บทที่ 32
พันธะสัญญา
ไป๋หลี่ต้องสะกดกลั้นอารณ์ของตนเองเป็ร้อยครั้งพันครั้ง การพบเจอหน้ากับเสี่ยวชุนนั้นเหมือนเปลวเพลิงคอยแผดเผาให้นางร้อนรนทนเกือบไม่ไหว ไม่คิดเลยว่าเซียนเทพาุโก็ทำตัวได้น่าโมโหถึงเพียงนี้
“ท่านเสี่ยวชุน ข้าน่ะกลับไปคิดมาแล้วว่าไม่ควรโอหังกับท่านเลย”
“...”
“ข้าอยากศึกษาเล่าเรียนการปรับธาตุในร่างกายกับท่าน โปรดรับข้าเป็ศิษย์ได้หรือไม่..?” ไป๋หลี่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเซียนาุโที่นิ่งเงียบไม่ยอมพูดจา เขาปรายตามองสตรีสาวผู้เป็ถึงธิดาของเทพา นางนั้นเก่งกาจเชี่ยวชาญเื่การต่อสู้ ทว่าอยู่ๆกลับอยากจะมาเรียนวิชาน่าเบื่ออย่างเื่ปรับธาตุ
“เ้าไม่ชอบความน่าเบื่อไม่ใช่รึไง? ตอนนั้นเ้าบอกว่าสิ่งที่ข้าสอนนั้นเป็เื่ชวนให้ห่อเหี่ยว”
“ตอนนั้นข้าสติปัญญาต่ำต้อย”
“แล้วตอนนี้?”
“ข้าคิดได้แล้วว่าไม่ควรทำตนเป็น้ำเต็มแก้ว แม้เื่เล็กน้อยก็ย่อมต้องเรียนรู้จดจำ” ไป๋หลี่ตอบพลางยกยิ้มน้อยทำหน้าตาจริงจัง ทั้งที่ในใจนั้นนางนั้นแสนทุกข์ทรมานกับการที่ต้องอยู่ใกล้ชายผู้นี้
“แต่ข้าไม่เชื่อเ้า”
“หะ!..หา??”
“นิสัยย่อมเปลี่ยนกันได้อยู่แล้วเมื่อคนผู้นั้นตื่นรู้ ทว่าสิ่งที่ฝังลึกหยั่งรากแบบสันดานนั้นเปลี่ยนยาก”
“...”
“แปลว่าเ้านั้นไม่ได้อยากมาเรียนอะไรกับข้าหรอก เ้าแค่อยากตีสนิทข้าเพื่อบางสิ่งที่้า”
ไป๋หลี่ทำตาปริบมองเซียนาุโที่ยกยิ้มราวกับเป็ผู้ชาญฉลาด ซึ่งมันก็จริงอย่างที่เสี่ยวชุนพูดออกมานั่นแหละ นางตีสนิทเขาเพื่อจะล้วงความลับเกี่ยวกับหอสัตบรรณ ถึงเสี่ยวชุนไม่ยอมบอก นางก็ยังเชื่อฝีมือของหย่งฉีที่กำลังทำงานที่มอบหมายอย่างแข็งขัน
“นี่ท่านเสี่ยวชุน ท่านมีประโยชน์อะไรอย่างนั้นรึ?”
“!!!”
“ข้าแค่อยากหาความรู้เพิ่มเติม และยังมองไม่เห็นว่าการตีสนิทกับท่านนั้นข้าจะได้อะไร?” ไป๋หลี่กระตุกยิ้มเหยียดพลางเอ่ยเสียงอ่อนเสียงหวาน ทำให้เสี่ยวชุนที่ตอนแรกคิดว่าตนนั้นเหนือกว่าเริ่มมีอารมณ์ไม่พอใจ
“เ้า!!!”
“ก็อย่างว่า.. ท่านสั่งสอนหลานชายของตนเองไม่ได้ด้วยซ้ำ ท่านคงอายที่ต้องรับข้าเป็ศิษย์ เห้อ.. ท่านอาจารย์นะท่านอาจารย์ หลอกข้าเสียได้”
“ไป๋หลี่!!!”
