลหลินได้ดียิ่งขึ้น
โจวลั่วจึงตระหนักได้ว่า ตระกูลหลินไม่ได้สงบสุขอย่างที่เห็นภายนอก แต่มันก็สมเหตุสมผลในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ทุกสิ่งทุกอย่างต้องแย่งชิงมา หากไม่ชิงย่อมไม่เหลืออะไร เื่เช่นนี้คงเป็เื่ปกติธรรมดาที่พบเห็นได้ทั่วไป แม้แต่สำนักชิงหยวนเองก็คงจงใจปล่อยให้ตระกูลเหล่านี้ห้ำหั่นกัน เพื่อบีบคั้นให้แต่ละตระกูลผู้บำเพ็ญะสืบสายเืเร่งพัฒนาศักยภาพของตนเอง
แม้เื่เหล่านี้จะดูไกลตัวสำหรับโจวลั่วในยามนี้ แต่เขากลับสังเกตเห็นโอกาสบางอย่าง เขาอาจอาศัย่เวลานี้กว้านซื้อสมุนไพรสำหรับปรุงโอสถปราณระดับหนึ่งขั้นสูงเก็บสะสมไว้ ประจวบเหมาะกับที่หลินจือโซ่วไม่อยู่ที่ร้านไป่เฉาถัง คนอื่น ๆ ในตระกูลก็คงไม่มีเวลามาสนใจเขา เขาจะใช้โอกาสนี้ปรุงโอสถออกมาให้มากหน่อย เพื่อที่ว่าเมื่อถึงงานชุมนุมโอสถปราณ เขาจะได้นำไปจำหน่ายเพื่อสร้างกำไรมหาศาล
ในโลกใบนี้ ทรัพย์สิน คู่บำเพ็ญ เคล็ดวิชา และสถานที่ฝึกตน ล้วนขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ เขาย่อมรู้ดีว่า 'ทรัพย์' ซึ่งถูกให้ความสำคัญเป็อันดับแรกนั้นมีค่าเพียงใด หากไม่ใช้โอกาสในงานชุมนุมโอสถครั้งนี้แสดงความสามารถอันยอดเยี่ยมในระดับหนึ่งของตนออกมา ก็ไม่รู้ว่าต้องรอไปอีกนานเท่าใดกว่าจะมีโอกาสเช่นนี้อีก
เมื่อคิดได้ดังนั้น โจวลั่วก็มุ่งหน้าไปยังไป่เฉาถังทันที
เป็ไปตามที่เขาคาดไว้ ที่ไป่เฉาถังมีเพียงลูกมือไม่กี่คนคอยเฝ้าอยู่ แม้แต่หลินเหนียนก็ไม่อยู่ในร้าน ลูกจ้างเ่าั้เป็เพียงผู้ทำงานตามสั่ง พวกเขาไม่รู้หรอกว่าสมุนไพรเหล่านี้จะนำไปปรุงเป็โอสถชนิดใดได้บ้าง อีกทั้งยังรู้จักมักคุ้นกับโจวลั่วเป็อย่างดี
เมื่อโจวลั่วหอบสมุนไพรกองโตมาวางบนโต๊ะไม้ พวกเขาจึงไม่ได้ซักไซ้อะไร เมื่อคำนวณราคาเรียบร้อยเขาก็หอบสมุนไพรเ่าั้กลับไปทันที
พอได้สมุนไพรมาแล้ว โจวลั่วก็ตื่นเต้นยิ่งนัก หลายวันหลังจากนั้นเขาถึงกับยอมละเว้นการฝึกตนเพื่อทุ่มเทเวลาให้กับการปรุงโอสถคุณภาพสูงออกมาในปริมาณมาก ั้แ่สถานะของเขาเปลี่ยนไป เหล่าสตรีในบ้านรวมถึงหลินชิงหานก็มีท่าทีต่อเขาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
ความเปลี่ยนแปลงนี้มิใช่เพราะความเสน่หาแต่เป็ท่าทีที่ให้เกียรติและยกย่องเขามากขึ้น หากจะบอกว่าเมื่อก่อนพวกนางปฏิบัติต่อโจวลั่วอย่างตามใจชอบ ยามนี้กลับแฝงไว้ด้วยความเคารพเกรงใจ ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมารบกวนยามที่เขากำลังปรุงโอสถ
จนกระทั่งวันหนึ่ง สวี่ฉางเซิงก็ได้มาหาเขาถึงหน้าประตูบ้าน