ถึงจะแค้นใจที่ตีสนิทอีกฝ่ายไม่สำเร็จ แต่เมื่อได้ยินเสียงโวยวายไล่หลังมาก็รู้สึกว่ามันพอคุ้มค่าอยู่บ้าง เซียนาุโอย่างเสี่ยวชุนต้องเจอคนแบบนาง มีอย่างที่ไหนกล้ามาหักหน้าธิดาแห่งเทพา
ซ่งจื้อหายตัวไปโดยที่ไม่มีใครล่วงรู้ว่าเขาไปที่ใด จิ่วเหรินร้อนใจจนอยากออกไปตามหา แต่ก็โดนเซียนเฒ่าห้ามปรามเอาไว้เสียก่อน เขาคิดว่าซ่งจื้อคงอยากไปจัดการความคิดของตนเองเงียบๆเพียงลำพัง
“ศิษย์พี่อาจเป็อันตรายนะเ้าคะ”
“ไม่หรอก”
“เหตุใดท่านจึงคิดอย่างนั้น ในเมื่อตอนนี้เซิ่นหลางจวิ้นก็อยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน”
จิ่วเหรินถามในสิ่งที่ตนเป็กังวล ไม่อาจรู้ได้เลยว่าตี้หวั่งินั้นอยู่ที่ไหน หากไม่อยู่ในเผ่าเทพแล้วก็อาจอยู่ที่ป่าเค่ออี้คอยวางแผนการลอบทำร้าย ความคิดสับสนปนเปประดังเข้ามาจนนางเริ่มปวดหัว
“ซ่งจื้อแค่้าเวลา เ้าเองก็ควรให้เวลาแก่เขา”
“...”
“ข้าเชื่อว่าเขาย่อมรู้ว่าอะไรเป็อะไร ฉะนั้นเ้าจงตามข้าไปนั่งสงบจิตใจ พลังเทพในกายเ้านั้นต้องปรับมันเสียใหม่”
“เ้าค่ะ”
นางมองไปยังหน้าต่างห้องนอนของซ่งจื้อที่เปิดทิ้งเอาไว้ เขาคงะโออกไปจากตรงนี้แล้วหายไปในป่า ความคิดล่องลอยของนางหยุดลงเมื่อซูลี่แตะที่แขนบอกให้ตามไป
เซียนเฒ่าผู้นี้เชี่ยวชาญเื่พลังของทวยเทพ เขาไม่เอ่ยปากถึงความหลังของตน จิ่วเหรินรู้เพียงแต่ว่าเขาเป็ท่านตาของนาง การฝึกสมาธิและตามรู้พลังของตนนั้นเป็เื่ยาก ที่ผ่านมานางก็ใช้มันตามที่ท่านแม่สอน จึงไม่เคยรู้ว่าพลังเทพของนางสูงสุดได้เพียงใด
“เ้าเองก็ควรฝึก หากบรรลุก็จะได้ไม่ต้องอยู่ในรูปลักษณ์เช่นนี้”
เซียนเฒ่าหันมาบอกซูลี่ที่นั่งอยู่ด้านข้าง ใบหูยาวของนางกระดิกตอบรับคำพูดนั้น นางจึงหลับตาสงบจิตอย่างจิ่วเหริน ใครบ้างจะอย่างแปลงกายได้เพียงครึ่งๆกลางๆกัน
โลหิตวิหคสีชาดนั้นคอยหล่อเลี้ยงให้ขุมพลังในกายแข็งแกร่งขึ้น นางมองเห็นความสวยงามของมัน เมื่อจิตเป็สมาธิสองหูก็ได้ยินชัดขึ้น สมองเกิดการตื่นรู้ จิ่วเหรินได้ยินเสียงสายน้ำกำลังไหลไปตามโขดหิน ดวงตากลมโตจึงค่อยลืมขึ้นมองหาที่มาของเสียง
นี่คือที่ไหนกัน!
นางยังคงนั่งสงบจิตอยู่บนศิลาใต้ต้นไม้ใหญ่ รอบข้างว่างเปล่ามีเพียงตัวนาง เห็นสายสีแดงยาวพลิ้วผูกที่นิ้วนางข้างซ้ายของนาง มันยาวไปตามสายลมมองไม่เห็นว่าจุดสิ้นสุดอยู่ที่ใด ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยพลังงานบริสุทธิ์ เสียงน้ำไหลที่นางได้ยินมาจากลำธารไม่ไกลมากนัก พลันสายสีแดงที่ผูกติดนิ้วของนางก็กระตุก ทำให้จิ่วเหรินต้องยอมเดินตามไปเรื่อยๆ
ยิ่งเดินก็ยิ่งไกลมากขึ้นจนรู้สึกถึงความเหนื่อยล้า นางปาดเหงื่อบนใบหน้าของตนเองแล้วเดินต่อไป ด้านหน้าเป็เนินเขาลูกเล็กบนทุ่งหญ้าสีเขียว มีสายลมเย็นพัดผ่าน จิ่วเหรินพยายามเดินให้เร็วขึ้น นิ้วนางข้างซ้ายของจิ่วเหรินถูกสายสีแดงที่อยู่อีกฝั่งกระตุกดึงรั้ง จนต้องยื่นมือออกไปด้านหน้า
นางเห็นใครบางคนยืนอยู่บนเนินเขานั้น ราวกับว่ากำลังรอคอยที่จะพบเจอกับนาง
ท่าทางคนผู้นี้ดูคุ้นตาจิ่วเหรินนัก เมื่อเขาได้ยินเสียงฝีเท้าของนางที่เดินกำลังเดินตรงมา ก็ค่อยหันใบหน้าของตนกลับมามองสตรีที่มีสายสีแดงผูกติดกับนิ้วนางด้านซ้าย เฉกเช่นเดียวกับตัวของเขา
“ซือเหยียน!!!”
“...”
“ท..ท่านจริงหรือ? เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่เล่า ข้ารอคอยท่านอยู่ที่ป่าเค่ออี้ทางใต้”
นางละล่ำละลักบอกอีกฝ่ายจนลืมหายใจหายคอ ใบหน้าแดงระเหนื่อยจากความเหนื่อยที่เดินมาตั้งไกล ความงามของจิ่วเหรินนั้นล้วนมาจากธรรมชาติที่ไร้การแต่งแต้ม เขายกยิ้มน้อยและมองเลยผ่านไป
“ที่เ้าเห็นคือพันธะสัญญาระหว่างสองเรา ที่ผ่านมาแล้วไม่รู้กี่ภพชาติ”
เขายกสายสีแดงที่นิ้วนางข้างซ้ายของตนเอง มันเชื่อมต่อไปยังหัวใจของทั้งสองที่กำลังเต้น จิ่วเหรินจับมือของอีกฝ่ายมาดูใกล้ๆ นางลูบสายสีแดงที่ผูกติดอยู่อย่างเบามือ ก่อนจะยกของตนเองขึ้นมาดูเช่นกัน
“นานมากแล้วที่พันธะนี้เหนี่ยวรั้งข้าและเ้า”
“...”
“สัญญาที่เกิดจากการเสียสละซ้ำซากจำเจ จนข้าคิดว่าชะตาชีวิตนี้ไม่ควรลงเอยจบลงดั่งละครเศร้า”
“ท่านกำลังจะพูดอะไร?”
จิ่วเหรินเริ่มใจคอไม่ดีกับคำพูดของซือเหยียน เขาดูไม่เหมือนซือเหยียนที่นางรู้จัก ไม่ใช่ซือเหยียนแม่ทัพที่จากไป แล้วก็ไม่ใช่ซือเหยียนที่เป็ประมุขของเผ่าปีศาจ เขาดูเป็ซือเหยียนที่ละวางแล้วทุกสิ่งอย่างด้วยอารมณ์สงบ
“ข้าเคยสาบานตนว่าจะปกป้องพิทักษ์วิหคสีชาด”
“...”
“เ้าเองก็เคยสาบานว่าจะสละเพื่อข้าทุกชาติภพ ซึ่งข้าไม่อยากให้เป็แบบนั้นอีกแล้ว”
“...”
“ข้าอยากไปยังที่ที่ควรไป โดยไม่มีพันธะสัญญาพันเกี่ยวเหนี่ยวรั้งเช่นนี้” ซือเหยียนยื่นมือที่มีสายสีแดงผูกที่นิ้วนางส่งให้จิ่วเหริน นางทำหน้าไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูดเลยสักอย่างเดียว
“ปลดพันธะระหว่างเรา จากนี้เ้าและข้ากลับคืนสู่อิสระ”
“!!!”
“มีแค่เ้าที่ตัดสายสีแดงนี้ออกไปได้ มันคือโลหิตวิหคสีชาดที่เ้าสละมาแล้วจนนับภพชาติไม่ได้”
“ซือเหยียน.. ท..ท่านต้องฟังข้าก่อน”
“ข้ารักเ้าจิ่วเหริน แต่นี่ไม่ถูกต้องเลย สรรพชีวิตต้องโกลาหลเพราะการกระทำของเราทั้งสอง”
“...”
นางก้มหน้ามองมือของซือเหยียนที่อยู่บนฝ่ามือของนาง หยดน้ำตาร่วงหล่นบนสายสีแดงที่ผูกอยู่ นางกลืนก้อนสะอื้นลงคอ เป็เช่นนี้ไปได้อย่างไร ที่ทำมาทั้งหมดล้วนสูญเปล่าหากว่านางตัดพันธะนี้ทิ้งไป สรรพชีวิตจะรอดพ้นจากภัยทั้งปวง แต่นางจะไม่ได้พบซือเหยียนตลอดกาล
#พันธะโลหิตวิหคสีชาด